กุสินารา สถานที่ปรินิพพาน

  • Home
  • India
  • Kasia
  • กุสินารา สถานที่ปรินิพพาน
Directions

กุสินารา สถานที่ปรินิพพาน ท่านที่จะเดินทางมาเข้าก็มารอก่อน06.00น

🪷ประกาศปวารณากฐินเมืองกุสินารา 🪷(กำหนดถวายในวันศุกร์ที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๙)       ขอเชิญกัลยามิตรร่วมอนุโมทนาบุญปวารณ...
15/08/2026

🪷ประกาศปวารณากฐินเมืองกุสินารา 🪷
(กำหนดถวายในวันศุกร์ที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๙)
ขอเชิญกัลยามิตรร่วมอนุโมทนาบุญปวารณาเพื่อทอดถวายกฐินทาน
ด้วยกระผมแอดมินพร้อมคณะได้ปวารณาถวายผ้ากฐิน ณ ดินแดนพุทธภูมิ สาลวโณทยาน เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย
กาลทานอันยิ่งใหญ่ ๑ ปี มีเพียงครั้งเดียว...

ขอเชิญชวนกัลยาณมิตรทุกท่านร่วมส่งจิตอนุโมทนาบุญในพิธีถวายผ้ากฐินทาน เพื่อสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาและน้อมถวายเป็นพุทธบูชา ณ สังเวชนียสถาน สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน

📌 รายละเอียดกำหนดการพิธีถวายผ้ากฐิน
🗓️ วันพฤหัสบดีที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๙
* ⏰ เวลา ๑๙:๐๐ น. : พิธีสมโภชกองบุญกฐิน
* 📍 สถานที่ : วัดเมียนม่า มหาปรินิพพานวิหาร (Myanmar Buddhist Monastery, Mahaparinirvan Temple) เมืองกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย

🗓️ วันศุกร์ที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๙
* ⏰ เวลา ๐๙:๐๐ น. : ทำพิธีถวายผ้ากฐิน ณ สาลวโณทยาน มหาปรินิพพานวิหาร
* ⏰ เวลา ๑๑:๐๐ น. : ถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่
* 📍 สถานที่ : สาลวโณทยาน มหาปรินิพพานวิหาร เมืองกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย
👑 คณะผู้ปวารณาถวาย
* นายเกรียงศักดิ์ แสนสำอางค์
* น.ส.วรรษพร แสนสำอางค์
* ด.ญ.เอมิดา แสนสำอางค์
* พร้อมคณะกัลยาณมิตรกลุ่มบุญงานเพจ "พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้อริยสัจ"

✨ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และบุญกุศลอันบริสุทธิ์ในครั้งนี้ จงดลบันดาลให้กัลยาณมิตรทุกท่านที่ร่วมบุญอนุโมทนา ประสบแต่ความสุข ความเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปัญญา และความสำเร็จในหน้าที่การงานทุกประการด้วยเทอญ 🙏✨

#ปวารณากฐิน #กฐินกุสินารา #บุญกฐิน2569 #สังเวชนียสถาน #พุทธคยาสถานที่ตรัสรู้อริยสัจ

**รายงานการศึกษา: ลำดับเวลาเชิงประวัติศาสตร์เหตุการณ์หลังพุทธปรินิพพานและการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ**จากหลักฐานในคัมภีร์อร...
09/06/2026

**รายงานการศึกษา: ลำดับเวลาเชิงประวัติศาสตร์เหตุการณ์หลังพุทธปรินิพพานและการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ**
จากหลักฐานในคัมภีร์อรรถกถาและมหาปรินิพพานสูตร เวลาได้ล่วงเลยไปเป็นระยะเวลา **7 วัน** ภายหลังจากการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระเสร็จสิ้น จึงได้เข้าสู่กระบวนการเจรจาและแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ
เพื่อให้เห็นภาพรวมของกรอบเวลา (Timeline) และพลวัตของเหตุการณ์อย่างชัดเจน สามารถลำดับเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์นับตั้งแต่วันเสด็จดับขันธปรินิพพาน ได้ดังนี้ครับ
# # ลำดับเหตุการณ์สำคัญ (Chronological Sequence)
# # # 1. ช่วงก่อนการถวายพระเพลิง: สัปดาห์แห่งการสักการะ (วันที่ 1 - 7)
* **วันเริ่มต้น (วันวิสาขบูชา - ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6):** พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ ป่าสาลวโนทยาน เมืองกุสินารา
* **กระบวนการสักการะ:** เหล่ามัลลกษัตริย์แห่งกุสินาราได้จัดการสักการะพระบรมศพด้วยเครื่องหอม ดอกไม้ ดนตรี และการฟ้อนรำอย่างสมพระเกียรติเทียบเท่าพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นเวลา 7 วันเต็ม
* **การอัญเชิญพระบรมศพ:** มีการเคลื่อนย้ายพระบรมศพผ่านใจกลางเมืองไปยัง "มกุฏพันธนเจดีย์" ทางทิศตะวันออกของเมืองเพื่อเตรียมการถวายพระเพลิง
# # # 2. วันถวายพระเพลิง: วันอัฐมีบูชา (วันที่ 8)
* **ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6:** เป็นวันที่กำหนดให้มีการถวายพระเพลิง ณ จิตกาธานไม้จันทน์หอม
* **ปรากฏการณ์สำคัญ:** เกิดเหตุการณ์ไฟไม่ติดจิตกาธาน จนกระทั่งพระมหากัสสปะและภิกษุบริวาร 500 รูป เดินทางมาถึงและได้ถวายบังคมพระยุคลบาท จากนั้นจึงเกิดเพลิงทิพย์ลุกไหม้ขึ้นเอง และดับลงด้วยท่อน้ำทิพย์ตามที่ปรากฏในคัมภีร์อรรถกถา
# # # 3. ช่วงหลังการถวายพระเพลิง: สัปดาห์แห่งการพิทักษ์และเฉลิมฉลอง (วันที่ 9 - 15)
* **การอัญเชิญพระบรมธาตุสู่ใจกลางเมือง:** หลังจากจิตกาธานดับลง เหล่ามัลลกษัตริย์ได้รวบรวมพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมด อัญเชิญใส่รางทองคำ นำขึ้นประดิษฐานบนหลังช้าง และเคลื่อนขบวนเข้าสู่ "สัณฐาคาร" (อาคารรัฐสภาหรือศาลาว่าการเมือง) กลางกรุงกุสินารา
* **มาตรการอารักขาสูงสุด 7 วัน:** เหล่ามัลลกษัตริย์ได้สร้างระบบป้องกันความปลอดภัยขั้นสูงสุด (Concentric Defense System) โดยจัดทหารพาดหอกเป็นกรง ล้อมด้วยทหารช้าง ทหารม้า รถศึก และพลธนู เป็นรัศมี 1 โยชน์ เพื่อป้องกันการโจรกรรม พร้อมทั้งจัดงานมหรสพเฉลิมฉลองต่อเนื่องอีก 7 วัน
* **การกระจายข่าวสาร:** ในช่วงเวลา 7 วันนี้ ข่าวการปรินิพพานและการถวายพระเพลิงได้แพร่สะพัดไปยังอาณาจักรต่างๆ ทำให้กษัตริย์และพราหมณ์จาก 7 นคร (รวมกุสินาราเป็น 8 นคร) เร่งจัดทัพเดินทางมายังกุสินารา
# # # 4. วิกฤตการณ์และการแบ่งพระบรมธาตุ (หลังครบกำหนด 7 วัน)
* **การปิดล้อมกรุงกุสินารา:** กองทัพจากแว่นแคว้นต่างๆ (เช่น พระเจ้าอชาตศัตรูแห่งมคธ, กษัตริย์ลิจฉวีแห่งเวสาลี เป็นต้น) ได้เดินทางมาถึงและตั้งค่ายประชิดเมือง เพื่อเรียกร้องสิทธิในการครอบครองพระบรมสารีริกธาตุ
* **ความขัดแย้งทางการทูต:** เหล่ามัลลกษัตริย์ปฏิเสธที่จะมอบพระบรมธาตุให้ โดยอ้างสิทธิชอบธรรมทางดินแดน (Territorial Right) ว่าพระพุทธองค์เสด็จมาปรินิพพานในอาณาเขตของตน สถานการณ์ตึงเครียดจนเกือบปะทุเป็นสงคราม
* **การระงับเหตุโดยโทณพราหมณ์:** โทณพราหมณ์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ไกล่เกลี่ย โดยกล่าว "โทณครรชิต" เตือนสติถึงขันติธรรมของพระพุทธเจ้า
* **มติการแบ่งสรรทรัพยากร:** ทุกฝ่ายตกลงยินยอมให้โทณพราหมณ์เป็นผู้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น **8 ส่วนเท่าๆ กัน** (แจกจ่ายให้กษัตริย์และพราหมณ์ทั้ง 8 เมือง) เพื่อนำไปสร้างสถูปประดิษฐานในแว่นแคว้นของตน

