29/09/2026
การวิเคราะห์กฎข้อที่ 1 แห่งอนุสัญญาว่าด้วยกฎข้อบังคับระหว่างประเทศเพื่อป้องกันเรือโดนกันทางทะเล (COLREG Rule 1: Application) และการบังคับใช้ตามกฎหมายไทย
อนุสัญญาว่าด้วยกฎข้อบังคับระหว่างประเทศเพื่อป้องกันเรือโดนกัน ค.ศ. 1972 (International Regulations for Preventing Collisions at Sea 1972 หรือ COLREGs) ซึ่งได้รับการรับรองโดยองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 1972 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 1977 ถือเป็นกฎหมายระหว่างประเทศฉบับสำคัญที่สุดในการกำกับดูแลจราจรทางน้ำและการปฏิบัติตนของเรือทุกชนิดเพื่อความปลอดภัยทางนาวี ในโครงสร้างของอนุสัญญานี้ กฎข้อที่ 1 (Rule 1: Application) ซึ่งจัดอยู่ในหมวด A บททั่วไป (Part A - General) ทำหน้าที่เป็นรากฐานกำหนดขอบเขตอำนาจทางกฎหมาย พื้นที่บังคับใช้ ความสัมพันธ์ระหว่างสัญญาสารสากลกับกฎหมายท้องถิ่น ตลอดจนข้อผ่อนผันสำหรับเรือลักษณะพิเศษ การเข้าใจโครงสร้างและเจตนารมณ์ของกฎข้อนี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทั้งผู้ควบคุมเรือในทางปฏิบัติและผู้ใช้กฎหมายในการพิจารณาความรับผิดเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางทะเล
1. International Convention Text: COLREGs Rule 1 (Application)
The official international legal text of Rule 1 under Part A (General) of the 1972 Convention establishes the universal application and specific operational exceptions as follows:
Rule 1: Application
(a) These Rules shall apply to all vessels upon the high seas and in all waters connected therewith navigable by seagoing vessels.
(b) Nothing in these Rules shall interfere with the operation of special rules made by an appropriate authority for roadsteads, harbours, rivers, lakes or inland waterways connected with the high seas and navigable by seagoing vessels. Such special rules shall conform as closely as possible to these Rules.
(c) Nothing in these Rules shall interfere with the operation of any special rules made by the Government of any State with respect to additional station or signal lights, shapes or whistle signals for ships of war and vessels proceeding under convoy, or with respect to additional station or signal lights or shapes for fishing vessels engaged in fishing as a fleet. These additional station or signal lights, shapes or whistle signals shall, so far as possible, be such that they cannot be mistaken for any light, shape or signal authorized elsewhere under these Rules.
(d) Traffic separation schemes may be adopted by the Organisation for the purpose of these Rules.
(e) Whenever the Government concerned shall have determined that a vessel of special construction or purpose cannot comply fully with the provisions of any of these Rules with respect to the number, position, range or arc of visibility of lights or shapes, as well as to the disposition and characteristics of sound-signalling appliances, such vessel shall comply with such other provisions in regard to the number, position, range or arc of visibility of lights or shapes, as well as to the disposition and characteristics of sound-signalling appliances, as her Government shall have determined to be the closest possible compliance with these Rules in respect of that vessel.
