Art Theory Silpakorn University

Art Theory Silpakorn University ภาควิชาทฤษฎีศิลป์ คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

เพจนี้ทำขึ้นเพื่อการเผยแพร่ความรู้ ข่าวสารและกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะของภาควิชาทฤษฎีศิลป์ คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อประโยชน์กับนักศึกษาและบุคคลทั่วไปค่ะ :)

ฐพงศ์ ศรีใส ศิษย์เก่าทฤษฎีศิลป์ ปริญญาตรี ที่ย้ายถิ่นฐานไปทำงานอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ ได้รับคัดเลือกให้เป็นภัณฑารักษ์จากโ...
31/07/2026

ฐพงศ์ ศรีใส ศิษย์เก่าทฤษฎีศิลป์ ปริญญาตรี ที่ย้ายถิ่นฐานไปทำงานอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ ได้รับคัดเลือกให้เป็นภัณฑารักษ์จากโครงการ Open Ground ของ Bangkok Kunsthalle
ควีนมอธ หรือฐพงศ์ จัดนิทรรศการ Mooring นำเสนอศิลปินนานาชาติที่หลากหลายทั้งเพศสภาพ เชื้อชาติที่ผสมผสาน และวัฒนธรรมลูกผสม
ฐพงศ์ และศิลปินได้เอื้อเฟื้อเวลามาพบปะพูดคุยกับนักศึกษาปริญญาตรี และปริญญาเอก สาขาทฤษฎีศิลป์ ทั้งออนไลน์ ในห้องเรียน และในห้องนิทรรศการ
ขอขอบคุณ และแสดงความยินดีกับฐพงศ์ ศิษย์เก่าคนเก่งมา ณ ที่นี้

นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิชาทฤษฎีศิลป์ ในรายวิชาสัมมนาทฤษฎีศิลป์ เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ณ หอศิลป์ Bangkok Khun...
29/07/2026

นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิชาทฤษฎีศิลป์ ในรายวิชาสัมมนาทฤษฎีศิลป์ เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ณ หอศิลป์ Bangkok Khunsthalle เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2569 โดยได้รับการต้อนรับจากคุณฐพงศ์ ศรีใส (ควีนมอท) ศิษย์เก่าปริญญาตรีสาขาวิชาทฤษฎีศิลป์ คิวเรเตอร์หลักที่ทำงานร่วมกับศิลปินต่างชาติอีก 4 ท่าน นำชมผลงานศิลปะที่เกิดจากการทบทวนอดีตตั้งแต่วัยเยาว์ของแต่ละท่าน ซึ่งแม้จะทำงานในระดับนานาชาติ แต่ก็มีรากเหง้าร่วมกันในวัฒนธรรมแบบเอเชีย การทำงานในกรุงเทพฯ ครั้งนี้จึงเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากประสบการณ์ที่ปะทะสังสรรค์กับเศษเสี้ยวของอดีตที่เคยลืมเลือนไปนานแสนนาน และสร้างสรรค์ผลงานที่ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนผ่านสื่อที่หลากหลาย
ภาควิชาทฤษฎีศิลป์ ขอขอบคุณ หอศิลป์ Bangkok Khunsthalle คิวเรเตอร์ และศิลปินทุกท่านที่ให้ความอนุเคราะห์ในครั้งนี้

นักศึกษาปริญญาตรี กลุ่มวิชาเอกทฤษฎีศิลป์ รายวิชา 215 122 การอนุรักษ์ศิลปกรรม และนักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาทฤษฎีศิลป์ รายว...
29/07/2026

นักศึกษาปริญญาตรี กลุ่มวิชาเอกทฤษฎีศิลป์ รายวิชา 215 122 การอนุรักษ์ศิลปกรรม และนักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาทฤษฎีศิลป์ รายวิชา 215 458 การปฏิบัติการอนุรักษ์เชิงป้องกัน ได้เข้าทัศนศึกษาส่วนงานปฏิบัติการวัตถุและห้องคลัง และส่วนจัดแสดงนิทรรศการ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.00-16.00 น.
ภาควิชาทฤษฎีศิลป์ ขอขอบคุณพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วิทยากรเจ้าหน้าที่นำชมงานอนุรักษ์ งานทะเบียนและห้องคลัง และนำชมห้องนิทรรศการ ที่ให้ความอนุเคราะห์ในการทัศนศึกษาครั้งนี้

