28/09/2026
ชีวิตจมน้ำ รักษาใจอย่างไรไม่ให้ “จม“ ตาม…
ช่วงนี้ใครหลายคนชีวิตต้องเปลี่ยนไปจากสถานการณ์น้ำท่วม
รถจมน้ำเสียหาย บ้านจมน้ำมาหลายวัน ทรัพย์สินในบ้านก็พัง อาจรายได้ลดหรือสูญเสียรายได้ ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้สิน หรือแม้แต่จะซื้อของกินของใช้ประจำวัน คนใกล้ตัวเริ่มมีอาการป่วยไข้ จะหนีก็ห่วงทรัพย์สิน จะทนอยู่ก็กลัวจะไม่ปลอดภัย ฯลฯ
ชีวิตอาจจะถึงจุดที่ความลำบากกาย เริ่มกระทบกับความลำบากใจ
ความเครียดที่สะสม อารมณ์หลากหลายไหลมาไม่หยุด และบางคนเริ่มรู้สึกเครียด หาทางออกไม่ได้ คล้ายว่าใจก็จมไปกับน้ำด้วยเหมือนกัน
บางคนอาจจะรู้สึกว่าภาวะเครียดเริ่มรุมเร้า กินข้าวไม่ได้ จะนอนก็นอนไม่หลับ ผวากลัวน้ำจะเข้ามาเพิ่ม ตู้เย็น เครื่องใช้ที่ยกไว้ จะรอดได้ จะไหวหรือเปล่า
เมื่อเรากำลังจมน้ำอยู่ สติ จึงยิ่งสำคัญใช่ไหมคะ
๑.สิ่งแรกที่แอดอยากชวนมอง คือ เรื่องของความปลอดภัย หากเราสามารถจัดการตระเตรียมให้คนในครอบครัวอยู่ได้อย่างมั่นใจในความปลอดภัย ความรู้สึกของเราอาจมั่นคงขึ้น
๒.ด้านกายภาพที่อาจจะต้องรับความลำบาก อาหารหายาก ยารักษาโรคจมหายไป จะกิน จะนอน จะเดินทางไปไหนก็ลำบาก ส่วนนี้อยากชวนมองว่า ทรัพย์สินนอกกายอาจหาใหม่ได้ แต่ชีวิตและร่างกายของคนในครอบครัวสำคัญกว่า ถ้าออกมาหาพื้นที่ที่จะลดความลำบากลงได้ ก็อาจจะมีภาวะจิตใจที่ผ่อนคลายลง
๓.รับมืออย่างมีสติ และไม่ตระหนก โดยส่วนนี้ กรมสุขภาพจิตแนะนำ ๔ แนวทางดูแลจิตใจในสถานการณ์น้ำท่วมไว้ว่า
๓.๑ คอยสังเกตตัวเองและคนรอบตัว โดยตระหนักถึงความเครียดและการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ คือมีความผิดปกติทางร่างกาย จิตใจ หรือ ทางพฤติกรรม อาจมีความคิดที่ทำให้สถานการณ์ยากลำบากขึ้น เช่น "ฉันกลัวมาก", "เรากำลังจะตาย", "สถานการณ์นี้แย่มาก", "ฉันรับมือไม่ไหว", "ฉันไม่รู้จะทำอย่างไร", "เรากำลังจะสูญเสียทุกอย่าง", "ฉันทนไม่ไหว", "ฉันอยากให้มันไม่เกิดขึ้น" หรือ "ฉันจัดการกับมันไม่ได้" ฯลฯ
๓.๒ พยายามเอื้อให้เกิดการจัดการกับอารมณ์และความคิด เช่น ตั้งสติหายใจลึก ๆ หรือ คิดและพูดในเชิงบวก ต่อทั้งตนเองและสถานการณ์ เช่น "ฉันรับมือได้" "ไม่เป็นไร เราจะผ่านมันไปได้" ด้วยใจที่สงบ เราจะรับมือกับสิ่งที่ต้องทำได้ดียิ่งขึ้น
๓.๓ โอบเอื้อเกื้อกูลกัน พูดคุยกับคนรอบข้างหรือคนที่ไว้วางใจ แบ่งปันความรู้สึกและความคิด ขอและให้การสนับสนุน ซัพพอร์ตกันและกัน พูดคุยและให้กำลังใจ
๓.๔ อย่าลังเลที่จะสื่อสารและขอความช่วยเหลือ ทั้งทางด้านทรัพย์สิน ร่างกายและจิตใจ โดยหากรู้สึกเครียด กังวล นอนไม่หลับ หรือไม่สบายใจจนกระทบต่อการใช้ชีวิต สามารถขอรับคำปรึกษาจาก สายด่วนสุขภาพจิต ๑๓๒๓, สายด่วนสุขภาพ ๑๖๖๙, สายด่วนนิรภัยปภ. ๑๗๘๔ หรือ สายด่วนจิตอาสาพระราชทาน ๑๕๑๐ (ทุกสายทำการตลอด ๒๔ ชั่วโมง)
ในสถานการณ์แบบนี้จะให้หยุดเครียด หยุดกังวลคงเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก จึงอาจค่อย ๆ จัดการปัญหาทีละขั้นทีละตอน และทำในสิ่งที่ทำได้ เพื่อสร้างความรู้สึกสำเร็จเล็ก ๆ จากสิ่งที่ทำ โดยไม่จมไปกับปัญหาที่ยังแก้ไขอะไรไม่ได้ จัดการความเครียด ความทุกข์ใจ แบบสร้างสรรค์ และพึ่งพากันนะคะ
ทั้งนี้ อาจช่วยกันสอดส่องว่าคนใกล้ชิดมีอาการเครียดผิดปกติหรือรับมือไม่ได้หรือไม่ โดยไม่ลืมสำรวจตัวเองในภาวะวิกฤติด้วย ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ นิสัย และความคิด ที่อาจกำลังส่งสัญญาณว่า “เริ่มไม่ไหวแล้ว” ได้แก่
- ด้านร่างกาย เกิดการเปลี่ยนแปลงไป กินไม่ได้ นอนไม่หลับ จนร่างกายเริ่มทรุดโทรม
- ด้านอารมณ์และนิสัยเปลี่ยนไป เครียด กังวล หงุดหงิด เงียบซึม หรือเอาแต่ร้องไห้โทษตัวเอง/ผู้อื่น
- ด้านความคิด มีความคิดอันตราย ไม่อยากอยู่แล้ว อยากทำร้ายตัวเอง หรือเริ่มพูดเรื่องการจากไป
โดยข้อควรปฏิบัติ หากมีอาการเหล่านี้ หรือมีความคิดอยากตาย ให้รีบบอกคนข้าง ๆ หรือโทรหาหมอทันที ไม่ต้องรอ ไม่ต้องเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว การขอความช่วยเหลือคือการดูแลตัวเองอย่างหนึ่ง (สายด่วนสุขภาพจิต ๑๓๒๓ ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ฟรี ตลอด ๒๔ ชั่วโมง)
ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้…
ยังคงเอาใจช่วย และเป็นกำลังใจให้ผู้ที่กำลังลำบากจากสถานการณ์น้ำท่วมเสมอนะคะ
#คุยกับนักจิตวิทยา
ขอบคุณข้อมูลจาก กรมสุขภาพจิต และ Bangkokbiznews