2. บทบัญญัติตามกฎหมายไทย: พระราชบัญญัติป้องกันเรือโดนกัน พ.ศ. ๒๕๒๒
ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีแห่งอนุสัญญา COLREGs 1972 ได้ดำเนินการแปลงอนุสัญญาระหว่างประเทศเข้าสู่ระบบกฎหมายภายในผ่านการตรา พระราชบัญญัติป้องกันเรือโดนกัน พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมออกกฎกระทรวงรองรับวิธีปฏิบัติของเรือ ตัวบทของกฎข้อที่ 1 ปรากฏอยู่ใน กฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๒๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติป้องกันเรือโดนกัน พ.ศ. ๒๕๒๒ ผนวก ก. บททั่วไป ดังนี้:
ข้อ ๑ การใช้บังคับ
(ก) กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับแก่เรือไทย และเรือต่างประเทศที่อยู่ในน่านน้ำไทย ที่เรือเดินทะเลเดินได้ และเรือไทยที่อยู่ในทะเลหลวง
(ข) กฎกระทรวงนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงข้อบังคับที่ออกตามกฎหมายอื่น
3. สรุปสาระสำคัญ การตีความ และการนำไปปฏิบัติในทางนาวีศาสตร์
กฎข้อที่ 1 สามารถอธิบายและสรุปโครงสร้างทางกฎหมายให้เข้าใจได้ง่าย โดยแบ่งออกเป็น 5 ประเด็นหลักที่ครอบคลุมขอบเขตพื้นที่ ประเภทเรือ อำนาจกฎหมายท้องถิ่น สัญญาณพิเศษ แผนแบ่งแนวจราจร และข้อยกเว้นสำหรับเรือโครงสร้างพิเศษ
การกำหนดขอบเขตเชิงพื้นที่และยานพาหนะตามวรรค (ก)
ขอบเขตการบังคับใช้ตามวรรค (ก) กำหนดให้กฎสากลนี้มีผลครอบคลุมเรือทุกลำ (All vessels) โดยคำว่า "เรือ" ตามคำนิยามสากลและกฎหมายไทยครอบคลุมตั้งแต่เรือสินค้าขนาดใหญ่ เรือบรรทุกน้ำมัน เรือประมง เรือใบ เรือบด ไปจนถึงยานพาหนะสะเทินน้ำสะเทินบกและเรือความเร็วสูง สำหรับขอบเขตเชิงพื้นที่ กฎหมายครอบคลุมทั้งพื้นที่ทะเลหลวง (High Seas) และน่านน้ำทั้งปวงที่เชื่อมต่อกับทะเลหลวงซึ่งเรือเดินทะเลสามารถแล่นเข้าไปได้ เช่น อ่าว แม่น้ำสายหลัก คลอง หรือทางน้ำธรรมชาติ ในส่วนของกฎหมายไทย วรรค (ก) ได้กำหนดหลักดินแดนและหลักสัญชาติไว้อย่างชัดเจน โดยบังคับใช้กับเรือไทยไม่ว่าจะอยู่ในน่านน้ำไทยหรือทะเลหลวงทั่วโลก และบังคับใช้กับเรือต่างชาติทั้งหมดเมื่อแล่นเข้ามาในเขตน่านน้ำไทยที่เรือเดินทะเลแล่นได้
ความสัมพันธ์ระหว่างกฎสากลและข้อบังคับท้องถิ่นตามวรรค (ข)
วรรค (ข) เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในแต่ละท้องถิ่น เช่น กรมเจ้าท่า หรือการท่าเรือของแต่ละประเทศ สามารถออกข้อบังคับพิเศษสำหรับการเดินเรือในพื้นที่เฉพาะ เช่น เขตจอดเรือ (Roadsteads) ท่าเรือ (Harbours) แม่น้ำ คลอง ทะเลสาบ หรือทางน้ำภายในประเทศได้ เจตนารมณ์ของวรรคนี้คือการยอมรับข้อจำกัดทางกายภาพของการเดินเรือในท้องถิ่น แต่อนุสัญญาก็กำหนดเงื่อนไขสำคัญไว้ว่า ข้อบังคับท้องถิ่นเหล่านั้นจะต้องมีเนื้อหาและหลักการที่สอดคล้องใกล้เคียงกับกฎ COLREGs ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนบนเรือเกิดความสับสนเมื่อเดินทางข้ามแดนระหว่างเขตน่านน้ำสากลและน่านน้ำภายใน ในทางปฏิบัติ ตัวอย่างของกฎเฉพาะนี้เห็นได้ชัดเจนในกฎการเดินเรือทางน้ำภายในของสหรัฐอเมริกา (US Inland Navigation Rules) หรือข้อบังคับการเดินเรือในช่องแคบและท่าเรือสำคัญต่างๆ ทั่วโลก
