Rubber Economy: เศรษฐกิจยาง

Rubber Economy: เศรษฐกิจยาง เผยแพร่ข้อมูล สารสนเทศ งานวิชาการ และงานวิจัยด้านยางพารา และจับสัญญาณเตือนอุตสาหกรรมยางและตลาดโลก

เผยแพร่ข้อมูล ผลงานวิชาการ งานวิจัย ทางเลือกเชิงนโยบายยางพาราเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจยาง

ห่วงโซ่อุปทานยางพารามาเลเซีย: โอกาสทางเศรษฐกิจ ความท้าทายด้านแรงงาน และมาตรฐานธุรกิจอย่างรับผิดชอบ📌 ถอดบทเรียนจากรายงานอ...
09/10/2026

ห่วงโซ่อุปทานยางพารามาเลเซีย: โอกาสทางเศรษฐกิจ ความท้าทายด้านแรงงาน และมาตรฐานธุรกิจอย่างรับผิดชอบ

📌 ถอดบทเรียนจากรายงานองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO), กันยายน 2026

อุตสาหกรรมยางพาราของมาเลเซียเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกรรายย่อย การแปรรูปขั้นต้น ไปจนถึงอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออก โดยเฉพาะถุงมือยางและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนี้ยังมีความท้าทายด้านรายได้เกษตรกร สภาพการจ้างงาน และการคุ้มครองสิทธิแรงงาน ซึ่งกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากผู้ซื้อและหน่วยงานกำกับดูแลในตลาดโลก

1. อุตสาหกรรมยางพารากับความสำคัญทางเศรษฐกิจ

รายงาน ILO ระบุว่า ในปี 2025 มาเลเซียผลิตยางธรรมชาติประมาณ 483,100 ตัน โดยเกือบร้อยละ 90 มาจากเกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศ ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 500,000 ราย ขณะที่อุตสาหกรรมถุงมือยางมีการจ้างงานประมาณ 66,739 คน และแรงงานราวร้อยละ 60 เป็นแรงงานข้ามชาติ
มาเลเซียยังเป็นผู้ผลิตถุงมือยางรายสำคัญของโลก โดยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 60 ของความต้องการทั่วโลกตามรายงานดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยางล้อ ถุงยางอนามัย สายสวนทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร

2. โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานยางพารา

ห่วงโซ่อุปทานยางพารามาเลเซียแบ่งออกเป็น 3 ระดับสำคัญ ได้แก่

• ต้นน้ำ: การปลูกยางและการกรีดยาง ซึ่งเกษตรกรรายย่อยมีบทบาทสำคัญในการผลิตยางก้อนถ้วย โดยยางก้อนถ้วยมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 90 ของผลผลิตยางธรรมชาติของประเทศ

• กลางน้ำ: การแปรรูปยางก้อนถ้วยเป็นยางแท่งมาตรฐานมาเลเซีย (Standard Malaysian Rubber: SMR) และการแปรรูปน้ำยางสดเป็นน้ำยางข้นสำหรับอุตสาหกรรมถุงมือยาง

• ปลายน้ำ: การผลิตผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก โดยเฉพาะถุงมือยางและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์
โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนว่า ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการผลิตในโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับผลิตภาพของเกษตรกร คุณภาพวัตถุดิบ ประสิทธิภาพการแปรรูป และความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน

3. ตลาดส่งออกและความเชื่อมโยงกับญี่ปุ่น
ในปี 2025 มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางของมาเลเซียอยู่ที่ประมาณ 21,900 ล้านริงกิต หรือราว 5,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผลิตภัณฑ์จากน้ำยางคิดเป็นประมาณร้อยละ 73 ของมูลค่ารวม ขณะที่ถุงมือยางเป็นสินค้าส่งออกหลัก
ญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์ยางที่สำคัญของมาเลเซีย โดยในปี 2024 ญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกอันดับสาม รองจากสหรัฐอเมริกาและจีน และถุงมือยางคิดเป็นร้อยละ 79.4 ของการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางไปยังญี่ปุ่น ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศยังเชื่อมโยงกับบริษัทข้ามชาติที่ดำเนินธุรกิจด้านยางล้อและถุงมือยาง

4. ความท้าทายด้านแรงงาน
แม้อุตสาหกรรมยางจะสร้างรายได้จากการส่งออกจำนวนมาก แต่รายงานพบประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับหลักการทำงานที่มีคุณค่า (Decent Work) ได้แก่
🔹 รายได้เกษตรกรรายย่อยอยู่ในระดับต่ำ: เกษตรกรรายย่อยประมาณสามในสี่มีรายได้ไม่เกิน 2,560 ริงกิตต่อเดือน หลายครัวเรือนจึงปลูกพืชชนิดอื่นร่วมด้วยเพื่อเพิ่มรายได้และลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจ
🔹 ความเสี่ยงด้านแรงงานบังคับ: อุตสาหกรรมเคยเผชิญมาตรการจำกัดการนำเข้าสินค้าจากผู้ผลิตถุงมือยางบางรายของสหรัฐอเมริกา แม้มาตรการดังกล่าวต่อผู้ผลิตรายสุดท้ายจะถูกยกเลิกในเดือนตุลาคม 2024 แต่ข้อกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติยังคงปรากฏต่อเนื่อง
🔹 ต้นทุนการจัดหาแรงงานและภาระหนี้: ค่าธรรมเนียมการจัดหางานและแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมอาจทำให้แรงงานข้ามชาติต้องแบกรับหนี้สินสูง ขณะเดียวกัน นายจ้างบางรายยังขาดการตรวจสอบบริษัทจัดหางานอย่างเพียงพอ
🔹 อาชีวอนามัยและความปลอดภัย: แรงงานในโรงงานแปรรูปและผลิตภัณฑ์ยางอาจเผชิญความเสี่ยงจากเครื่องจักร สารเคมี ควัน ฝุ่นยาง เสียง และอุณหภูมิสูง ส่วนเกษตรกรต้องเผชิญความเสี่ยงจากเครื่องมือมีคม สัตว์ป่า และสารเคมีทางการเกษตร
🔹 ข้อจำกัดในการรวมกลุ่มและร้องเรียน: แรงงานบางส่วนยังเข้าไม่ถึงกลไกร้องทุกข์และการเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติที่อาจเผชิญอุปสรรคด้านภาษา เอกสาร และความกังวลว่าจะถูกตอบโต้จากนายจ้าง
🔹 ข้อจำกัดในการตรวจแรงงาน: รายงานระบุว่า ด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากรและขีดความสามารถในการตรวจแรงงาน สถานประกอบการแต่ละแห่งโดยทั่วไปอาจได้รับการตรวจเพียงประมาณหนึ่งครั้งในรอบสิบปี

5. ความรับผิดชอบของภาคธุรกิจกับอนาคตอุตสาหกรรมยาง
มาเลเซียได้จัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National Action Plan on Business and Human Rights: NAPBHR) ระยะปี 2025–2030 โดยองค์ประกอบด้านแรงงานประกอบด้วยแนวทางดำเนินการ 38 ข้อ ซึ่ง 22 ข้อกำหนดให้ภาคธุรกิจเป็นผู้ดำเนินการ รวมถึงการประเมินความเสี่ยงและการจัดให้มีกลไกร้องทุกข์ที่เปิดโอกาสให้แรงงานมีส่วนร่วม
ในเดือนมิถุนายน 2026 ILO ยังได้ริเริ่มโครงการ Resilient, Inclusive and Sustainable Supply Chains in Malaysia (RISSC-II) เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและยกระดับการทำงานที่มีคุณค่าในห่วงโซ่อุปทานยางพาราของมาเลเซีย โดยมีความเชื่อมโยงกับความร่วมมือระหว่างมาเลเซียและญี่ปุ่น
ที่มา: | https://www.ilo.org/publications/mapping-rubber-supply-chain-malaysia
#ยาง #ยางพารา #ชาวสวนยาง #ราคายาง #สวนยาง #สวนยางพารา

ราคายางธรรมชาติพุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี: โมเมนตัมนี้จะยั่งยืนหรือไม่? โดย International Rubber Study Group (IRSG) |...
02/10/2026

ราคายางธรรมชาติพุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี: โมเมนตัมนี้จะยั่งยืนหรือไม่? โดย International Rubber Study Group (IRSG) | 2 ตุลาคม 2026 แปลโดย admin
ราคายางธรรมชาติ (Natural Rubber: NR) ปรับตัวสูงขึ้นในปี 2026 โดยราคายางในตลาดสำคัญกลับขึ้นมาอยู่ในระดับสูงสุดในรอบหลายปี และการปรับตัวขึ้นยิ่งมีความชัดเจนในไตรมาสที่ 3
ในเดือนกันยายน 2026 ราคายาง SIR20 ของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 39% เมื่อเทียบกับปีก่อน, STR20 ของไทยเพิ่มขึ้น 33%, SMR20 ของมาเลเซียเพิ่มขึ้น 34%, TSR20 ในยุโรปเพิ่มขึ้นถึง 68% และ RSS3 ของอินเดียเพิ่มขึ้น 46% สะท้อนว่า การฟื้นตัวของราคาครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศหรือเกรดยางใดเกรดหนึ่ง แต่เป็นการปรับตัวในตลาดยางธรรมชาติทั่วโลก
ปัจจัยสำคัญในระยะนี้มาจากหลายด้าน ทั้ง ภาวะอุปทานที่ตึงตัว การบริโภคที่แข็งแกร่ง ราคาน้ำมันดิบและยางสังเคราะห์ที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนด้านสภาพอากาศ โดยข้อมูลของ IRSG ชี้ว่า ในปี 2026 การบริโภคยางธรรมชาติของโลกยังมีแนวโน้มสูงกว่าการผลิต ขณะที่การเกิด El Niño ที่กำลังพัฒนาเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานในตลาดที่อยู่ในภาวะตึงตัวอยู่แล้ว
แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ราคายางที่แข็งแกร่งในปัจจุบันจะสามารถรักษาระดับนี้ไว้ได้หรือไม่?
ระยะสั้น: ราคาสูงอาจนำไปสู่การปรับฐาน
การที่ตลาดยางธรรมชาติขาดดุลในปัจจุบัน ไม่ได้หมายความว่าโลกกำลังขาดแคลนศักยภาพการผลิตโดยสิ้นเชิง โดย IRSG ประเมินว่า หากมีการกรีดยางเต็มศักยภาพ โลกสามารถผลิตยางธรรมชาติได้ประมาณ 19.6 ล้านตัน ขณะที่การผลิตในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 15.1 ล้านตัน นั่นหมายความว่า ยังมีศักยภาพการผลิตจากพื้นที่ยางที่โตเต็มที่แล้วแต่ยังไม่ได้กรีดอยู่พอสมควร >
หากราคายางยังอยู่ในระดับที่จูงใจ เกษตรกรและผู้ประกอบการอาจนำพื้นที่ที่หยุดกรีดกลับเข้าสู่การผลิต เพิ่มความถี่ในการกรีด หรือเพิ่มระดับการใช้ประโยชน์จากสวนยางที่มีอยู่เดิม ซึ่งสามารถเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาดได้ค่อนข้างเร็ว >
ดังนั้น ราคาที่สูงในปัจจุบันจึงอาจสร้างแรงกดดันย้อนกลับต่อตลาดได้ หากการเพิ่มขึ้นของอุปทานเกิดขึ้นพร้อมกับการชะลอตัวของการบริโภค ภาวะตึงตัวของตลาดก็อาจผ่อนคลาย และราคายางอาจปรับตัวลงได้
อีกตัวแปรที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ ราคาน้ำมันดิบ เพราะราคาน้ำมันและวัตถุดิบปิโตรเคมีที่สูงสามารถช่วยพยุงราคายางสังเคราะห์ (Synthetic Rubber: SR) และลดแรงกดดันจากการใช้ยางสังเคราะห์ทดแทนยางธรรมชาติได้ แต่หากราคาน้ำมันลดลง แรงสนับสนุนดังกล่าวก็จะอ่อนตัวลงตามไปด้วย
ดังนั้น ในระยะสั้น ทิศทางราคายางจะขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ปริมาณการกรีด การบริโภค ราคาน้ำมันและยางสังเคราะห์ รวมถึงสภาพอากาศ เป็นสำคัญ
แต่ในระยะยาว ภาพของตลาดอาจแตกต่างออกไป
แม้ศักยภาพการผลิตประมาณ 19.6 ล้านตันจะเป็น “กันชนด้านอุปทาน” ที่สำคัญ แต่ไม่ควรสมมติว่าศักยภาพดังกล่าวจะคงอยู่ในระดับเดิมตลอดไป
การผลิตยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างมากจากประมาณ 10.1 ล้านตันในปี 2007 เป็น 13.9 ล้านตันในปี 2018 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3.9 ล้านตัน แต่หลังจากนั้นการเติบโตกลับชะลอลงอย่างชัดเจน โดยในปี 2025 การผลิตอยู่ที่ประมาณ 15.0 ล้านตัน
ในขณะเดียวกัน ต้นยางพาราที่มีอยู่กำลังมีอายุมากขึ้น ขณะที่การโค่นปลูกใหม่และการขยายพื้นที่ปลูกยังมีข้อจำกัด > ปัจจัยนี้มีความสำคัญมาก เพราะต้นยางที่ปลูกใหม่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเข้าสู่ระยะที่สามารถกรีดได้
ในอีกด้านหนึ่ง ฐานความต้องการยางธรรมชาติยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดระบุว่า จำนวนรถยนต์ที่ใช้งานอยู่ทั่วโลก (vehicle parc) อาจเพิ่มจากประมาณ 1.74 พันล้านคันในปี 2026 เป็น 1.86 พันล้านคันในปี 2030 ขณะที่การผลิตยางรถยนต์ต่อปีคาดว่าจะเพิ่มจากประมาณ 2.06 พันล้านเส้นเป็น 2.19 พันล้านเส้น
การเพิ่มขึ้นของจำนวนรถยนต์มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะทำให้ตลาด ยางทดแทน (replacement tyre market) ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการผลิตรถยนต์ใหม่จะเติบโตในอัตราที่ไม่สูงมากก็ตาม
นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ รถยนต์ไฟฟ้า (EVs) ก็เป็นอีกปัจจัยที่ควรติดตาม เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ามีน้ำหนักมากขึ้น มีแรงบิดสูง และมีข้อกำหนดด้านสมรรถนะของยางที่แตกต่างจากรถยนต์ทั่วไป การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลต่อการออกแบบยางและสัดส่วนการใช้วัตถุดิบ รวมถึงความต้องการยางธรรมชาติในอนาคต

