MOODY ความรู้สึกข้างใน ยิ่งเข้าใจ ยิ่งเติบโต 🍿

เคยไหม? ในวันที่ชีวิตเจอเรื่องหนักๆ เรามักถามตัวเองว่า “จะผ่านมันไปได้อย่างไร?”-------------------บางครั้งเราอาจมีคนที่ค...
27/08/2026

เคยไหม? ในวันที่ชีวิตเจอเรื่องหนักๆ เรามักถามตัวเองว่า “จะผ่านมันไปได้อย่างไร?”
-------------------
บางครั้งเราอาจมีคนที่คอยอยู่ข้างๆ มีความฝันเป็นแรงผลักดัน หรือมีหน้าที่บางอย่างที่ทำให้ต้องลุกขึ้นสู้ต่อ แต่ในบางวันสิ่งที่ทำให้เรายังเดินต่ออาจไม่ใช่ใครที่ไหน หากเป็น ‘แสงเล็กๆ’ ที่ยังอยู่ในตัวเรา
แสงที่ว่านั้นอาจเป็นความหวังที่บอกว่าเรื่องราวตรงหน้าจะผ่านไปได้ อาจเป็นความเชื่อมั่นที่ทำให้เรายังอยากลองอีกครั้ง หรือเพียงความคิดเล็กๆ ที่บอกกับตัวเองว่า “ฉันทำได้!”
สิ่งนี้อาจเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่อง ‘Resilience’ หรือ ‘การฟื้นคืน’ คือความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อประสบการณ์ที่ยากลำบากและท้าทายในชีวิต
โดย American Psychological Association (APA) ได้อธิบายว่า Resilience ไม่ได้หมายถึงเพียงผลลัพธ์ของการผ่านพ้นเรื่องยาก แต่ยังหมายถึง ‘กระบวนการ’ ของการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งความต้องการจากภายในและแรงกดดันจากภายนอกตัวเรา
ดังนั้น คนที่มี Resilience ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนที่ไม่รู้สึกเครียด ไม่หวั่นไหว หรือไม่เคยเจ็บปวด ตรงกันข้าม การมี Resilience ยังหมายถึงการยอมรับและค่อยๆ ก้าวผ่านความเจ็บปวดทางอารมณ์และความทุกข์เหล่านั้นไปด้วย
เพราะความเข้มแข็งไม่ได้เกิดจากการที่เราไม่เคยล้ม หากแต่เกิดจากการที่เราค่อยๆ กลับมายืนได้อีกครั้งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
สิ่งสำคัญคือ Resilience ไม่ใช่คุณสมบัติที่ติดตัวเรามาแบบตายตัว แต่เป็นความสามารถที่พัฒนาได้เมื่อเวลาผ่านไป เราอาจรับมือกับเรื่องหนึ่งได้ดี แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอเมื่อเจอกับอีกเรื่องหนึ่ง
นั่นไม่ได้แปลว่าเราไม่มีความเข้มแข็ง เพียงแต่ความยืดหยุ่นของเราสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ และเรายังสามารถเรียนรู้ที่จะรับมือกับมันได้ดีขึ้น
ดังนั้น ความยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับตัว และความพากเพียร ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราค่อยๆ เข้าถึง Resilience ของตัวเอง ผ่านการเปลี่ยนแปลงทั้งความคิดและพฤติกรรม
ยังมีงานวิจัยที่กล่าวถึง Resilience ชี้ว่า เมื่อคนเราเชื่อว่าความสามารถของตัวเองสามารถพัฒนาได้ หรือมีสิ่งที่เรียกว่า ‘Growth Mindset’ ก็มีแนวโน้มที่จะมี Resilience มากขึ้น สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น และมีการตอบสนองต่อความเครียดจากความยากลำบากลดลง
ดังนั้น บางทีการมีหัวใจที่แข็งแรงจึงไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำตัวเองให้แข็งแรงตลอดเวลา แต่อาจหมายถึงการรู้ว่า ในวันที่ชีวิตเปลี่ยนแปลง เราสามารถปรับตัวอย่างไร ในวันที่ผิดหวัง เราจะดูแลตัวเองอย่างไร
และในวันที่ยังมองไม่เห็นทางข้างหน้า เราจะรักษาแสงเล็กๆ ในตัวเองเอาไว้อย่างไร เพราะเราอาจไม่สามารถเลือกได้ว่าชีวิตจะพาเราไปพบกับอะไร แต่เราเลือกได้ว่าจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร และจะยังลุกขึ้นเดินต่อไปหรือไม่
เช่นเดียวกับเส้นทางตลอด 48 ปี ของ ปตท. ที่ต้องเดินทางผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง วิกฤต และความท้าทายมากมาย ก่อนจะค่อยๆ ปรับตัวให้เดินหน้าไปพร้อมกับโลกที่ไม่เคยหยุดเปลี่ยนแปลง
จากวันที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตพลังงาน ปตท. เองก็ต้องเรียนรู้และปรับตัวท่ามกลางข้อจำกัดและความเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและอยู่เคียงข้างคนไทย ให้ประเทศยังคงสามารถเดินหน้าต่อไปได้
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา สิ่งสำคัญจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า ปตท. เดินทางมาไกลแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าได้ผ่านอะไรมาบ้าง เรียนรู้อะไรจากสิ่งเหล่านั้น และยังมีพลังมากพอที่จะปรับตัวแล้วเดินต่อไปได้อย่างไร
เรื่องราวนี้จึงมีบางอย่างคล้ายกับชีวิตของคนเรา เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้น บางช่วงของชีวิตอาจสว่างไสว ขณะที่บางช่วงอาจมืดมนจนเราไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะเดินต่อไปทางไหน แต่ในวันที่มืดมนที่สุด เราอาจไม่จำเป็นต้องมองหาแสงสว่างไสวที่อยู่ห่างไกลเสมอ
เพราะบางครั้ง ‘แสง’ ที่เราต้องการ อาจเป็นเพียงแสงเล็กๆ ที่ยังอยู่ในตัวเรา
แสงของความหวัง
แสงของความเชื่อมั่น
แสงของความฝัน
หรือพลังเล็กๆ ที่บอกกับเราว่า แม้วันนี้จะยังไม่ดีขึ้น แต่เรายังสามารถค่อยๆ ผ่านมันไปทีละวันได้ และเมื่อเราอดทน เรียนรู้ ปรับตัว และไม่หยุดก้าวไปข้างหน้า แสงเล็กๆ นั้นก็อาจค่อยๆ สว่างขึ้น จากแสงที่เคยมีไว้เพียงเพื่อพาตัวเองผ่านวันยากๆ อาจกลายเป็นแสงที่ส่องไปถึงคนอื่นและพื้นที่รอบตัวเราได้ในวันหนึ่ง
นี่จึงเป็นอีกความหมายหนึ่งของการเดินทางตลอด 48 ปี ของ ปตท. ที่ไม่ได้มีเพียงเรื่องของการเติบโต แต่ยังผ่านการเปลี่ยนแปลงและความท้าทาย พร้อมกับการปรับตัวเพื่อเดินหน้าต่อไป
และในโอกาสครบรอบ 48 ปี ปตท. จึงต้องการถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ พร้อมส่งต่อกำลังใจผ่านบทเพลง ‘เจิดจรัส ชัชวาล’ ที่ชวนมองย้อนกลับไปยังการเดินทางของคนคนหนึ่งในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ความพยายาม ความฝัน ความมุ่งมั่น ไปจนถึงวันที่สามารถส่งต่อพลังและสิ่งดีๆ ให้กับผู้อื่นได้
เพราะไม่ว่าจะเป็นชีวิตของคนคนหนึ่งหรือการเดินทางขององค์กร เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่ทำให้เราเดินมาถึงวันนี้ได้ อาจไม่ใช่เพราะเราไม่เคยเจอวันที่มืดมน แต่เพราะในทุกครั้งที่เผชิญความมืด เรายังมีแสงเล็กๆ บางอย่างในตัวเองที่ช่วยให้เราค่อยๆ เดินต่อ
จนวันหนึ่ง แสงเล็กๆ ที่เคยช่วยพาเราให้ผ่านวันยากๆ มาได้ อาจส่องสว่างขึ้นจนกลายเป็น ‘เจิดจรัส ชัชวาล’ เหมือนกับผลลัพธ์แห่งการปรับตัว จากเพียงส่องสว่างให้ตัวเอง จนแสงนั้นค่อยๆ แผ่ไปยังรอบข้าง เช่นเดียวกับ ปทต.
-------------------
MOODY ชวนทุกคนร่วมชม Official Music Video เพลง ‘เจิดจรัส ชัชวาล’ เนื่องในวาระครบรอบ 48 ปี ปตท. เพื่อร่วมเดินทางไปกับเรื่องราวของการเติบโต ความพยายาม และแสงสว่างเล็กๆ ที่อยู่ในตัวเราทุกคน
#48ปีปตท #จากรากฐานที่มั่นคงสู่อนาคตที่ยั่งยืน
#ปตท

หลังจากเหนื่อยล้ากับการทำงานมาตลอดทั้งวันสำหรับคนทำงานหลายคนแทนที่จะมุ่งหน้าตรงกลับ ‘บ้าน’พวกเขาเลือกที่จะมองหา ‘พื้นที่...
25/08/2026

หลังจากเหนื่อยล้ากับการทำงานมาตลอดทั้งวัน
สำหรับคนทำงานหลายคน
แทนที่จะมุ่งหน้าตรงกลับ ‘บ้าน’
พวกเขาเลือกที่จะมองหา ‘พื้นที่พักใจ’ สักแห่งก่อนหมดวัน
-------------------
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ถ้าเราต้องการ ‘พักผ่อน’
ทำไมเราถึงไม่เลือกที่จะ ‘กลับบ้าน’ เลยล่ะ?
จริงอยู่ที่บ้านคือพื้นที่สำหรับการพักผ่อนกาย แต่บ่อยครั้งบ้านก็มาพร้อมกับความเงียบ ความโดดเดี่ยว หรือภาระหน้าที่ในครอบครัวที่รออยู่ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่พื้นที่อยู่อาศัยมักคับแคบ และเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ยังตกค้าง
สิ่งที่คนทำงานต้องการจึงหมายถึง ‘Third Place’ ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือน ‘เบาะรองรับแรงกระแทก’ หรือจุดพักระหว่างทางกลับบ้าน ที่มีบรรยากาศผ่อนคลาย เป็นกลาง และพร้อมต้อนรับ เพื่อเปิดโอกาสให้เราได้ ‘รีเซ็ต’ ตัวเอง วางความเหนื่อยล้า ความกดดัน และบทบาทหน้าที่อันหนักอึ้งลงชั่วคราว ก่อนที่จะพร้อมก้าวเท้ากลับเข้าสู่โลกส่วนตัวอย่างแท้จริง
และหนึ่งในพื้นที่ยอดนิยมของ ‘พื้นที่พักใจ’ ที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตคนเมืองมาอย่างยาวนาน ก็คือ ‘ร้านอิซากายะ’ ร้านกินดื่มประจำย่านของญี่ปุ่น
เพราะอิซากายะนั้นออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาระยะห่างทางสังคม ทั้งโต๊ะไม้ทรงเตี้ยที่จัดวางแนบชิด ระยะห่างอันน้อยนิดระหว่างเคาน์เตอร์บาร์กับที่นั่ง พร้อมด้วยบรรยากาศมีชีวิตชีวาและเสียงจอแจรอบตัว สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัยพอที่จะเปิดอกพูดคุยในเรื่องที่ไม่กล้าพูดในที่ทำงาน
