Muresd ศาสนาและจริยศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยมหิดล

โทร เว็บไซต์ ติดต่อ มหาวิทยาลัย

Muresd ศาสนาและจริยศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยมหิดล ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก Muresd ศาสนาและจริยศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยมหิดล, วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ. พุทธมณฑลสาย 4 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม, จังหวัดนครปฐม

หลักสูตรปริญญาโท-เอก สาขาวิชาศาสนาและจริยศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาควิชามนุษยศาสตร์
⭐เหมาะสำหรับบุคลที่สนใจด้านศาสนาหรือจริยศาสตร์/บุคลากรด้านการพัฒนาในภาครัฐและเอกชนที่เห็นโอกาสในการสร้างความยั่งยืนผ่านบุคลากร/ชุมชนทางศาสนาและมุมมองทางจริยศาสตร์ ปรัชญา ความสำคัญของหลักสูตร
ศึกษา วิจัย และสร้างองค์ความรู้ใหม่แบบบูรณาการทางด้านศาสนากับการพัฒนาให้ทันกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม และเพื่อช่วยส่งเสริมมนุษย์และสังคมให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน

สานต่อความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านศาสนา จริยศาสตร์ และการพัฒนาที่ยั่งยืน21 กันยายน 2569 – ภาควิช...
21/09/2026

สานต่อความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านศาสนา จริยศาสตร์ และการพัฒนาที่ยั่งยืน

21 กันยายน 2569 – ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MoU) ระหว่างคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ วิทยาลัยแสงธรรม โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ คณบดีคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และบาทหลวงธีรพล กอบวิทยากุล อธิการบดีวิทยาลัยแสงธรรม เป็นผู้ลงนาม

ในการนี้ อาจารย์ ดร.กัณฐมณี ลดาพงษ์พัฒนา หัวหน้าภาควิชามนุษยศาสตร์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรัญญู พงศ์ประเสริฐสิน ผู้อำนวยการสำนักงานบริหาร วิทยาลัยแสงธรรม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม

ความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม การแลกเปลี่ยนบุคลากร ตลอดจนความร่วมมือด้านการวิจัยและการศึกษา ระหว่างสองสถาบัน ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองทางวิชาการระหว่างสถาบันการศึกษา

สำหรับ หลักสูตรศาสนาและจริยศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาควิชามนุษยศาสตร์ ความร่วมมือในลักษณะนี้มีความสำคัญต่อการสร้างเครือข่ายทางวิชาการที่เชื่อมโยง ศาสนา จริยศาสตร์ การศึกษา และการพัฒนาที่ยั่งยืน และเปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกันระหว่างสถาบัน

ขอให้ความร่วมมือครั้งนี้นำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ งานวิจัย และการพัฒนาการศึกษาที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมต่อไป

#ศาสนาและจริยศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
#ภาควิชามนุษยศาสตร์ #มหาวิทยาลัยมหิดล
#วิทยาลัยแสงธรรม



Strengthening Academic Collaboration in Religion, Ethics, and Sustainable Development

21 September 2026 – The Department of Humanities, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University, was pleased to be part of the signing of a Memorandum of Understanding (MoU) on academic collaboration between the Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University, and Saengtham College.

The MoU was signed by Professor Dr. Punchada Sirivunnabood, Dean of the Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University, and Reverend Father Theeraphol Kobvithayakul, Rector of Saengtham College.

The signing was witnessed by Lecturer Dr. Kanthamanee Ladaphongphatthana, Head of the Department of Humanities, Mahidol University, and Assistant Professor Dr. Saranyu Pongprasertsin, Director of the Academic Affairs Office, Saengtham College.

The collaboration aims to promote staff exchange and strengthen cooperation in research and education between the two institutions. It provides an important platform for sharing knowledge, experiences, and academic perspectives, while creating opportunities for further collaboration.

For the Religion and Ethics for Sustainable Development Program, Department of Humanities, partnerships such as this are particularly meaningful in building academic networks that connect religion, ethics, education, and sustainable development, and in creating opportunities for institutions to learn from and contribute to one another.

We look forward to the knowledge exchange, research collaboration, and educational opportunities that this partnership will bring.