“การขาดแคลนวันนี้” กับ “การขาดแคลนในอนาคต” อาจไม่เหมือนกัน
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การแยกให้ออกระหว่าง ภาวะตึงตัวของอุปทานในปัจจุบัน กับ ข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตในระยะยาว วันนี้ ตลาดยางธรรมชาติขาดดุลทั้งที่ยังมีต้นยางที่โตเต็มที่แล้วแต่ไม่ได้กรีดอยู่จำนวนมาก > เมื่อราคาสูงขึ้น เกษตรกรสามารถเพิ่มการกรีดและนำอุปทานส่วนนี้กลับเข้าสู่ตลาดได้
แต่ในอีกหลายปีข้างหน้า หากต้นยางมีอายุมากขึ้น การปลูกทดแทนไม่เพียงพอ และพื้นที่ที่สามารถเพิ่มการกรีดได้ค่อย ๆ ลดลง ขณะที่ความต้องการยางยังขยายตัวต่อเนื่อง ตลาดอาจเผชิญกับ ข้อจำกัดด้านอุปทานที่มีลักษณะเชิงโครงสร้างมากขึ้น
นี่เป็นสถานการณ์ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ปัญหาอุปทานในวันนี้อาจแก้ได้ด้วยการ “กรีดต้นยางที่มีอยู่ให้มากขึ้น” แต่ปัญหาอุปทานในอนาคตอาจต้องอาศัย “ต้นยางที่ยังไม่ได้ปลูก”
แล้วราคายางจะยังแข็งแกร่งต่อไปหรือไม่?
ในระยะสั้น ราคายางที่อยู่ในระดับสูงอาจกระตุ้นให้มีการเพิ่มการกรีดและเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาด ซึ่งอาจทำให้การปรับตัวขึ้นของราคาชะลอลงหรือเกิดการปรับฐาน โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นพร้อมกับการชะลอตัวของการบริโภค
แต่ในระยะยาว ภาพอาจแตกต่างออกไป หาก จำนวนรถยนต์และความต้องการยางรถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สวนยางมีอายุมากขึ้น การปลูกใหม่มีจำกัด และพื้นที่ยางที่ยังสามารถเพิ่มการกรีดได้ค่อย ๆ ลดลง ตลาดยางธรรมชาติอาจเข้าสู่ภาวะที่อุปทานตึงตัวเชิงโครงสร้างมากขึ้น
เมื่อ “กันชนด้านอุปทาน” มีขนาดเล็กลง ราคายางก็จะมีความอ่อนไหวต่อเหตุการณ์กระทบด้านอุปทานมากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม ฝนตกหนัก ภัยแล้ง หรืออุณหภูมิสูงผิดปกติ เหตุการณ์เหล่านี้อาจทำให้การกรีดและผลผลิตลดลงชั่วคราว และนำไปสู่ความผันผวนของราคาที่รุนแรงกว่าช่วงที่ตลาดยังมีอุปทานสำรองจำนวนมาก
ดังนั้น การที่ราคายางธรรมชาติจะสามารถรักษาระดับที่แข็งแกร่งได้ในระยะยาว จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุปสงค์เพียงด้านเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า ศักยภาพการผลิตที่สามารถกรีดได้ในปัจจุบัน การปลูกใหม่ และการปลูกทดแทน จะสามารถเติบโตได้ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นและการสูญเสียศักยภาพจากสวนยางที่มีอายุมากขึ้นหรือไม่
หากไม่สามารถทำได้ “กันชนด้านอุปทาน” ของตลาดยางธรรมชาติจะค่อย ๆ แคบลง และอาจทำให้ ราคายางมีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้น พร้อมกับความผันผวนที่เพิ่มขึ้น
ประเด็นที่น่าจับตามองจึงไม่ใช่เพียงว่า “ราคายางจะขึ้นหรือลง” แต่คือ “ศักยภาพการผลิตของสวนยางโลกจะเติบโตทันกับความต้องการยางในอนาคตหรือไม่”
ปีนี้ขอเชิญ IRSG มาเวที HRPP https://www.dp-hrpp.org/ดังลิ้งค์ admin จะใช้เวทีนี้ในการแลกเปลี่ยนกัน

ที่มา: International Rubber Study Group (IRSG), 2 October 2026
#ยาง #ยางพารา #ชาวสวนยาง #ราคายาง #ราคายางพารา #กยท

02/10/2026
รายงานสถิติยางธรรมชาติประจำเดือนสิงหาคม 2026 ของ ANRPC      ในเดือนนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ราคายางธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นในบ...
01/10/2026

รายงานสถิติยางธรรมชาติประจำเดือนสิงหาคม 2026 ของ ANRPC
ในเดือนนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ราคายางธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นในบางตลาด โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากข้อจำกัดด้านอุปทาน ความต้องการซื้อในอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ยังคงทรงตัว ตลอดจนความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมหภาคที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง
ราคายางธรรมชาติแตะระดับสูงขึ้นในระหว่างเดือน ซึ่งสะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานของตลาดที่แข็งแกร่งและแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในเดือนสิงหาคมยังเกิดความขัดแย้งระลอกใหม่และการหยุดชะงักของเส้นทางการขนส่งสินค้าทางเรือสายหลัก ส่งผลให้น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude oil) มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 91.08 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนสิงหาคม การปรับตัวเพิ่มขึ้นนี้มีสาเหตุหลักมาจากความกังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดที่อาจเกิดขึ้นกับการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) และความไร้เสถียรภาพในวงกว้างในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการจัดหาพลังงานทั่วโลกและส่งผลให้ค่าความเสี่ยง (Risk Premium) ในตลาดน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
ภาพที่ 1 ราคายางธรรมชาติแสดงทิศทางเคลื่อนไหวแบบผสมในยางเกรดหลักต่าง ๆ ประจำเดือนสิงหาคม 2026 โดยราคาเฉลี่ยของยาง SMR-20 ในกัวลาลัมเปอร์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.25% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 2.31 ดอลลาร์สหรัฐ/กก. ขณะที่ยาง STR-20 ในกรุงเทพฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.40% มาอยู่ที่ 2.39 ดอลลาร์สหรัฐ/กก. ด้านยางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS-3) ปรับตัวลดลง 4.18% มาอยู่ที่ 2.80 ดอลลาร์สหรัฐ/กก. ส่วนยาง RSS-4 ในเมืองค็อตตายัม (Kottayam) ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย 0.57% มาอยู่ที่ 2.92 ดอลลาร์สหรัฐ/กก. ในขณะเดียวกัน ราคาเฉลี่ยของน้ำยางข้น ปรับตัวลดลง 4.73% มาอยู่ที่ 1.73 ดอลลาร์สหรัฐ/กก.
ด้านการนำเข้า จีนมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น 3.39% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ในขณะที่อินเดีย (-10.18%) และมาเลเซีย (-8.24%) ปรับตัวลดลง ส่วนเวียดนามปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.08% สำหรับด้านการส่งออก เวียดนามขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.63% ในขณะที่ไทย (-5.24%), อินโดนีเซีย (-5.36%), มาเลเซีย (-1.48%) และกัมพูชา (-1.88%) ต่างปรับตัวลดลงทั้งหมด
ผลผลิตยางธรรมชาติทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.6% สู่ระดับ 15.039 ล้านตันในปี 2026 จาก 14.952 ล้านตันในปี 2025 โดยการปรับทบทวนนี้ได้รวมการปรับแก้ไขตัวเลขผลผลิตของประเทศไทยในปี 2025 ตลอดจนประมาณการผลผลิตล่าสุดของไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียในปี 2026 เข้าไปด้วย ซึ่งผลผลิตได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ โดยเฉพาะฝนที่ตกผิดฤดูและสภาวะแห้งแล้งที่เกิดขึ้นครอบคลุมทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อพิจารณาเป็นรายเดือน ผลผลิตทั่วโลกในเดือนสิงหาคม 2026 ประเมินไว้ที่ 1.396 ล้านตัน ลดลง 4.51% จาก 1.462 ล้านตันที่บันทึกไว้ในเดือนสิงหาคม 2025
ขณะที่อุปสงค์ยางธรรมชาติทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.4% ในปี 2026 แตะระดับ 15.356 ล้านตัน เมื่อเทียบกับ 15.301 ล้านตันในปี 2025 โดยประเทศที่คาดว่าจะมีปริมาณการบริโภคเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ จีน มาเลเซีย และกัมพูชา (ภาพที่ 2b) ทั้งนี้ แนวโน้มอุปสงค์ทั่วโลกยังคงขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของยอดขายยานยนต์ การผลิตยางรถยนต์ สภาพการขนส่งทางเรือ และการหยุดชะงักของอุปทานอันเนื่องมาจากสภาพอากาศ ทั้งนี้ อุปสงค์ที่เชื่อมโยงกับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เติบโตอย่างสม่ำเสมอได้ช่วยสนับสนุนการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปของความต้องการใช้ยาง โดยมีจีนและอินเดียเป็นผู้นำ
ที่มา: ANRPC
#ยาง #ยางพารา #ชาวสวนยาง #สวนยาง #ราคายาง #ราคายางพารา #กยท