วิทยากรจากภาควิชาทฤษฎีศิลป์ ศาตราจารย์ปิยะแสง จันทรวงศ์ไพศาล นำชมและบรรยายให้ความรู้เรื่องจีนในชุมชนเยาวราช ขอบคุณคุณสมา...
13/07/2026

วิทยากรจากภาควิชาทฤษฎีศิลป์ ศาตราจารย์ปิยะแสง จันทรวงศ์ไพศาล นำชมและบรรยายให้ความรู้เรื่องจีนในชุมชนเยาวราช ขอบคุณคุณสมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากรที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมนี้

ขอขอบคุณ บ้านนอกควมร่วมมือทางศิลปวัฒนธรรม เป็นอย่างสูง ที่ได้รับนักศึกษาปีที่ 4 และ 5 ของภาคทฤษฎีศิลป์ 4 คน ให้ได้ฝึกงาน...
13/07/2026

ขอขอบคุณ บ้านนอกควมร่วมมือทางศิลปวัฒนธรรม เป็นอย่างสูง ที่ได้รับนักศึกษาปีที่ 4 และ 5 ของภาคทฤษฎีศิลป์ 4 คน ให้ได้ฝึกงานในช่วงสุดสัปดาห์เป็นระยะเวลา 2 เดือน กับกลุ่มบ้านนอกความร่วมมือทางศิลปวัฒนธรรม ณ หนองโพ จังหวัดราชบุรี ซึ่งบ้านนอกฯเป็นกลุ่มความร่วมมือทางศิลปะที่ทำปฏิบัติการและโครงการทางศิลปะร่วมสมัยมากมายทั้งในระดับชุมชน ประเทศ และนานาชาติ โดยในช่วงที่นักศึกษาไปฝึกเรียนรู้ประสบการณ์จริงนี้ นักศึกษาจะมีโอกาสในการฝึกปฏิบัติจริงในโครงการ Baannoorg #5 Rural International Contemporary Art I 2026 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนกันยายนนี้