กระบวนการจัดการหลังพุทธปรินิพพานใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 15-16 วัน (นับจากวันวิสาขบูชา) โดยแบ่งเป็นช่วงก่อนถวายพระเพลิง 7 วัน, วันถวายพระเพลิง 1 วัน และช่วงอารักขาพระบรมธาตุเพื่อรอรับสถานการณ์ทางการเมืองอีก 7 วัน การทอดเวลาหลังถวายพระเพลิงออกไปนี้ ในมิติทางรัฐศาสตร์ถือเป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้ข่าวสารกระจายตัว และเปิดพื้นที่ให้เกิดกระบวนการเจรจาต่อรองระหว่างรัฐ ซึ่งนำไปสู่การกระจายศูนย์กลางความศรัทธาของพระพุทธศาสนาออกไปทั่วชมพูทวีปในที่สุดครับ

# #ค่ายกลวงแหวน 6 ชั้นพิทักษ์พระบรมธาตุ (Concentric Defense System)
หากเรามองจากมุมสูง (Bird's-eye view) ลงมายังกรุงกุสินาราในช่วง 7 วันนั้น ภาพที่ปรากฏจะไม่ใช่ค่ายทหารธรรมดา แต่เป็น **"ค่ายกลแบบวงแหวนรัศมี 1 โยชน์ (ประมาณ 16 กิโลเมตร)"** ที่จัดวางกำลังพลอย่างเป็นระเบียบและแน่นหนาประดุจ "ลูกโคสวมเกราะ" โดยมีจุดศูนย์กลางและชั้นกำแพงดังนี้ครับ:
# # # ศูนย์กลางความศักดิ์สิทธิ์ (The Core)
* **สัณฐาคาร (ศาลาว่าการเมือง):** อาคารที่ถูกเนรมิตให้เป็นปะรำพิธี ภายในประดิษฐานบัลลังก์ที่ทำด้วยรัตนะ 7 ประการ
* **ผอบพระบรมธาตุ:** บนบัลลังก์มี "รางทองคำ" (ตุมพะ) ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุตั้งอยู่อย่างสว่างไสว กางกั้นด้วยเศวตฉัตร (ร่มขาว)
* **บรรยากาศโดยรอบ:** เบื้องบนมีเพดานผ้าประดับดาวทองห้อยระย้าด้วยพวงมาลัยและของหอม ด้านนอกอาคารประดับธง 5 สี ขึงม่าน เสื่อลำแพน และมีหม้อน้ำตั้งเรียงรายตามถนนที่รดน้ำจนสะอาดหมดจด มวลชนภายในกำลังเล่นสาธุกีฬา (การละเล่นเฉลิมฉลอง) ร้องรำทำเพลงกันอย่างกึกก้อง
# # # แนวกำแพงทหาร 6 ชั้น (The 6-Layer Defense)
ถัดจากสัณฐาคารออกมา แวดล้อมด้วยกำแพงชีวิตที่เรียงซ้อนกันเป็นวงกลมชั้นๆ ออกไปสู่รอบนอกอย่างเป็นระเบียบ ดังนี้:
1. **ชั้นที่ 1 กำแพงหอก (สตฺติปญฺชรํ):** แนวทหารราบชั้นในสุด ยืนชิดติดกันพร้อมชูหอกขึ้นและไขว้ปลายหอกเข้าหากัน ถักทอเป็นร่างแหดุจ "ซี่กรงเหล็ก" (ปัญชร) ล้อมรอบอาคารสัณฐาคารไว้อย่างมิดชิด
2. **ชั้นที่ 2 แนวกำแพงคชสาร:** ทหารช้างศึกยืนเรียงหน้ากระดานเป็นวงกลม โดยให้ "กระพอง" (หน้าผากช้าง) ชิดต่อกันจนไม่มีช่องว่างให้สอดแทรก เป็นกำแพงหินผาที่มีชีวิต
3. **ชั้นที่ 3 แนวกำแพงอัศวราช:** ทหารม้าศึกยืนเรียงลำดับ โดยให้ "คอ" ของม้าแต่ละตัวแนบชิดติดกัน เป็นวงแหวนชั้นที่ 3 ที่มีความรวดเร็วและพร้อมพุ่งชน
4. **ชั้นที่ 4 แนวกำแพงรถศึก:** กองทัพรถม้าเรียงรายต่อกัน โดยให้ "ปลายลิ่มล้อรถ" (ดุมล้อ) ชนต่อกันพอดี เป็นแนวกำแพงไม้และเหล็กที่แข็งแกร่ง
5. **ชั้นที่ 5 แนวกำแพงทหารราบ:** กองทหารราบ (ทหารเดินเท้า) ยืนเรียงหน้ากระดานล้อมเป็นวงแหวน โดย "จับแขนเกาะเกี่ยวกันไว้" เป็นกำแพงมนุษย์ที่สร้างความหนาแน่นและป้องกันการทะลวง
6. **ชั้นที่ 6 แนวกำแพงพลธนู (ธนุปาการํ):** แนวป้องกันชั้นนอกสุด (The Outer Perimeter) คือกองทหารธนูที่ยืนเรียงลำดับไหล่ชนไหล่ หันหน้าออกสู่ทิศตะวันออกและรอบนอกนครกุสินารา น้าวสายธนูพร้อมยิงเพื่อป้องกันผู้บุกรุกจากแคว้นอื่น

> **Key insight:** การจัดทัพแบบวงแหวน (Mandala formation หรือ จักรพยุหะ) นี้ เป็นยุทธวิธีขั้นสูงในตำราพิชัยสงครามโบราณของอินเดีย การนำมาใช้ล้อมสัณฐาคาร แสดงให้เห็นว่าเหล่ามัลลกษัตริย์มองว่า พระบรมสารีริกธาตุคือ "ศูนย์กลางแห่งจักรวาล" ที่ต้องปกป้องด้วยสรรพกำลังสูงสุดของรัฐครับ

หลังจากการเจรจาระงับข้อพิพาทโดยโทณพราหมณ์ พระบรมสารีริกธาตุได้ถูกแบ่งออกเป็น 8 ส่วนเท่าๆ กัน (ส่วนละ 2 ทะนาน) กษัตริย์และพราหมณ์จากแว่นแคว้นต่างๆ ได้อัญเชิญกลับไปยังดินแดนของตน และได้ก่อสร้าง **สถูปดั้งเดิม 8 แห่ง (The 8 Original Stupas)** ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งความศรัทธา ดังนี้ครับ
# # ที่ตั้งของมหาสถูปดั้งเดิมทั้ง 8 แห่ง
| ผู้รับมอบพระบรมธาตุ | เมือง / แว่นแคว้น | สถานที่ก่อสร้างสถูป |
|---|---|---|
| **1. พระเจ้าอชาตศัตรู** | แคว้นมคธ | กรุงราชคฤห์ (Rajagaha) |
| **2. เหล่ากษัตริย์ลิจฉวี** | แคว้นวัชชี | กรุงเวสาลี (Vesali) |
| **3. เหล่ากษัตริย์ศากยะ** | แคว้นสักกะ | กรุงกบิลพัสดุ์ (Kapilavatthu) |
| **4. เหล่ากษัตริย์บุลี** | แคว้นอัลลกัปปะ | กรุงอัลลกัปปะ (Allakappa) |
| **5. เหล่ากษัตริย์โกลิยะ** | แคว้นโกลิยะ | กรุงรามคาม (Ramagama) |
| **6. พราหมณ์เวฏฐทีปกะ** | เมืองเวฏฐทีปะ | เมืองเวฏฐทีปะ (Vethadipa) |
| **7. เหล่ามัลลกษัตริย์ (ฝ่ายเหนือ)** | เมืองปาวา | กรุงปาวา (Pava) |
| **8. เหล่ามัลลกษัตริย์ (ฝ่ายใต้)** | แคว้นมัลละ | กรุงกุสินารา (Kusinara) |
# # สถูปแห่งความทรงจำอีก 2 แห่ง
นอกจากมหาสถูปที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุทั้ง 8 แห่งแล้ว ในเหตุการณ์ครั้งนั้นยังมีการสร้างสถูปที่สำคัญเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง รวมเป็นอนุสรณ์สถานดั้งเดิม 10 แห่ง ได้แก่:
* **ตุมพสถูป (สถูปทะนานตวง):** สร้างโดย **โทณพราหมณ์** หลังจากที่ท่านถูกท้าวสักกะอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วที่แอบซ่อนไว้ออกไป ท่านจึงขอ "ตุมพะ" (ทะนานทองคำที่ใช้ตวงพระธาตุ) นำไปสร้างสถูปประดิษฐานไว้ที่เมืองของตน
* **อังคารสถูป (สถูปพระเถ้าถ่าน):** สร้างโดย **เหล่ากษัตริย์โมริยะ แห่งเมืองปิปผลิวัน** ซึ่งเดินทางมาถึงกุสินาราช้ากว่ากษัตริย์เมืองอื่น เมื่อมาถึงพระบรมธาตุได้ถูกแบ่งไปหมดแล้ว จึงได้รวบรวม "พระอังคาร" (เถ้าถ่านจากจิตกาธาน) นำกลับไปสร้างสถูปประดิษฐาน ณ เมืองปิปผลิวัน
> **เกร็ดประวัติศาสตร์ทางโบราณคดี:**
> ประมาณ 200 กว่าปีต่อมาในยุคของ **พระเจ้าอโศกมหาราช** พระองค์ได้ให้ทำการขุดเปิดสถูปดั้งเดิมเหล่านี้เพื่อรวบรวมพระบรมสารีริกธาตุ นำไปกระจายสร้างเป็นเจดีย์ 84,000 องค์ทั่วชมพูทวีป ตามตำนานระบุว่าพระองค์สามารถเปิดสถูปได้เพียง 7 แห่งเท่านั้น
> ส่วนสถูปแห่งที่ 8 คือ **สถูปกรุงรามคาม** ของกษัตริย์โกลิยะนั้น ตำนานระบุว่าถูกน้ำท่วมและถูกพญานาคอัญเชิญไปประดิษฐานรักษาไว้ในเมืองบาดาล พระเจ้าอโศกจึงไม่ได้นำพระบรมธาตุจากส่วนนี้ไปครับ
>

 #ในวาระวิสาขมาสที่ผ่านมา      รายงานข่าว: คณะสงฆ์นานาชาติร่วมศาสนพิธี ณ วัดมหาปรินิพพาน จาริกบุญเพื่อสันติภาพและความสุข...
05/06/2026

#ในวาระวิสาขมาสที่ผ่านมา
รายงานข่าว: คณะสงฆ์นานาชาติร่วมศาสนพิธี ณ วัดมหาปรินิพพาน จาริกบุญเพื่อสันติภาพและความสุขแห่งมวลมนุษยชาติ
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ณ วัดมหาปรินิพพาน เมืองกุสินารา รัฐอุตรประเทศ ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นสังเวชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในนาม **“สังฆะพุทธศาสนากุชินาการ์”** ได้ร่วมกันประกอบศาสนพิธีสักการะพระพุทธปฏิมาปางไสยาสน์ (ปางปรินิพพาน) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเจริญพระพุทธมนต์และอธิษฐานจิตมุ่งผลสัมฤทธิ์ให้เกิดสันติสุขและความร่มเย็นแก่มวลมนุษยชาติทั่วโลก

# # # **สาระสำคัญของศาสนพิธี**
การประกอบพิธีกรรมในครั้งนี้ นำโดย **พระอาจารย์นันทกะ** เจ้าอาวาสวัดพม่า พร้อมด้วย **พระภันเตอโศก** และคณะพระภิกษุนานาชาติ อาทิ พระภันเตศีล ประกาษ (Bante Sheel Prakash), พระภันเตสงกรานต์ (Bante Son Kran), พระภันเตยศปาล (Bante Yashpal), พระภันเตอุบาลี (Bante Upali), พระภันเตสาคร (Bante Sagara), พระภันเตวินัยกิตติ (Bante Vinaykirti) และพระภันเต ดร.กิตติพรรณ (Bante Dr. Kitifan)
กิจกรรมสำคัญในเชิงพิธีกรรมและพุทธบูชา ประกอบด้วย:
* **การถวายผ้าจีวรห่มคลุมพระพุทธปฏิมา** ปางไสยาสน์ประธานภายในพระวิหาร
* **การเจริญพระพุทธมนต์** เพื่อความเป็นสิริมงคลและแผ่เมตตาจิต
* **การกระทำอนุปทักษิณ (เวียนเทียน)** รอบพระวิหารมหาปรินิพพานและปรินิพพานสถูป เพื่อแสดงความเคารพสูงสุดตามโบราณราชประเพณี
# # # **นัยเชิงหลักธรรมและการประยุกต์ใช้**
ในโอกาสนี้ พระภันเตอโศก ได้แสดงธรรมเทศนาโดยเน้นย้ำถึงแก่นแท้ของพุทธธรรมวิถีว่า:
> "พระพุทธองค์ทรงเกื้อกูลโลกด้วยการแสดงธรรมที่ตั้งอยู่บนหลักการแห่ง **ความเมตตา มิตรภาพ และสันติภาพ** เพื่อความสุขของสรรพสัตว์ โดยมี **'เบญจศีล' (ศีล 5)** เป็นแนวทางปฏิบัติพื้นฐานที่แฝงไว้ด้วยหลักการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในสังคมมนุษย์"

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเมืองกุสินาราในฐานะศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนระดับนานาชาติ (International Buddhist Hub) และแสดงให้เห็นว่า พุทธศาสนายังคงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสันติภาพโลกผ่านหลักจริยศาสตร์และการปฏิบัติบูชาของศาสนบุคคล ซึ่งส่งผลดีต่อมิติทางจิตวิทยาและสัมพันธภาพอันดีในสังคมโลกยุคปัจจุบัน
*(อ้างอิงและเรียบเรียงข้อมูลเบื้องต้นจาก: สำนักข่าว นิรวานาไทมส์, กาเซีย, กุสินารา)

อัญเชิญเมล็ดสาละจากสถานที่ปรินิพพานกลับสู่ประเทศไทย โดยเลือกวันเก็บคือวันวิสาขบูชา
05/06/2026

อัญเชิญเมล็ดสาละจากสถานที่ปรินิพพานกลับสู่ประเทศไทย โดยเลือกวันเก็บคือวันวิสาขบูชา

05/06/2026

#ในวาระวิสาขมาสที่ผ่านมา
รายงานข่าว: คณะสงฆ์นานาชาติร่วมศาสนพิธี ณ วัดมหาปรินิพพาน จาริกบุญเพื่อสันติภาพและความสุขแห่งมวลมนุษยชาติ
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ณ วัดมหาปรินิพพาน เมืองกุสินารา รัฐอุตรประเทศ ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นสังเวชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในนาม **“สังฆะพุทธศาสนากุชินาการ์”** ได้ร่วมกันประกอบศาสนพิธีสักการะพระพุทธปฏิมาปางไสยาสน์ (ปางปรินิพพาน) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเจริญพระพุทธมนต์และอธิษฐานจิตมุ่งผลสัมฤทธิ์ให้เกิดสันติสุขและความร่มเย็นแก่มวลมนุษยชาติทั่วโลก

# # # **สาระสำคัญของศาสนพิธี**
การประกอบพิธีกรรมในครั้งนี้ นำโดย **พระอาจารย์นันทกะ** เจ้าอาวาสวัดพม่า พร้อมด้วย **พระภันเตอโศก** และคณะพระภิกษุนานาชาติ อาทิ พระภันเตศีล ประกาษ (Bante Sheel Prakash), พระภันเตสงกรานต์ (Bante Son Kran), พระภันเตยศปาล (Bante Yashpal), พระภันเตอุบาลี (Bante Upali), พระภันเตสาคร (Bante Sagara), พระภันเตวินัยกิตติ (Bante Vinaykirti) และพระภันเต ดร.กิตติพรรณ (Bante Dr. Kitifan)
กิจกรรมสำคัญในเชิงพิธีกรรมและพุทธบูชา ประกอบด้วย:
* **การถวายผ้าจีวรห่มคลุมพระพุทธปฏิมา** ปางไสยาสน์ประธานภายในพระวิหาร
* **การเจริญพระพุทธมนต์** เพื่อความเป็นสิริมงคลและแผ่เมตตาจิต
* **การกระทำอนุปทักษิณ (เวียนเทียน)** รอบพระวิหารมหาปรินิพพานและปรินิพพานสถูป เพื่อแสดงความเคารพสูงสุดตามโบราณราชประเพณี
# # # **นัยเชิงหลักธรรมและการประยุกต์ใช้**
ในโอกาสนี้ พระภันเตอโศก ได้แสดงธรรมเทศนาโดยเน้นย้ำถึงแก่นแท้ของพุทธธรรมวิถีว่า:
> "พระพุทธองค์ทรงเกื้อกูลโลกด้วยการแสดงธรรมที่ตั้งอยู่บนหลักการแห่ง **ความเมตตา มิตรภาพ และสันติภาพ** เพื่อความสุขของสรรพสัตว์ โดยมี **'เบญจศีล' (ศีล 5)** เป็นแนวทางปฏิบัติพื้นฐานที่แฝงไว้ด้วยหลักการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในสังคมมนุษย์"

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเมืองกุสินาราในฐานะศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนระดับนานาชาติ (International Buddhist Hub) และแสดงให้เห็นว่า พุทธศาสนายังคงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสันติภาพโลกผ่านหลักจริยศาสตร์และการปฏิบัติบูชาของศาสนบุคคล ซึ่งส่งผลดีต่อมิติทางจิตวิทยาและสัมพันธภาพอันดีในสังคมโลกยุคปัจจุบัน
*(อ้างอิงและเรียบเรียงข้อมูลเบื้องต้นจาก: สำนักข่าว นิรวานาไทมส์, กาเซีย, กุสินารา)*

13/11/2024
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า                      พระองค์นั้นอรรถกถา  #ปลาสชาดกว่าด้วย ขุมทรัพย์ที่ฝ...
27/08/2024

ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระองค์นั้น

อรรถกถา #ปลาสชาดก
ว่าด้วย ขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ที่โคนไม้
พระศาสดาทรงบรรทม ณ #เตียงปรินิพพาน #ทรงปรารภพระอานันทเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อเจตนํ พฺราหฺมณ อสุณนฺตํ ดังนี้.
ได้ยินว่า ท่านผู้มีอายุนั้นทราบว่า
ในเวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่งแห่งราตรีวันนี้ พระศาสดาจักปรินิพพาน ก็นึกถึงตนว่า ก็เราแลยังเป็นเสขบุคคลมีกิจที่จะต้องทำ แต่พระศาสดาของเราจักปรินิพพาน การอุปัฏฐากบำรุงที่เรากระทำแก่พระศาสดามาตลอดเวลา ๒๕ ปี น่าจักไร้ผล ถูกความเศร้าโศกครอบงำ จึงเหนี่ยวไม้สลักประตูห้องน้อยในอุทยานร้องไห้อยู่.
พระศาสดา เมื่อไม่ทรงเห็นท่านพระอานนท์ จึงตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานนท์ไปไหน ครั้นได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้เรียกท่านมาประทานโอวาท แล้วตรัสว่า อานนท์ เธอเป็นผู้ได้ทำบุญไว้แล้ว จงหมั่นประกอบความเพียร เธอจักหมดอาสวะโดยเร็วพลัน เธออย่าได้คิดเสียใจไปเลย การอุปัฏฐากที่เธอกระทำแก่เราในบัดนี้ เพราะเหตุไรเล่าจักไร้ผล การอุปัฏฐากที่เธอกระทำแก่เรา แม้ในกาลที่เรายังมีราคะเป็นต้น ในชาติก่อนก็ยังมีผล แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดาต้นทองกวาว ในที่ไม่ไกลพระนครพาราณสี. ในกาลนั้น ชาวเมืองพาราณสีพากันถือเทวดามงคล จึงขวนขวายในการทำพลีกรรมเป็นต้นเป็นนิตยกาล.
ครั้งนั้น มีพราหมณ์เข็ญใจคนหนึ่งคิดว่า แม้เราก็จักปรนนิบัติเทวดาองค์หนึ่ง จึงทำโคนต้นทองกวาวใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งยืนต้นอยู่ในพื้นที่สูงให้ราบเตียนปราศจากหญ้า แล้วล้อมรั้ว เกลี่ยทรายปัดกวาด แล้วเจิมด้วยของหอมที่ต้นไม้ บูชาด้วยดอกไม้ ของหอมและธูป ตามประทีปแล้วกล่าวว่า ท่านจงอยู่เป็นสุขสบาย แล้วทำประทักษิณต้นไม้แล้วหลีกไป.
เช้าตรู่วันที่สอง พราหมณ์นั้นไปถามถึงการนอนเป็นสุขสบาย. อยู่มาวันหนึ่ง รุกขเทวดาคิดว่า พราหมณ์นี้ปฏิบัติเรายิ่งนัก เราจักทดลองพราหมณ์นั้นดู แกปฏิบัติบำรุงเราด้วยเหตุอันใด ก็จักให้เหตุอันนั้น เมื่อพราหมณ์นั้นมาปัดกวาดโคนไม้ จึงยืนอยู่ใกล้ๆ ด้วยเพศของพราหมณ์แก่ แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ดูก่อนพราหมณ์ ท่านก็รู้ว่าต้นทองกวาวนี้ไม่มีจิตใจ ไม่ได้ยินเสียงและไม่รู้สึกอะไร เพราะเหตุไรท่านจึงเพียรพยายาม มิได้มีความประมาท ถามถึงสุขไสยาอยู่เสมอ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสุณนฺตํ แปลว่า ไม่ได้ยินเสียง ได้แก่ชื่อว่าไม่ได้ยินเสียง เพราะไม่มีเจตนาเลย.
บทว่า ชาโน แปลว่า รู้อยู่ ได้แก่ท่านเป็นผู้รู้อยู่.
บทว่า ธุวํ อปฺปมตฺโต แปลว่า ไม่มีความประมาทเป็นนิจ ได้แก่ เป็นผู้ไม่ประมาทเป็นนิตย์.

พราหมณ์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ต้นทองกวาวใหญ่ปรากฏไปในที่ไกล ตั้งอยู่ในภูมิประเทศราบเรียบ เป็นที่อยู่อาศัยของทวยเทพ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงนอบน้อมต้นทองกวาวนี้ และเทพเจ้าผู้สิงอยู่ที่ต้นทองกวาวนี้ด้วย เพราะเหตุแห่งทรัพย์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทูเร สุโต ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ต้นไม้นี้ปรากฏไปในที่ไกล มิใช่ปรากฏอยู่ในที่ใกล้ๆ.
บทว่า พฺรหาว แปลว่า ใหญ่.
บทว่า เทเส ฐิโต ได้แก่ ยืนต้นอยู่ในภูมิประเทศอันสูงราบเรียบ.
บทว่า ภูตนิวาสรูโป ได้แก่ มีสภาวะเป็นที่อยู่อาศัยของเทวดา คือเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่จักสิงอยู่ที่ต้นทองกวาวนี้แน่.
บทว่า เต จ ธนสฺส เหตุ ความว่า เรานอบน้อมต้นไม้นี้ และเทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้นี้ เพราะเหตุแห่งทรัพย์ มิใช่เพราะไม่มีเหตุ.

รุกขเทวดาได้ฟังดังนั้น มีความเลื่อมใสพราหมณ์ จึงปลอบโยนพราหมณ์นั้นให้เบาใจว่า พราหมณ์ เราเป็นเทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นไม้นี้ ท่านอย่ากลัวไปเลยเราจะให้ทรัพย์แก่ท่าน แล้วยืนในอากาศที่ประตูวิมานของตน ด้วยเทวานุภาพอันยิ่งใหญ่ ได้กล่าวคาถา ๒ คาถานอกนี้ว่า :-
ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นมาเพ่งถึงความกตัญญู จักทำการทดแทนคุณท่านตามสมควรแก่อานุภาพ การที่ท่านดิ้นรนมายังสำนักของสัตบุรุษทั้งหลาย จะพึงเปล่าประโยชน์ได้อย่างไรเล่า.
ไม้เลียบต้นใด อยู่เบื้องหน้าต้นมะพลับเขาล้อมไว้ มหาชนเคยบูชายัญกันมาแต่ก่อน เป็นต้นไม้ใหญ่ ขุมทรัพย์เขาฝังไว้ที่โคนต้นไม้เลียบนั้นแลไม่มีเจ้าของ ท่านจงไปขุดเอาทรัพย์นั้นเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถานุภาวํ ได้แก่ ตามสามารถ คือตามกำลัง.
บทว่า กตญฺญุตํ ความว่า รู้คุณที่ท่านทำไว้แก่เรา ชื่อว่าเพ่งถึงความกตัญญูซึ่งมีอยู่ในตนนั้น.
บทว่า อาคมฺม แปลว่า มาแล้ว.
บทว่า สตํ สกาเส ได้แก่ ในสำนักของสัตบุรุษทั้งหลาย.
บทว่า โมฆา แปลว่า เปล่า.
บทว่า ปริยนฺทิตานิ ความว่า ดิ้นรนด้วยวาจาด้วยการถามถึงการนอนเป็นสุขสบาย และดิ้นรนด้วยกายด้วยการทำการปัดกวาดเป็นต้น จักไม่เป็นผลแก่ท่านได้อย่างไร.
บทว่า โย ตินฺทุรุกฺขสฺส ความว่า รุกขเทวดายืนที่ประตูวิมานนั่นแหละ เหยียดมือแสดงว่าต้นเลียบนั้นได้ตั้งอยู่เบื้องหน้าต้นมะพลับ
ในบทว่า ปริวาริโต เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ที่โคนต้นเลียบนั้น ต้นเลียบนี้ ชื่อว่าเขาล้อมไว้ เพราะเขาฝังทรัพย์ไว้รอบโคนต้นไม้นั้น
ชื่อว่าเขาเคยบูชายัญ เพราะทรัพย์เกิดขึ้นแก่พวกเจ้าของคนแรกๆ ด้วยอำนาจยัญที่เขาบูชาแล้วในกาลก่อน
ชื่อว่ายิ่งใหญ่ เพราะเป็นต้นไม้ใหญ่ โดยมีหม้อขุมทรัพย์มิใช่น้อย
ชื่อว่าเขาฝังไว้ ชื่อว่าไม่มีทายาท เพราะบัดนี้ทายาททั้งหลายไม่มี.
ท่านกล่าวอธิบายนี้ไว้ว่า ขุมทรัพย์ใหญ่นี้ เขาฝังไว้โดยหม้อขุมทรัพย์เอาคอจดคอติดๆ กันรอบโคนต้นไม้นี้ ไม่มีเจ้าของ ท่านจงไป จงขุดขุมทรัพย์นั้นเอาไป.

ก็แหละเทวดานั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงให้โอวาทแก่พราหมณ์ว่า พราหมณ์ ท่านขุดเอาขุมทรัพย์นั้นไปจักลำบากเหน็ดเหนื่อย ท่านจงไปเถิด เราเองจักนำขุมทรัพย์นั้นไปยังเรือนของท่าน แล้วจักฝังไว้ ณ ที่โน้นและที่โน้น ท่านจงใช้สอยทรัพย์นั้นจนตลอดชีวิต จงให้ทาน รักษาศีลเถิด แล้วยังทรัพย์นั้นให้ไปประดิษฐานอยู่ในเรือนของพราหมณ์นั้น ด้วยอานุภาพของตน.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
พราหมณ์ในครั้งนั้น ได้เป็น พระอานนท์ ในบัดนี้
ส่วนรุกขเทวดาในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาปลาสชาดกที่ ๗
----------------------------------------------------- . อรรถกถา ปลาสชาดก ว่าด้วย ขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ที่โคนไม้ จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0 อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 522 อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 526 อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 530 อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่านเนื้อความในพระไตรปิฎก
https://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=2699&Z=2713

ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘จิตของเราทั้งหลายจักไม่คิดประทุษร้ายในเพื่อนพรหมจารีทั้...
24/08/2024

ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘จิตของเราทั้งหลายจักไม่คิดประทุษร้ายในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย’ เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล”

ว่าด้วยครูชื่อสุเนตตะ๑-
[๗๓] ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว มีครูชื่อสุเนตตะ เป็นเจ้าลัทธิผู้
ปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลาย มีสาวกหลายร้อยคน ได้แสดงธรรมแก่
สาวกทั้งหลาย เพื่อความเป็นผู้เกิดในพรหมโลก สาวกเหล่าใด เมื่อครูสุเนตตะ
แสดงธรรมเพื่อความเป็นผู้เกิดในพรหมโลกอยู่ ไม่ทำจิตให้เลื่อมใส สาวกเหล่านั้น
หลังจากตายแล้ว ได้ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสาวกเหล่าใด เมื่อครู
สุเนตตะแสดงธรรม เพื่อความเป็นผู้เกิดในพรหมโลกอยู่ ได้ทำจิตให้เลื่อมใส สาวก
เหล่านั้นหลังจากตายแล้ว ได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์
เรื่องเคยมีมาแล้ว มีครูชื่อมูคปักขะ ฯลฯ เรื่องเคยมีมาแล้ว มีครูชื่อ
อรเนมิ ฯลฯ เรื่องเคยมีมาแล้ว มีครูชื่อกุททาละ ฯลฯ เรื่องเคยมีมาแล้ว มีครู
ชื่อหัตถิปาละ ฯลฯ เรื่องเคยมีมาแล้ว มีครูชื่อโชติปาละ ฯลฯ เรื่องเคยมีมาแล้ว
มีครูชื่ออรกะเป็นเจ้าลัทธิผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลาย มีสาวกหลาย
ร้อยคน ได้แสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายเพื่อความเป็นผู้เกิดในพรหมโลก สาวกเหล่าใด
เมื่อครูอรกะแสดงธรรม เพื่อความเป็นผู้เกิดในพรหมโลกอยู่ ไม่ทำจิตให้เลื่อมใส
สาวกเหล่านั้นหลังจากตายแล้ว ได้ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสาวก
เหล่าใด เมื่อครูชื่ออรกะแสดงธรรมเพื่อความเป็นผู้เกิดในพรหมโลกอยู่ ได้ทำจิตให้
เลื่อมใส สาวกเหล่านั้นหลังจากตายแล้ว ได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์
ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเข้าใจเรื่องนั้นอย่างไร ผู้ใดถูกโทสะประทุษร้าย
พึงด่าบริภาษครูทั้ง ๗ นี้ ผู้เป็นเจ้าลัทธิผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลาย
มีบริวารหลายร้อยคน พร้อมทั้งหมู่สาวก ผู้นั้นจะพึงประสพสิ่งที่มิใช่บุญเป็นอันมาก
หรือไม่

“พึงประสพ พระพุทธเจ้าข้า”
“ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดมีจิตถูกโทสะประทุษร้าย พึงด่าพึงบริภาษครูทั้ง ๗ นี้
ผู้เป็นเจ้าลัทธิ ผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลาย มีบริวารหลายร้อยคนพร้อมทั้งหมู่สาวก ผู้นั้นพึงประสพสิ่งที่มิใช่บุญเป็นอันมาก ส่วนผู้ใดมีจิตถูกโทสะ
ประทุษร้าย พึงด่าบริภาษบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ๑- คนเดียว ผู้นั้นย่อมประสพสิ่งที่มิใช่บุญมากกว่าบุคคลผู้ด่าบริภาษครูทั้ง ๗ นั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเรา
ไม่กล่าวว่าการขุดโค่นคุณความดีของตนเช่นนี้ จะมีภายนอกศาสนานี้ เหมือนการด่าการบริภาษเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘จิตของเราทั้งหลายจักไม่คิดประทุษร้ายในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย’ เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล”
สุเนตตสูตรที่ ๙ จบ

ว่าด้วยผลแห่งการกางฉัตรถวายพระพุทธเจ้า             [๑๒]  พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตระ  เสด็จออกจากประตูพระอารามแล้ว  ทรง ...
24/08/2024

ว่าด้วยผลแห่งการกางฉัตรถวายพระพุทธเจ้า
[๑๒] พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตระ เสด็จออกจากประตูพระอารามแล้ว ทรง
ยังเมล็ดฝนอมฤตให้ตกอยู่ ยังมหาชนให้เย็นสบาย พระขีณาสพผู้เป็น
นักปราชญ์เหล่านั้นประมาณตั้งแสน ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก แวดล้อม
พระสัมพุทธเจ้า ดุจพระฉายาตามพระองค์ ฉะนั้น เวลานั้น เราอยู่บน
คอช้าง ทรงไว้ซึ่งฉัตรขาวอันประเสริฐสุด ปีติย่อมเกิดแก่เราเพราะได้
เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มีรูปงาม เราลงจากคอช้างแล้วเข้าไปเฝ้าพระนราสภ
ได้กั้นฉัตรแก้วของเราถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระมหาฤาษี
พระนามว่าปทุมุตระ ทรงทราบความดำริของเราแล้ว ทรงหยุดกถานั้นไว้
แล้วตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้กั้นฉัตรอันประดับด้วยเครื่องอลังการ
ทอง เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว สัตว์ผู้นี้ไปจาก
มนุษยโลกแล้ว จักครอบครองดุสิต จักเสวยราชสมบัติ มีนางอัปสร
ทั้งหลายแวดล้อม จักเสวยเทวราชสมบัติ ๓๔ ครั้ง จักเป็นอธิบดีแห่งชน
ครอบครองแผ่นดิน ๘๐๐ ครั้ง จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๘ ครั้ง จัก
เสวยราชสมบัติในประเทศราชอันไพบูลย์ในแผ่นดิน ในแสนกัลป พระ-
ศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช
จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้จักเป็นโอรสแห่งพระญาติของพระพุทธเจ้าผู้เป็น
ธงชัย แห่งสกุลศากยะ จักเป็นพุทธอุปัฏฐาก มีนามชื่อว่าอานนท์
จักมีความเพียร ประกอบด้วยปัญญา ฉลาดในพาหุสัจจะ มีความ
ประพฤติอ่อนน้อม ไม่กระด้าง ชำนาญในบาลีทั้งปวง พระอานนท์นั้นมี
ตนส่งไปแล้วเพื่อความเพียร สงบระงับ ไม่มีอุปธิ จักกำหนดรู้อาสวะ
ทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน มีช้างกุญชรอยู่ในป่า อายุ ๖๐ ปี
ตกมันสามครั้ง เกิดในตระกูลช้างมาตังคะ มีงางอนงาม ควรเป็นราช-
พาหนะฉันใด แม้บัณฑิตทั้งหลายก็ฉันนั้น ประมาณได้หลายแสน มี
ฤทธิ์มาก ทั้งหมดนั้น ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เป็นผู้ไม่มีกิเลส
เราจักนมัสการทั้งในยามต้น ในยามกลาง และในยามสุด เรามีจิต
ผ่องใส ปลื้มใจ บำรุงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เรามีความเพียร
ประกอบด้วยปัญญา มีสติสัมปชัญญะ บรรลุโสดาปัตติผล ฉลาดใน
เสขภูมิ ในแสนกัลปแต่ละกัลปนี้ เราก่อสร้างกรรมใด เราบรรลุถึง
ภูมิแห่งกรรมนั้นแล้ว ศรัทธาตั้งมั่นมีผลมาก การมาในสำนักพระพุทธเจ้า
ผู้ประเสริฐสุดของเรา เป็นการมาดีหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้ว พระ-
พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว
ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระอานันทเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ อานันทเถราปทาน.

พรรณนาวงศ์พระกัสสปพุทธเจ้าที่ ๒๔                              ภายหลังต่อมาจากสมัยพระผู้มีพระภาคเจ้าโกนาคมนะ เมื่อพระศาสน...
12/08/2024

พรรณนาวงศ์พระกัสสปพุทธเจ้าที่ ๒๔
ภายหลังต่อมาจากสมัยพระผู้มีพระภาคเจ้าโกนาคมนะ เมื่อพระศาสนาของพระองค์อันตรธานแล้ว สัตว์ที่มีอายุสามหมื่นปีก็เสื่อมลดลงโดยลำดับจนถึงมีอายุสิบปี แล้วเจริญอีกจนมีอายุนับไม่ถ้วน แล้วก็เสื่อมลดลงอีกโดยลำดับ.
เมื่อสัตว์เกิดมามีอายุสองหมื่นปี พระศาสดาพระนามว่ากัสสปะ ผู้ปกครองมนุษย์เป็นอันมาก ก็อุบัติขึ้นในโลก.
พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายแล้วบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้วก็ถือปฏิสนธิในครรภ์ของพราหมณีชื่อว่าธนวดี ผู้มีคุณไพบูลย์ ของพราหมณ์ชื่อว่าพรหมทัตตะ กรุงพาราณสี ถ้วนกำหนดทศมาสก็คลอดออกจากครรภ์ชนนี ณ อิสิปตนะมิคทายวัน แต่ญาติทั้งหลายตั้งพระนามของพระองค์โดยโคตรว่ากัสสปกุมาร.
พระองค์ครองฆราวาสวิสัยอยู่สองพันปี มีปราสาท ๓ หลังชื่อว่าหังสวา ยสวา และสิรินันทะ ปรากฏมีนางบำเรอสี่หมื่นแปดพันนางมีนางสุนันทาพราหมณีเป็นประมุข.
เมื่อบุตรชื่อวิชิตเสนะ ของนางสุนันทาพราหมณี เกิดแล้ว พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ เกิดความสังเวชสลดใจ เมื่อระหว่างที่พระองค์ทรงดำริเท่านั้น ปราสาทก็หมุนเหมือนจักรแห่งแป้นทำภาชนะดิน ลอยขึ้นสู่ท้องนภากาศอันคนหลายร้อยแวดล้อมแล้ว ดุจดวงรัชนีกรในฤดูสารทที่เป็นกลุ่มทำความงามอย่างยิ่งอันหมู่ดาวแวดล้อมแล้ว ลอยไปประหนึ่งประดับท้องนภากาศ ประหนึ่งประกาศบุญญานุภาพ ประหนึ่งดึงดูดดวงตาดวงใจของชน ประหนึ่งทำยอดไม้ทั้งหลายให้งามยิ่ง เอาต้นโพธิพฤกษ์ชื่อนิโครธต้นไทรไว้ตรงกลางแล้วลงตั้งเหนือพื้นดิน.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์ทรงยืนที่แผ่นดิน ทรงถือเอาผ้าธงชัยแห่งพระอรหัตที่เทวดาถวาย ทรงผนวชแล้ว นางบำเรอของพระองค์ก็ลงจากปราสาท เดินทางไปครึ่งคาวุต พร้อมด้วยบริวารจึงพากันนั่งกระทำให้เป็นดุจค่ายพักของกองทัพ.
แต่นั้น คนที่มาด้วยก็พากันบวชหมด เว้นนางบำเรอ.
ได้ยินว่า พระมหาบุรุษอันชนเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียร ๗ วัน ในวันวิสาขบูรณมี เสวยข้าวมธุปายาสที่นางสุนันทาพราหมณีถวายแล้ว ทรงพักกลางวัน ณ ป่าตะเคียน เวลาเย็นทรงรับหญ้า ๘ กำที่คนเฝ้าไร่ข้าวเหนียวชื่อโสมะถวาย จึงเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อต้นนิโครธ ทรงลาดหญ้ากว้างยาว ๑๕ ศอก ประทับนั่งเหนือสันถัตนั้น บรรลุพระอภิสัมโพธิญาณ ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯลฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา ดังนี้.
ทรงยับยั้งอยู่ ๗ สัปดาห์ ทรงเห็นอุปนิสัยสมบัติของภิกษุหนึ่งโกฏิซึ่งบวชกับพระองค์ เสด็จไปทางอากาศ ลงที่อิสิปตนะมิคทายวัน กรุงพาราณสี อันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ อิสิปตนะมิคทายวันนั้น.
ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์สองหมื่นโกฏิ.
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ต่อมาจากสมัยของพระโกนาคมนพุทธเจ้า ก็มี
พระสัมพุทธเจ้า พระนามว่า กัสสปะ ผู้สูงสุดแห่งสัตว์
สองเท้า ผู้เป็นราชาแห่งธรรม ผู้ทำพระรัศมี.
เรือนแห่งสกุลมีข้าวน้ำโภชนะเป็นอันมาก พระ
องค์ก็สละเสียแล้ว ทรงให้ทานแก่ยาจกทั้งหลาย ยังใจ
ให้เต็มแล้ว ทำลายเครื่องผูกดุจโคอุสภะพังคอกฉะนั้น
ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดม.
เมื่อพระกัสสปพุทธเจ้า ผู้นำโลก ทรงประกาศ
พระธรรมจักร อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์สองหมื่น
โกฏิ.

Address

Kushinagar
Kasia

Opening Hours

Monday 6am - 5pm
Tuesday 6am - 6pm
Wednesday 6am - 6pm
Thursday 6am - 5pm
Friday 6am - 6pm
Saturday 9am - 6pm
Sunday 6am - 6pm

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when กุสินารา สถานที่ปรินิพพาน posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Shortcuts

Share