วารสารนวัตกรรมการจัดการและการตลาด

วารสารนวัตกรรมการจัดการและการตลาด รับตีพิมพ์บทความทางวิชาการ

01/09/2026
04/08/2026

"ออฟฟิศจะวุ่นแค่ไหน ใจเราก็ต้องนิ่งเหมือนคาปิบาราจิบชากลางทุ่ง"
เคยไหม ต้องทำงานท่ามกลางออฟฟิศที่มีแต่ "งานด่วนที่สุด" ดราม่ารายวัน และความกดดันที่ไม่เคยพัก การเอาใจไปเต้นตามทุกเรื่อง ไม่ได้ทำให้เราเก่งขึ้น แต่เร่งให้หมดไฟเร็วขึ้นแบบไม่รู้ตัว
ทางรอดของคนทำงานเก่งยุคนี้ ไม่ใช่การสู้จนตัวแตก แต่คือการเปิดโหมด "Capybara Mode 2.0" คือยังยิ้ม สุภาพ เข้ากับทุกคนได้ แต่ขีดเส้นขอบเขตงานชัดเจน ทำได้ด้วย 4 วิธีนี้
1. งานงอกเกินหน้าที่ ไม่ต้องหัวร้อน
เวลามีคนโยนงานนอกสโคปเข้ามา ไม่ต้องวีน ให้ยิ้มรับอย่างสุภาพ แล้วกางตารางงานที่ถืออยู่ให้เห็นภาพ ชวนทีมจัดลำดับด้วยกันว่าจะลดอันไหนก่อน แทนที่จะเงียบแล้วแบกไว้คนเดียว
เรื่องนี้มีข้อมูลรองรับ Harvard Business Review พบว่าในองค์กรส่วนใหญ่ พนักงานแค่ 3–5% กลับแบกงานที่ต้องประสานร่วมกันถึง 20–35% ของทั้งองค์กร คนใจดีที่ไม่ตั้งขอบเขตมักหมดไฟก่อนใคร การพูดตรงๆ จึงไม่ใช่การเกี่ยงงาน แต่คือการทำให้หัวหน้าเห็นภาระจริง
2. แยกเนื้องานออกจากอารมณ์คน
เวลามีคนโวยวายหรือระเบิดอารมณ์ใส่ ให้ดึงเฉพาะ "ข้อเท็จจริง" ที่ต้องแก้มาใช้ ส่วนอารมณ์ลบ ปล่อยให้ผ่านไป ไม่ต้องเปิดประตูรับเข้ามาเป็นพิษในใจตัวเอง คุณค่าของคุณไม่ได้อยู่ที่อารมณ์ของคนอื่น
3. โฟกัส 20% ที่สร้างผลลัพธ์จริง
ใช้หลัก 80/20 ทุ่มพลังกับงานหลักที่สร้างผลลัพธ์จริงให้เนี้ยบ ส่วนดราม่าและการเมืองหลังบ้าน วางเฉยอย่างมืออาชีพ พอหมดเวลางาน ปิดสวิตช์เรื่องงานทันที
งานวิจัยของ Sabine Sonnentag เรียกการปิดสวิตช์นี้ว่า Psychological Detachment คนที่ตัดเรื่องงานออกจากหัวได้หลังเลิกงาน มีความพึงพอใจในชีวิตสูงกว่าและเครียดน้อยกว่า โดยที่ผลงานไม่ได้ตกลงเลย
4. นิ่งสงบ สยบดราม่า
ออฟฟิศไหนไม่มีนินทา ออฟฟิศนั้นไม่มีจริง เมื่อวงเมาท์เริ่มจุดไฟ คาปิบาราจะนั่งฟัง พยักหน้าเบาๆ ดูดน้ำจากหลอด แต่ไม่ออกความเห็น ไม่ผสมโรง ไม่เล่าต่อ ปล่อยให้ดราม่าไหลผ่านไปเหมือนสายน้ำ
งานวิจัยจาก BMC Psychology ที่สำรวจพนักงาน 352 คน พบว่าการนินทาเชิงลบในที่ทำงานลดพฤติกรรมเชิงรุกของพนักงานลงอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านกลไกความวิตกกังวล การอยู่ห่างวงดราม่าจึงไม่ใช่แค่รักษามารยาท แต่คือการปกป้องพลังใจตัวเอง
การเป็นมิตรกับทุกคนแต่รู้จักขีดเส้น คือทักษะขั้นสูงที่ช่วยให้คุณอยู่ในสายอาชีพได้นานโดยไม่พังไปก่อน
ระหว่างที่คุณดูแลใจตัวเองและสร้างผลงานอย่างสงบ JOBBKK ขอเป็นพื้นที่และกำลังใจให้คนทำงานทุกคน ไม่ว่าวันนี้คุณเลือกเปิด Capybara Mode เพื่อรักษาสมดุล หรือกำลังเงียบๆ เตรียมตัวไปหาโอกาสใหม่ในองค์กรที่เคารพ Well-being ของคุณ เราพร้อมอยู่ข้างคุณเสมอ