สัญญาณไฟและเครื่องหมายแสดงตนพิเศษตามวรรค (ค)
รัฐบาลของแต่ละประเทศมีอำนาจตามวรรค (ค) ในการกำหนดกฎพิเศษเกี่ยวกับการเปิดโคมไฟสัญญาณ สัญญาณรูปทรง (Shapes) หรือสัญญาณนกหวีดเพิ่มเติมสำหรับเรือรบ (Ships of War) เรือที่เดินทางร่วมกันเป็นขบวนลำเลียง (Convoys) หรือเรือประมงที่ทำการประมงร่วมกันเป็นกองเรือ การเพิ่มสัญญาณพิเศษนี้มีขึ้นเนื่องจากเรือเหล่านี้ปฏิบัติภารกิจที่มีความเสี่ยงหรือมีลักษณะการเดินเรือเฉพาะตัว อย่างไรก็ดี กฎระบุไว้อย่างเคร่งครัดว่า สัญญาณเพิ่มเติมเหล่านี้ต้องได้รับการออกแบบไม่ให้เกิดความสับสนหรือเข้าใจผิดซ้ำซ้อนกับสัญญาณมาตรฐานอื่นๆ ที่กำหนดไว้ในกฎ COLREGs ตัวอย่างของการใช้สิทธินี้ คือการที่เรือดำน้ำของบางประเทศแสดงโคมไฟกะพริบสีเหลืองอำพัน (Amber Flashing Light) เพื่อเตือนให้เรือลำอื่นทราบถึงการจราจรในเขตน่านน้ำแคบ
แผนแบ่งแนวจราจรทางทะเลตามวรรค (ง)
วรรค (ง) รองรับการจัดตั้งและการรับรองแผนแบ่งแนวจราจรทางทะเล (Traffic Separation Schemes - TSS) โดยองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) แผนแบ่งแนวจราจรนี้ถูกเปรียบเสมือน "เกาะกลางถนน" บนท้องทะเล เพื่อจัดระเบียบการเดินเรือในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง เช่น ช่องแคบโดเวอร์ ช่องแคบมะละกา หรือเส้นทางเข้าสู่ท่าเรือขนาดใหญ่ เมื่อมีการประกาศใช้ TSS เรือทุกลำต้องปฏิบัติตามหลักการถือท้ายและการเดินเรือที่กำหนดไว้เฉพาะในกฎข้อที่ 10 (Rule 10) ของอนุสัญญาเพื่อลดความเสี่ยงจากการเดินเรือสวนทางกัน
การผ่อนผันสำหรับเรือโครงสร้างพิเศษตามวรรค (จ)
เนื่องจากเรือบางประเภทมีโครงสร้างหรือวัตถุประสงค์การใช้งานเฉพาะทาง เช่น เรือขุดขนาดใหญ่ เรือบรรทุกเครื่องบิน เรือดำน้ำ หรือยานอากาศผลกระทบพื้นผิว (WIG craft) ทำให้ไม่สามารถติดตั้งโคมไฟ สัญญาณรูปทรง หรืออุปกรณ์สัญญาณเสียงให้ตรงตามตำแหน่ง ระยะมองเห็น หรือมุมการส่องสว่างตามมาตรฐานสากลได้ วรรค (จ) จึงเปิดโอกาสให้รัฐบาลของประเทศเจ้าของธง (Flag State) สามารถกำหนดข้อผ่อนผันเป็นการเฉพาะสำหรับเรือลำนั้นๆ โดยต้องแน่ใจว่าการจัดวางอุปกรณ์ใหม่นั้นเข้าใกล้เคียงกับมาตรฐานของ COLREGs มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ทางเทคนิค
การเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างและขอบเขตทางกฎหมายของ Rule 1
เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตทางกฎหมาย การบังคับใช้ และผลในทางปฏิบัติของกฎข้อที่ 1 แต่ละวรรค ตารางด้านล่างได้สรุปองค์ประกอบเปรียบเทียบไว้อย่างเป็นระบบ: