สาขาการพัฒนาธุรกิจและการลงทุน: BDI KPRU

  • Home
  • สาขาการพัฒนาธุรกิจและการลงทุน: BDI KPRU

สาขาการพัฒนาธุรกิจและการลงทุน: BDI KPRU ยินดีต้อนรับสู่เพจมาทางนี้มีเรื่องเล่า

02/11/2020

การวางแผนทางการเงินที่ดี ควรเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ว่าจะเป็นการออม การลงทุนในหุ้น หรือแม้แต่ในกองทุนรวม ซึ่งปัจจุบันสามารถลงทุนได้ง่ายขึ้น และใช้จำนวนเงินน้อยก็สามารถเริ่มลงทุนได้ ทำอย่างไรเราจะจึงมีเงินมากพอไว้ใช้ในตอนเกษียณ ผู้ที่จะสามารถออกแบบรูปแบบชีวิตของเราได้คือ ตัวคุณเอง...มารู้จักการลงทุนอย่างไรให้เกษียณได้ก่อนอายุ 40 ปี จากคุณศิรัถยา อิศรภักดี นักพูดด้าน Personal Finance กันค่ะ

คลื่นปัญหาหนี้กระทบเศรษฐกิจไทย จาก ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข
20/10/2020

คลื่นปัญหาหนี้กระทบเศรษฐกิจไทย จาก ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข

คลื่นปัญหาหนี้กระทบเศรษฐกิจไทย

บทความโพสทูเดย์ ฉบับวันที่ 20 ตุลาคม 2563
โดย ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข
คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

การฟื้นตัวหรือการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ (2563) ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า (2564) ไปจนถึงในระยะยาว 5 ปีข้างหน้า หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการหนี้ของประเทศในทั้ง 3 ส่วน ได้แก่ หนี้ภาคประชาชนหรือหนี้ครัวเรือน หนี้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม และหนี้ภาครัฐหรือหนี้สาธารณะ ไม่ว่าจะมีการค้นพบวัคซีนหรือไม่ เร็วหรือช้าแค่ไหน หรือพบยาที่จะใช้ในการรักษา ชะลอ หรือหยุดยั้งการเติบโตของไวรัสได้หรือไม่ เงื่อนไขหรือปัญหาเรื่องหนี้คงจะเป็นปัญหาที่ระบบเศรษฐกิจไทย รวมทั้งอีกหลายระบบเศรษฐกิจในโลกต้องเผชิญในระลอกต่อไป ระบบเศรษฐกิจใดมีขีดความสามารถและบริหารจัดการกับปัญหาหนี้ในระบบเศรษฐกิจของตนได้ดี ก็จะฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ดี และรวดเร็วกว่า

สำหรับประเทศไทย ปัญหาหนี้ดูเหมือนจะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างอีกปัญหาหนึ่งที่มูลหนี้ที่ปรากฎ และการลดลงของขีดความสามารถในการชำระหนี้เป็นเพียงยอดน้ำแข็งของปัญหา แต่รากเหง้าของปัญหาที่แท้จริงยังฝังอยู่ใต้พื้นดิน หรือพื้นทะเล ที่ยังมองไม่เห็นว่ามันใหญ่ และมีความยากลำบากต่อการแก้ไขอย่างไร และคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า การแก้ไขปัญหาระยะสั้นด้วยมาตรการทางการคลังที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันยังไม่ได้เน้นให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่องหนี้มากนัก ส่วนใหญ่เป็นการเน้นที่การกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเพื่อหวังผลให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวได้ก่อน ส่วนการเป็นหนี้ที่มีอยู่แล้ว ก็จะเป็นการอำนวยความสะดวกให้สามารถยืดระยะเวลาการผ่อนชำระ หรือการเพิ่มความสามารถในการก่อหนี้ไปก่อน เพื่อรักษาสภาพคล่องหรือเพื่อไม่ก่อให้เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องจนทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก หรือเป็นปัญหาใหม่ขึ้นมาซ้ำเติมให้เศรษฐกิจย่ำแย่ลงไปอีก

อย่างไรก็ตาม การตระหนักรู้ (Awareness) ต่อผลสืบเนื่องจากการสร้างหนี้เพื่อนำมาใช้ในการบรรเทาหรือแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะกลางเป็นสิ่งที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการดำเนินมาตรการทางการคลังในสถานการณ์ที่เป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจในวงกว้าง และ (สำหรับกรณีเศรษฐกิจไทย) อาจจะต้องใช้เวลานาน (อาจจะมากถึง 5-10 ปี) ในการฟื้นฟู

หนี้ภาคประชาชนหรือหนี้ครัวเรือน

ผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้หนี้สินในภาคครัวเรือนขยับเพิ่มสูงขึ้นจนไปอยู่ที่ระดับประมาณ 83% (จากเดิมเมื่อต้นปีที่อยู่ในระดับ 78%) ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ซึ่งเป็นระดับที่สูงสำหรับเศรษฐกิจไทย มูลหนี้ที่เพิ่มมากขึ้นนี้แสดงให้เห็นว่า ครัวเรือนไทยโดยเฉลี่ยมีภาระหนี้สินเพิ่มมากขึ้น (โดยต้องไม่ลืมว่าหนี้สินที่ปรากฎนี้เป็นเพียงส่วนของหนี้ในระบบเท่านั้น ยังมีครัวเรือนอีกจำนวนไม่น้อยที่มีหนี้สินนอกระบบที่ต้องแบกรับด้วย) และแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับต่ำ ก็ไม่ได้หมายความว่าครัวเรือนจะสามารถสร้างหนี้ได้เพิ่มขึ้นโดยไม่มีข้อจำกัด ในทางตรงกันข้าม ในสภาวะทางเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงในระบบ (Systematic Risk) เพิ่มขึ้น แต่อัตราดอกเบี้ยกลับถูกกดให้อยู่ในระดับต่ำ สถาบันการเงินก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะไม่อยากปล่อยสินเชื่อ (เป็นสินเชื่อเพื่อการบริโภคสำหรับครัวเรือนในกรณีนี้) ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของหนี้สินจึงคาดเดาได้ว่า น่าจะเป็นหนี้สินที่เพิ่มขึ้นตามการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ซึ่งทุกท่านก็คงจะทราบดีว่า อัตราดอกเบี้ยสำหรับหนี้สินบัตรเครดิตนั้นไม่ได้ถูกปรับลดลง หรืออยู่ในระดับต่ำเหมือนที่เห็นจากการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเลย ประกอบกับการที่เศรษฐกิจไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านความมั่งคั่งสูงมาก ก็คาดเดาได้อีกเช่นกันว่า หนี้สินที่พอกพูนมากขึ้นนี้ คงจะเป็นหนี้สินของคนที่มีรายได้ปานกลาง และรายได้ต่ำของประเทศ ซึ่งคน 2 กลุ่มนี้รวมกันน่าจะเป็นประชากรส่วนใหญ่ หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นจำนวนประชากรที่ไม่น้อยเลยของประเทศ