30/07/2026
21/07/2026

เจาะกลยุทธ์ PISEN จากผู้บุกเบิก Power Bank ในจีนสู่การสร้าง Premium Ecosystem - MarketThink

รู้หรือไม่ว่า ก่อนจะเป็นแบรนด์ Power Solution ที่มีผู้ใช้งานสะสมกว่า 200 ล้านคนทั่วโลก PISEN เคยได้รับโจทย์ให้พัฒนาอุปกรณ์สำรองไฟสำหรับทีมสำรวจขั้วโลกใต้ของจีน

ภารกิจครั้งนั้นทำให้ PISEN ได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกตลาด Power Bank และสะท้อนจุดแข็งที่อยู่กับแบรนด์มาตั้งแต่ต้น คือ การพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานเพื่อแก้ปัญหาการใช้งานจริง

กว่า 20 ปีต่อมา PISEN ได้ขยายจาก Power Bank สู่การเป็นแบรนด์ Power Solution ที่ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี ช่องทางจำหน่าย และบริการหลังการขาย

พร้อมปักหมุดประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานสำคัญสำหรับขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แล้ว PISEN นำความเชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่ที่สั่งสมมากว่า 20 ปี มาต่อยอดสู่แบรนด์ Power Solution ระดับโลก และสร้าง Premium Ecosystem ในประเทศไทยได้อย่างไร ?

MarketThink จะพาไปเจาะลึกเส้นทางการเติบโตของ PISEN ด้วยกัน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี 2003 ที่เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน เมื่อ Zhao Guocheng ก่อตั้ง PISEN ขึ้น
โดยมีเป้าหมายแรกคือการพัฒนาแบตเตอรี่คุณภาพสูงสำหรับกล้องดิจิทัลและโทรศัพท์มือถือ
เพื่อแก้ปัญหาสินค้าในตลาดที่ยังมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ

เพียงหนึ่งปีต่อมา ความเชี่ยวชาญของ PISEN ก็ถูกนำไปใช้กับโจทย์ที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม

เมื่อทีมสำรวจขั้วโลกใต้ของจีนต้องการอุปกรณ์สำรองพลังงานที่สามารถจ่ายไฟให้กล้องและอุปกรณ์สื่อสารได้ ท่ามกลางอากาศหนาวจัดและพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งจ่ายไฟตามปกติ

PISEN จึงพัฒนาอุปกรณ์แบตเตอรี่แบบพกพาขึ้นสำหรับภารกิจดังกล่าว ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในต้นแบบสำคัญของ Power Bank ในเวลาต่อมา

จุดเริ่มต้นนี้สะท้อนแนวทางการเติบโตของ PISEN ได้อย่างชัดเจน ว่าแบรนด์ไม่ได้เริ่มจากการมองว่าสินค้าใดกำลังเป็นกระแส

แต่เริ่มจากการมองว่า ผู้ใช้งานกำลังเผชิญปัญหาอะไร และเทคโนโลยีพลังงานจะเข้าไปแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร

แนวคิดดังกล่าวกลายเป็นรากฐานให้ PISEN สั่งสมองค์ความรู้ทั้งด้านแบตเตอรี่ เทคโนโลยีการชาร์จ และความปลอดภัย ก่อนขยายจาก Power Bank ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายขึ้น

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ PISEN ครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- Consumer Electronics อุปกรณ์เทคโนโลยีสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
- Mobile Accessories ตั้งแต่ Power Bank หัวชาร์จ สายชาร์จ หูฟัง ไปจนถึงอุปกรณ์ป้องกันสมาร์ตโฟน
- Power Solutions ซึ่งครอบคลุมอุปกรณ์สมาร์ตโฮมและเทคโนโลยีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

