02/02/2022
5 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “วันมาฆบูชา”
1. วันมาฆบูชา เรียกได้อีกอย่างว่า วันจาตุรงคสันนิบาต
การเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในวันมาฆฤกษ์นี้ เป็นไปโดยมิได้มีการนัดหมาย และเป็นการเข้าประชุมของพระอรหันต์จำนวนมากเป็นมหาสังฆสันนิบาต และประกอบด้วยองค์ประกอบอัศจรรย์ 4 ประการ คือ พระสงฆ์สาวกที่มาประชุมพร้อมกันทั้ง 1,250 องค์นั้น ได้มาประชุมกันยังวัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย, พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดต่างล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา (พระสงฆ์ที่ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง), พระสงฆ์ทั้งหมดที่มาประชุมล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา 6 และวันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญมาฆปุรณมีดิถี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ดังนั้นจึงมีคำเรียกวันนี้อีกคำหนึ่งว่า “วันจาตุรงคสันนิบาต”
2. ในวันมาฆบูชาพระพุทธเจ้า ทรงประทานโอวาทปาฏิโมกข์
เมื่อพระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นมหาสังฆสันนิบาต อันประกอบไปด้วยเหตุอัศจรรย์ดังกล่าว จึงทรงเห็นเป็นโอกาสอันสมควรที่จะแสดง “โอวาทปาฏิโมกข์” อันเป็นหลักคำสอนสำคัญที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา แก่ที่ประชุมพระสงฆ์เหล่านั้น เพื่อวางจุดหมาย หลักการ และวิธีการ ในการเข้าถึงพระพุทธศาสนาแก่พระอรหันตสาวก และพุทธบริษัททั้งหลาย พระพุทธองค์จึงทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์เป็นพระพุทธพจน์ 3 คาถากึ่ง ท่ามกลางมหาสังฆสันนิบาตนั้น
3. เหตุการณ์ในวันมาฆบูชาเกิดขึ้นที่ “บริเวณวัดเวฬุวันมหาวิหาร” (ลานจาตุรงคสันนิบาต)
เหตุการณ์สำคัญที่เกิดในวันมาฆบูชา เกิดภายในบริเวณที่ตั้งของ “กลุ่มพุทธสถานโบราณวัดเวฬุวันมหาวิหาร” ภายในอาณาบริเวณของวัดเวฬุวันมหาวิหาร ซึ่งลานจาตุรงคสันนิบาตอันเป็นจุดที่เกิดเหตุการณ์สำคัญในวันมาฆบูชานั้น ยังคงเป็นที่ถกเถียงและหาข้อสรุปทางโบราณคดีไม่ได้มาจนถึงปัจจุบัน แต่ทางกองโบราณคดีอินเดียสันนิษฐานว่า “เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดในบริเวณลานด้านทิศตะวันตกของสระกลันทกนิวาป”
จึงได้นำพระพุทธรูปยืนปางประทานพรไปประดิษฐานไว้บริเวณซุ้มเล็กๆ กลางลาน และเรียกว่า “ลานจาตุรงคสันนิบาต” ซึ่งพุทธศาสนิกชนชาวไทยส่วนใหญ่ ก็เชื่อตามข้อสันนิษฐานของกองโบราณคดีอินเดีย โดยนิยมนับถือกันว่าซุ้มพระพุทธรูปกลางลานนี้ เป็นจุดสักการะของชาวไทยผู้มาแสวงบุญจุดสำคัญ 1 ใน 2 แห่งของเมืองราชคฤห์ (อีกจุดหนึ่งคือพระมูลคันธกุฎีบนยอดเขาคิชฌกูฏ)
4. เป็นวันคล้ายวันปลงพระชนมายุสังขาร
ในวันเพ็ญเดือนสามแห่งพรรษาสุดท้ายของพระพุทธเจ้า (คราวที่ทรงพระชนมายุ 80 พรรษา) ก็ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นอีกเหตุการณ์หนึ่งคือ พระพุทธองค์ได้ทรงปลงพระชนมายุสังขาร พระศาสดาเสด็จพักผ่อนกลางวัน ณ ปาวาลเจดีย์ ทรงแสดงนิมิตโอภาสแก่พระอานนท์ว่า ผู้ใดเจริญอิทธิบาท 4 ประการ อาจมีอายุยืนได้ถึงกัป แต่พระอานนท์มิได้ทูลอาราธนา เมื่อพระอานนท์ออกไป มารจึงได้มาอาราธนาให้นิพพาน
พระองค์ทรงมีสติสัมปชัญญะ ปลงอายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ว่า อีก 3 เดือนจะเสด็จปรินิพพาน เกิดเหตุแผ่นดินไหว เมื่อพระอานนท์ทราบ จึงกราบทูลอาราธนาให้ทรงพระชนม์ชีพอยู่อีก แต่พระศาสดาตรัสว่ามิใช่กาล เพราะได้ทรงแสดงนิมิตแล้วถึง 16 ครั้ง ทรงทำนายว่าในวันเพ็ญเดือนหกที่จะมาถึง พระองค์จะเข้าสู่มหาปรินิพพาน จึงถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในวันมาฆบูชาก็คือ “วันคล้ายวันปลงพระชนมายุสังขาร”
5. วันมาฆบูชาคือวันกตัญญูแห่งชาติของประเทศไทย
ในปี พ.ศ.2549 รัฐบาลไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของวันมาฆบูชา ที่อาจถือได้ว่าเป็นวันแห่งความรักของพระพุทธศาสนา โดยถือเหตุการณ์ที่เหล่าพระสาวกทั้ง 1,250 รูป กลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยความรักในพระองค์โดยมิได้นัดหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงถึงความกตัญญูอันบริสุทธิ์ และเนื่องจากช่วงเวลาในปฏิทินจันทรคติ (วันเพ็ญเดือนสาม) มักจะตกใกล้กับช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ อันเป็นเทศกาลวันแห่งความรักของคริสต์ศาสนา ซึ่งวัยรุ่นไทยบางกลุ่มมักยึดถือคติค่านิยมวันแห่งความรักในวันวาเลนไทน์ผิดๆ รัฐบาลไทยในสมัยนั้นจึงได้ประกาศให้วันมาฆบูชาเป็น “วันกตัญญูแห่งชาติ” เพื่อส่งเสริมค่านิยมที่เหมาะสมแก่วัยรุ่นไทย ให้หันมาสนใจกับความรักอันบริสุทธิ์ที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน
ที่มา : tonkit360