อาจารย์ตั้ว ภานวีย์ โภไคยอุดม

  • Home
  • อาจารย์ตั้ว ภานวีย์ โภไคยอุดม

อาจารย์ตั้ว ภานวีย์ โภไคยอุดม Contact information, map and directions, contact form, opening hours, services, ratings, photos, videos and announcements from อาจารย์ตั้ว ภานวีย์ โภไคยอุดม, College & University, 29 -30 Queen's Gate, .

ระหว่างวันที่ 20–23 เมษายนนี้ ผมมีโอกาสเข้าร่วมการประชุม ASU-Cintana Presidents’ Summit ณ Arizona State University (ASU)...
22/04/2026

ระหว่างวันที่ 20–23 เมษายนนี้ ผมมีโอกาสเข้าร่วมการประชุม ASU-Cintana Presidents’ Summit ณ Arizona State University (ASU) ประเทศสหรัฐอเมริกา

เวทีนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ผู้นำมหาวิทยาลัยในเครือข่ายพันธมิตรจะได้มาพบกัน พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิด และร่วมกันมองอนาคตของการอุดมศึกษาในระดับโลก

ในวันนี้ 21 เมษายน ผมได้มีโอกาสแนะนำ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) ให้มหาวิทยาลัยพันธมิตรใน Alliance ได้รู้จักมากขึ้น ทั้งจุดแข็งของเรา วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย และความพร้อมในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายการศึกษานานาชาติ

สำหรับผม การมาร่วมเวทีนี้ไม่ใช่เพียงการพา MUT ไปแนะนำตัวในระดับโลก
แต่คือการเปิดโอกาสใหม่ให้กับนักศึกษาของเรา

โอกาสในการเรียนต่อ
โอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์
โอกาสในการเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยพันธมิตรจากหลายประเทศ
และโอกาสที่จะทำให้โลกการเรียนรู้ของนักศึกษาไทยกว้างขึ้นอย่างแท้จริง

ASU-Cintana Alliance เป็นเครือข่ายมหาวิทยาลัยจากหลายประเทศทั่วโลก ที่ทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้เรียนกว่า 340,000 คน ใน 30 ประเทศ

เมื่อมหาวิทยาลัยไทยได้เชื่อมต่อกับเครือข่ายเช่นนี้ ประโยชน์ไม่ได้เกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว แต่จะส่งต่อไปถึง นักศึกษา อาจารย์ สังคม และประเทศชาติ

นักศึกษาจะมีโอกาสมากขึ้น
อาจารย์จะมีพื้นที่ของความร่วมมือทางวิชาการมากขึ้น
สังคมจะได้ประโยชน์จากองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ
และประเทศชาติจะมีคนรุ่นใหม่ที่พร้อมเติบโตในโลกที่เชื่อมถึงกันมากกว่าเดิม

สำหรับผม นี่คือความหมายที่แท้จริงของการเดินทางครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเข้าร่วมประชุม แต่คือการพาโอกาสใหม่กลับมาให้ลูกศิษย์ของเรา และให้อนาคตของประเทศครับ.

คืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปชมการแข่งขันบาสเกตบอลระหว่าง Los Angeles Lakers กับ Utah Jazz ที่ Crypto.com Arena พร้...
14/04/2026

คืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปชมการแข่งขันบาสเกตบอลระหว่าง Los Angeles Lakers กับ Utah Jazz ที่ Crypto.com Arena พร้อมกับครอบครัว

สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจมาก ไม่ได้มีเพียงแค่การแข่งขันในสนาม แต่คือวิธีที่เขาทำให้ “กีฬา” กับ “ความบันเทิง” หลอมรวมเป็นประสบการณ์เดียวกันอย่างงดงาม

มันไม่ใช่แค่การไปดูเกม แต่มันคือการได้เข้าไปอยู่ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยพลัง ความสุข และความรู้สึกร่วมของผู้คนทั้งสนาม

ก่อนเกมจะเริ่ม มีช่วงเวลาหนึ่งที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังอย่างยิ่ง เมื่อเพลงชาติสหรัฐอเมริกาดังขึ้น ผู้คนทั้งสนามต่างพร้อมใจกันลุกขึ้นยืน เป็นภาพที่ทำให้ผมรู้สึกได้ทันทีถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของผู้คน และความภาคภูมิใจที่เขามีต่อบ้านเมืองของตน

บางครั้ง พลังของสังคม ก็ไม่ได้อยู่ในถ้อยคำที่ยิ่งใหญ่เสมอไป แต่อยู่ในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ทุกคนเลือกจะยืนอยู่ด้วยกัน ด้วยหัวใจเดียวกัน

และแน่นอน การได้เห็น LeBron James ยังคงเล่นในระดับสูงได้อย่างน่าทึ่งในวัย 41 ปี ก็เป็นอีกภาพหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างมาก เขาทำให้เราเห็นว่า อายุไม่ใช่ข้อจำกัดเลย หากเรายังรักในสิ่งที่ทำอย่างแท้จริง

เมื่อหัวใจยังมีไฟ วินัยยังมั่นคง และความมุ่งมั่นยังไม่ลดลง มนุษย์เราก็ยังไปต่อได้ไกลกว่าที่หลายคนคาดคิด

ค่ำคืนนั้นจึงไม่ใช่เพียงเวลาแห่งความสุขกับครอบครัว แต่ยังเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่เติมทั้งความทรงจำ ความอบอุ่น และข้อคิดดี ๆ ให้ชีวิต

ในช่วงเวลาแห่งเทศกาลไทยที่อบอวลด้วยความรักและความผูกพันนี้ ผมก็ขอส่งความสุขและความปรารถนาดีมายังครอบครัว เพื่อนฝูง และทุกท่านที่อยู่เมืองไทย

สุขสันต์วันสงกรานต์ครับ
ขอให้ทุกท่านมีความสุข มีเวลาอันมีค่ากับคนที่รัก และมีพลังใจที่งดงามสำหรับการเดินทางต่อไปในชีวิตครับ.

วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ผมรู้สึกว่า ประเทศไทยกำลังขยับเข้าใกล้อนาคตมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญผมมีโอกาสเข้าร่วมพิธีลงนามบันทึ...
09/04/2026

วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ผมรู้สึกว่า ประเทศไทยกำลังขยับเข้าใกล้อนาคตมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ผมมีโอกาสเข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับ Lumentum บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกด้าน Photonics และอุปกรณ์ออปติคอลขั้นสูง จากซิลิคอนวัลเลย์ โดยมีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) และ TMEC ร่วมเป็นภาคีสำคัญ ภายใต้การขับเคลื่อนของกระทรวง อว.

สำหรับผม นี่ไม่ใช่เพียงการลงนาม MOU
แต่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศไทย ในการขยับจากฐานการผลิต ไปสู่การมีบทบาทสูงขึ้นในห่วงโซ่มูลค่าโลก ทั้งในด้านการพัฒนาคน การวิจัย การออกแบบ และนวัตกรรมขั้นสูง เพื่อรองรับโลกยุค AI, Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสมัยใหม่

สิ่งที่น่าภูมิใจอย่างยิ่ง คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ได้อยู่ในจุดสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงในฐานะผู้ร่วมลงนาม แต่ในฐานะ ศูนย์ฝึกอบรมด้านเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวง อว. ให้เป็นหนึ่งในกลไกหลักในการพัฒนากำลังคนของประเทศ

ความร่วมมือครั้งนี้มีความหมายอย่างมากต่อหลายระดับ

สำหรับมหาวิทยาลัย คือโอกาสในการยกระดับหลักสูตร ห้องปฏิบัติการ และระบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรมโลก

สำหรับคณาจารย์และนักวิจัย คือโอกาสในการทำ Applied Research บนโจทย์จริง ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมจริง

สำหรับนักศึกษา คือโอกาสที่จะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ได้ฝึกงาน ทำโครงการ และเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ใกล้กับโลกการทำงานระดับสากลมากขึ้น

และสำหรับประเทศไทย นี่คือการวางรากฐานใหม่ เพื่อให้เราก้าวจากปลายน้ำ ไปสู่ต้นน้ำของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และโฟโตนิกส์ได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น

ผมเชื่อเสมอว่า การสร้างอนาคตของประเทศ ต้องเริ่มจากการสร้าง “คน” และการสร้างคนในโลกยุคใหม่ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากมหาวิทยาลัยไม่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และความเปลี่ยนแปลงของโลกจริง

วันนี้จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งความร่วมมือ
แต่คืออีกหนึ่งวันสำคัญที่ทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่า MUT กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของประเทศ ในการสร้างกำลังคน สร้างนวัตกรรม และสร้างอนาคตของอุตสาหกรรมไทย

ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะมันกำลังเกิดขึ้นแล้ว และกำลังเกิดขึ้นที่ MUT ครับ.

ในช่วงวันที่ 16–18 มีนาคม 2569 นี้ ผมมีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนาผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครแม้งานครั้งนี้จะมีบรร...
19/03/2026

ในช่วงวันที่ 16–18 มีนาคม 2569 นี้ ผมมีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนาผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร

แม้งานครั้งนี้จะมีบรรยากาศแบบ outing แต่ในความหมายที่แท้จริง นี่คือ อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของการร่วมกันคิด ร่วมกันมอง และร่วมกันวางอนาคตของมหาวิทยาลัยเราในอีก 3 ปีข้างหน้า

ตลอดสามวัน เราไม่ได้เพียงมาฟังการบรรยายเรื่องทิศทางของมหาวิทยาลัยไทยในอนาคต แต่ยังได้ร่วมกันระดมความคิดเพื่อสร้าง road map ใหม่ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ให้ชัดขึ้น มั่นคงขึ้น และตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไปมากขึ้นทุกวัน

สิ่งที่ผมรู้สึกมีความหมายมาก คือการได้เห็นพลังของผู้บริหารสองรุ่นเดินไปด้วยกันอย่างงดงาม

รุ่นพี่ คือผู้บริหารอาวุโสที่ผ่านงานสอน งานวิจัย และงานบริหารมาทั้งชีวิต ทุกท่านคือผู้ใหญ่ที่ผมเคารพ และผูกพันกันมาอย่างยาวนาน เป็นทั้งแรงสนับสนุน เป็นทั้งที่ปรึกษา และเป็นเสาหลักทางความคิดของมหาวิทยาลัย

ส่วนผู้บริหารรุ่นใหม่ ก็เต็มไปด้วยพลัง ความคิดสร้างสรรค์ และความตั้งใจที่จะผลักดันมหาวิทยาลัยให้เติบโตอย่างทันโลก ทันคนรุ่นใหม่ และทันความเปลี่ยนแปลงของสังคม

การได้เห็นประสบการณ์ของคนรุ่นหนึ่ง หลอมรวมกับพลังของอีกคนรุ่นหนึ่ง ทำให้ผมมั่นใจมากขึ้นว่า มหาวิทยาลัยของเรายังมีพลังในการก้าวต่อไปอย่างชัดเจน

วันนี้โลกไม่เหมือนเดิม ประชากรลดลง
จำนวนนักศึกษาใหม่ลดลง คนรุ่นใหม่ก็มีวิธีคิดและวิธีใช้ชีวิตที่ต่างไปจากเดิมมาก ดังนั้น เมื่อโลกเปลี่ยน มหาวิทยาลัยก็จำเป็นต้องเปลี่ยน ไม่ใช่เปลี่ยนเพียงเพื่อความอยู่รอด แต่ต้องเปลี่ยนเพื่อทำหน้าที่ให้ใหญ่กว่าเดิม และมีความหมายต่อประเทศมากกว่าเดิม

สำหรับผม สิ่งที่ได้รับจากงานครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแนวทางการทำงานในอนาคต แต่คือความชัดเจนของความผูกพัน ความเข้าใจร่วมกัน และ “DNA แห่งความเป็นมหานคร” ที่ยังส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่ขาดสาย

และ DNA นี้เอง ที่ทำให้ผมเชื่อมั่นว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครจะสามารถก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง พร้อมปรับตัว พร้อมพัฒนา และพร้อมตอบโจทย์ประเทศไทยในอนาคตได้อย่างแท้จริง

ขอขอบคุณทีมงานผู้จัด และผู้เข้าร่วมทุกท่านจากใจจริง

สามวันที่เข้มข้นนี้ ไม่ได้ให้เพียงความรู้หรือความสนุกสนาน แต่ได้สร้างความมั่นใจร่วมกันว่า เราจะเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมีทิศทาง และจะเดินไปด้วยกันอย่างมั่นคง

มหานครจะไม่หยุดอยู่กับที่ แต่มหานครจะก้าวต่อไป ด้วยความเข้าใจอดีต มองเห็นอนาคต และตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุดเพื่อประเทศไทยของเราครับ.

วันนี้ ผมมีเรื่องหนึ่งที่อยากเล่าให้ทุกท่านฟังด้วยความรู้สึกที่ทั้ง “ถ่อมตน” และ “ตระหนักในความหมาย” อย่างลึกซึ้งผมได้รั...
02/03/2026

วันนี้ ผมมีเรื่องหนึ่งที่อยากเล่าให้ทุกท่านฟังด้วยความรู้สึกที่ทั้ง “ถ่อมตน” และ “ตระหนักในความหมาย” อย่างลึกซึ้ง

ผมได้รับหนังสือแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจาก Imperial College London ให้ดำรงตำแหน่ง Visiting Professor ใน Circuits and Systems Research Group, Faculty of Engineering โดยมีวาระตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2026 ถึง 1 มีนาคม 2031 

ตำแหน่งนี้ไม่ได้มีค่าตอบแทนใด ๆ แต่มี “คุณค่า” อย่างยิ่งในเชิงวิชาการและความร่วมมือระหว่างสถาบัน เพราะเป็นการแต่งตั้งจาก Imperial College London โดยตรง เพื่อยอมรับบทบาทและการมีส่วนร่วมทางวิชาการอย่างเป็นทางการและเป็นรูปธรรม

สำหรับผม นี่ไม่ใช่เพียงเกียรติส่วนบุคคล แต่คือ “สะพาน” ที่เชื่อมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครของเรา เข้ากับหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่างเป็นระบบ

หลายท่านทราบดีว่า เราร่วมมือกับ Imperial ในการจัดตั้ง SABER Lab ที่กรุงลอนดอน โดยห้องปฏิบัติการแห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่วิจัย แต่คือแพลตฟอร์มความร่วมมือระดับนานาชาติ ที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยได้ทำงานร่วมกับเครือข่ายวิชาการระดับโลก สร้างองค์ความรู้ใหม่ด้าน semiconductor, AI และระบบอัจฉริยะ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนากำลังคนและระบบนิเวศทางเทคโนโลยีของประเทศไทยในระยะยาว

การที่ผมได้รับสถานะ Visiting Professor จึงช่วยให้การประสานงาน งานวิจัยร่วม การกำกับโครงการ และการสร้างความต่อเนื่องทางวิชาการ มีความชัดเจนและมั่นคงยิ่งขึ้น

อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกซาบซึ้งเป็นพิเศษ คือ คุณพ่อของผม ศาสตราจารย์ ดร.สิทธิชัย โภไคยอุดม ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย ก็เคยได้รับตำแหน่งในลักษณะเดียวกันจาก Imperial เช่นกัน

สำหรับผม นี่ไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจของครอบครัว แต่คือภาพสะท้อนของ “ความต่อเนื่อง” ในการทำงานด้านวิชาการระหว่างประเทศ ที่เราสืบสานกันมาอย่างเป็นรูปธรรมตลอดมา

จากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก จากความร่วมมือเชิงบุคคล สู่ความร่วมมือเชิงสถาบัน และจากความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาวิทยาลัย สู่ผลกระทบต่อระบบการศึกษาไทยโดยรวม ผมตระหนักดีว่า “ตำแหน่ง” ไม่ใช่เป้าหมาย
แต่เป็น “ความรับผิดชอบ” ที่ต้องทำให้เกิดผลลัพธ์จริง

ในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ผมจะใช้โอกาสนี้ เพื่อขยายพื้นที่ให้กับนักศึกษา อาจารย์ และนักวิจัยของเรา
เพื่อให้ความร่วมมือกับ Imperial ไม่ใช่เพียงพิธีการ แต่เป็นกลไกสร้างองค์ความรู้ สร้างคน และสร้างอนาคตให้ประเทศ

ผมเชื่อเสมอว่า งานวิชาการที่แท้จริง ไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะชื่อของใครคนหนึ่ง แต่ยิ่งใหญ่เพราะมันสร้างประโยชน์ให้สังคมได้จริง

และนี่คือสิ่งที่ผมตั้งใจจะทำต่อไปครับ .

09/02/2026
วันนี้ (6 กุมภาพันธ์ 2569) เป็นอีกหนึ่งวันที่มีความหมายมากสำหรับผมช่วงเย็น ผมมีโอกาสสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต ได้ไปตามนัดหม...
07/02/2026

วันนี้ (6 กุมภาพันธ์ 2569) เป็นอีกหนึ่งวันที่มีความหมายมากสำหรับผม

ช่วงเย็น ผมมีโอกาสสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต ได้ไปตามนัดหมายพิเศษที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน เพื่อพบปะนักศึกษาไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในสหราชอาณาจักร

บรรยากาศภายในสถานทูตงดงามและเปี่ยมด้วยความหมาย เต็มไปด้วยศิลปวัตถุและของตกแต่งที่สะท้อนความเป็นไทยอย่างชัดเจน ทั้งยังมีภาพและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ชวนให้เราหยุดมองและทบทวนรากเหง้าของประเทศตัวเองอย่างเงียบ ๆ

สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ คือการได้เห็นการนำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะเอกสารสำคัญในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งทางสถานทูตได้กรุณาเอื้อเฟื้อแบ่งปันไฟล์ต้นฉบับให้ได้ชม เอกสารเหล่านี้มีส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับ “สนธิสัญญาเบาว์ริง” สนธิสัญญาที่ไทยทำกับสหราชอาณาจักรเป็นประเทศแรก เพื่อเปิดประตูประเทศสู่โลกตะวันตก

เบื้องหลังของสนธิสัญญาฉบับนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการเตรียมการอย่างยาวนาน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาบริบทของโลก และแนวทางรับมือกับมหาอำนาจในยุคนั้น โดยเฉพาะอังกฤษ ซึ่งกำลังขยายอิทธิพลอย่างกว้างขวางในเอเชีย ทั้งในอินเดียและจีน

ประเทศไทยผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งนั้นมาได้ ด้วยการ “ยอมเปิดประเทศ” แต่ก็ไม่ได้เสียเปรียบจนสิ้นรูป ในทางกลับกัน เราได้ประโยชน์มากมายจากการเชื่อมต่อกับโลกภายนอก และที่สำคัญที่สุด นี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้ไทยสามารถรักษาเอกราชไว้ได้ ท่ามกลางคลื่นลมของลัทธิล่าอาณานิคม

การเปิดรับโลกตะวันตกในฐานะ “มิตรและพันธมิตร” ไม่ใช่เพียงเรื่องการค้า หรือการเมือง แต่ยังหมายถึงการรักษาดุลยภาพของสังคม ศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศของเรายืนหยัดอยู่ได้จนถึงวันนี้

เรื่องราวเหล่านี้ เป็นแรงบันดาลใจที่ชัดเจนสำหรับผมว่า ประเทศเราจะเดินต่อไปได้ ก็จำเป็นต้อง “เปิดรับความก้าวหน้า” และ “แสวงหาพันธมิตร” ในทุกมิติอย่างไม่หยุดนิ่ง

สำหรับภารกิจของผมในวันนี้ คือการมาเล่าเรื่องการจัดตั้ง SABER Lab ที่ Imperial College London ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับการวิจัยของนักศึกษาและนักวิจัยไทย โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครได้รับบทบาทเป็นผู้ประสานงานหลักในการจัดตั้งแล็บแห่งนี้ ร่วมกับ Imperial College และด้วยการสนับสนุนจากกระทรวง อว.

อีกข่าวดีที่สำคัญมาก คือการที่รัฐบาลไทย โดยกระทรวง อว. ได้สนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านเซมิคอนดักเตอร์ให้กับนักศึกษาไทย รวมทั้งสิ้น 25 ทุน และวันนี้ผมก็ได้มีโอกาสมาเล่าเรื่องโอกาสนี้ให้กับน้อง ๆ นักศึกษาไทยในกรุงลอนดอนด้วยตัวเอง

ขณะที่ยืนเล่าเรื่องสถานการณ์ของประเทศไทย และสิ่งที่เรากำลังพยายามสร้างให้พวกเขาฟัง ภาพหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจ — ภาพชีวิตตอนที่ผมยังเป็นนักเรียน

มันเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยพลัง เต็มไปด้วยความฝันและความหวัง แม้จะเหนื่อยกับการเรียน แต่เราก็รู้ดีว่า วันหนึ่งเมื่อเรียนจบ ชีวิตจะพาเราไปพบกับบทใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม และเปิดโอกาสให้เราได้ใช้ความรู้ ความสามารถ สร้างประโยชน์ให้กับตัวเองและประเทศชาติ

วันนี้ ผมได้รับเกียรติจากท่านปลัดกระทรวง อว. ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล และท่านเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน มาร่วมให้โอวาทและคำแนะนำแก่น้อง ๆ นักศึกษา ซึ่งล้วนเป็น “อนาคตของชาติ” สำหรับผม นี่คืออีกหนึ่งหน้าที่เล็ก ๆ ที่ได้ทำเพื่อประเทศ และเป็นความสุขอย่างยิ่งที่ได้เห็นแววตาแห่งความกระตือรือร้นและแรงบันดาลใจของพวกเขา

ประเทศเล็ก ๆ อย่างประเทศเรา เดินทางมาจนถึงวันนี้ได้ ก็เพราะเราไม่เคยหยุดเปิดประเทศ ไม่เคยหยุดแสวงหาพันธมิตร และไม่เคยหยุดลงทุนกับคนรุ่นใหม่ นี่คือปณิธานที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ครั้งแรกที่ไทยเปิดประตูสู่โลกตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ 4

และผมรู้สึกภูมิใจจริง ๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานเส้นทางนั้น ต่อมาในแบบของพวกเราในวันนี้ครับ.

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นอีกหนึ่งวันที่มีความหมายสำหรับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT)ผมมีโอกาสเข้าร่วมพิธีลงนามบัน...
06/02/2026

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นอีกหนึ่งวันที่มีความหมายสำหรับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT)

ผมมีโอกาสเข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ณ Oxford Brookes University สหราชอาณาจักร เพื่อจัดตั้งความร่วมมือด้าน Automotive, Electric Vehicle (EV) และ Motorsport Engineering ระหว่างสถาบันการศึกษาชั้นนำของสหราชอาณาจักรและประเทศไทย

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการรวมพลังของมหาวิทยาลัยสายเทคโนโลยีของไทย โดยมี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และเครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่งทั่วประเทศ เข้าร่วมลงนามกับ Oxford Brookes University เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตร งานวิจัย และกำลังคนด้านยานยนต์สมัยใหม่ในระดับนานาชาติอย่างเป็นระบบ

พิธีลงนามได้รับเกียรติจาก ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนถึงการสนับสนุนเชิงนโยบายของภาครัฐในการผลักดันการพัฒนากำลังคนด้าน EV มอเตอร์สปอร์ต และวิศวกรรมขั้นสูงของประเทศ

สำหรับ MUT เรามีบทบาทเป็นหนึ่งในผู้ประสานงานหลักของโครงการนี้ ซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานและการมาเยือน Oxford Brookes University อย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้ จนวันนี้ความร่วมมือได้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่ในเอกสาร แต่ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกับอุตสาหกรรมจริง ทั้งการพัฒนาหลักสูตรร่วม การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและอาจารย์ และกิจกรรมด้าน Motorsport และ EV ตามมาตรฐานสากล

ความร่วมมือนี้ถูกถ่ายทอดตรงสู่หลักสูตรใหม่ของเรา “วิศวกรรมมอเตอร์สปอร์ตและยานยนต์ไฟฟ้า (Motorsport & EV Engineering)” หลักสูตรที่พัฒนาบนฐานความร่วมมือกับ Oxford Brookes University และเครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีของไทย เพื่อเตรียมบัณฑิตไทยให้พร้อมทำงานกับเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตในเวทีโลก

นี่คืออีกก้าวสำคัญของ MUT ในการเชื่อม “ห้องเรียน” เข้ากับ “สนามจริง” และเชื่อมประเทศไทยเข้ากับเครือข่ายการศึกษาระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรมครับ.

วันนี้ (2/2/2569) ผมมีโอกาสมาเยี่ยมชมและดูงานด้าน Future Food ที่ University of Sheffield ประเทศสหราชอาณาจักรการเดินทางค...
03/02/2026

วันนี้ (2/2/2569) ผมมีโอกาสมาเยี่ยมชมและดูงานด้าน Future Food ที่ University of Sheffield ประเทศสหราชอาณาจักร

การเดินทางครั้งนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครได้มาพร้อมกับทีมจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อมาสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านอาหารแห่งอนาคตในระดับนานาชาติ

สิ่งแรกที่ผมรู้สึกประทับใจ คือคำขวัญสั้น ๆ ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ — Disce Doce “Learn and Teach” ที่ฟังดูเรียบง่าย แต่มีความหมายลึกมาก ไม่ใช่แค่เรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง แต่ต้องเรียนรู้แล้ว “แบ่งปัน” ความรู้นั้นกลับคืนสู่สังคม
นี่คือภาพของมหาวิทยาลัยในศตวรรษที่ 21 ที่ผมรู้สึกว่าใช่…และจับต้องได้จริง

อีกเรื่องที่ผมชอบมาก คือกรอบคิดของ UK Research and Innovation (UKRI) คือ การให้ทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่ได้ถามว่า “ใครเก่งที่สุด” แต่ถามว่า “ใครจะร่วมมือกันแก้ปัญหาได้ดีที่สุด”

อย่างน้อย 4 มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร ต้องทำงานร่วมกัน และต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อแก้โจทย์ Sustainable Food อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ไม่ใช่ต่างคนต่างเสนอโครงการ แต่เริ่มจากปัญหาของโลกจริง แล้วค่อยดึงจุดแข็งของแต่ละมหาวิทยาลัยมาประกอบเป็นคำตอบ

กรอบคิดนี้ นำไปสู่เครือข่ายอย่าง National Alternative Protein Innovation Centre (NAPIC) ที่โฟกัสชัดเจนเรื่อง Alternative Protein เพื่ออาหารยั่งยืน

สิ่งที่ผมเห็นไม่ใช่แค่ห้องแล็บหรือเทคโนโลยี
แต่คือ “บทสนทนาที่ตรงไปตรงมา” เขาพูดกันชัดว่า ความท้าทายคืออะไร ยากแค่ไหน ใครทำอะไร และจะเดินไปสู่ทางออกอย่างไร
ไม่เริ่มจากโครงการ แต่เริ่มจากโจทย์

ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครอาจไม่ได้อยู่ในสาย Future Food โดยตรง แต่การได้มาเห็น “รูปแบบการทำงาน” และ “การจัดการความร่วมมือ” ของ University of Sheffield โดยเฉพาะกลไกการรวมพลังหลายมหาวิทยาลัย หลายภาคส่วน เพื่อแก้ปัญหาเดียวกัน เป็นรูปแบบที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง และสามารถนำมาปรับใช้กับบริบทของประเทศไทยได้จริง

ผมนั่งฟัง นั่งดู แล้วคิดอยู่ตลอดว่า หากเรานำแนวคิดนี้กลับไป เอาความท้าทายของประเทศเป็นตัวตั้ง แล้วให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งช่วยกันทำในสิ่งที่ตนเองถนัด หา “จุดร่วม” มากกว่าจุดแข่งขัน ประเทศจะได้ประโยชน์มากแค่ไหน?

ถ้าเราทำได้จริง อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตจะไม่ใช่แค่เรื่องงานวิจัย แต่จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ช่วยเกษตรกรในประเทศเรา สร้างงานทักษะสูง และเสริมความมั่นคงทางอาหารให้สังคมไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ผมเชื่อว่า บทบาทขอมหาวิทยาลัยไทยในวันนี้ ไม่ใช่แค่ “ผลิตบัณฑิต”
แต่คือการเชื่อมโจทย์ของประเทศ เข้ากับเครือข่ายของโลก และค่อย ๆ เปลี่ยนความรู้
ให้กลายเป็นพลังที่จับต้องได้ เพื่ออนาคตของสังคมไทยครับ.

Address

29 -30 Queen's Gate

SW7 5JB

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when อาจารย์ตั้ว ภานวีย์ โภไคยอุดม posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Shortcuts

  • Want your university to be the top-listed university?

Share