แม้สินค้าแต่ละกลุ่มจะตอบโจทย์แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดเชื่อมโยงกันด้วยรากฐานเดียวกัน คือประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความสะดวกในการใช้งาน

PISEN จึงค่อย ๆ ขยายบทบาทจากแบรนด์ที่ผู้บริโภครู้จักผ่าน Power Bank สู่การเป็นแบรนด์ Power Solution ที่เข้าไปอยู่ในหลายช่วงเวลาของชีวิตประจำวัน

เบื้องหลังการขยายธุรกิจดังกล่าว คือการมีทั้งโรงงานผลิตและศูนย์วิจัยและพัฒนาเป็นของตัวเอง

โครงสร้างนี้ทำให้ PISEN สามารถดูแลได้ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปจนถึงกระบวนการผลิต
รวมถึงปรับสินค้าให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของแต่ละประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหัวปลั๊ก แรงดันไฟฟ้า หรือมาตรฐานด้านความปลอดภัย

ความสามารถในการพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับแต่ละตลาด จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้ PISEN ขยายเครือข่ายไปมากกว่า 100 ประเทศ มีร้านค้าปลีกและตัวแทนจำหน่ายรวมกันกว่า 200,000 แห่ง และมีผู้ใช้งานสะสมมากกว่า 200 ล้านคนทั่วโลก

แต่เมื่อธุรกิจขยายเข้าสู่ตลาดใหม่ โจทย์ของ PISEN ก็ไม่ได้มีเพียงการนำสินค้าไปวางจำหน่ายให้ครอบคลุมมากที่สุด

สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือการทำให้ผู้บริโภคในแต่ละประเทศเข้าใจว่า PISEN แตกต่างจากแบรนด์ Gadget อื่นอย่างไร

หนึ่งในตลาดที่แบรนด์ให้ความสำคัญคือประเทศไทย ซึ่ง PISEN เริ่มรุกอย่างเต็มตัวตั้งแต่ปี 2024 และวางให้ไทยเป็นฐานสำคัญสำหรับขยายธุรกิจสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อย่างไรก็ตาม ตลาดอุปกรณ์เสริมมือถือและ Power Bank ในประเทศไทยมีการแข่งขันสูง และผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบสินค้าแต่ละแบรนด์ได้ง่าย ทั้งด้านราคา สเปก และความเร็วในการชาร์จ

PISEN จึงเลือกสร้างความแตกต่างด้วย​การยกระดับแบรนด์สู่ Premium Gadget Lifestyle Brand ที่เชื่อมโยงสินค้า เทคโนโลยี ดิไซน์ ประสบการณ์หน้าร้าน และบริการหลังการขายเข้าด้วยกัน

หนึ่งในหมากสำคัญของกลยุทธ์นี้ คือการเปิด PISEN Lab Flagship Store แห่งแรกในประเทศไทยที่เซ็นทรัลเวิลด์

จุดเด่นของ PISEN Lab ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับวางขายสินค้า แต่ทำหน้าที่เป็น Experience Center ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ทดลองผลิตภัณฑ์ เรียนรู้เทคโนโลยี และเข้าถึงบริการเปลี่ยนแบตเตอรี่หรือซ่อมอุปกรณ์โดยช่างผู้เชี่ยวชาญภายในพื้นที่เดียวกัน

ภายในร้านจึงมีทั้งพื้นที่จัดแสดงสินค้า โซนทดลองใช้งาน และบริการดูแลอุปกรณ์ ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจคุณค่าของสินค้าได้มากกว่าการอ่านสเปกผ่านหน้าจอ

ปัจจุบัน PISEN Lab เปิดให้บริการแล้ว 2 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์ และ เซ็นทรัล เวสต์เกต

นอกจากนี้ยังมีแผนเปิด PISEN Lab เพิ่มอีก 4-5 สาขา ภายในปี 2027 เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการหลังการขายและประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีให้ครอบคลุมผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

จะเห็นว่า PISEN กำลังเปลี่ยนบทบาทของหน้าร้าน​จากช่องทางการขาย ไปสู่พื้นที่ที่เปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของแบรนด์ให้กลายเป็นประสบการณ์และความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคสัมผัสได้จริง

แนวคิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านพลังงาน เช่น Power Bank และอุปกรณ์ชาร์จไฟ