ในขณะที่ขีดความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ถูกบั่นทอนลงจากข้อจำกัดด้านการสร้างรายได้และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ลูกหนี้เหล่านี้จะถูกซ้ำเติมด้วยภาระค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้น (แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำหรือติดลบ) ลูกหนี้เหล่านี้จึงมีแนวโน้มสูงมากที่จะต้องผิดนัดชำระหนี้ และจำนวนไม่น้อยเลยที่จะต้องกลายเป็นหนี้เสียในระบบการเงินที่จะต้องเร่งแก้ไขต่อไป แต่ปัญหาที่สำคัญกว่าคือ ผลกระทบของการเป็นหนี้ยังจะก่อให้เกิดเป็นปัญหาทางสังคมอีกมาก ตั้งแต่ปัญหาในนะยะสั้น ตั้งแต่การเพิ่มขึ้นของอาชญากรรมไปจนถึงการฆ่าตัวตาย และในระยะยาวที่จะกระทบต่อโอกาสทางเศรษฐกิจ โอกาสในการศึกษาและการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ เพื่อปรับตัวและเพิ่มพูนผลิตภาพการผลิตของตนเอง เด็ก และเยาวชนในอนาคต (ข้อมูลจากเครดิตบูโรคาดการณ์ว่า จะมีหนี้เสียภาคครัวเรือนในประเทศไทยสูงถึงกว่า 1 ล้านล้านบาท หรืออาจจะสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท ภายในปีนี้)

หนี้ภาคธุรกิจ

(1) ในแง่ของประสิทธิผลของโครงการยังเป็นไปอย่างจำกัด เพราะยังมีปัญหาในการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อของภาคธุรกิจ และการกระจายของสินเชื่อที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการ กล่าวคือ ธุรกิจที่มีความต้องการสินเชื่อ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะสั้นเพื่อชดเชยสภาพคล่องที่ขาดหายไป) กลับไม่ได้รับสินเชื่อเพราะถูกประเมินว่าเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง จึงต้องมีเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติม เช่น การมีหลักประกัน หรือผู้ค้ำประกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคมากสำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก อีกทั้งยังเป็นอุปสรรคต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจด้วย แต่ธุรกิจที่สามารถปรับตัว ประคองตัวอยู่ได้ ก็ไม่มีควาใจำเป็นต้องใช้สินเชื่อภายใต้ของมาตรการของรัฐ

(2) ในแง่ของความสามารถในการสร้างรายได้ของธุรกิจในอนาคตเพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้ธุรกิจต้องปรับตัวเข้าสู่การทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนไปสู่การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้มากขึ้น และธุรกิจเองก็ยังไม่เห็นความชัดเจนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ไม่มีความเชื่อมั่นในการลงทุนเพื่อดำเนินธุรกิจ ประเภทของสินเชื่อจึงไม่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจเพื่อให้เกิดการสร้างรายได้ในอนาคต ปัญหาหนี้ของภาคธุรกิจจึงไม่ใช่เพียงปัญหาสินเชื่อเพื่อการรักษาสภาพคล่องในระยะสั้นเท่านั้น แต่จะเป็นปัญหาต่อไประยะกลางและระยะยาว เมื่อธุรกิจต้องปรับตัวตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจของไทยและของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

หนี้ภาครัฐหรือหนี้สาธารณะ

การดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้รัฐต้องมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นจำนวนมาก สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 42%-43% เป็นมากกว่า 52% ในปี 2563 และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นจนเต็มเพดานหนี้สาธารณะที่ระดับ 60% ในปี 2564 สถานการณ์หนี้ภาครัฐไม่ได้แตกต่างนักกับหนี้ภาคครัวเรือนในแง่ข้อจำกัดในการสร้างรายได้ ซึ่งรัฐคงมีความยากลำบากในการจัดเก็บรายได้จากภาษีอากรให้เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่ายตามงบประมาณหากการฟื้นตัวหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจล่าช้าหรือต้องใช้เวลายาวนาน ปริมาณหนี้ภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้นและข้อจำกัดในการจัดเก็บรายได้จะส่งผลต่อขีดความสามารถทางการคลังของประเทศ นอกจากนี้ มาตรการหลายมาตรการที่มีการดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในระยะสั้นผ่าน "การแจก" ในรูปแบบต่าง ๆ หลายมาตรการเป็นภาระผูกพันทางการคลังในอนาคต ซึ่งจะมีผลเป็นการเพิ่มรายจ่ายในรายการประจำในอนาคต

ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า รัฐบาลมีการวางแผนในการจัดการกับการก่อหนี้ (ซึ่งเป็นการดึงเงินจากในอนาคตมาใช้จ่ายในปัจจุบัน) นี้อย่างไรหรือไม่ ความเสี่ยงทางการคลังประการหนึ่งสำหรับประชาชนทั่วไปคือ คงจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ประชาชนคงจะต้องเผชิญกับภาระภาษีที่เพิ่มมากขึ้น (ซึ่งผู้เขียนคาดว่าคงจะต้องเป็นการปรับเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากในปัจจุบัน 7% เป็น 10%) เป็นเพียงแค่ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนอัตราการจัดเก็บเมื่อใด และจะมีการดำเนินการอย่างไรเท่านั้น การบริหารจัดการทางการคลังทั้งทางด้านรายได้และรายจ่าย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้เท่าทันกับการขยายตัวของหนี้และภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้นตามโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โครงสร้างทางสังคม และโครงสร้างของประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เกิดความจำเป็นในการที่จะต้องมีหรือต้องพึ่งพาระบบสวัสดิการสังคมที่ครอบคลุมมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเศรษฐกิจไทยที่มีโครงสร้างความเหลื่อมล้ำสูง

ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมถึงปัจจัยที่สำคัญอีกตัวหนึ่งคือ การพัฒนาของเงินดิจิทัล และระบบการเงินดิจิทัล นรูปของ Cyptocurrency สกุลต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มจะเติบโตและมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วจากการระบาดของโรคโควิด-19 สภาวการณ์ทางเศรษฐกิจทั่วโลกที่มีอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมาก (เป็นความได้เปรียบของลูกหนี้เหนือเจ้าหนี้) และการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของปริมาณเงินในระบบ สั่นคลอนความน่าเชื่อถือและมูลค่าที่แท้จริงของสกุลเงินหลักของโลกอย่างเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หรือถ้าจะว่ากันจริง ๆ แล้วก็กระทบกับมูลค่าที่แท้จริงของเงินทุกสกุลในโลก จนเกิดคำถามขึ้นมาว่า ถ้าเกิดความไม่เชื่อมั่นกับเงินสกุลใดเลยในโลก ทรัพย์สินที่มีอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลกจะมีมูลค่าอิงอยู่กับอะไร เงินเมื่อขาดความเชื่อถือจะไม่สามารถทำหน้าที่ของเงินได้อย่างที่เราคุ้นเคยกัน กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะดำเนินต่อไปอย่างไร

คำถามเหล่านี้อาจจะเป็นเรื่องที่ผู้กำหนดนโยบายและผู้กำกับระบบการเงินจะต้องนำมาขบคิดกันอย่างจริงจังว่าเราจะวางแผนรองรับอย่างไร เพื่อให้แน่ใจได้ว่าเราจะไม่ต้องเผชิญ หรือไม่ต้องได้รับผลกระทบที่รุนแรงมากเกินไป (เรียกว่าสร้างเสถียรภาพในระบบการเงินของประเทศ) จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ไม่มีใครทราบว่าจะเกิดเหตุการณ์เหล่านี้หรือไม่ ? หรือจะเกิดขึ้นเมื่อใด ? หรือจะเกิดขึ้นอย่างไร ? แต่ดูเหมือนว่าในปัจจุบันจะเริ่มเห็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินพูดถึงปรากฎการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นแนวโน้มของการนำไปสู่เหตุการณ์การเสื่อมความเชื่อมั่นของสกุลเงินโลกเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายท่านหยิบยกความผันผวนของราคาโลหะมีค่า ได้แก่ ทองคำ เป็นต้น ที่มีความผันผวนรุนแรงมากเมื่อเทียบกับในอดีตมาเป็นสิ่งบ่งชี้ หรือสัญญาณที่สำคัญประการหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในระบบการเงินโลกที่ถูกกระทบอย่างรุนแรง (Disrupt) จากกระแสการพัฒนาของเทคโนโลยี

14/07/2020

“การเงินเผื่อฉุกเฉิน” ภูมิคุ้มกัน 2 ชั้น หลังวิกฤตโควิด-19

บทความโพสทูเดย์ ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม 2563
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สรศาสตร์ สุขเจริญสิน
คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

ภายหลังการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 และสถานการณ์การแพร่ระบาดมีแนวโน้มรุนแรงและยืดเยื้อกว่าที่ทุกคนคาดเอาไว้ ระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลกและเศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์ครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด การระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้กลายเป็นบททดสอบพวกเราว่า มีกันชนหรือเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ดีเพียงใด ซึ่งจากข่าวที่ออกมาว่า มีคนตกงานทั่วโลกมากมาย หลาย ๆ คนคงกำลังประสบปัญหาทางการเงินอยู่ในขณะนี้ ใครที่มีการเตรียม “การเงินเผื่อฉุกเฉิน” เอาไว้ล่วงหน้า ก็เปรียบเสมือนมีภูมิคุ้มกันเมื่อเผชิญกับวิกฤตโควิด-19

“การสร้างภูมิคุ้มกัน” จึงเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับการดูแลสถานะทางการเงินของทุกคนในช่วงระยะเวลานี้ คนที่สุขภาพทางการเงินเข้มแข็งหรือมีภูมิคุ้มกันที่เพียงพอ ก็จะมีโอกาสที่จะอยู่รอดและผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปได้ ซึ่งการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีนี้เป็นหนึ่งในสามคุณลักษณะของหลักการพอเพียง คือ ความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงรัชการลที่ 9 ได้ทรงพระราชทานไว้ให้คนไทย เพื่อใช้เป็นกรอบแนวคิดที่จะช่วยชี้แนะแนวทางการปฏิบัติตนได้อย่างดี โดยเฉพาะในเรื่องการเงินส่วนบุคคล

การบริหารการเงินส่วนบุคคลตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ควรเริ่มต้นจากการออมเงินให้เพียงพอก่อนการใช้จ่าย เพราะการออมเป็นพื้นฐานของความมั่นคงในชีวิต และถ้ามีเงินเหลือจากการใช้จ่าย ก็ควรนำมาเก็บออมเพิ่มเติมอีกทีหนึ่ง โดยเงินที่ออมก่อนใช้จ่ายก็เพื่อให้นำมาเก็บเป็นเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อทดแทนรายได้ในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น โดนเลิกจ้างในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงนี้ หรือเก็บไว้เผื่อเกิดอุบัติเหตุ ฟ้าผ่าบ้านพังเสียหาย รถเสีย เป็นต้น

การออมเงินในลักษณะนี้ จะถูกเรียกว่าเป็น “เงินออมเผื่อฉุกเฉิน” ซึ่งเป็นเงินออมสำรองในระยะสั้นเพื่อเป็นสภาพคล่องเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เราควรจะต้องมีเพียงพอในการประคับประคองให้เราผ่านสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ ได้ เมื่อมีเงินสำรองไว้เผื่อฉุกเฉินแล้ว จึงค่อยปิดความเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง โดย “การประกันภัย” ซึ่งการประกันภัยจะช่วยบรรเทาหรือลดภาระทางการเงินหากเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้น โดยทั้ง 2 องค์ประกอบนี้ ถูกเรียกว่า “การเงินเผื่อฉุกเฉิน” นั่นเอง

โดยปกติแล้ว นักวางแผนทางการเงินจะกำหนดระดับ “เงินออมเผื่อฉุกเฉิน” ไว้ที่ 3-6 เท่าของรายจ่ายในแต่ละเดือนที่ควรมีเก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์เพื่อให้สามารถนำมาใช้จ่ายเมื่อยามฉุกเฉินได้ แต่เงินสำรองในระดับนี้เป็นตัวเลขที่พูดกันก่อนจะเกิดวิกฤตโควิด-19 ดังนั้น อาจต้องทำการสังคายนากันอีกทีหลังโควิด-19 เพราะดูเหมือนจะไม่เพียงพอกับสถานการณ์ที่ยืดเยื้อเลย หลายคนได้นำเอาเงินออมเพื่อเป้าหมายระยะสั้นที่อาจเตรียมไว้เพื่อการท่องเที่ยวมากินมาใช้ในช่วงนี้หมดเรียบร้อยแล้ว หากวิกฤตลากยาวเป็นปี หลายคนก็อาจต้องถึงกับไปกู้หนี้ยืมสินกันเลยทีเดียว

ดังนั้น “เงินออมเผื่อฉุกเฉิน” ในยุคหลังโควิด-19 ก็ควรมีให้ครอบคลุมถึง 1 ปี นั่นคือควรเก็บไว้ 12 เท่าของรายจ่าย หากสามารถปฏิบัติได้ก็จะเพิ่มความอุ่นใจ โดยอาจแบ่งส่วนแรก (3-6 เท่าของรายจ่าย) ไว้ในบัญชีออมทรัพย์และส่วนที่เหลือเอาไปในบัญชีฝากประจำ 6 เดือนก็ได้ เพื่อที่ว่าเงินออมเผื่อฉุกเฉินในส่วนแรกหมด ก็ยังมีส่วนที่สองนี้ไว้ใช้จ่าย แต่หากไม่เกิดเหตุการณ์ที่ลากยาวเป็นปี อย่างน้อยก็จะได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าฝากในบัญชีออมทรัพย์ หากปฏิบัติได้ตามนี้ ก็นับได้ว่ามีภูมิคุ้มกันชั้นแรกช่วยต้านวิกฤตที่ดีเลยทีเดียว

สำหรับ “การประกันภัย” เป็นการบริหารความเสี่ยงส่วนบุคคลที่ไม่ควรมองข้าม ในอดีต การประกันภัย จะไม่ค่อยได้รับความสนใจจากคนทั่วไปในการใช้บริหารความเสี่ยงเพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่จากวิกฤตโควิด-19 ในครั้งนี้ ทำให้เราพบว่า ใครที่มีสิทธิเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลไม่ว่าจะเป็นบัตรทอง ประกันสังคม หรือประกันสุขภาพ เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็จะได้รับความคุ้มครอง หรือบางคนอาจมีการทำประกันสุขภาพที่คุ้มครองทั้งค่ารักษาพยาบาลหรือการชดเชยรายได้อีกด้วย เผื่อไว้ว่าโชคร้ายติดเชื้อโควิด-19 หรือโรคระบาดอื่น ๆ ต้องหยุดงานยาวก็จะได้ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีกต่อไป และในอนาคตนั้น ค่ารักษาพยาบาลก็อาจจะเพิ่มสูงขึ้นจนจ่ายค่ารักษาเองไม่ไหว เพราะจากสถิติแล้ว ค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยในอัตรา 8% ต่อปี นั่นก็หมายถึง ค่ารักษาพยาบาลจะแพงขึ้นเท่าตัวในอีก 10 ปีข้างหน้านั่นเอง ดังนั้น ใครที่มีการเตรียมตัวทำประกันภัยเอาไว้ก่อนล่วงหน้า เป็นการถ่ายโอนความเสี่ยงในยามเกิดเหตุฉุกเฉิน ก็จะมีภูมิคุ้มกันชั้นที่ 2 ในการต้านวิกฤตเพิ่มเติมอีก

สุดท้ายนี้ วิกฤตโควิด-19 ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ (New Normal) ที่มาเปลี่ยนทัศนคติในการวางแผนทางการเงินเผื่อฉุกเฉินกันใหม่ โดยคำนึงถึงภูมิคุ้มกันทางการเงินทั้ง 2 ชั้น “เงินออมเผื่อฉุกเฉิน” และ “การประกันภัย” เพื่อต้านวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากใครเตรียมตัวไว้ก่อน ก็จะสามารถสร้างชีวิตที่มีความสมดุล มีความมั่นคงทางการเงิน มีภูมิคุ้มกัน และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่คาดคิดได้เป็นอย่างดี

การออมแบบ DCA ในตลาดใหม่ (new ecomony)
11/07/2020

การออมแบบ DCA ในตลาดใหม่ (new ecomony)

Stock iO (investment Operation) รายการสอนหุ้น online ที่ใช้องค์ความรู้รอบด้าน ทั้ง Innovation, IT และ Integration (ปัจจัยพื้นฐาน, เทคนิก, โมเมนตัม ฯลฯ) ...

ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์จาก “ไวรัสโควิด-19”บทความโพสทูเดย์ ฉบับวันที่ 24 มีนาคม 2563โดย ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ผู้อ...
24/03/2020

ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์จาก “ไวรัสโควิด-19”

บทความโพสทูเดย์ ฉบับวันที่ 24 มีนาคม 2563
โดย ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์
ผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ
สถาบันบันฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์จาก “ไวรัสโควิด-19”

บทความโพสทูเดย์ ฉบับวันที่ 24 มีนาคม 2563
โดย ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์
ผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ
สถาบันบันฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลกเป็นวงกว้าง เริ่มต้นจากการมีผู้ติดเชื้อที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน และแพร่กระจายไปทั่วโลก อันส่งผลให้เกิดผู้เจ็บป่วยและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นเจ้าไวรัสตัวนี้เองยังกระทบไปถึงการชะงักงันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งการยกเลิกเที่ยวบิน การยกเลิกการจองโรงแรม การยกเลิกกิจกรรมต่าง ๆ ลามไปถึงการชะลอการผลิตในภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกที่อยู่ภายใต้ระบบห่วงโซ่คุณค่าโลก (Global Value Chain) อันส่งผลต่อเนื่องไปสู่ผลกระทบด้านการค้าและการลงทุนทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังรวมไปถึง การที่ประชาชนจะต้องเสียค่าใช้จ่ายกับการป้องกันการติดเชื้อ (เช่นต้องซื้อหน้ากากหรือเจลล้างมือ) รวมไปถึง การที่คนจะต้องมีการกักตัวอยู่กับบ้านจนทำให้ขาดรายได้ จนลามมาถึงการเกิดความเครียดและปัญหาทางสุขภาพจิตตามมา นอกจากนี้ ในภาคการเงินเองการแพร่ระบาดของไวรัวโควิด-19 ก็ส่งผลต่อการตกลงในตลาดหุ้นทั่วโลก รวมไปถึงการที่อีกหลายประเทศเลือกที่จะทำการ “ปิดประเทศ” อันทำให้เกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ดังนั้นจึงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า เศรษฐกิจโลกของเรากำลังเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจ (Global Economic Crisis) ซึ่งมีที่มาจาก วิกฤตสุขภาพ (Global Health Crisis) เป็นสำคัญ

นักเศรษฐศาสตร์ได้วิเคราะห์ว่า ผลกระทบทางลบจากการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้จะตกกับครอบครัวผู้ที่มีความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ (Vulnerable Families) เป็นหลัก โดยเฉพาะคนยากจนที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพเป็นวันๆ ซึ่งคนเหล่านี้จะต้องตกงาน สูญเสียรายได้ ซ้ำร้าย คนยากจนเหล่านี้ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางด้านสาธารณสุขได้เท่ากับคนที่มีฐานะ ทั้งการหาซื้อหน้ากากอนามัย การหาซื้อเจลล้างมือ รวมไปถึงแม้กระทั่งการเข้าถึงบริการของการตรวจโรค และอาจจะส่งผลต่อการเสียชีวิตตามมาได้

ดังนั้น ในการวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดจากไวรัสโควิด-19 นี้ จึงไม่สามารถวิเคราะห์ได้เพียงด้านใดด้านหนึ่ง เนื่องจากผลกระทบนี้มันเกิดขึ้นทั้งในเชิงเศรษฐกิจในหลากหลายสาขา ในเชิงสังคม และผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ทั้งนี้สามารถวิเคราะห์ได้ตามแผนภูมิที่แนบมาดังนี้

ผลกระทบในระยะสั้น

1) ผลกระทบต่อการเจ็บไข้ได้ป่วยและการเสียชีวิต (Direct Costs from Sickness and Mortality) – แน่นอนว่า ผลกระทบทางตรง (Direct Effects) ของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะต้องเริ่มจากผลกระทบด้านสุขภาพเป็นอย่างแรก ซึ่งผลกระทบนี้จะเริ่มตั้งแต่ การที่มีผู้เจ็บป่วยจากการติดเชื้อจำนวนมาก อันนำมาสู่ค่าใช้จ่ายในการรักษา และร้ายที่สุดก็คือการเสียชีวิต ซึ่งการที่มีผู้เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นจำนวนมากนี้เองย่อมกระทบไปถึงข้อจำกัดในการจัดสรรทรัพยากรด้านสาธารณสุขของประเทศ ทั้งทางด้านกำลังคน งบประมาณ สถานที่ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ ที่หลายประเทศต้องประสบปัญหาข้อจำกัดในด้านนี้ และด้วยข้อจำกัดนี้เองจึงส่งผลทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะกับคนจนที่จะต้องเป็นผู้แบกรับปัญหาดังกล่าว

2) ผลกระทบต่อการจ้างงาน ค่าจ้าง ความยากจน และความเหลื่อมล้ำ – เมื่อมีผู้เจ็บป่วยจากการติดเชื้อเป็นจำนวนมาก ย่อมส่งผลไปสู่การสูญเสียรายได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบไปสู่ค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งจะมีแนวโน้มของการติดเชื้อไวรัสนี้มากที่สุด โดยการสูญเสียงานหรือเสียรายได้นี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นกับคนทีมีฐานะยากจนที่เป็นแรงงานนอกระบบ (Informal Worker) มากกว่าคนที่มีรายได้แน่นอนจากงานประจำ และมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนา/กำลังพัฒนามากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื่อไวรัสโควิด-19 นี้ จะส่งผลต่อเนื่องไปสู่ระดับความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่จะเพิ่มสูงขึ้นได้

3) ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิต – ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตเองก็ต้องประสบปัญหาการชะงักงันในการผลิต โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่จะต้องพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศจีน ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็นโรงงานการผลิตของโลก (The World’s Factory) ซึ่งเมื่อภาคอุตสาหกรรมในประเทศจีนจำเป็นต้องหยุดการผลิตในโรงงานแล้ว ย่อมกระทบกับยอดการผลิตและการส่งออกจากภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก โดยเฉพาะกับประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยที่ระบบเศรษฐกิจจำต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศเป็นสำคัญ

4) ผลกระทบจากพฤติกรรมที่หลีกเลี่ยง (Aversion Behavior) – เพื่อให้ห่างไกลจากโอกาสในการติดชื้อไวรัส ประชาชน (รวมไปถึงรัฐบาลของหลายประเทศ) ได้ตัดสินใจที่จะยกเลิกกิจกรรมที่จะส่งผลต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ตั้งแต่ 1) การที่ภาครัฐในหลายประเทศที่ตัดสินใจปิดประเทศ/ปิดเมืองและห้ามให้เกิดการเดินทางระหว่างกัน 2) การประกาศให้ธุรกิจหรือสถานบริการที่โดยปกติจะต้องรับคนเป็นจำนวนมากต้องปิดทำการชั่วคราว 3) สถาบันการศึกษาที่จำเป็นต้องหยุดการเรียนการสอน (ถึงแม้ว่าจะมีการเรียนการสอนออนไลน์เข้ามาช่วยก็ตาม) และ 4) ประชาชนที่ต้องกักตัวเองอยู่กับบ้านด้วยสาเหตุต่าง ๆ เพื่อพยายามที่จะควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ ซึ่งการหยุดกิจกรรมต่าง ๆ นี้ จะกระทบไปสู่ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว การขนส่ง และธุรกิจด้านการค้าปลีกต่าง ๆ และกระทบต่อยอดไปสู่ทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำ (Upstream) ของภาคบริการเหล่านี้ที่จะต้องเกิดปัญหาการชะงักงันตามมา

5) ผลกระทบต่อผู้บริโภค – เมื่อกิจกรรมต่าง ๆ ข้างต้นเกิดการชะงักงัน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การเกิดผลกระทบทางลบด้านอุปทานการผลิต (Adverse Supply Shock) อันจะส่งผลต่อสภาวะการเงินเฟื้อในสินค้าที่จำเป็นบางประเภทได้ เช่น หน้ากากอนามัย หรือเจลล้างมือ เกิดสินค้าขาดแคลนและผู้ขายเห็นช่องทางในการเก็งกำไร

ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจทั้งหมด – แน่นอนว่า เมื่ออุปสงค์ในสินค้าต่าง ๆ ลดลงแล้ว ย่อมส่งผลทำให้เกิดเศรษฐกิจถดถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบในระยะสั้นเหล่านี้อาจส่งผลไปสู่ผลกระทบระยะยาวได้ เช่น การที่ประเทศจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว (Long-Term Economic Growth) เนื่องจากจะต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการป้องกันและรักษาเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ จนขาดแคลนทรัพยากรในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น นอกจากนี้ยังเกิดการสูญเสียทางด้านทุนมนุษย์ (Human Capital) ของประเทศ ที่จะต้องเจ็บไข้ได้ป่วยเรื้อรัง (เช่นโรคที่เกี่ยวข้องกับปอด) หรือการที่เด็กนักเรียนนักศึกษาจะต้องหยุดเรียน โดยเฉพาะในประเทศที่มีฐานะยากจนที่ระบบการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างระบบสาธารณสุขและระบบการศึกษายังไม่ครอบคลุมทั่วถึงนัก

สำหรับผลกระทบในประเทศต่าง ๆ งานศึกษาของ Baker-McKenzie ได้พยากรณ์ว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจนี้จะกระจายไปถึงประเทศในกลุ่มประเทศแอฟริกา เนื่องจากประเทศเหล่านี้ทำหน้าที่ในการป้อนวัตถุดิบไปยังประเทศจีนและยุโรป โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมพลังงาน ถ่านหิน นอกจากนี้ ยังกระทบไปถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ในขณะที่งานศึกษาของ Asian Development Bank ได้พยากรณ์ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาถึงผลกระทบต่อประเทศในกลุ่มเอเชีย โดยพยากรณ์ว่า ประเทศที่จะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนจากไวรัสโควิด-19 นี้ก็คือ ประเทศมัลดีฟ กัมพูชา และไทย

อย่างไรก็ดี งานศึกษาดังกล่าวนี้เป็นเพียงการพยากรณ์จากผลกระทบของการที่เศรษฐกิจจีนเกิดการชะงักงันจากเชื้อไวรัสนี้เท่านั้น แต่เมื่อเชื้อไวรัสได้แพร่กระจายไปยังประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศยุโรป แน่นอนว่า ผลกระทบดังกล่าวย่อมเกิดขึ้นในวงกว้างอย่างมหาศาลกว่าที่ประมาณการณ์มากนัก

ในกรณีของประเทศไทยในเบื้องต้น ล่าสุดศูนย์วิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้คาดการณ์ว่า ในปีนี้เศรษฐกิจไทยน่าจะประสบกับ GDP ที่ติดลบประมาณ 0.8% ซึ่งมาจากภาคการส่งออกที่จะติดลบ 6% และการลงทุนที่จะติดลบ 1.5% นี่ยังไม่รวมในกรณีของปัจจัยที่จะกระทบนอกเหนือจากนี้ เช่น ปัญหาภัยแร้ง หรือ อาจเกิด “ความไม่มั่นคงของรัฐบาล” ที่อาจส่งผลไปสู่การปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีอันจะยิ่งซ้ำเติมต่อความไม่มั่นคงของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้

ทั้งนี้ International Monetary Fund (IMF) ได้นำเสนอวิธีการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไว้ดังนี้

1) รัฐบาลของประเทศนั้น ๆ จะต้องจริงใจและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสนี้เป็นอันดับแรก และสื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสารและแนวทางการแก้ไขของภาครัฐตลอดเวลา เพื่อลดการตื่นตระหนกของประชาชน อันส่งผลทำให้ประชาชนเกิดการป้องกัน อันมีส่วนช่วยในการลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสนี้ได้โดยเร็ว และแน่นอนว่า ประเทศที่มีการจัดการการแพร่กระจายได้ดี ประเทศนั้นก็จะสามารถฟื้นฟูประเทศจากการถดถอยทางเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น

2) รัฐบาลจะต้องพัฒนาระบบการช่วยเหลือผ่านช่องทางทางระบบสวัสดิการทางสังคม ไม่ควรที่จะช่วยเหลือกับทุกคนแบบหว่านแห แต่การช่วยเหลือควรกำหนดไปที่กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเชื้อไวรัสนี้ก่อน เช่นครัวเรือนที่มีฐานะยากจนหรือครัวเรือนที่ทำงานในสาขาที่สูญเสียงานหรือรายได้จากเชื้อไวรัวนี้โดยตรง โดยการช่วยเหลือควรที่จะเกี่ยวข้องกับการป้องกันโรคไวรัสนี้เป็นหลัก เช่น การสนับสนุนการตรวจและการรักษาฟรี การช่วยเหลือผู้ที่ตกงานผ่านระบบการสร้างงานสาธารณะ (Public Work Program) หรือ การให้เงินช่วยเหลือแก่วิสาหกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบ

3) พัฒนาระบบการช่วยเหลือโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น การเก็บข้อมูลในระบบ Just-in-Time ผ่าน Application ที่สามารถรวบรวมบุคลากรทางการแพทย์ให้เข้ามาทำงานร่วมกัน การแชร์ข้อมูลข่าวสาร และการให้ข้อมูลข่าวสารในการเข้าถึงสินค้าที่จำเป็น (เช่น หน้ากากอนามัยหรือเจลล้างมือ) แบบ Real Time รวมไปถึงการรวบรวมสถิติการติดชื้อและรักษาเพื่อที่จะนำมาปรับปรุงกระบวนการทำงานทางสาธารณสุขในประเทศต่อไป

ในทางปฏิบัติ นโยบายเหล่านี้จะมีความแตกต่างกันบ้างในแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั้น ๆ อย่างไรก็ดี ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์จากเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับ “ความเป็นผู้นำ” ในการแก้ไขปัญหาจากฝั่งรัฐบาล ทั้งการตัดสินใจที่ฉับไว การทำงานที่ประสานกัน และความจริงใจของคนในประเทศที่พร้อมจะแก้ปัญหานี้ด้วยกัน

https://www.youtube.com/watch?v=uMLHD8yG_k0
16/03/2020

https://www.youtube.com/watch?v=uMLHD8yG_k0

รายการหุ้นและการลงทุนที่ครบมากกว่าแค่เรื่องหุ้น อัดแน่นไปด้วยสาระและรอยยิ้ม ครบครันด้วยความรู้ทางเศรษ....

BCG ECONOMY
05/02/2020

BCG ECONOMY

วันที่ 4 ก.พ.63 สาขาวิชาพัฒนาธุรกิจและการลงทุน นำโดย ผศ.ดร.ชาลี ตระกูล อ.ชญาน์นันท์ ศิริกิจเสถียร อ.วิษณุเดข นันไชยแก้ว ...
05/02/2020

วันที่ 4 ก.พ.63 สาขาวิชาพัฒนาธุรกิจและการลงทุน นำโดย ผศ.ดร.ชาลี ตระกูล อ.ชญาน์นันท์ ศิริกิจเสถียร อ.วิษณุเดข นันไชยแก้ว พร้อมด้วยนักศึกษาที่เรียนวิชาหลักเศรษฐศาสตร์ ลงพื้นที่จัดกิจกรรมบริการวิชาการสร้างเสริมศักยภาพเศรษฐกิจชุมชน สร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่พื้นที่ตำบลท่าขุนราม โดยได้รับเกียรติจากคุณธัญลักษณ์ เกษตรกรดีเด่น เกษตรแบบผสมผสานเป็นวิทยากรในครั้งนี้ #อบต.ท่าขุนราม #วิสาหกิจชุมชนท่าขุนราม #สาขาพัฒนาธุรกิจและการลงทุน

น้องๆ คนไหน ชอบเล่นบอร์ดเกมบ้าง มาเรียนสาขาพัฒนาธุรกิจและการลงทุนสิคะ อาจารย์จะพาไปฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์และการวางแผน ก...
05/12/2019

น้องๆ คนไหน ชอบเล่นบอร์ดเกมบ้าง มาเรียนสาขาพัฒนาธุรกิจและการลงทุนสิคะ อาจารย์จะพาไปฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์และการวางแผน กับ KPP Boardgame Club.
#สาขาพัฒนาธุรกิจและการลงทุน
#เรียนสนุก เน้นฝึกปฏิบัติ นำไปใช้ได้จริง

เศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัว และเกิดในชีวิตประจำวัน มาลองฟังบทความเรื่อง เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการหย่าร้าง โดย ผศ.ดร.ทองใหญ่...
03/12/2019

เศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัว และเกิดในชีวิตประจำวัน มาลองฟังบทความเรื่อง เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการหย่าร้าง โดย ผศ.ดร.ทองใหญ่ อัยยะวรากูล กันค่ะ

เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการหย่าร้าง

บทความโพสทูเดย์ ฉบับวันที่ 3 ธันวาคม 2562
โดย ผศ.ดร.ทองใหญ่ อัยยะวรากูล
คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

สถิติการหย่าร้างมักถูกนำมาใช้เป็นดัชนีทางสังคมที่สำคัญตัวหนึ่งที่สะท้อนความสงบสุขของครอบครัว เพราะสาเหตุของการหย่าร้างมักมาจากการเข้ากันไม่ได้ของสามีภรรยาหรือปัญหาต่าง ๆ ระหว่างสามีและภรรยาที่รุนแรงจนถึงกับไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อีกต่อไป สัดส่วนการหย่าร้างที่เพิ่มขึ้นจึงอาจสะท้อนให้เห็นปัญหาภายในครอบครัวได้ระดับหนึ่ง ซึ่งหากพิจารณาสถิติการหย่าร้างในประเทศไทยย้อนหลังในช่วงประมาณ 20 ปีที่ผ่านมาแล้ว จะเห็นได้ว่า สถิติการหย่าร้างของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอกว่าการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติเสียอีก

การเพิ่มขึ้นของอัตราการหย่าร้างเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นเรื่องปกติในหลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมตะวันตก คำถามที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งก็คือ การหย่าร้างที่เพิ่มขึ้นสะท้อนความสงบสุขของครอบครัวที่ลดน้อยลงจริงหรือ? ในสังคมตะวันตกเมื่อหลายร้อยปีก่อน การหย่าร้างในทางนิตินัยนั้นเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เลยทีเดียวเพราะข้อห้ามทางศาสนา ฝ่ายที่ประสงค์จะหย่าซึ่งโดยมากคือสามี ก็มักหาทางออกด้วยวิธีต่างให้หลุดจากการแต่งงานกับภรรยา โดยหากเป็นทางออกที่ประนีประนอมก็มักใช้การประกาศให้การแต่งงานที่เกิดขึ้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย (annulment) คือ ถือเสมือนว่าไม่เคยแต่งงานกันมาก่อน หรือหากเป็นทางออกที่เลวร้ายกว่าก็มักจบลงด้วยการหายสาบสูญหรือการป่วยไข้จนเสียชีวิตของอีกฝ่าย เป็นเวลาไม่ถึงร้อยปีนี้เองที่ประเทศตะวันตกบางประเทศยอมให้หย่ากันได้ แต่ต้องมีมูลเหตุฟ้องหย่าที่เกิดจากการกระทำความผิด (fault grounds) เช่น มีการกระทำรุนแรงระหว่างกัน หรือมีการคบชู้ ไม่ใช่ว่าแค่รู้สึกไปกันไม่ได้แล้วจะหย่ากันได้ เช่น ในรัฐนิวยอร์กเมื่อก่อนปี ค.ศ. 2010 คนจะหย่ากันได้ต้องมีการพิสูจน์ได้ว่ามีมูลเหตุฟ้องหย่าที่เกิดจากการกระทำความผิด และมูลเหตุที่นิยมกันมากในรัฐนิวยอร์กก็คือการคบชู้ จนถึงขนาดที่ว่ามีช่วงหนึ่งในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดอาชีพการรับจ้างเป็นชู้ให้กับสามีเพื่อเป็นหลักฐานให้คู่สามีภรรยาที่อยากจะหย่า โดยฝ่ายสามีกับผู้หญิงที่รับจ้างเป็นชู้จะเข้าไปหาโรงแรมแบบโมเต็ลเพื่อจัดฉากและหาคนมาถ่ายรูปเพื่อเป็นหลักฐานประกอบในการยื่นขอหย่าต่อศาล อาชีพที่ว่านี้เฟื่องฟูมากจนศาลเริ่มสังเกตเห็นว่าผู้หญิงที่แสดงเป็นชู้นั้นเป็นคนคนเดียวกันในคดีหย่านับร้อยคดีเลยทีเดียว

ตัวอย่างดังกล่าวคงพอชี้ให้เห็นได้ว่า คนจะหย่า พระจะสึก มันห้ามกันได้ยาก ถึงห้ามไว้ก็ต้องหาทางออกทางใดทางหนึ่งกันอยู่ดี ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมาแต่ละรัฐในอเมริกาจึงได้เริ่มทยอยปรับแก้กฎหมายให้ยืดหยุ่นมากขึ้น คือนอกเหนือจากมูลเหตุการฟ้องหย่าที่เกิดจากการกระทำความผิดแล้ว ยังอนุญาตให้มีมูลเหตุการฟ้องหย่าที่เกิดจากการเข้ากันไม่ได้ด้วย (Incompatibility) ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์อาจถือได้ว่า ลดต้นทุนในการหย่าไปได้มาก เพราะถ้าอยากหย่าเพราะเข้ากันไม่ได้ก็แค่ให้เหตุผลตามตรงกับศาล ไม่ต้องสร้างเรื่องการเป็นชู้หรือการทำร้ายกันให้เสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ ในทางกฎหมายก็ยังเป็นการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของการสาบานเมื่อให้การในศาล ด้วย ต้นทุนในการหย่าที่ลดลงดังกล่าวนี้มีงานวิจัยรองรับจำนวนมากว่าเป็นตัวแปรหนึ่งที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตราการหย่าที่เพิ่มขึ้นในอเมริกา

แน่นอนครับ หลายคนอาจแย้งว่า ต้นทุนการหย่าที่ลดลงนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องดี เพราะอาจทำให้สามีภรรยาหลายคู่หย่ากันง่าย ๆ ถึงขนาดที่ว่าเวลาไม่พอใจอะไรก็จูงมือไปหย่ากัน ในเรื่องนี้อาจต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าค่าใช้จ่ายทางกฎหมายเพื่อให้หย่าได้นั้น ไม่ใช่ต้นทุนโดยตรงของการหย่า แต่เป็นต้นทุนทางธุรกรรม (Transaction cost) ที่เกิดขึ้นเพราะมนุษย์สร้างขึ้นมาเอง ต้นทุนทางธุรกรรมที่ยิ่งสูงก็ย่อมทำให้การตัดสินใจที่เกิดขึ้นบิดเบือนไปได้มาก เช่น ในกรณีที่การหย่าควรจะเกิดขึ้นเพราะทั้งสามีและภรรยาต่างก็ตัดสินใจแล้วว่าหย่าดีกว่าอยู่กันต่อไป แต่หย่าไม่ได้เพราะไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะดำเนินให้การหย่าเกิดขึ้นได้ทางกฎหมาย การต้องทนอยู่ด้วยกันก็ถือเป็นการตัดสินใจที่บิดเบือนอย่างหนึ่งซึ่งส่งผลให้เกิดความไม่มีประสิทธิภาพในสังคม หรือในกรณีที่มีทรัพยากรเพียงพอ ก็อาจต้องมาสูญเสียทรัพยากรทั้งเงินและเวลาให้การหย่าเกิดขึ้นได้ ก็ย่อมส่งผลให้เกิดความไม่มีประสิทธิภาพได้เช่นกัน การลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในเรื่องการหย่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เป็นการหย่าระหว่างสามีและภรรยาที่ไม่มีบุตรนั้นจึงถือได้ว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดสรรทรัพยากรในรูปแบบหนึ่งครับ

สำหรับเมืองไทยนั้น หากทั้งสามีและภรรยาพร้อมใจจะหย่าด้วยกันทั้งสองฝ่ายก็สามารถขอหย่าต่อนายทะเบียนได้โดยไม่ต้องขึ้นศาล การหย่าในประเทศไทยจึงถือว่าทำได้ง่ายพอควรเมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศตะวันตก กฎหมายที่อนุญาตให้หย่าต่อนายทะเบียนหากยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่าย (Mutual consent law) นี้มีมานานหลายสิบปีแล้ว แนวโน้มการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของอัตราการหย่าร้างของประเทศไทยในระหว่างปี 2543 ถึง 2560 ดังรูป จึงย่อมไม่ใช่ผลจากปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่ใช่กฎหมาย โดยหากเกิดจากปัญหาการกระทบกระทั่งระหว่างสามีภรรยาที่เพิ่มขึ้น อัตราการหย่าร้างดังกล่าวก็ย่อมบ่งชี้ให้เห็นความสงบสุขในครอบครัวที่ลดลง แต่หากเกิดจากต้นทุนในการหย่าร้างที่ลดลง เช่น ต้นทุนทางจิตใจจากการหย่าร้างที่ลดลงจากการที่ค่านิยมของสังคมสมัยใหม่เริ่มยอมรับผู้หญิงหรือผู้ชายที่เคยผ่านการหย่าร้างมาก่อนได้มากขึ้นกว่าในอดีต การเพิ่มขึ้นของการหย่าร้างก็น่าจะเป็นดัชนีเชิงบวกที่แสดงให้เห็นทางออกที่เปิดกว้างมากขึ้นของผู้ที่เคยถูกกักหรือผูกมัดไว้กับการแต่งงานที่ไม่มีความสุข

เรื่องนี้เป็นคำถามวิจัยที่น่าหาคำตอบครับ

Address

69 หมู่ 1 ต. นครชุม อ. เมืองกำแพงเพชร จ. กำแพงเพชร

62000

Telephone

+6655706555

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when สาขาการพัฒนาธุรกิจและการลงทุน: BDI KPRU posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Shortcuts

  • Want your university to be the top-listed University?

Share