 #คิดถึงกันทุกวันมหิดล 🧡อีกหนึ่งปีที่ “ธงมหิดล” ออกเดินทางจากภาควิชามนุษยศาสตร์ ไปหาศิษย์เก่าของเรา พร้อมความคิดถึงและสา...
15/09/2026

#คิดถึงกันทุกวันมหิดล 🧡

อีกหนึ่งปีที่ “ธงมหิดล” ออกเดินทางจากภาควิชามนุษยศาสตร์ ไปหาศิษย์เก่าของเรา พร้อมความคิดถึงและสายสัมพันธ์ที่ยังคงเชื่อมโยงกันเสมอ

โครงการส่งธงวันมหิดลสู่ศิษย์เก่า เป็นกิจกรรมที่ภาควิชามนุษยศาสตร์ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็น ปีที่ 3 เพื่อร่วมสืบสานความหมายของวันมหิดล สร้างการรับรู้ถึงการขับเคลื่อนงานของภาควิชา และรักษาความสัมพันธ์ระหว่างภาควิชากับศิษย์เก่าให้ยังคงมีส่วนร่วมและเติบโตไปด้วยกัน

สำหรับปีนี้ เราชวนทุกคนกลับมาระลึกถึงกันผ่านมุมมอง “ #จริยศาสตร์เพื่อการพัฒนา” เพราะการพัฒนาอาจไม่ได้เริ่มต้นจากคำตอบเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการตั้งคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่ดี ถูกต้อง และมีความหมายต่อมนุษย์และสังคม

พร้อม “ประเด็นจริยศาสตร์ชวนคิด” ที่ฝากไปกับธงมหิดล ให้เราได้ลองคิดและแลกเปลี่ยนกันว่า
▶️การพัฒนาแบบใดดีแท้จริง?
▶️หากวันหนึ่งโลกไม่เหลือมนุษย์ เราจะยังต้องรักษาสิ่งแวดล้อมไหม?
▶️ถ้าไม่มีนรกและสวรรค์ เรายังต้องทำความดีไหม?
▶️เมื่อ AI ทำผิด ใครควรรับผิดชอบ?

เพราะไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เราเชื่อว่าสายสัมพันธ์ระหว่าง “มนุษยศาสตร์–ศิษย์เก่า–สังคม” ยังคงเดินทางต่อไปได้ ผ่านการคิด การตั้งคำถาม และการร่วมกันสร้างการพัฒนาที่ไม่ทิ้ง “มนุษย์” ไว้ข้างหลัง

🚩จนกว่าเราจะได้พบกัน 🧡

#คิดถึงกันทุกวันมหิดล
#24กันยายน #วันมหิดล
#จริยศาสตร์เพื่อการพัฒนา
#มนุษยศาสตร์ที่เอาธุระกับสังคม

มหิดลร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนา “ครอบครัวเข้มแข็ง” ต่อยอดบทบาทศาสนาในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว9 กันยายน 2569 –...
09/09/2026

มหิดลร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนา “ครอบครัวเข้มแข็ง” ต่อยอดบทบาทศาสนาในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว

9 กันยายน 2569 – อ.ดร.กัณฐมณี ลดาพงษ์พัฒนา หัวหน้าภาควิชามนุษยศาสตร์ พร้อมด้วย อ.ดร.ไลลา หริ่มเพ็ง คณาจารย์ประจำหลักสูตรศาสนาและจริยศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้การต้อนรับ บาทหลวงวีรยุทธ เกียรติสกุลชัย ผู้จัดการแผนกครอบครัว อัครสังฆมณฑลกรุงเทพ และ คุณชัชชัย สังฆทิพย์ ผู้ประสานงานแผนก เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาโครงการส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัวให้สอดคล้องกับบริบทและความท้าทายของครอบครัวในสังคมปัจจุบัน

การหารือครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จาก โครงการส่งเสริมชีวิตครอบครัว ซึ่งดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 และมีคู่สมรสเข้าร่วมแล้วกว่า 1,800 คู่ พร้อมทั้งร่วมกันมองไปข้างหน้าถึงการต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาเกือบ 40 ปี สู่การพัฒนาแนวทาง “ครอบครัวเข้มแข็ง” ที่ยังคงคุณค่าของโครงการเดิม ขณะเดียวกันก็สามารถตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ได้มากยิ่งขึ้น

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการพูดคุยคือ การทำความเข้าใจว่า “ครอบครัว” ในสังคมปัจจุบันมีความหลากหลายและเผชิญความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้น การส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัวจึงอาจต้องก้าวไปไกลกว่าการให้ความรู้เรื่องชีวิตคู่ โดยครอบคลุมทั้งทักษะการสื่อสารและการเข้าใจความต้องการของสมาชิกในครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัย ตลอดจนปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของครอบครัว

ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนบทเรียนจากการทำงานด้านครอบครัวในบริบทของ ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก โปรเตสแตนต์ และศาสนาอิสลาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ละศาสนาจะมีหลักคำสอนและแนวทางการทำงานที่แตกต่างกัน แต่ต่างให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ การดูแลสมาชิกในครอบครัว และการช่วยให้ครอบครัวสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและปัญหาต่าง ๆ ได้