ชวนอ่านงานเขียนของ กฤษณ สว่างแจ้ง นักศึกษาเอกทฤษฎีศิลป์ ปี 5
10/07/2026

ชวนอ่านงานเขียนของ กฤษณ สว่างแจ้ง นักศึกษาเอกทฤษฎีศิลป์ ปี 5

“ละลาย” ประวัติศาสตร์ และความคิด
เขียนโดย กฤษณ สว่างแจ้ง
การ “ละลาย” เป็นแนวคิดที่ผูกพันอยู่กับการทำงานศิลปะของ สุธี คุณาวิชยานนท์ มาอย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทางการสร้างสรรค์ของเขา ความสนใจในความเสื่อมสลายของสรรพสิ่งนำไปสู่การตั้งคำถามว่า มีสิ่งใดบ้างที่ล้วนตกอยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงและการเลือนหาย
คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือธรรมชาติ ซึ่งเผยให้เห็นสัจธรรมของโลกว่า ทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง วันเวลาผ่านพ้น ร่างกายค่อย ๆ เสื่อมสภาพ ความทรงจำเจือจางลง ภูมิทัศน์ที่คุ้นเคย ท้องฟ้า ต้นไม้ แม่น้ำ ตลอดจนสิ่งแวดล้อมรอบตัว ต่างเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีสิ่งใดหยุดรอให้เราจากโลกนี้ไปก่อน หากแต่ค่อย ๆ เสื่อมสลายไปพร้อมกับการดำเนินอยู่ของชีวิตและลมหายใจของเรา
มนุษย์เฝ้ามองเห็นความเสื่อมสลายเหล่านี้ครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดชีวิต และในขณะเดียวกันก็แสวงหาสิ่งที่มั่นคงและดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ ความปรารถนาที่จะเอาชนะธรรมชาติและรักษาสิ่งต่าง ๆ ให้คงอยู่จึงไม่เคยเสื่อมคลาย
อย่างไรก็ตาม แนวคิดทางศาสนาและปรัชญาหลายสำนักกลับเสนอหนทางอีกแบบหนึ่ง คือการยอมรับความไม่เที่ยงในฐานะสัจธรรมของโลก การไม่ต่อต้านความเสื่อมสลาย หากเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน อาจเป็นหนทางที่ทำให้มนุษย์เข้าใจชีวิตได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โลกอาจเปรียบเสมือนที่พักชั่วคราวของมนุษย์ เมื่อถึงเวลา เราทุกคนต่างต้องก้าวออกจากพื้นที่แห่งนี้ และยอมรับการเปลี่ยนผ่านในฐานะส่วนหนึ่งของธรรมชาติของชีวิต
เมื่อเกิดการสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญ กลุ่มคน หรือเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ มนุษย์มักสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนของสิ่งที่จากไป ความเชื่อมั่นในวัตถุเกิดจากความหวังว่ามันจะดำรงอยู่ยาวนานกว่าชีวิตมนุษย์ ดังเช่นอิฐ หิน ปูน ทราย หรือโลหะ ซึ่งล้วนถูกใช้สร้างสถาปัตยกรรมและอนุสรณ์สถานมาตั้งแต่อดีต สิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ไม่เพียงส่งผ่านกาลเวลาจนกลายเป็นหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ หากยังทำหน้าที่ส่งต่อเจตจำนง ความเชื่อ และคุณค่าของผู้คนจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง
ประเด็นเรื่อง “เจตจำนง” นี้เองที่สุธี คุณาวิชยานนท์ สนใจสำรวจมาอย่างต่อเนื่องในงานศิลปะของเขา
ในผลงานหลายชุด สุธีตั้งคำถามต่อ “ชาติ” ในฐานะสถาบันทางสังคมและการเมือง ซึ่งมิได้ดำรงอยู่โดยธรรมชาติ หากเป็นสิ่งที่มนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้นผ่านความเชื่อ ความทรงจำ และการส่งต่อเจตจำนงจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ความเป็นชาติจึงไม่ได้หมายถึงเพียงดินแดน หากหมายรวมถึงผู้คนที่ยอมรับอัตลักษณ์ร่วมกันและพร้อมปกป้องมันเมื่อเผชิญกับภัยคุกคาม
อย่างไรก็ตาม ผลงานของสุธีชี้ให้เห็นว่า แม้แต่สถาบันที่ดูมั่นคงที่สุดก็ไม่อาจหลีกพ้นความเปลี่ยนแปลงได้ ความเป็นชาติเองก็อาจแปรเปลี่ยน เสื่อมอำนาจ หรือถูกตั้งคำถามเมื่อเงื่อนไขทางสังคมและประวัติศาสตร์เปลี่ยนไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีสถาบันใดดำรงอยู่เหนือกาลเวลา และไม่มีอัตลักษณ์ใดถูกกำหนดไว้อย่างตายตัว