เนื่องจากผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเพียงกำลังไฟ ความเร็วในการชาร์จ หรือราคาเท่านั้น
แต่ยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัย การรับประกัน และบริการหลังการขายในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ PISEN จึงยกระดับบริการหลังการขายผ่าน PISEN TrueCare Solution ซึ่งครอบคลุมการดูแลอุปกรณ์ 3C ได้แก่ สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และแล็ปท็อป โดยใช้อะไหล่คุณภาพมาตรฐานระดับสากลจาก PISEN พร้อมให้บริการโดยช่างที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐาน PISEN Global Standard ภายใต้ระบบการซ่อมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน PISEN ยังพัฒนา PISEN Hub โมเดลเครือข่ายร้านซ่อมและศูนย์บริการร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น โดยสนับสนุนทั้งด้านเทคโนโลยี อะไหล่ และมาตรฐานการให้บริการ เพื่อขยายการเข้าถึงบริการคุณภาพในวงกว้าง

เมื่อผสานผลิตภัณฑ์ หน้าร้าน และระบบบริการเข้าไว้ด้วยกัน PISEN จึงสามารถสร้าง Premium Ecosystem ที่ดูแลผู้บริโภคได้ครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกซื้อ ทดลองใช้งาน รับประกัน ไปจนถึงบริการหลังการขาย ภายใต้แนวคิด “Real Care. Real Trust.”

ในมุมของแบรนดิง กลยุทธ์นี้น่าสนใจ เพราะในตลาด Gadget สเปกและเทคโนโลยีสามารถพัฒนาตามกันได้
สิ่งที่สร้างตามได้ยากกว่าคือ ระบบบริการ ประสบการณ์ และความเชื่อมั่นที่แบรนด์ส่งมอบตลอดการใช้งาน

อย่างไรก็ตาม การสร้างความน่าเชื่อถือเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอสำหรับการเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่

PISEN จึงต้องทำให้ภาพของ Power Solution ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องเทคนิค กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ได้มากขึ้น

หนึ่งในกลยุทธ์คือการเลือก เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย และ น้ำปิง-นภัสกร ปิงเมือง มาเป็น Friends of PISEN คู่แรกของประเทศไทย ​

การเลือก Friends of PISEN ครั้งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการสร้างกระแสจากพลังแฟนด้อม แต่ยังช่วยทำให้สินค้าเทคโนโลยีดูเข้าถึงง่าย และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ
โดยภาพลักษณ์ดังกล่าวยังถูกถ่ายทอดผ่านสินค้ากลุ่ม Cozy Tech Series

ไม่ว่าจะเป็น SleekVolt Power Bank, Cozy SnapPad และ OrbitDock ซึ่งถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและการตกแต่งพื้นที่ของคนรุ่นใหม่

ส่วนในด้านช่องทางการตลาด PISEN ใช้กลยุทธ์ Omni-Channel โดยให้น้ำหนักกับช่องทางออนไลน์ 60% และออฟไลน์ 40%

ช่องทางออนไลน์ทำหน้าที่สร้าง Reach และ Brand Awareness ช่วยให้สินค้าและเรื่องราวของแบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง

ขณะที่ช่องทางออฟไลน์ ทั้ง PISEN Lab และบริการหลังการขาย ทำหน้าที่สร้างประสบการณ์และความเชื่อมั่น

พูดง่าย ๆ คือ ออนไลน์ช่วยให้ผู้บริโภค “เห็นแบรนด์” ส่วนหน้าร้านและบริการหลังการขายช่วยให้ผู้บริโภค “เข้าใจและเชื่อมั่นในแบรนด์”

สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2026 PISEN Tech Thailand ตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 30-40% เมื่อเทียบกับปีก่อน
พร้อมเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Charging Solutions, Audio & Connectivity, Device Protection และ Smart Home รวมถึงขยายเครือข่าย PISEN TrueCare Solution เพื่อยกระดับบริการหลังการขาย

เป้าหมายเหล่านี้สะท้อนว่า สิ่งที่ PISEN กำลังสร้างในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงตลาดสำหรับจำหน่าย Power Bank หรืออุปกรณ์เสริมมือถือ