และเมื่อก้าวเข้าประตูมา วัฒนธรรมบนโต๊ะอาหารจะขับเคลื่อนด้วย ‘วะ’ (Wa - 和) หรือความกลมเกลียว โดยเปิดฉากด้วยประโยคคุ้นหูอย่าง “โทริเอซุ นามะ” (ขอเริ่มด้วยเบียร์สดก่อน) เพื่อให้ทุกคนได้รับการเสิร์ฟพร้อมกันและเปล่งเสียง “คัมไป!” ในคราวเดียว การชนแก้วนี้ทำหน้าที่เสมือนบอกกับเราว่า ‘การทำงานวันนี้ได้จบลงแล้ว!’
หลังจากนั้น บรรยากาศจะค่อยๆ ก้าวเข้าสู่ภาวะ ‘บูเรโก’ (Bureiko - 無礼講) หรือช่วงเวลาพักเบรกพิเศษที่ได้รับการยกเว้นจากโครงสร้างลำดับชั้นอันเข้มงวด เมื่อกฎเกณฑ์ในออฟฟิศถูกพักไว้ชั่วคราว การพูดคุยอย่างเป็นทางการจึงเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะและเรื่องเล่าที่จริงใจ ผ่านการชนแก้วดื่มและแบ่งปันความรู้สึกร่วมกัน
ทั้งนี้ ความอบอุ่นของพื้นที่แห่งนี้ยังมองเห็นผ่านโครงสร้างของเมนูอาหาร ที่เน้นเสิร์ฟแบบ ‘จานเล็กๆ’ สำหรับแบ่งกันกิน และยังให้เราได้ทยอย เอื้อมมือหยิบ การส่งต่อ และการลิ้มรสอาหารไปด้วยกัน และเปลี่ยนมื้อค่ำให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ทุกคนร่วมกันสร้างขึ้น ซึ่งบ่อยครั้ง บทสนทนาที่ดีของคนทำงานก็เกิดขึ้นรอบๆ อาหารจานเล็กเหล่านี้นี่เอง
-------------------
เมื่อมื้อค่ำดำเนินมาถึงตอนท้าย
เมื่อจานชามและแก้วเครื่องดื่มว่างเปล่า
หน้ากากที่สวมใส่มาทั้งวันก็ปลดเปลื้องจนหมดสิ้น
ผู้คนที่นั่งล้อมวงอยู่ตรงนั้น ก็ได้กลายมาเป็นมนุษย์ที่เข้าใจกัน
และพร้อมที่จะก้าวข้ามผ่านค่ำคืนนี้
เพื่อออกไปสู้รบปรบมือกับวันใหม่ในวันพรุ่งนี้อีกครั้ง
สุดท้ายนี้ MOODY ขอขอบคุณร้าน ‘Ant'z Japanese Kitchen’
สำหรับรสชาติอาหารที่อบอุ่นใจ และเป็นพื้นที่พักใจที่คอยต้อนรับคนทำงานเสมอมา

เราสามารถอ่อนแอได้ นั่นเป็นเรื่องปกติ แต่จะดีกว่าไหม หากใช้ความรู้สึกเหล่านั้น เป็นพลังในการก้าวต่อไป 🌟
24/08/2026

เราสามารถอ่อนแอได้ นั่นเป็นเรื่องปกติ
แต่จะดีกว่าไหม หากใช้ความรู้สึกเหล่านั้น
เป็นพลังในการก้าวต่อไป 🌟


MOODY QUOTE: “ถ้ารับขยะมาในหัวเยอะๆ รีบเอาขยะไปทิ้ง อย่าเก็บไว้ จนเราเป็นขยะเอง”บางครั้งสิ่งที่ทำให้เราเหนื่อย ไม่ใช่เพร...
23/08/2026