ตลอดชีวิตการทำงานศิลปะ สุธี คุณาวิชยานนท์ นำเสนอแนวคิดเรื่อง “การละลาย” ในหลากหลายมิติ ทั้งการละลายของสถาบัน ความเชื่อ และโครงสร้างทางสังคม ตลอดจนการละลายในระดับของวัสดุ ซึ่งเผยให้เห็นความไม่จีรังและการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือการ “ละลาย” ขอบเขตระหว่างผู้ชมกับงานศิลปะ ผลงานของเขาไม่ได้เป็นเพียงวัตถุสำหรับการมองเห็น หากเปิดโอกาสให้ผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วม และกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความหมายของงาน
แนวคิดดังกล่าวปรากฏชัดในผลงานชุด “บริจาคลมหายใจ” (Breath Donation) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ชมเป่าลมหายใจเข้าไปในประติมากรรมยางรูปคนและสัตว์ จนประติมากรรมค่อย ๆ พองตัวขึ้นเป็นรูปร่าง การดำรงอยู่ของผลงานจึงขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของผู้ชมโดยตรง ขอบเขตระหว่างศิลปิน ผู้ชม และผลงานถูกทำให้พร่าเลือน จนทุกฝ่ายกลายเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการเดียวกัน
แนวคิดเดียวกันยังปรากฏในผลงานชุด “ห้องเรียนประวัติศาสตร์ (ถนนราชดำเนิน)” ซึ่งจัดแสดงมาแล้วในหลายประเทศและมีการพัฒนารูปแบบอย่างต่อเนื่อง เอกลักษณ์ของผลงานอยู่ที่โต๊ะนักเรียนซึ่งแกะสลักภาพเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ไว้ให้ผู้ชมใช้วิธีการฝนถูภาพ (rubbing) สร้างภาพพิมพ์ของตนเอง โดยไม่มีลำดับหรือกติกาตายตัวในการเลือกภาพ ส่งผลให้ผู้ชมแต่ละคนสามารถประกอบสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ขึ้นใหม่จากการเลือกและการจัดวางของตนเอง กระบวนการเช่นนี้อาจมองได้ว่าเป็นการ “ละลาย” ความเป็นเอกภาพของเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ เปิดพื้นที่ให้ประสบการณ์และการตีความของผู้ชมเข้ามามีบทบาทในการสร้างความหมาย
นอกจากนี้ ผลงานบนกระดานดำที่ใช้ชอล์กเขียน ลบ และเขียนทับซ้ำแล้วซ้ำอีก จนภาพค่อย ๆ พร่าเลือนและแทบไม่อาจระบุได้ว่าภาพเดิมคืออะไร ก็สะท้อนกระบวนการ “ละลาย” ของความทรงจำและภาพแทนได้อย่างชัดเจน ปฏิบัติการเช่นนี้จึงมิใช่แนวคิดที่เพิ่งเกิดขึ้นในนิทรรศการ “ละ-ลาย” หากเป็นวิธีคิดและวิธีการทำงานที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทางการสร้างสรรค์ของศิลปิน
กล่าวได้ว่า “การละลาย” ในผลงานของสุธีมิได้หมายถึงการสูญสลายของวัตถุเพียงอย่างเดียว หากยังหมายถึงการคลี่คลายพรมแดนระหว่างศิลปิน ผู้ชม วัสดุ ความทรงจำ และประวัติศาสตร์ ซึ่งล้วนอยู่ในสภาวะของการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
เมื่อก้าวเข้าสู่นิทรรศการ “ละ-ลาย” ผู้ชมจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า “งานชิ้นนี้คืออะไร”
โดยเฉพาะเมื่อมองไปยังผลงานของ สุธี คุณาวิชยานนท์ ซึ่งประกอบด้วยโต๊ะตู้ไฟที่วางฟิล์มเนกาทีฟเก่าเรียงรายในพื้นที่ชั้นล่างของอาคารคุณากิจเทรดดิ้ง คำถามที่ตามมาคือ สิ่งใดทำให้วัตถุเหล่านี้กลายเป็น “งานศิลปะ” ทั้งที่ฟิล์มส่วนใหญ่เสื่อมสภาพจากการละลายของสารเคมี รวมถึงผลกระทบจากอุณหภูมิและสภาพการจัดเก็บ มิใช่สิ่งที่ศิลปินสร้างขึ้นด้วยมือของตนเองโดยตรง การกระทำของศิลปินดูเหมือนจะมีเพียงการคัดเลือกและจัดวางฟิล์มเหล่านี้ลงบนโต๊ะตู้ไฟอย่างเรียบง่าย
คำถามดังกล่าวนำไปสู่ปัญหาพื้นฐานที่วงการศิลปะอภิปรายกันมาอย่างยาวนานว่า อะไรคือเงื่อนไขที่ทำให้บางสิ่งกลายเป็นงานศิลปะ หากมองเพียงความงามของลวดลายที่เกิดจากการละลายของฟิล์ม ก็คงไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลงานที่ศิลปิน “สร้าง” ขึ้น เพราะร่องรอยเหล่านั้นเกิดขึ้นจากกระบวนการเสื่อมสลายตามธรรมชาติ มิใช่ผลของความตั้งใจโดยตรงของศิลปิน ขณะเดียวกัน การจัดวางอย่างสงบนิ่งก็อาจยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายคุณค่าทางศิลปะของผลงาน หากผู้ชมคาดหวังว่างานศิลปะจะต้องสื่อสารหรือกระตุ้นอารมณ์อย่างชัดเจน
คำถามเช่นนี้ชวนให้นึกถึงข้อเสนอของ เพลโต (Plato) เรื่อง “โลกของแบบ” (Theory of Forms) ซึ่งมองว่าโลกที่เรารับรู้ผ่านประสาทสัมผัสเป็นเพียงภาพสะท้อนของ “แบบ” อันสมบูรณ์ และงานศิลปะเป็นการลอกเลียนโลกแห่งประสบการณ์อีกทอดหนึ่ง จึงยิ่งห่างไกลจากความจริงมากขึ้น ในมุมมองนี้ ศิลปะมีสถานะเป็นตัวแทนของสิ่งที่เป็นตัวแทนอีกชั้นหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ในศตวรรษที่ 20 มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) เสนอความเข้าใจต่อศิลปะในอีกทิศทางหนึ่ง ผ่านบทความ “The Origin of the Work of Art” เขามิได้มองว่างานศิลปะเป็นเพียงภาพแทนของความจริง หากเห็นว่างานศิลปะคือพื้นที่ที่ทำให้ “ความจริง” เปิดเผยตัวเอง (the unconcealment of truth) ศิลปินจึงมิใช่ผู้สร้างความจริงขึ้นใหม่ แต่เป็นผู้ทำให้ความจริงบางประการเผยตัวออกมาผ่านผลงาน ในความหมายนี้ คุณค่าของงานศิลปะมิได้อยู่ที่การสร้างวัตถุ หากอยู่ที่การทำให้ผู้ชมมองเห็นสภาวะความเป็น (Being) ของสิ่งที่เคยถูกมองข้าม
หากพิจารณาจากมุมมองดังกล่าว ความเป็นศิลปะในผลงานของ สุธี คุณาวิชยานนท์ จึงมิได้อยู่ที่การสร้างสรรค์วัตถุอันงดงามด้วยฝีมือในความหมายที่เข้าใจกันโดยทั่วไป เพราะการสร้างภาพผ่านการกดชัตเตอร์กว่า 20,000 ภาพได้เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงไปนานแล้ว เมื่อฟิล์มเหล่านั้นค่อย ๆ เสื่อมสภาพและ “ละลาย” คุณค่าของภาพในฐานะภาพแทนก็พลอยแปรเปลี่ยนไปด้วย
ศิลปินมิได้เป็นผู้สร้างร่องรอยการละลายเหล่านั้น หากเป็นผู้ค้นพบ คัดเลือก และนำมันกลับมาเปิดเผยในบริบทใหม่ สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าผู้ชมจึงไม่ใช่เพียงฟิล์มที่เสียหาย แต่คือความจริงเกี่ยวกับการเสื่อมสลายของประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และเรื่องเล่า คุณค่าของผลงานจึงมิได้อยู่ที่ภาพแต่ละภาพเคยบันทึกอะไร หากอยู่ที่การทำให้ผู้ชมตระหนักถึงสิ่งที่สูญหายไป และสิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่
แม้ว่าผู้ชมจะอ่านข้อความที่ศิลปินบันทึกไว้บนซองฟิล์ม แต่ภาพเหล่านั้นก็ไม่อาจกลับคืนมาได้ สิ่งที่ปรากฏขึ้นแทนคือจินตนาการและเรื่องเล่าที่ผู้ชมสร้างขึ้นจากการรับฟังประสบการณ์ของศิลปิน ภาพที่เกิดขึ้นในความคิดของผู้ชมจึงมิใช่ภาพต้นฉบับ และมิใช่แม้แต่ความทรงจำของศิลปิน หากเป็นความจริงอีกแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการพบกันระหว่างศิลปิน ผู้ชม และผลงาน ภายในพื้นที่แห่งความทรงจำของอาคารคุณากิจเทรดดิ้ง อันเป็นทั้งสถานที่จัดแสดงและพื้นที่ที่ผูกพันกับชีวิตของศิลปินเอง
ในความหมายนี้ การ “ละลาย” ของประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และเรื่องเล่า มิได้เป็นเพียงการสูญสลาย หากยังเผยให้เห็นความไม่แน่นอนของชีวิต และธรรมชาติของทุกสิ่งที่ล้วนอยู่ภายใต้กาลเวลา
สถานะของภาพถ่ายเองก็เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละยุคสมัย ในช่วงแรกของประวัติศาสตร์การถ่ายภาพ ภาพถ่ายมิใช่สิ่งที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย เนื่องจากต้นทุนของอุปกรณ์และกระบวนการล้างอัดมีราคาสูง ภาพถ่ายจึงเป็นทรัพย์สินของคนเพียงบางกลุ่ม และมักถูกใช้เพื่อบันทึกเหตุการณ์หรือบุคคลที่มีความสำคัญ
ในช่วงเวลานั้น ภาพถ่ายทำหน้าที่เป็นหลักฐานของการดำรงอยู่ในอดีต แสงที่ตกกระทบวัตถุได้ถูกบันทึกไว้บนแผ่นฟิล์ม ทำให้ภาพถ่ายได้รับสถานะในฐานะพยานของความจริง ขณะเดียวกัน ภาพถ่ายยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการสำรวจและศึกษาสิ่งต่าง ๆ เปรียบเสมือน Cabinet of Curiosities ที่รวบรวมโลกอันกว้างใหญ่ไว้ในรูปของภาพแทน ผู้คนสามารถเรียนรู้สิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไปโดยไม่จำเป็นต้องครอบครองวัตถุจริง
อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายมิได้เป็นเพียงเครื่องมือบันทึก หากยังเกี่ยวข้องกับอำนาจในการมองเห็นและการตีความ ผู้มีอำนาจสามารถใช้ภาพถ่ายเพื่อสร้างความหมาย ยืนยันความชอบธรรม หรือกำหนดการรับรู้ของสังคมได้ในหลากหลายรูปแบบ การถ่ายภาพจึงมิใช่การบันทึกความจริงอย่างเป็นกลาง หากเป็นการผลิตความหมายที่สัมพันธ์กับบริบททางสังคมและการเมืองอยู่เสมอ
เมื่อการถ่ายภาพพัฒนาจนกลายเป็นกิจกรรมที่ทุกคนเข้าถึงได้ โดยเฉพาะในยุคของกล้องฟิล์มขนาดเล็ก ภาพถ่ายก็เปลี่ยนสถานะจากสิ่งหายากมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ตรงกับช่วงเวลาที่สุธีเริ่มบันทึกชีวิตของตนเองและเหตุการณ์รอบตัวอย่างต่อเนื่อง ภาพถ่ายในช่วงเวลานี้อาจมิได้มีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ หากมีคุณค่าในฐานะความทรงจำส่วนบุคคลของผู้ถ่าย
ในแง่นี้ อาจกล่าวได้ว่า “ออร่า” (Aura) ของภาพถ่ายค่อย ๆ ลดลงตามที่ วอลเทอร์ เบนยามิน (Walter Benjamin) เสนอไว้ เมื่อการผลิตซ้ำและการเข้าถึงภาพถ่ายกลายเป็นเรื่องธรรมดา ภาพจำนวนมากอาจไม่มีความหมายสำหรับคนอื่น หากยังคงมีคุณค่าต่อผู้ที่เคยอยู่ในช่วงเวลานั้น
ความพยายามในการบันทึกและสะสมความทรงจำอาจสะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์ตระหนักถึงข้อจำกัดของร่างกายและความทรงจำของตนเอง สมองสามารถเสื่อมสภาพได้จากกาลเวลา การใช้งาน หรือแม้แต่การบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ภาพถ่ายจึงทำหน้าที่เป็นเครื่องยืนยันว่า เราเคยมีตัวตนและเคยดำรงอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต การกดชัตเตอร์ในแต่ละครั้งอาจไม่ได้เกิดจากเหตุผลอันยิ่งใหญ่ หากเป็นเพียงความปรารถนาที่จะเก็บรักษาบางช่วงเวลาไว้ก่อนที่มันจะเลือนหายไป
ขณะเดียวกัน มนุษย์ก็ฝากความหวังไว้กับเทคโนโลยี โดยเชื่อว่าภาพถ่ายจะช่วยเก็บรักษาความทรงจำแทนเราได้ ความไว้วางใจเช่นนี้ทำให้เราไม่จำเป็นต้องจดจำทุกสิ่งด้วยตนเอง แต่เทคโนโลยีเองก็ไม่อาจหลีกพ้นความเปลี่ยนแปลงได้ จากยุคของกล้องฟิล์มสู่ยุคดิจิทัล ความทรงจำจำนวนมากถูกฝากไว้กับฟิล์มเนกาทีฟ ก่อนที่เวลาจะค่อย ๆ ทำให้ภาพเหล่านั้นละลายและสูญสลายไป หลังจากผ่านมากว่า 20-30 ปี สุธีได้ค้นพบว่าภาพจำนวนมากไม่อาจกลับคืนมาได้อีก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สูญหายไปคือภาพ มิใช่เรื่องเล่า ตราบใดที่ศิลปินยังมีชีวิต ความทรงจำบางส่วนยังคงดำรงอยู่ผ่านการเล่าขาน การรับฟังเรื่องราวจากเจ้าของประสบการณ์โดยตรงอาจมีคุณค่ามากกว่าการมองภาพถ่ายเสียอีก เพราะแม้เรื่องเล่าจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมด หากก็เป็นความจริงที่หล่อหลอมขึ้นจากการมีชีวิตอยู่จริง และจากความหมายที่ผู้เล่าเลือกจะมอบให้กับอดีตของตน