จากการหารือ มีแนวคิดที่จะพัฒนาความร่วมมือระหว่าง แผนกครอบครัว อัครสังฆมณฑลกรุงเทพ และภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการรวบรวมบทเรียนและความคิดเห็นจากผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการ ตลอดจนเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญและศาสนาต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประกอบการพัฒนาและทดลองรูปแบบกิจกรรมสำหรับครอบครัวที่เหมาะสมกับบริบทสังคมปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อ “ศาสนากับการส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัว” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนจากศาสนาต่าง ๆ ร่วมแบ่งปันแนวคิด ประสบการณ์ และบทเรียนในการทำงานกับครอบครัว ซึ่งจะเป็นอีกก้าวหนึ่งของการสร้างองค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือด้านศาสนาและการพัฒนาครอบครัว

การพบกันครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการหารือเพื่อพัฒนากิจกรรมใหม่ แต่เป็นการร่วมกันตั้งคำถามสำคัญว่า ในโลกที่ครอบครัวกำลังเปลี่ยนแปลง ศาสนา สถาบันการศึกษา และภาคีเครือข่ายจะร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ครอบครัวเข้มแข็งและสามารถดูแลสมาชิกของตนเองได้อย่างไร

#ครอบครัวเข้มแข็ง #ศาสนากับครอบครัว #ศาสนาและการพัฒนา

Mahidol University Joins Discussion on “Strong Families”: Advancing the Role of Religion in Strengthening Families

9 September 2026 – Dr. Kanthamanee Ladapongpattana, Head of the Department of Humanities, together with Dr. Laila Hrimpeng, faculty member of the Religion and Ethics for Sustainable Development Program, Department of Humanities, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University, welcomed Fr. Weerayut Kiatsakulchai, Manager of the Family Department, Archdiocese of Bangkok, and Mr. Chatchai Sangthip, Department Coordinator, for a discussion on potential collaboration to further develop family-strengthening initiatives in response to the changing contexts and challenges faced by families today.

The meeting provided an opportunity to exchange experiences from the Family Life Promotion Program, which has been running since 1989 and has engaged more than 1,800 couples. The discussion also looked ahead to how nearly four decades of accumulated knowledge and experience could be built upon to develop a “Strong Families” approach—one that preserves the strengths and values of the existing program while responding more effectively to the needs of contemporary families.

One of the key issues discussed was the recognition that families today are increasingly diverse and face more complex challenges. Strengthening families may therefore need to go beyond education on married life to include communication skills, understanding the needs of individual family members, intergenerational relationships, and the broader economic and social factors that affect family well-being.

The meeting also provided an opportunity to exchange lessons from family-strengthening work within Catholic, Protestant, and Islamic contexts. While each religious tradition has its own teachings and approaches, all share an emphasis on nurturing relationships, caring for family members, and helping families navigate change and overcome challenges.

The discussion explored potential collaboration between the Family Department of the Archdiocese of Bangkok and the Department of Humanities, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University. This could include gathering lessons learned and feedback from previous program participants, as well as creating opportunities for experts and representatives from different religious traditions to exchange knowledge and experiences. These insights could then contribute to the development and piloting of family programs that are better suited to contemporary social contexts.

The participants also discussed the possibility of organizing a learning forum on “Religion and Family Strengthening,” bringing together representatives from different religious traditions to share perspectives, experiences, and lessons from their work with families. Such a forum could serve as another step toward building knowledge and strengthening collaborative networks at the intersection of religion and family development.

The meeting was therefore not simply about developing new activities, but about exploring a broader and important question: In a world where families are changing, how can religious communities, academic institutions, and partner networks work together to create environments that enable families to become stronger and better able to care for their members?

ลงพื้นที่ทดสอบเครื่องมือวิจัย เพื่อศึกษาบทบาทของคริสตจักรในการพัฒนาเด็กและเยาวชน7 กันยายน 2569 – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ป...
07/09/2026

ลงพื้นที่ทดสอบเครื่องมือวิจัย เพื่อศึกษาบทบาทของคริสตจักรในการพัฒนาเด็กและเยาวชน

7 กันยายน 2569 – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประทีป ฉัตรสุภางค์ พร้อมด้วย อาจารย์ ดร.วรพงษ์ เจริญวงษ์ คณาจารย์ประจำหลักสูตรศาสนาและจริยศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อทดสอบเครื่องมือวิจัย ภายใต้โครงการ “Evaluating Church and Youth Development Program: A Case of ‘P2J Initiative’ and ‘Church as Catalyst’ of Compassion Thailand”

โครงการวิจัยดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อศึกษาการดำเนินงานด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนผ่านบทบาทของคริสตจักร โดยคณะผู้วิจัยมีกำหนดลงพื้นที่ใน อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย และอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทดลองใช้และพัฒนาเครื่องมือวิจัยให้มีความเหมาะสม ก่อนนำไปใช้ในการเก็บข้อมูลสำหรับการวิจัยต่อไป