MOODY QUOTE: “ถ้ารับขยะมาในหัวเยอะๆ รีบเอาขยะไปทิ้ง อย่าเก็บไว้ จนเราเป็นขยะเอง”
บางครั้งสิ่งที่ทำให้เราเหนื่อย ไม่ใช่เพราะชีวิตมีเรื่องแย่ๆ มากเกินไป แต่เป็นเพราะเราเผลอเก็บทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา ทั้งคำพูดของคนอื่น ความคาดหวัง ความผิดหวัง หรือเรื่องที่ไม่ได้เป็นหน้าที่ของเราเลย
ถ้ารู้ตัวว่าช่วงนี้ในหัวมี ‘ขยะ’ เยอะเกินไป ลองค่อยๆ เอามันออกไปบ้าง อะไรที่ไม่ใช่เรื่องของเรา ก็วางลง อะไรที่ควบคุมไม่ได้ ก็ปล่อยผ่าน และอะไรที่ทำให้ใจหนักโดยไม่จำเป็น ก็ไม่ต้องแบกต่อ
เพราะเราไม่จำเป็นต้องเก็บทุกอย่างที่โลกโยนมาให้ จนวันหนึ่งสิ่งเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายตัวเราเอง
ดังนั้น อย่าลืมดูแลพื้นที่ความคิดของเราให้ดีนะทุกๆ คน


MOODY QUOTE: “ไม่มีอะไรอยู่กับเราได้ตลอด ยกเว้นประสบการณ์”หนึ่งในประโยคจำของ ‘ซุง’ จากภาพยนตร์ ‘Fake โกหกทั้งเพ’ ชายหนุ่...
22/08/2026

MOODY QUOTE: “ไม่มีอะไรอยู่กับเราได้ตลอด ยกเว้นประสบการณ์”
หนึ่งในประโยคจำของ ‘ซุง’ จากภาพยนตร์ ‘Fake โกหกทั้งเพ’ ชายหนุ่มผู้พาตัวเองไปท่องโลกในหลากหลายมิติ และไม่เคยกลัวที่จะลองผิดลองถูก อีกหนึ่งบทบาทที่แทบจะสะท้อนตัวตนของ ‘เร แม๊คโดแนลด์’ ในชีวิตจริงได้อย่างหมดจด
เพราะทุกเรื่องราว ผู้คน หรือช่วงวัย ล้วนหมุนเวียนเข้ามาแล้วผ่านไป แต่สิ่งเดียวที่จะอยู่ติดตัวเราไปตลอด คือ ‘ประสบการณ์’ จากการได้ลงมือใช้ชีวิตจริงๆ
ไม่มีการเดินทางไหนที่สูญเปล่า
ทุกความล้มเหลว ทุกความสนุก และทุกรอยแผล
ล้วนหล่อหลอมให้เราเป็นเราในวันนี้
แด่ผู้คนที่ไม่เคยหยุดออกเดินทาง
และแด่ทุกประสบการณ์
ที่ทำให้ชีวิตหนึ่งชีวิตถูกใช้อย่างคุ้มค่า
MOODY ขอร่วมแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ ‘เร แม๊คโดแนลด์’
ขอบคุณสำหรับทุกการเดินทางและแรงบันดาลใจที่ทิ้งไว้ให้พวกเราตลอดไป


เคยเป็นกันไหม ที่นั่งๆ อยู่แล้วในหัวก็คิดเรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?หรือเคยเป็นไหม ที่หลงทางอยู่ในคำถามเดิมๆว่าความสัมพั...
21/08/2026