นิทรรศการ “ละ-ลาย” จึงมิได้ชวนให้ผู้ชมหวาดวิตกว่า วันหนึ่งภาพถ่ายของตนเองจะเสื่อมสลายเช่นเดียวกัน หากชวนให้ตระหนักว่า ไม่มีสิ่งใดสามารถหลีกหนีความเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งที่ยังคงอยู่มิใช่ตัววัตถุ หากเป็นผู้คน ความสัมพันธ์ และเรื่องเล่าที่เรายังคงแบ่งปันกันได้ตราบเท่าที่ยังมีชีวิต
ในแง่นี้ “ละ-ลาย” อาจนับเป็นอีกช่วงสำคัญของการทำงานศิลปะของ สุธี คุณาวิชยานนท์ เป็นการหวนกลับมาทบทวนประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และรากเหง้าของตนเอง ผ่านอาคารคุณากิจเทรดดิ้ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผูกพันกับชีวิตของศิลปินมาตั้งแต่วัยเยาว์ การกลับมายังจุดเริ่มต้นมิใช่การหวนหาอดีต หากเป็นการมองย้อนกลับเพื่อทำความเข้าใจเส้นทางที่ผ่านมาของชีวิต ก่อนก้าวต่อไปสู่ช่วงเวลาใหม่ของการสร้างสรรค์
ท้ายที่สุด นิทรรศการนี้มิได้กล่าวถึงการสูญเสียเพียงอย่างเดียว หากยังกล่าวถึงการยอมรับ การระลึกถึง และการดำรงอยู่ของความทรงจำในรูปแบบใหม่ เมื่อภาพถ่ายไม่อาจทำหน้าที่แทนอดีตได้อีก ศิลปะจึงกลายเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ความทรงจำ เรื่องเล่า และความหมาย ได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งผ่านประสบการณ์ของผู้ชมแต่ละคน.........
วันอาทิตย์นี้จะเป็นวันสุดท้ายแล้ว...‘ละ-ลาย‘ แสดงถึง 12 กรกฎาคม 2569 นี้เท่านั้น
พยายามจดจำ ไม่ให้เลือนหายไป
“ละ-ลาย: ประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และเรื่องเล่าโดย สุธี คุณาวิชยานนท์ และ 11 ศิลปินรับเชิญ: ชลิต นาคพะวัน, ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์, ทิววัฒน์ ภัทรกุลวณิชย์, น้ำฝน ไล่สัตรูไกล, นีโน่ สาระบุตร, ไพโรจน์ ธีระประภา, มานิต ศรีวานิชภูมิ, วิภาวี คุณาวิชยานนท์, สุพิชา สอนดำริห์, อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ และอิ๋ง กาญจนะวณิชย์”
นิทรรศการเปิดให้ชม 13.00-19.00 น. อังคาร - อาทิตย์ (หยุดวันจันทร์) ระหว่าง 13 มิถุนายน ถึง 12 กรกฎาคม 2569
อาคารคุณากิจเทรดดิ้งฯ (Kunakij Trading-The Historical Building) ถนนเยาวราช ซอย 2
แผนที่: https://share.google/DsNYfRhn2kXshP9pI
ขอขอบคุณ
การสนับสนุนจาก:
-สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
-สมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
-สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
-คุณอตินุช ตันติวิท
-Cataplana BKK
-คุณฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที
-คุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร
-คุณเยาวณี นิรันดร
-Chef Cares
สถานที่จัดนิทรรศการเอื้อเฟื้อโดย:
-บริษัท คุณากิจอุตสาหกรรม เฟอร์นิเจอร์ จำกัด
- RES
ภาคีความร่วมมือโครงการ:
-ภาควิชาทฤษฎีศิลป์ คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
Media Partners:
-ArtsWork
-The Vislit
-Happening BKK
ขอบคุณอาหารและขนมอร่อยจาก Craft Home และน้องเข่อ
สถานที่จัดงานไม่มีที่จอดรถ, ที่จอดรถแนะนำคือ
แอมไชน่าทาวน์ https://maps.app.goo.gl/C4fJMyBuGpDgvCMy9
วัดชัยภูมิการาม (วัดตี๊หง่านตื่อ) https://maps.app.goo.gl/6EnXLgphqqXeCZVA6
ภาพถ่ายโดย สมัชชา อภัยสุวรรณ
#สมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ #สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

ชวนอ่าน...ผลงานเขียนของนักศึกษาทฤษฎีศิลป์ คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร
05/07/2026

ชวนอ่าน...ผลงานเขียนของนักศึกษาทฤษฎีศิลป์ คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร

อีกกิจกรรมโดยอาจารย์จากภาควิชาทฤษฎีศิลป์
04/07/2026

อีกกิจกรรมโดยอาจารย์จากภาควิชาทฤษฎีศิลป์

จัดกิจกรรมโดยอาจารย์ในภาควิชาทฤษฎีศิลป์
04/07/2026

จัดกิจกรรมโดยอาจารย์ในภาควิชาทฤษฎีศิลป์

ภาควิชาทฤษฎีศิลป์ คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรขอแสดงความเสียใจและอาลัยอย่างสุดซึ้ง กับการจากไปข...
03/07/2026

ภาควิชาทฤษฎีศิลป์ คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ขอแสดงความเสียใจและอาลัยอย่างสุดซึ้ง กับการจากไปของ

ศาสตราจารย์กิตติคุณกำจร สุนพงษ์ศรี
ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2563
(2480-2569)

ที่อยู่

31 Nhaphralan Road. Phraboromaharachawang, Phranakorn, Bangkok, Thailand, Bangkok
Bangkok
10200

เบอร์โทรศัพท์

+6634271379

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Art Theory Silpakorn Universityผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Art Theory Silpakorn University:

ทางลัด

แชร์