แต่คือฐานสำหรับพัฒนาแบรนด์ Power Solution ที่เชื่อมโยงนวัตกรรม ดิไซน์ ช่องทางจำหน่าย และระบบบริการเข้าไว้ด้วยกัน ก่อนต่อยอดไปสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากนี้จึงน่าติดตามว่า PISEN จะสามารถเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านพลังงานที่สั่งสมมากว่า 20 ปี ให้กลายเป็นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยได้มากเพียงใด

เพราะบทพิสูจน์ต่อไปของ PISEN อาจไม่ได้อยู่ที่ว่าแบรนด์จะขาย Power Bank ได้มากแค่ไหน แต่คือการก้าวขึ้นเป็น แบรนด์เทคโนโลยีที่ผู้บริโภคไว้วางใจ ตั้งแต่การเลือกซื้อจนถึงบริการหลังการขาย

อ้างอิง :
- ข้อมูลจาก PISEN

21/07/2026

💻 เวลาใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดกับโปรเจกต์ใหญ่ ปัญหาไม่ได้มีแค่ตอบถูกหรือผิด แต่คือ AI ต้องจำบริบทจากไฟล์จำนวนมาก เข้าใจภาพหน้าจอ และทำงานต่อเนื่องหลายขั้นตอนโดยไม่หลุดจากเป้าหมาย
.
นี่คือโจทย์ที่ Kimi K3 โมเดลเรือธงจาก Moonshot AI พยายามเข้ามาแก้ ด้วยขนาด 2.8 ล้านล้านพารามิเตอร์ Context Window สูงสุด 1 ล้าน Token และการรองรับภาพกับวิดีโอตั้งแต่ต้น
.
🚀 จุดที่ K3 น่าสนใจคือความสามารถด้าน Long-horizon Coding หรือการทำงานเขียนโค้ดต่อเนื่องเป็นเวลานาน ตัวอย่างเช่น เปิด Kimi Code ในโปรเจกต์ แล้วให้ AI อ่านโครงสร้าง ค้นหาต้นเหตุของ Bug แก้หลายไฟล์ รันคำสั่ง และตรวจผลลัพธ์ต่อเนื่องใน Workflow เดียว
.
นอกจากนี้ Dev ยังส่ง Screenshot หรือวิดีโอหน้าจอให้โมเดลวิเคราะห์ได้ เช่น ส่งคลิปเกมที่ตัวละครเคลื่อนไหวผิดปกติ หรือภาพหน้าเว็บที่ Layout เพี้ยน แล้วให้ช่วยไล่หาจุดที่ควรแก้ในโค้ด เหมาะกับงาน Frontend เกม และ 3D ที่ต้องใช้ทั้งภาพกับเหตุผลทางวิศวกรรมร่วมกัน
.
🧠 สำหรับงานค้นคว้า K3 สามารถใช้ Context ขนาดใหญ่กับเอกสารหรือ Codebase ยาว ๆ ส่วนฟีเจอร์ K3 Swarm ในแอป Kimi จะช่วยแบ่งงานค้นหาและประมวลผลให้ Sub-agent หลายตัวทำพร้อมกัน เช่น แยกค้นข้อมูลหลายหัวข้อแล้วรวมเป็นรายงานเดียว
.
อย่างไรก็ตาม 1 ล้าน Token ไม่ได้เปิดให้ทุกแพ็กเกจ และ K3 มีการคิดค่าบริการตามเครดิตหรือ Token ข้อมูล Benchmark ตอนนี้ยังมาจาก Moonshot AI เป็นหลัก จึงควรรอผลทดสอบภายนอกเพิ่มเติมก่อนสรุปว่าเหนือกว่าโมเดลอื่นในทุกงาน
.
Moonshot AI ประกาศให้ K3 เป็นโมเดล Open Source แล้ว แต่เอกสาร API ระบุว่า Full Model Weights และ Technical Report จะเผยแพร่ภายในวันที่ 27 กรกฎาคม 2026 จึงควรติดตามรายละเอียดอีกครั้งก่อนวางแผน Self-host
.
✨ เพื่อน ๆ ที่อยากลอง K3 กับงาน Coding สามารถเลือกโมเดลผ่าน Kimi Code หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.kimi.com/blog/kimi-k3
🦖 - พร้อมเปลี่ยนคนทำงาน ให้ก้าวสู่การเป็น Dev / Tech Expert

ที่อยู่

Khon Kaen

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วารสารนวัตกรรมการจัดการและการตลาดผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์