เคยเป็นกันไหม ที่นั่งๆ อยู่แล้วในหัวก็คิดเรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?
หรือเคยเป็นไหม ที่หลงทางอยู่ในคำถามเดิมๆ
ว่าความสัมพันธ์กับคนรักเก่ามันพังลงตรงไหน?
ทั้งที่เลิกรากันไปแล้วเป็นเดือน หรือบางทีก็เป็นปี
-------------------
ถ้าหากมีพฤติกรรมเหล่านี้ เราอาจกำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า ‘Rumination’ หรือ ‘การคิดหมกมุ่น’ ดร.เทรซี มาร์กส์ (Dr. Tracey Marks) จิตแพทย์จากแอตแลนตาอธิบายว่า ถึงการคิดหมกมุ่นจะไม่ใช่โรคทางจิตเวชโดยตรง แต่มันก็เป็น ‘สัญญาณ’ ของปัญหาที่ลึกและใหญ่กว่าที่เรามองเห็น
เพราะถึงแม้การคิดมากและการกังวล จะเป็นเรื่อง ‘ปกติ’ ของการเป็นมนุษย์ แต่ถ้าหากเราคิดมากเกินไป มันก็จะค่อยๆ ครอบงำ เริ่มสร้างปัญหา และไม่ยอมปล่อยให้ใจของเราได้พัก
สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่า แล้วเส้นแบ่งระหว่าง ‘ปกติ’ กับ ‘เริ่มมีปัญหา’ อยู่ตรงไหน? MOODY แนะนำว่าให้ลองสังเกตจากสัญญาณเหล่านี้
ข้อแรกคือ เราอาจรู้ตัวว่าไม่อยากคิดเรื่องนี้แล้ว แต่ความคิดก็ยังไม่ยอมหยุด ส่วนข้อสองก็คือเรายังติดอยู่กับปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ ทั้งที่ลึกๆ ก็รู้ว่าผลลัพธ์จะไม่มีวันเปลี่ยน
ทั้งนี้งานวิจัยยังพบอีกว่า คนที่รักความสมบูรณ์แบบ คนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง
หรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพกาย มักตกอยู่ในวังวนนี้ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป รวมไปถึงผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า ซึ่งการคิดหมกมุ่นจะยิ่งทำให้ความเศร้ากัดกินใจให้นานและลึกกว่าเดิม
หากตอนนี้ เราสำรวจตัวเองแล้วค้นพบว่ากำลังจะก้าวข้ามเส้นปกติไป และเริ่มที่จะมีปัญหาจากความคิด MOODY อยากชวนให้คุณลองดูแลใจตัวเอง ด้วยวิธีเหล่านี้
1 - เมื่อความคิดเริ่มวน ให้ลุกขึ้นทำอะไรทันที มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าการเบี่ยงเบนความสนใจ ช่วยบรรเทาอารมณ์ลบได้ดีกว่าการฝืนอยู่กับลมหายใจในช่วงที่ใจวุ่นวายเสียอีก
2 - ลองจัดการสิ่งกระตุ้น เพราะบางครั้งการออกมาจากสิ่งแวดล้อมที่พร้อมจะดึงเราเข้าสู่วงจรเดิมๆ ก็ช่วยให้ความคิดสะดุดและชะงักลงได้
3 - ในเมื่อยิ่งห้าม เหมือนยิ่งยุ ลองเปลี่ยนจากการกดทับความคิด เป็นการ ‘อนุญาต’ อย่างมีขอบเขต เช่น ลองปล่อยให้ตัวเองคิดสัก 10 ที และเขียนควบคู่กัน เพื่อให้เห็นความคิดของตัวเองชัดๆ
4 - ทุกครั้งที่ใจกำลังพาไปหาอดีตหรืออนาคต ให้หยุดแล้วมองรอบตัว ฟังเสียงและรับรู้ลมหายใจ เพราะปัจจุบันคือที่เดียวที่ความคิดไม่สามารถทำร้ายเราได้
แต่ถ้าหากการพยายามเบี่ยงเบนหรือฝึกสติ อาจยิ่งทำให้เหนื่อย และทำให้ความคิดสะท้อนกลับมาแรงกว่าเดิม ก็ยังมีทางออกที่ยั่งยืนกว่า ที่เรียกว่า ‘Stop Engaging’ หรือ ‘การหยุดมีส่วนร่วมกับความคิด’ โดยการเลิกไล่หาคำตอบให้กับปัญหาที่ไม่มีทางแก้ ลองปล่อยให้ความคิดผ่านเข้ามาและจากไป ตามธรรมชาติของมันเอง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การจดจ่อกับความคิด ก็อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป ในบางช่วงของชีวิตการคิดซ้ำๆ อาจเป็นแรงผลักให้เรากล้าหันกลับมาเผชิญหน้ากับปัญหา คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราคิดมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าความคิดนั้นทำให้เรารู้สึกอย่างไร
-------------------
เมื่อไหร่ที่ความคิดพาความทุกข์
หรือความหนักอึ้งมาทับถมใจ
อาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาแล้ว
ที่เราต้องเรียนรู้ที่จะ ‘วาง’ มันลง
เพื่อคืนพื้นที่ว่างและความสงบ
ให้กับใจของเราเอง