สำหรับการลงพื้นที่ในวันที่ 7 กันยายน 2569 คณะผู้วิจัยได้ทดลองใช้เครื่องมือกับผู้นำคริสตจักรและเด็กและเยาวชนในพื้นที่ เพื่อรับฟังประสบการณ์และมุมมองจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง โดยได้ลงพื้นที่เยี่ยม คริสตจักรหนองเขียว โบสถ์ 2 คริสตจักรบ้านโป่ง และคริสตจักรที่ 1 ฝาง

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการพัฒนาเครื่องมือวิจัย เพื่อให้สามารถสะท้อนบริบทและประสบการณ์จริงของคริสตจักร เด็ก และเยาวชน และนำไปสู่การศึกษาบทบาทของคริสตจักรในการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น



Photo credit: Compassion Thailand

Field Visit to Pilot Research Tools: Exploring the Role of Churches in Child and Youth Development

7 September 2026 – Assistant Professor Dr. Pratheep Chatsuphang, together with Dr. Worapong Charoenwong, faculty members of the Religion and Ethics for Sustainable Development Program, Department of Humanities, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University, conducted a field visit in Chiang Mai Province to pilot research tools for the research project “Evaluating Church and Youth Development Program: A Case of ‘P2J Initiative’ and ‘Church as Catalyst’ of Compassion Thailand.”

The research project aims to examine approaches to child and youth development through the role of churches. As part of the research process, the research team is conducting field visits in Fang, Mae Ai, and Chiang Dao districts of Chiang Mai Province to pilot and refine the research tools before they are used for subsequent data collection.

During the field visit on 7 September 2026, the research team piloted the research tools with church leaders, children, and young people, providing an opportunity to hear directly about their experiences and perspectives. The team visited Nong Khiao Church 2, Ban Pong Church, and First Church of Fang.

This field visit is an important part of the research tool development process, helping ensure that the tools adequately reflect the actual contexts and lived experiences of churches, children, and young people. The insights gained will contribute to a more contextually grounded understanding of the role of churches in promoting child and youth development.

ทุกภาคส่วนมีบทบาทในการทำให้เด็กเติบโตในครอบครัว2 กันยายน 2569 – อ.ดร.กัณฐมณี ลดาพงษ์พัฒนา หัวหน้าภาควิชามนุษยศาสตร์ และอ...
02/09/2026

ทุกภาคส่วนมีบทบาทในการทำให้เด็กเติบโตในครอบครัว

2 กันยายน 2569 – อ.ดร.กัณฐมณี ลดาพงษ์พัฒนา หัวหน้าภาควิชามนุษยศาสตร์ และอาจารย์ประจำหลักสูตรศาสนาและจริยศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นวิทยากรบรรยายและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อ “Rethinking Alternative Care in Thailand” แก่บุคลากรของ UNICEF Thailand ในกิจกรรม Wednesday Closer Together ซึ่งจัดโดย Child Protection Section, UNICEF Thailand

การบรรยายชวนผู้เข้าร่วมทำความเข้าใจแนวคิดเรื่อง การเลี้ยงดูทดแทน (Alternative Care) ตั้งแต่การป้องกันไม่ให้เด็กต้องแยกจากครอบครัวโดยไม่จำเป็น การเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว (Family Strengthening) และระบบคัดกรอง (Gatekeeping) ไปจนถึงการจัดการเลี้ยงดูทดแทนแบบครอบครัว การดูแลในสถานรองรับเด็ก การจัดทำแผนการดูแลเด็กรายบุคคล และการคืนเด็กสู่ครอบครัว

หัวใจสำคัญของการพิจารณาการเลี้ยงดูทดแทน คือหลัก Necessity & Suitability โดยต้องเริ่มจากคำถามว่า “เด็กจำเป็นต้องแยกจากพ่อแม่หรือครอบครัวจริงหรือไม่” และหากจำเป็นต้องได้รับการเลี้ยงดูทดแทน รูปแบบใดจึงจะเหมาะสมกับความจำเป็นและความต้องการเฉพาะของเด็กคนนั้น โดยการดูแลในสถานรองรับเด็กควรเป็นทางเลือกสุดท้าย ทั้งนี้ การเลี้ยงดูแบบครอบครัวเองก็จำเป็นต้องมีการประเมิน การปกป้องคุ้มครอง การสนับสนุน และการติดตามอย่างเหมาะสมเช่นกัน

การบรรยายยังชวนตั้งคำถามต่อวิธีคิดที่มักเริ่มต้นจาก “เราจะนำเด็กคนนี้ไปไว้ที่ไหน?” ให้เปลี่ยนเป็น “เด็กและครอบครัวนี้ต้องการอะไร และเราสามารถป้องกันการแยกเด็กออกจากครอบครัวได้หรือไม่?” โดยใช้กรณีศึกษาของ “Maya” เด็กหญิงวัย 10 ปีที่อาศัยอยู่กับคุณยายซึ่งประสบปัญหาทางการเงิน เพื่อชวนผู้เข้าร่วมพิจารณาว่า บางครั้งสิ่งที่ครอบครัวต้องการอาจไม่ใช่การนำเด็กออกจากครอบครัว แต่คือการสนับสนุนที่เหมาะสมเพื่อให้ครอบครัวยังคงสามารถดูแลเด็กได้อย่างปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนถึงสถานการณ์การเลี้ยงดูทดแทนในประเทศไทย ซึ่งมีเด็ก 24.6% หรือกว่า 3 ล้านคนที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับบิดามารดา โดยในกลุ่มการเลี้ยงดูโดยเครือญาติ ร้อยละ 78.6 อาศัยอยู่กับปู่ย่าตายาย ขณะที่ระบบการเลี้ยงดูทดแทนของประเทศไทยยังพึ่งพาการดูแลในสถานรองรับเด็กค่อนข้างมาก และการเลี้ยงดูแบบครอบครัวในรูปแบบอื่นยังมีอยู่อย่างจำกัด

อีกประเด็นสำคัญคือ การดูแลเด็กและการสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวไม่ใช่ภารกิจของงานคุ้มครองเด็กเพียงฝ่ายเดียว แต่ทุกส่วนงานของ UNICEF สามารถมีส่วนช่วยป้องกันการแยกเด็กออกจากครอบครัวได้ ตั้งแต่นโยบายสังคมและระบบคุ้มครองทางสังคม การศึกษาและการทำให้เด็กเปราะบางยังคงอยู่ในระบบการศึกษา การพัฒนาเด็กปฐมวัย การมีส่วนร่วมของวัยรุ่น การจัดการรายกรณีและระบบ Gatekeeping การสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการเลี้ยงดูแบบครอบครัว ตลอดจนการระดมทรัพยากรและสร้างความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว

ท้ายที่สุด การบรรยายชวนผู้เข้าร่วมเปลี่ยนคำถามจาก “ทำไมครอบครัวนี้จึงดูแลลูกของตนเองไม่ได้?” เป็น “ครอบครัวนี้ขาดการสนับสนุนอะไร ที่หากได้รับแล้วจะทำให้สามารถดูแลเด็กได้อย่างปลอดภัย?” พร้อมชวนแต่ละคนทบทวนจากบทบาทและตำแหน่งงานของตนเองว่า จะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อช่วยให้เด็กยังคงเติบโตอย่างปลอดภัยในครอบครัว

สาระสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการหารูปแบบการเลี้ยงดูทดแทนที่ดีขึ้น แต่คือ การป้องกันการแยกเด็กจากครอบครัวโดยไม่จำเป็น จัดการเลี้ยงดูทดแทนที่เหมาะสมกับเด็กเป็นรายบุคคลเมื่อมีความจำเป็น และสร้างระบบที่สนับสนุนครอบครัว แทนระบบที่เข้ามาทดแทนครอบครัว เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสเติบโตในครอบครัวที่ปลอดภัยและเอาใจใส่

Every child needs a family.

Photo credit: Unicef Thailand

------------------------------------------------------
Every Section Has a Role in Helping Children Grow Up in Families

2 September 2026 – Dr. Kanthamanee Ladaphongphatthana, Head of the Department of Humanities and lecturer in the Religion and Ethics for Sustainable Development Programme, Department of Humanities, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University, served as a guest speaker on “Rethinking Alternative Care in Thailand” for UNICEF Thailand staff during Wednesday Closer Together, organized by the Child Protection Section, UNICEF Thailand.

The session invited participants to rethink alternative care through the broader continuum of care—from preventing unnecessary separation and strengthening families, to gatekeeping, family-based alternative care, residential care, individual care planning, and family reintegration.

At the heart of the discussion were the principles of Necessity and Suitability. The first question should be whether a child needs to be separated from parental or family care at all. If alternative care is necessary, the next question is which form of care is most suitable for that individual child’s needs. Residential or institutional care should be used only as a last resort. At the same time, family-based care should not automatically be assumed to be safe; every placement still requires appropriate assessment, safeguarding, support, and monitoring.

Using the case of “Maya,” a 10-year-old girl living with her grandmother, the session challenged participants to reconsider a common starting question: rather than asking “Where can we place this child?”, we should first ask “What does this child and family need?” and “Can separation be prevented?” In Maya’s case, her grandmother was struggling financially but could continue caring for her if adequate financial support were available. The case illustrated how a child may sometimes be separated from family not because the family is unable or unwilling to care, but because the support needed to keep the family together is missing.

The session also explored the alternative care situation in Thailand. 24.6% of children—more than 3 million—are not living with their biological parents. Kinship care is prevalent, with 78.6% of children in this group living with grandparents. At the same time, Thailand’s care system remains highly reliant on institutional care, while formal foster care and other family-based options remain comparatively limited.

An important message of the session was that keeping children safely in families is not the responsibility of Child Protection alone. Every UNICEF section can contribute to preventing unnecessary family separation. Social Policy can strengthen social protection, child benefits, and public finance; Education can help vulnerable children remain in school; Early Childhood Development can strengthen parenting support and early identification; Adolescent Development and Participation can support participation, life skills, and support networks; Child Protection can strengthen case management, gatekeeping, and safeguarding; Communication can help shift social norms and public understanding of family-based care; and Fundraising and Partnerships can mobilize resources and investment in family strengthening.

Participants were therefore invited to shift the question from “Why can’t this family take care of its child?” to “What support is missing that would enable this family to care for the child safely?” They were also encouraged to reflect on their own roles by asking: “From where I sit, what can I do to help families stay together?”

The key message was that care reform is not simply about finding better alternative placements or closing residential facilities. It is about preventing unnecessary separation, ensuring that alternative care is suitable for each individual child when it is genuinely necessary, and building systems around families—not systems that replace them.

Every child needs a family.

☕🌿 มนุษยศาสตร์คาเฟ่ ครั้งที่ 1 | “รักษ์มนุษยศาสตร์นะ”พื้นที่เล็ก ๆ สำหรับการพูดคุย แลกเปลี่ยน และเชื่อมโยงกันของคณาจารย์...
02/09/2026

☕🌿 มนุษยศาสตร์คาเฟ่ ครั้งที่ 1 | “รักษ์มนุษยศาสตร์นะ”

พื้นที่เล็ก ๆ สำหรับการพูดคุย แลกเปลี่ยน และเชื่อมโยงกันของคณาจารย์ภาควิชามนุษยศาสตร์ ท่ามกลางบรรยากาศสบาย ๆ แบบคาเฟ่

ครั้งแรกของเรา ชวนกันมา อัปเดตชีวิตและการทำงาน ตั้งแต่สุขภาพและความเป็นอยู่ การเรียนการสอน ไปจนถึงภาระงานและสิ่งที่แต่ละคนกำลังขับเคลื่อน เพื่อให้เราได้รู้จัก เข้าใจ และมองเห็นกันมากขึ้นในฐานะเพื่อนร่วมงาน

พร้อมทั้งพูดคุยถึงก้าวต่อไปของภาควิชา กับการเตรียมจัด Conference ร่วมกับเครือข่าย ที่จะเป็นอีกพื้นที่หนึ่งในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ผู้คน และความร่วมมือทางวิชาการ

เพราะการทำงานร่วมกัน อาจเริ่มต้นง่าย ๆ จากการได้นั่งลง รับฟัง และรู้ว่า “ช่วงนี้แต่ละคนเป็นอย่างไรกันบ้าง” 💚

มนุษยศาสตร์ที่เอาธุระกับสังคม
Socailly Engaged Humanities

#มนุษยศาสตร์คาเฟ่ #รักษ์มนุษยศาสตร์นะ #ภาควิชามนุษยศาสตร์

รวมพลังเครือข่ายเพื่อสร้างการตระหนักรู้ถึงผลกระทบของการดูแลเด็กในสถานสงเคราะห์และสถานรองรับเด็ก26 สิงหาคม 2569 -  อ.ดร.ก...
26/08/2026

รวมพลังเครือข่ายเพื่อสร้างการตระหนักรู้ถึงผลกระทบของการดูแลเด็กในสถานสงเคราะห์และสถานรองรับเด็ก

26 สิงหาคม 2569 - อ.ดร.กัณฐมณี ลดาพงษ์พัฒนา อาจารย์ประจำหลักสูตรศาสนาและจริยศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาควิชามนุษยศาสตร์ และ อ.ดร.ลอเรน เอเวอรี่ ศูนย์เอเชียศึกษา คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมจัดเวทีสาธารณะเพื่อสร้างความตระหนักรู้ผลกระทบของการดูแลเด็กในสถานสงเคราะห์และสถานรองรับเด็กทั้งภาครัฐและเอกชน จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เครือข่ายการเลี้ยงดูทดแทนประเทศไทย คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และองค์การกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ประเทศไทย เวทีสาธารณะนี้จัดที่โรงแรม Rembrandt Bangkok กรุงเทพมหานคร และมีการถ่ายทอดสดในเพจเฟซบุ๊คของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ในเวทีสาธารณะนี้ได้รับเกียรติจากนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวปาฐกถา โดยได้ให้ทิศทางนโยบายในการขับเคลื่อนงานไว้ 5 ประการหลัก ได้แก่ การกำกับดูแลและปรับมาตรฐานสถานสงเคราะห์ การเร่งคืนเด็กสู่ครอบครัว การส่งเสริมการเลี้ยงดูทดแทนแบบครอบครัว การเน้นสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว และการปรับทิศทางการให้ทุนไปยังการสนับสนุนครอบครัว แทนการสนับสนุนสถานสงเคราะห์

ในการนี้ อ.ดร.กัณฐมณี ลดาพงษ์พัฒนา ได้ดำเนินรายการในวงเสวนาเรื่อง ผลกระทบของการเลี้ยงดูเด็กในสถานสงเคราะห์ โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สมบัติ ตาปัญญา รองศาสตราจารย์ พญ. วนิดา เปาอินทร์ และนางสาวอภิสรา แซ่ลี เป็นวิทยากรร่วมเสวนา

วงเสวนาได้กล่าวถึงข้อจำกัดของการเลี้ยงดูเด็กในสถานรองรับขนาดใหญ่ ที่ทำให้เด็กขาดความผูกพันและไม่ได้ขยายความผูกพันออกไปจากตนเอง สู่ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติอย่างที่ควรจะเป็นได้อย่างเต็มที่ มีความเสี่ยงกรณีแสวงประโยชน์และการล่วงละเมิด ขาดโอกาสให้เด็กได้รับ “อาหารสมอง” ไม่ได้รับโอกาสในการสำรวจโลกและสร้างจินตนาได้เต็มศักยภาพ และในบางกรณีอาจจะขาดสารอาหารด้วย นอกจากนั้น ความไม่เท่าเทียมเชิงอำนาจยังทำให้เห็นการเลี้ยงดูเด็กที่แตกต่างจากสภาพแวดล้อมของครอบครัว เพราะสถานสงเคราะห์เด็กมักจะเลี้ยงดูเด็กกลุ่มใหญ่โดยไม่ได้เอาใจใส่เด็กเป็นรายบุคคล

แม้ในสถานสงเคราะห์ที่มีทรัพยากรเพียบพร้อมก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการเสริมพลังครอบครัว การเอาใจใส่เด็กตามความจำเป็นและความต้องการเฉพาะกรณี และการป้องกันเด็กจากความรุนแรง รวมถึงความรุนแรงที่กระทำโดยผู้ดูแลเอง ซึ่งมักจะขาดความรู้และทักษะในการเลี้ยงดูเด็ก

ในเวทีสาธารณะนี้ยังมีการเสวนาถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อเปลี่ยนผ่านการนำเด็กเข้าสู่สถานสงเคราะห์ไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชน และเสวนาถึงตัวอย่างสถานสงเคราะห์เด็กเอกชนที่เปลี่ยนรูปแบบการดำเนินการเพื่อลดการนำเด็กเข้าสู่สถานสงเคราะห์แล้วด้วย

Photo credit: กรมกิจการเด็กและเยาวชน, ACT: Alternative Care Thailand

Joining Forces to Raise Awareness on the Impacts of Institutional Care for Children

August 26, 2026 – Lecturer Dr. Kanthamanee Ladaphongphatthana, a faculty member of the Religion and Ethics for Sustainable Development Program, Department of Humanities, and Lecturer Dr. Lauren Avery, Centre for Asian Studies, Faculty of Social Sciences and Humanities, Mahidol University, co-organized a public forum to raise awareness on the impacts of placing children in public and private shelters and residential care facilities. The event was organized by the National Human Rights Commission of Thailand (NHRCT), in collaboration with the Ministry of Social Development and Human Security (MSDHS), the Alternative Care Network Thailand, the Faculty of Social Sciences and Humanities at Mahidol University, and UNICEF Thailand. The public forum was held at the Rembrandt Hotel Bangkok and streamed live on the NHRCT page.

During the forum, Mr. Nikorn Somklang, Minister of Social Development and Human Security, delivered a keynote address outlining five key policy directions: supervising and improving standards in residential care homes, accelerating the reintegration of children into families, promoting family-based alternative care, strengthening families, and reallocating funding toward family support rather than institutional care.

Lecturer Dr. Kanthamanee moderated a panel discussion titled "The Impact of Institutional Childcare," featuring Assistant Professor Dr. Sombat Tapanya, Associate Professor Dr. Wanida Paoin, and Ms. Apisara Saelee as guest panelists.

The panel highlighted the limitations of large-scale residential care institutions, which prevent children from developing proper attachment bonds that should naturally extend to their families, communities, and nation. Key issues discussed included the risks of exploitation and abuse, lack of opportunities to receive "brain food," limited freedom to explore the world and nurture imagination to full potential, and, in some cases, malnutrition. Additionally, power imbalances lead to caregiving environments vastly different from family life, as institutions tend to manage large groups rather than provide individualized attention.

Even well-resourced institutions face inherent limitations in empowering families, catering to individual needs, and protecting children from violence—including abuse committed by caregivers who often lack proper knowledge and child-rearing skills.
The forum also featured panel sessions sharing real-world experiences on transitioning children out of institutions toward family and community empowerment, as well as case studies of private children's homes that have successfully reformed their operations to reduce institutional admissions.

📣 ขอเชิญร่วมรับชมการถ่ายทอดสด งานเปิดตัว“แนวปฏิบัติเพื่อการส่งเสริมสิทธิและการคุ้มครองเด็กตามหลักการอิสลาม สำหรับมัสยิดแ...
24/08/2026

📣 ขอเชิญร่วมรับชมการถ่ายทอดสด งานเปิดตัว
“แนวปฏิบัติเพื่อการส่งเสริมสิทธิและการคุ้มครองเด็กตามหลักการอิสลาม สำหรับมัสยิดและสถานศึกษาอิสลาม”

แนวปฏิบัติฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนให้มัสยิดและสถานศึกษาอิสลามมีแนวทางในการส่งเสริมสิทธิ สร้างพื้นที่ปลอดภัย และปกป้องคุ้มครองเด็กอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับหลักการอิสลามและหลักสิทธิเด็ก

🗓 วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569
⏰ เวลา 12.30–16.30 น.
📍 รับชมการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live ทางเพจ MURESD ศาสนาและจริยศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยมหิดล

ภายในงานพบกับ

🔹 การเปิดตัวแนวปฏิบัติฯ อย่างเป็นทางการ
🔹 พิธีเปิดและมอบนโยบายด้านการส่งเสริมสิทธิและการคุ้มครองเด็กในชุมชนมุสลิม
🔹 การเสวนาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ
🔹 การนำเสนอสาระสำคัญของแนวปฏิบัติฯ
🔹 ช่วงถาม–ตอบและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

📘 สามารถดาวน์โหลดแนวปฏิบัติฉบับเต็มได้ที่
https://mahidolhumanities.org/religionsandchildprotection.php

มาร่วมกันสร้างมัสยิด สถานศึกษา และชุมชนมุสลิมให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัย เคารพศักดิ์ศรี และคุ้มครองเด็กทุกคนอย่างรอบด้าน

#สิทธิเด็ก #การคุ้มครองเด็ก #อิสลาม #มัสยิด #สถานศึกษาอิสลาม

📚 MURESD | Academic Engagementผศ.ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ อาจารย์ประจำหลักสูตร สาขาวิชาศาสนาและจริยศาสตร์เพื่อการพั...
23/08/2026

📚 MURESD | Academic Engagement

ผศ.ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ อาจารย์ประจำหลักสูตร สาขาวิชาศาสนาและจริยศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (MURESD) ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับเชิญจาก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นวิทยากรบรรยายในการประชุมวิชาการ หัวข้อ

“Writing Research Articles in Buddhist Studies for Publication in Scopus-Indexed Journals”

โดยถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ด้านการเขียนบทความวิจัยทางพุทธศาสนศึกษาเพื่อการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ แก่นักศึกษานานาชาติและคณาจารย์ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่

📅 วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569
📍 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนบทบาททางวิชาการของคณาจารย์ MURESD ในการร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยด้านศาสนศึกษาในระดับนานาชาติ

📚 การสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกขอแสดงความยินดีกับ คุณซัลมาน อาดำ นักศึกษาหลักสูตรศาสนากับการพัฒนา (MURAD) ผ่านก...
19/08/2026

📚 การสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก

ขอแสดงความยินดีกับ คุณซัลมาน อาดำ นักศึกษาหลักสูตรศาสนากับการพัฒนา (MURAD) ผ่านการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ หัวข้อ
“Wahiduddin Khan’s Conception of Interreligious Dialogue”

งานวิจัยศึกษามโนทัศน์การสานเสวนาระหว่างศาสนาของเมาลานา วะฮีดุดดีน คาน โดยพบว่า การเสวนาระหว่างศาสนาเป็น “ศิลปะแห่งการบริหารจัดการความแตกต่าง” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ศรัทธายืนหยัดในความเชื่อของตน ควบคู่กับการเคารพความแตกต่าง มุ่งสร้างความกลมเกลียวและการเรียนรู้ร่วมกันในสังคม มิใช่เครื่องมือเพื่อเปลี่ยนศาสนา

การสอบจัดขึ้นในวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องเฟื่องฟ้า ชั้น 3 อาคาร 2 คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่อยู่

มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ. พุทธมณฑลสาย 4 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม
จังหวัดนครปฐม
73170

เบอร์โทรศัพท์

+6628002840

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Muresd ศาสนาและจริยศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ มหาวิทยาลัย

ส่งข้อความของคุณถึง Muresd ศาสนาและจริยศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยมหิดล:

ทางลัด

แชร์