ผลการพยากรณ์ราคายางธรรมชาติระยะปลายปี 2569 (ใช้ราคาดอลลาร์/กิโลกรัม)    ผลการพยากรณ์ราคายางธรรมชาติในช่วงเดือนกันยายน–พฤ...
28/09/2026

ผลการพยากรณ์ราคายางธรรมชาติระยะปลายปี 2569 (ใช้ราคาดอลลาร์/กิโลกรัม)
ผลการพยากรณ์ราคายางธรรมชาติในช่วงเดือนกันยายน–พฤศจิกายน 2026 จากแบบจำลอง SARIMA ด้วย R programme แสดงให้เห็นว่า
ราคาตามกรณีฐานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอย่างต่อเนื่องจาก 2.724 ในเดือนกันยายน เป็น 2.733 ในเดือนตุลาคม และ 2.746 ในเดือนพฤศจิกายน 2026 สะท้อนว่าแบบจำลองคาดการณ์การเพิ่มขึ้นของราคาในระยะสั้น
ในลักษณะค่อนข้างทรงตัวมากกว่าการปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง ทั้งนี้ ค่าพยากรณ์ดังกล่าวเป็น conditional mean forecast ภายใต้พลวัตของข้อมูลในอดีตและสมมติว่าไม่มี external shock ใหม่เกิดขึ้น
ในด้านความไม่แน่นอน ผลการพยากรณ์มีช่วง prediction interval ที่กว้างขึ้นตามระยะเวลาการพยากรณ์ โดยช่วง 80% prediction interval อยู่ที่ 2.467–2.991 ในเดือนกันยายน และขยายเป็น 2.214–3.321 ในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ช่วง 95% prediction interval ขยายจาก 2.345–3.148 ในเดือนกันยายน เป็น 1.989–3.698 ในเดือนพฤศจิกายน ดังนั้น แม้ค่ากลางของแบบจำลองจะชี้ไปในทิศทางเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ความไม่แน่นอนของราคาจะเพิ่มขึ้นเมื่อระยะเวลาพยากรณ์ยาวขึ้น

การวิเคราะห์ภายใต้ 4 สถานการณ์
ได้กำหนดสถานการณ์ 4 รูปแบบ ได้แก่ Growth, Stable, Uncertainty และ Worse Situation ผลการวิเคราะห์มีรายละเอียดดังนี้

Growth \Stable \UncertaintyHigh \UncertaintyLow \Worse
ก.ย. 2026 2.806 2.724 2.991 2.467 2.588
ต.ค. 2026 2.899 2.733 3.170 2.321 2.466
พ.ย. 2026 3.000 2.746 3.321 2.214 2.354

1. กรณี Growth ซึ่งกำหนดให้ราคาปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ต่อเดือนจากเส้นฐาน พบว่าราคาเพิ่มจาก 2.806 ในเดือนกันยายน เป็น 3.000 ในเดือนพฤศจิกายน หรือสูงกว่าค่าฐานของเดือนพฤศจิกายนประมาณ ร้อยละ 9.27 กรณีนี้จึงสะท้อนสถานการณ์ที่อุปสงค์จากอุตสาหกรรมยางล้อและยานยนต์อยู่ในระดับแข็งแกร่ง ขณะที่อุปทานมีข้อจำกัด และปัจจัยตลาดพลังงานสนับสนุนราคา

2. กรณี Stable ใช้ค่าพยากรณ์จากแบบจำลอง SARIMA โดยตรง พบว่าราคาเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 2.724 เป็น 2.746 ตลอดช่วงสามเดือน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 0.8 จากเดือนแรกถึงเดือนสุดท้าย กรณีนี้จึงควรถือเป็นเส้นทางอ้างอิงของแบบจำลอง (model-based reference path) มากกว่าการตีความว่าเป็นการคาดการณ์ภายใต้ภาวะตลาดที่ “ไม่มีความเสี่ยง” เนื่องจาก prediction interval ยังคงสะท้อนความไม่แน่นอนของราคาอยู่

3. กรณี Uncertainty ใช้ขอบเขต 80% prediction interval ของแบบจำลองเป็นตัวแทนของช่วงความเป็นไปได้ของราคา โดยขอบบนเพิ่มจาก 2.991 ในเดือนกันยายน เป็น 3.321 ในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ขอบล่างลดจาก 2.467 เป็น 2.214 ส่งผลให้ช่วงความไม่แน่นอนกว้างขึ้นอย่างชัดเจนตามระยะเวลาพยากรณ์ เมื่อเทียบกับ baseline ในเดือนพฤศจิกายน ขอบบนสูงกว่าค่าฐานประมาณ ร้อยละ 21.0 ขณะที่ขอบล่างต่ำกว่าค่าฐานประมาณ ร้อยละ 19.4 ผลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงของการเบี่ยงเบนจากค่าพยากรณ์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อขยายระยะเวลาพยากรณ์

4. กรณี Worse Situation ซึ่งกำหนดให้ราคาลดลงร้อยละ 5 ต่อเดือนจากค่าฐาน พบว่าราคาลดจาก 2.588 ในเดือนกันยายน เป็น 2.354 ในเดือนพฤศจิกายน โดยในเดือนพฤศจิกายนราคาต่ำกว่าค่าฐานประมาณ ร้อยละ 14.3 สถานการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนกรณีที่อุปสงค์ยางสำหรับอุตสาหกรรมยางล้อชะลอตัว เศรษฐกิจโลกอ่อนแรง อุปทานกลับเข้าสู่ตลาดมากขึ้น หรือราคาพลังงานปรับตัวลดลง

การประเมินความสมเหตุสมผลของสถานการณ์
การเปรียบเทียบกับ 95% prediction interval พบว่าเส้นทางของทั้ง Growth และ Worse Situation ยังคงอยู่ภายในขอบเขตดังกล่าวตลอดช่วงเวลาพยากรณ์ทั้งสามเดือน กล่าวคือ ค่า Growth ไม่เกิน upper bound ของ 95% prediction interval และค่า Worse Situation ไม่ต่ำกว่า lower bound ของ 95% prediction interval ในทุกเดือน แสดงว่า สมมติฐานของทั้งสอง deterministic scenarios ไม่ได้อยู่นอกช่วงความไม่แน่นอนที่แบบจำลอง SARIMA ประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าความน่าจะเป็นของแต่ละ scenario เท่ากัน

สรุปผล
ผลการพยากรณ์ชี้ว่า ทิศทางราคายางธรรมชาติในช่วงสามเดือนข้างหน้ามีแนวโน้มทรงตัวถึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยภายใต้กรณีฐาน แต่ตลาดยังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง ในเดือนพฤศจิกายน 2026 (ปรับเป็นเงินบาทคูณ 32 ได้เลยครับ)
#ยาง #ชาวสวนยาง #สวนยาง #ราคายาง #ราคายางพารา #กยท #ยางพารา

รายงานการนำเข้ายางธรรมชาติของจีน เดือนสิงหาคม 2569         จากข้อมูลที่กรมศุลกากรจีนเปิดเผย สมาคมยางธรรมชาติแห่งประเทศจี...
27/09/2026

รายงานการนำเข้ายางธรรมชาติของจีน เดือนสิงหาคม 2569
จากข้อมูลที่กรมศุลกากรจีนเปิดเผย สมาคมยางธรรมชาติแห่งประเทศจีนรายงานว่า ปริมาณการนำเข้ายางธรรมชาติรวมของจีนในเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 486,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 จากเดือนก่อนหน้า แต่ลดลงร้อยละ 6.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าการนำเข้ารวมอยู่ที่ 1,046 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.3 จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.6 จากปีก่อน สำหรับตัวเลขสะสมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 ปริมาณการนำเข้ายางธรรมชาติรวมอยู่ที่ 4.0758 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 1.10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
I. การวิเคราะห์แหล่งที่มาของการนำเข้า
สัดส่วนการนำเข้ายางธรรมชาติจากประเทศแหล่งผลิตหลักในเดือนสิงหาคม 2569 โดยเรียงตามปริมาณการนำเข้า แหล่งนำเข้าอันดับต้น ๆ ได้แก่ ประเทศไทย สปป.ลาว และเวียดนาม
• ประเทศไทย: 185,800 ตัน (สัดส่วนร้อยละ 38.2)
• สปป.ลาว: 80,700 ตัน (สัดส่วนร้อยละ 16.6)
• เวียดนาม: 72,700 ตัน (สัดส่วนร้อยละ 14.9)
II. การนำเข้าจำแนกตามประเภทยาง
1. ยางผสม (Mixed Rubber)
เดือนสิงหาคม 2569 ปริมาณการนำเข้าอยู่ที่ 218,800 ตัน ลดลงร้อยละ 12.4 จากเดือนก่อน และลดลงร้อยละ 18.5 จากปีก่อน มูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 474 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 10.8 จากเดือนก่อน และลดลงร้อยละ 1.6 จากปีก่อน
2. ยางธรรมชาติแปรรูปมาตรฐาน (Technically Specified Natural Rubber – TSR)
ปริมาณการนำเข้าอยู่ที่ 103,600 ตัน ลดลงร้อยละ 25.9 จากเดือนก่อน และลดลงร้อยละ 8.4 จากปีก่อน มูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 231 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 24.3 จากเดือนก่อน แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.7 จากปีก่อน
3. น้ำยางธรรมชาติ (Natural Rubber Latex)
ปริมาณการนำเข้าอยู่ที่ 22,500 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 137.6 จากเดือนก่อน แต่ลดลงร้อยละ 44.8 จากปีก่อน มูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 129.1 จากเดือนก่อน แต่ลดลงร้อยละ 30.1 จากปีก่อน
III. การจำแนกตามรูปแบบการค้า
• การนำเข้าภายใต้ระบบการค้าทั่วไป (General Trade) มีปริมาณ 346,800 ตัน คิดเป็นร้อยละ 71.3 ของปริมาณนำเข้ารวม และมูลค่า 743 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 71.0 ของมูลค่านำเข้ารวม
• การนำเข้าภายใต้ระบบการค้าเพื่อการแปรรูป (Processing Trade – การนำเข้าวัตถุดิบเพื่อแปรรูป) มีปริมาณ 53,000 ตัน (ร้อยละ 10.9) มูลค่า 122 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 11.7)
• การนำเข้าสินค้าโลจิสติกส์ผ่านเขตพิเศษภายใต้การกำกับดูแลของศุลกากร มีปริมาณ 76,100 ตัน (ร้อยละ 15.7) มูลค่า 162 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 15.5)
ที่มา sunsire
#สวนยาง #ยางพารา #ชาวสวนยาง #ราคายาง #ยาง

แนวโน้มและการคาดการณ์ตลาดยางธรรมชาติปี 2569: การวิเคราะห์ตลาดโลกและทิศทางยาง โดย ChemAnalystภาพรวมแนวโน้มและการคาดการณ์ ...
19/09/2026

แนวโน้มและการคาดการณ์ตลาดยางธรรมชาติปี 2569: การวิเคราะห์ตลาดโลกและทิศทางยาง โดย ChemAnalyst

ภาพรวมแนวโน้มและการคาดการณ์

ราคายางธรรมชาติในตลาดโลกมีแนวโน้มแข็งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 และเข้าสู่ปี 2569 โดยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ตลาดมีแนวโน้มอ่อนตัวลงภายใต้ภาวะอุปทานส่วนเกิน ก่อนที่จะกลับทิศและเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอย่างต่อเนื่องและชัดเจนมากขึ้น โดยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ราคายางธรรมชาติในภูมิภาคสำคัญเกือบทั้งหมดปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับเลขสองหลักเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
การปรับตัวดังกล่าวได้รับแรงขับเคลื่อนจากหลายปัจจัย ได้แก่ การหยุดชะงักของการกรีดยางจากอิทธิพลของฤดูมรสุม ต้นทุนค่าระวางขนส่งสินค้าที่อยู่ในระดับสูง และการเร่งเติมสินค้าคงคลังของอุตสาหกรรมยางล้อและถุงมือยาง
ในปี 2569 ผู้ผลิตยางล้อ ผู้ผลิตถุงมือยาง ตลอดจนฝ่ายจัดซื้อและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องจึงให้ความสำคัญกับการติดตามแนวโน้มราคายางธรรมชาติอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้ประกอบการวางแผนจัดหาวัตถุดิบ การบริหารต้นทุน และการจัดการความเสี่ยงด้านราคาในตลาดสำคัญทั้งประเทศผู้ผลิตและประเทศผู้บริโภค

1. ภาพรวมตลาดยางธรรมชาติของโลก

ยางธรรมชาติเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากน้ำยางของต้นยางพารา (Hevea brasiliensis) และเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีความสำคัญต่อระบบการผลิตอุตสาหกรรมหลายประเภท โดยองค์ประกอบหลักของยางธรรมชาติคือ cis-1,4-polyisoprene ซึ่งมีคุณสมบัติโดดเด่นด้านความยืดหยุ่น ความทนทาน และความสามารถในการคืนรูป จึงเหมาะสมต่อการผลิตผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท เช่น ยางล้อ ชิ้นส่วนยานยนต์ สายพานลำเลียง และผลิตภัณฑ์ยางอุตสาหกรรมอื่น ๆ

การผลิตยางธรรมชาติมีการกระจุกตัวอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ตลาดจึงมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยด้านฤดูกาลและสภาพอากาศอย่างมาก นอกจากนี้ ราคายางธรรมชาติในตลาดโลกยังได้รับอิทธิพลจากต้นทุนการขนส่งทางทะเล เส้นทางเดินเรือ และความต้องการของอุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางล้อ ยานยนต์ และถุงมือยาง
การเปลี่ยนแปลงของราคายางธรรมชาติจึงมิได้เกิดจากปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยการผลิต สภาพภูมิอากาศ โลจิสติกส์ สินค้าคงคลัง พฤติกรรมของผู้ผลิต และความต้องการของอุตสาหกรรมปลายน้ำ

2. ปัจจัยสำคัญที่กำหนดแนวโน้มราคายางธรรมชาติ

2.1 ฤดูมรสุมและสภาพการกรีดยางตามฤดูกาล

เนื่องจากยางธรรมชาติเป็นสินค้าเกษตร สภาพการกรีดยางตามฤดูกาลในประเทศผู้ผลิตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดแนวโน้มราคา

ฝนมรสุมที่ตกหนักสามารถลดจำนวนวันกรีดยางและปริมาณน้ำยางสดที่เข้าสู่ระบบรวบรวมและแปรรูป ส่งผลให้อุปทานวัตถุดิบลดลงและกดดันให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม เมื่อสิ้นสุดฤดูฝนและสามารถกลับมากรีดยางได้ตามปกติ ปริมาณวัตถุดิบจะเพิ่มขึ้นและอาจทำให้แรงกดดันด้านราคาลดลง

ลักษณะดังกล่าวสะท้อนว่า ฤดูกาลผลิตของยางธรรมชาติเป็นกลไกสำคัญในการส่งผ่านการเปลี่ยนแปลงของอุปทานจากระดับสวนไปสู่ตลาดระหว่างประเทศ

2.2 ค่าระวางตู้คอนเทนเนอร์และความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือ

เนื่องจากยางธรรมชาติพึ่งพาการส่งออกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก ต้นทุนการขนส่งทางทะเลจึงมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการกำหนดต้นทุนยางธรรมชาติในประเทศผู้นำเข้า

การเพิ่มขึ้นของค่าระวางตู้คอนเทนเนอร์ เบี้ยประกันความเสี่ยงจากสงคราม ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงหรือหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือ สามารถเพิ่มต้นทุนสินค้านำเข้า โดยเฉพาะในตลาดอเมริกาเหนือและยุโรป นอกจากนี้ ความแออัดของท่าเรือยังสามารถทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นและส่งผลต่อระดับสินค้าคงคลังในตลาดปลายทาง

2.3 อุปสงค์จากอุตสาหกรรมยางล้อและยานยนต์

อุตสาหกรรมยางล้อเป็นหนึ่งในแหล่งอุปสงค์ที่สำคัญที่สุดของยางธรรมชาติ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของคำสั่งซื้อยางล้อ การผลิตรถยนต์ และรอบการเติมสินค้าคงคลังของผู้ผลิตจึงมีผลโดยตรงต่อความต้องการใช้ยางธรรมชาติ

ในช่วงที่ผู้ผลิตยางล้อเร่งสั่งซื้อเพื่อเติมสินค้าคงคลัง ความต้องการยางธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นและสามารถสนับสนุนระดับราคาได้ ขณะที่การชะลอตัวของภาคการผลิตยานยนต์หรือการลดสินค้าคงคลังอาจทำให้อุปสงค์ลดลง

2.4 อุปสงค์จากอุตสาหกรรมถุงมือทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์ยางเฉพาะทาง

นอกจากอุตสาหกรรมยางล้อแล้ว ความต้องการจากผู้ผลิตถุงมือทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์ยางทางเทคนิคยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนการใช้ยางธรรมชาติ

แม้ความต้องการจากอุตสาหกรรมยางล้อจะชะลอตัวในบางช่วงเวลา แต่การจัดซื้อของผู้ผลิตถุงมือและผลิตภัณฑ์ยางเฉพาะทางสามารถช่วยพยุงความต้องการรวมของตลาดได้

2.5 การจัดสรรการส่งออกและพฤติกรรมของเกษตกรรายย่อย

การตัดสินใจจัดสรรสินค้าของผู้ส่งออกและผู้แปรรูปในประเทศผู้ผลิต ตลอดจนพฤติกรรมการเก็บเกี่ยวของเกษตรกรรายย่อย มีบทบาทต่อปริมาณยางที่เข้าสู่ตลาดในแต่ละช่วงเวลา

เมื่อราคาหรืออัตรากำไรเปลี่ยนแปลง เกษตรกรอาจปรับความถี่ในการกรีดหรือช่วงเวลาการจำหน่ายผลผลิต ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกอาจจัดลำดับความสำคัญของคำสั่งซื้อที่ให้ผลตอบแทนสูงหรือเป็นสัญญาที่มีข้อผูกพันไว้ล่วงหน้า ส่งผลต่อปริมาณยางที่พร้อมจำหน่ายในตลาดสปอต

2.6 ระดับสินค้าคงคลังและระบบโลจิสติกส์ของท่าเรือ

ระดับสินค้าคงคลัง ณ ศูนย์กลางการค้าสำคัญ เช่น Port Klang คลังสินค้าในกรุงเทพฯ และคลังสินค้าในเมือง Rotterdam เป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อทิศทางราคาในระยะสั้น

เมื่อสินค้าคงคลังในคลังสินค้าหรือสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรอยู่ในระดับต่ำ ผู้ซื้ออาจต้องเร่งจัดหาสินค้า ซึ่งสามารถเพิ่มแรงกดดันด้านราคาได้ ในทางกลับกัน หากสินค้าคงคลังอยู่ในระดับสูงและมีสินค้าเข้าสู่ตลาดอย่างเพียงพอ ราคามีแนวโน้มถูกกดดันจากภาวะอุปทานที่เพิ่มขึ้น

3. แนวโน้มราคายางธรรมชาติในช่วงที่ผ่านมา

3.1 ไตรมาสที่ 3 ปี 2568
ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ราคายางธรรมชาติในตลาดสำคัญโดยทั่วไปมีแนวโน้มอ่อนตัวลง เนื่องจากภาวะอุปทานส่วนเกินและความต้องการจากอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ค่อนข้างอ่อนแอ

ในสหรัฐอเมริกา ดัชนีราคาลดลง 6.11% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ประมาณ 1,818.33 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ในเงื่อนไข CFR Houston การลดลงดังกล่าวสอดคล้องกับปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ขณะที่การจัดซื้อจากภาคยานยนต์และภาคอุตสาหกรรมยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ

ตลาดมาเลเซียลดลง 5.0% มาอยู่ที่ประมาณ 1,355.67 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน โดยมีปัจจัยจากอุปสงค์ที่อ่อนตัวและปริมาณสินค้าที่มีเพียงพอ ขณะที่ระบบโลจิสติกส์บริเวณ Klang ดำเนินไปได้ค่อนข้างราบรื่น

สำหรับเนเธอร์แลนด์ ดัชนีราคายางลาเท็กซ์ลดลง 9.6% มาอยู่ที่ประมาณ 1,780 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน โดยมีปัจจัยจากอุปทานที่มากขึ้นและสินค้าคงคลังจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งกดดันราคาสินค้าในตลาด Rotterdam

3.2 ไตรมาสที่ 4 ปี 2568
ไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ตลาดเริ่มส่งสัญญาณกลับทิศ โดยตลาดอเมริกาเหนือและเอเชียแปซิฟิกเริ่มปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ตลาดยุโรปค่อนข้างทรงตัว

ราคายางธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ประมาณ 1,829 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน สะท้อนภาวะอุปทานที่เริ่มตึงตัว แม้ว่าผู้นำเข้าจะยังลดระดับสินค้าคงคลังอยู่ก็ตาม

ตลาดมาเลเซียเพิ่มขึ้น 1.82% มาอยู่ที่ประมาณ 1,380.33 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากสภาพอากาศที่ส่งผลต่อการกรีดยาง เนื่องจากฝนมรสุมลดปริมาณน้ำยางสดในพื้นที่ผลิต ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตยางล้อและถุงมือทางการแพทย์เร่งเติมสินค้าคงคลังก่อนสิ้นปี

ตลาดเนเธอร์แลนด์ลดลงเพียงเล็กน้อย 0.1% มาอยู่ที่ประมาณ 1,779 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เนื่องจากปริมาณสินค้าที่เข้าสู่ตลาดในเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคการผลิตยังมีความต้องการค่อนข้างจำกัด

4. การเร่งตัวของราคาในปี 2569

4.1 ไตรมาสที่ 1 ปี 2569

ไตรมาสแรกของปี 2569 ถือเป็นช่วงที่ราคายางธรรมชาติเริ่มเร่งตัวอย่างชัดเจนในตลาดสำคัญทั้งสามภูมิภาค โดยมีปัจจัยสำคัญจากช่วงหยุดพักการกรีดตามฤดูกาลและต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น

ในสหรัฐอเมริกา ดัชนีราคาเพิ่มขึ้น 16.6757% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ประมาณ 2,134 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากปริมาณการส่งออกที่ตึงตัวในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่การกรีดยางลดลง นอกจากนี้ การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และค่าเบี้ยประกันภัยที่สูงขึ้นยังเพิ่มต้นทุนสินค้านำเข้า

ตลาดมาเลเซียเพิ่มขึ้น 12.53% มาอยู่ที่ประมาณ 1,553.33 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เนื่องจากปริมาณการส่งออกลดลง โดยฝนมรสุมส่งผลให้การส่งน้ำยางสดเข้าสู่โรงงานแปรรูปบริเวณ Klang ลดลง ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตยางล้อและถุงมือเร่งเติมสินค้าคงคลัง

ตลาดเนเธอร์แลนด์เพิ่มขึ้น 17.7% มาอยู่ที่ประมาณ 2,094 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เนื่องจากปริมาณสินค้านำเข้าลดลงตามฤดูกาล และจำนวนเที่ยวเรือจากประเทศไทยและอินโดนีเซียลดลง ประกอบกับต้นทุนประกันภัยความเสี่ยงจากสงครามและระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานขึ้น

5. การเร่งตัวของราคาในไตรมาสที่ 2 ปี 2569

ไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 เป็นช่วงที่ราคายางธรรมชาติเร่งตัวมากที่สุดช่วงหนึ่ง โดยตลาดสำคัญเกือบทุกภูมิภาคมีการปรับเพิ่มขึ้นในระดับสูง

ในสหรัฐอเมริกา ดัชนีราคายางลาเท็กซ์เพิ่มขึ้น 25.23% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ประมาณ 2,672.33 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการเร่งเติมสินค้าคงคลัง อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงที่ผลผลิตตามฤดูกาลเริ่มเพิ่มขึ้น ปริมาณน้ำยางก็กลับมามากขึ้น ขณะที่การหมุนเวียนของเรือขนส่งปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าในเดือนมิถุนายนเริ่มลดแรงกดดันลง

ตลาดมาเลเซียเพิ่มขึ้น 24.42% มาอยู่ที่ประมาณ 3,245.67 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน โดยมีปัจจัยจากการลดลงของอุปทานและระดับสินค้าคงคลังในคลังสินค้าที่ลดลง ขณะที่ความต้องการซื้อยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าปริมาณน้ำยางสดจะเริ่มฟื้นตัวภายหลังสิ้นสุดฤดูฝนก็ตาม

ตลาดไทยเพิ่มขึ้น 27.48% ในไตรมาสเดียวกัน โดยมีปัจจัยสำคัญจากภาวะอุปทานตามฤดูกาลที่ตึงตัวและความต้องการส่งออก

ตลาดเวียดนามเพิ่มขึ้น 19.5% จากข้อจำกัดด้านปริมาณน้ำยางสดและความพร้อมของระบบท่าเรือ

สำหรับยุโรป ดัชนีราคาของเนเธอร์แลนด์เพิ่มขึ้น 25.87% มาอยู่ที่ประมาณ 2,635.67 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน โดยได้รับแรงกดดันจากอุปทานส่งออกที่ตึงตัวและค่าระวางขนส่งที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อปริมาณนำเข้าเริ่มปรับดีขึ้นและผู้แปรรูปในเนเธอร์แลนด์เข้าสู่ช่วงบำรุงรักษาโรงงานในฤดูร้อน แรงกดดันด้านราคาก็เริ่มลดลงในเดือนมิถุนายน

ณ เดือนมิถุนายน 2569 ราคา spot อยู่ที่ประมาณ

* มาเลเซีย: 3,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
* ประเทศไทย: 2,480 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
* เวียดนาม: 1,795 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
* เนเธอร์แลนด์: 2,620 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

6. แนวโน้มราคาตามภูมิภาค

6.1 อเมริกาเหนือ

ตลาดยางธรรมชาติของสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยเริ่มจากการลดลงในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 จากภาวะอุปทานส่วนเกิน ก่อนที่จะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาสที่ 4 และเร่งตัวขึ้นในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 จากภาวะอุปทานส่งออกที่ตึงตัว

การเพิ่มขึ้นรุนแรงถึง 25.23% ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 สะท้อนผลของปัจจัยด้านฤดูกาล ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น และความต้องการเติมสินค้าคงคลังของอุตสาหกรรมยางล้อและการแพทย์ แม้ราคาจะเริ่มผ่อนคลายลงในเดือนมิถุนายนจากการเพิ่มขึ้นของผลผลิตตามฤดูกาลและประสิทธิภาพของระบบขนส่งที่ปรับตัวดีขึ้น

6.2 ยุโรป

ราคายางธรรมชาติในตลาดเนเธอร์แลนด์มีรูปแบบใกล้เคียงกับตลาดสหรัฐอเมริกา โดยลดลงอย่างมากในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 จากภาวะอุปทานส่วนเกิน ก่อนทรงตัวในไตรมาสที่ 4 และปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2569

ราคาเพิ่มขึ้น 17.7% ในไตรมาสที่ 1 และ 25.87% ในไตรมาสที่ 2 โดยมีปัจจัยจากการหยุดชะงักของการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้นทุนค่าขนส่ง และความเสี่ยงด้านเส้นทางเดินเรือ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของปริมาณนำเข้าและการบำรุงรักษาโรงงานของผู้แปรรูปในช่วงฤดูร้อนช่วยลดแรงกดดันต่อราคาในเดือนมิถุนายน

6.3 เอเชียแปซิฟิก

ตลาดมาเลเซียลดลงในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 จากอุปสงค์ที่อ่อนตัว ก่อนฟื้นตัวในไตรมาสที่ 4 และไตรมาสที่ 1 ปี 2569 จากผลกระทบของฝนมรสุมและการลดลงของการกรีดยาง

ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ราคาปรับเพิ่มขึ้น 24.42% โดยมีปัจจัยจากสินค้าคงคลังในคลังสินค้าที่ลดลงและอุปสงค์ที่ยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่ปริมาณน้ำยางสดเริ่มฟื้นตัวภายหลังฤดูฝน

ประเทศไทยมีการเพิ่มขึ้นของราคาถึง 27.48% ในไตรมาสเดียวกัน ขณะที่เวียดนามเพิ่มขึ้น 19.5% จากข้อจำกัดด้านอุปทานน้ำยางสดและระบบโลจิสติกส์

7. แนวโน้มและการคาดการณ์ราคายางธรรมชาติในช่วงที่เหลือของปี 2569

สำหรับช่วงที่เหลือของปี 2569 แนวโน้มราคายางธรรมชาติยังมีความอ่อนไหวต่อสภาพอากาศ ฤดูกาลกรีดยาง และต้นทุนการขนส่งระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม อัตราการเพิ่มขึ้นของราคาอาจเริ่มชะลอลงเมื่อการกรีดยางฟื้นตัวหลังฤดูฝนและระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่ควรติดตาม ได้แก่

7.1 สภาพการกรีดยางตามฤดูกาล

ผลผลิตยางธรรมชาติยังคงมีความอ่อนไหวต่อสภาพอากาศ โดยเฉพาะฝนมรสุมและปรากฏการณ์เอลนีโญ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในประเทศผู้ผลิตหลักจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถทำให้ปริมาณอุปทานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

7.2 ค่าระวางและเส้นทางขนส่ง

ต้นทุนค่าระวางและเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงมีบทบาทสำคัญต่อราคายางในตลาดปลายทาง ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของเส้นทางเดินเรือ ความแออัดของท่าเรือ และต้นทุนการขนส่งจึงควรได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่อง

7.3 อุปสงค์จากอุตสาหกรรมยางล้อและถุงมือ

รอบการเติมสินค้าคงคลังของผู้ผลิตยางล้อ การผลิตรถยนต์ และความต้องการจากอุตสาหกรรมถุงมือทางการแพทย์จะยังเป็นฐานสำคัญของอุปสงค์ยางธรรมชาติในตลาดโลก

7.4 การจัดสรรการส่งออกและพฤติกรรมของเกษตรกร

การตัดสินใจของผู้ส่งออก ผู้แปรรูป และเกษตรกรรายย่อยเกี่ยวกับช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวและจำหน่ายผลผลิตสามารถส่งผลต่อปริมาณยางที่เข้าสู่ตลาดในแต่ละช่วงเวลา

7.5 การสะสมสินค้าคงคลัง

ระดับสินค้าคงคลังในคลังสินค้าและท่าเรือสำคัญจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางราคาในระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงหลังฤดูกาลกรีดยาง ซึ่งตลาดจะติดตามว่าการเติมสินค้าคงคลังกลับเข้าสู่ระดับปกติทำได้เร็วเพียงใด

โดยภาพรวม แนวโน้มราคายางธรรมชาติในช่วงที่เหลือของปี 2569 มีแนวโน้ม ทรงตัวในระดับสูงในระยะใกล้ ขณะที่อัตราการเพิ่มขึ้นของราคาอาจค่อย ๆ ชะลอลง หากการกรีดยางกลับเข้าสู่ภาวะปกติและต้นทุนการขนส่งระหว่างประเทศลดความผันผวนลง

ทั้งนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวควรตีความในฐานะ แนวโน้มตามปัจจัยพื้นฐานของตลาด มิใช่การรับประกันระดับราคาที่จะเกิดขึ้นจริง เนื่องจากตลาดยางธรรมชาติยังมีความอ่อนไหวสูงต่อสภาพอากาศ ภูมิรัฐศาสตร์ การค้าโลก และวัฏจักรอุตสาหกรรมยานยนต์

8. นัยเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาด

สำหรับผู้ผลิตยางล้อ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ผู้ผลิตถุงมือทางการแพทย์ และฝ่ายจัดซื้อ การติดตามแนวโน้มราคายางธรรมชาติอย่างเป็นระบบมีความสำคัญต่อการบริหารต้นทุนและความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ

ประเด็นสำคัญ ได้แก่

ประการแรก การติดตามสภาพอากาศและฤดูกาลกรีดยาง
ผู้ซื้อควรติดตามข้อมูลฝนมรสุม ภาวะเอลนีโญ และสภาพการกรีดยางในประเทศผู้ผลิตหลัก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุปทานสามารถส่งผลต่อราคาได้อย่างรวดเร็ว

ประการที่สอง การติดตามตลาดค่าระวางและการขนส่งระหว่างประเทศ
การเปลี่ยนแปลงของค่าระวาง ต้นทุนประกันภัย และเส้นทางเดินเรือสามารถส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนยางธรรมชาติในประเทศปลายทาง

ประการที่สาม การกระจายแหล่งจัดซื้อ
การสร้างเครือข่ายผู้จัดหาหลายประเทศสามารถลดการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบเพียงแห่งเดียว และช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาการผลิตหรือโลจิสติกส์เฉพาะพื้นที่

ประการที่สี่ การติดตามอุปสงค์จากอุตสาหกรรมปลายน้ำ
ตัวชี้วัดการผลิตรถยนต์ คำสั่งซื้อยางล้อ และความต้องการจากอุตสาหกรรมถุงมือสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินทิศทางความต้องการยางธรรมชาติ

ประการที่ห้า การเพิ่มความยืดหยุ่นของสัญญาจัดซื้อ
ภายใต้ภาวะที่ราคามีความผันผวน ผู้ซื้ออาจพิจารณาโครงสร้างสัญญาที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การแบ่งช่วงเวลาจัดซื้อ การกำหนดสูตรราคา หรือการผูกกับดัชนีราคาที่เหมาะสม แทนการกำหนดราคาคงที่ในระยะยาวเพียงรูปแบบเดียว

9. บทสรุป

ตลาดยางธรรมชาติในปี 2569 แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากภาวะอุปทานส่วนเกินและราคาที่อ่อนตัวในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ไปสู่ภาวะราคาที่แข็งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2569 โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 2 ซึ่งตลาดสำคัญเกือบทุกภูมิภาคมีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาในระดับสูง

ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวประกอบด้วย ข้อจำกัดด้านการกรีดยางตามฤดูกาล สภาพอากาศและฝนมรสุม ต้นทุนค่าระวางขนส่งและความเสี่ยงด้านเส้นทางเดินเรือ ตลอดจนความต้องการเติมสินค้าคงคลังของอุตสาหกรรมยางล้อและถุงมือ

ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาสูงถึง 27.48% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่มาเลเซียเพิ่มขึ้น 24.42% เวียดนามเพิ่มขึ้น 19.5% และเนเธอร์แลนด์เพิ่มขึ้น 25.87% สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงของราคามิได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เชื่อมโยงกันผ่านห่วงโซ่อุปทานยางธรรมชาติระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 2569 ยังขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของการกรีดยางหลังฤดูฝน ระดับสินค้าคงคลัง ความต้องการของอุตสาหกรรมยางล้อและยานยนต์ ตลอดจนภาวะการขนส่งระหว่างประเทศ หากอุปทานกลับเข้าสู่ภาวะปกติและต้นทุนโลจิสติกส์ลดลง แรงกดดันด้านราคาอาจเริ่มผ่อนคลาย แม้ว่าระดับราคาจะยังมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกอยู่มาก
ที่มา: ChemAnalyst
#ชาวสวนยาง #ยางพารา #สวนยาง #ราคายาง

ที่อยู่

Hat Yai

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Rubber Economy: เศรษฐกิจยาง โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์