เพราะบางคนอาจคุ้มค่าพอให้เราแหกกฎของตัวเอง
20/08/2026

เพราะบางคนอาจคุ้มค่าพอ
ให้เราแหกกฎของตัวเอง


หลายๆ ครั้ง เมื่อบรรยากาศในบ้านเริ่ม ‘ไม่ดี’เรามักจะพุ่งเป้าไปที่ ‘ตัวบุคคล’เราตำหนิว่าเขาขี้เกียจล้างจานหรือต่อว่าเรื่อ...
19/08/2026

หลายๆ ครั้ง เมื่อบรรยากาศในบ้านเริ่ม ‘ไม่ดี’
เรามักจะพุ่งเป้าไปที่ ‘ตัวบุคคล’
เราตำหนิว่าเขาขี้เกียจล้างจาน
หรือต่อว่าเรื่องที่เธอลืมในสิ่งที่รับปาก
จนนำไปสู่ ‘ความขัดแย้ง’ เพราะเราต่างพยายามปกป้องตัวเอง
และตอบโต้กลับไปด้วยอารมณ์ที่รุนแรงกว่าเดิม
-------------------
MOODY อยากให้เราลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังโกรธกันอยู่นั้น มันคือความผิดของ ‘คน’ จริงๆ หรือมันเป็นเพราะ ‘สถานการณ์’ ที่เรากำลังเผชิญอยู่กันแน่?
อย่าลืมว่าชีวิตและอารมณ์ของเราซับซ้อนกว่าที่คิด เราต้องแบกรับทั้งความเครียดจากการทำงาน การจราจรที่ติดขัด หรือแม้แต่ข่าวสารที่รุนแรงบนหน้าจอ และเมื่อเรากลับมาถึงบ้าน เราก็พร้อมที่จะระเบิดอารมณ์ใส่คนที่อยู่ใกล้ที่สุด ก็คือ ‘คนรัก’ ของเรา
ผลที่ตามมาคือเราอาจเผลอใช้คำพูดที่บั่นทอนกัน และทำให้ต่างคนต่างกลายเป็นสนามอารมณ์ และมันจะกลายเป็น ‘รูปแบบความสัมพันธ์’ ที่เราต้องคอยระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา
ถ้าใครกำลังอยู่ในรูปแบบความสัมพันธ์แบบบนี้ MOODY ขอแนะนำให้เราย้ายจุดสนใจไปจาก ‘เขาหรือเธอ’ ไปที่ ‘สถานการณ์’ แทน
ตามหลักการแล้ว การเปลี่ยนมุมมองเพียงนิดเดียวจะช่วยให้เราเห็นว่า จานที่ไม่ได้ล้าง อาจไม่ได้เกิดจากความใส่ใจหายไป แต่มันคือผลลัพธ์จากวันที่เหนื่อยล้า และเมื่อเรามองเห็น ‘สถานการณ์’ แทน ‘ตัวคน’ ความโกรธอาจจะถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจแทน
นอกจากนี้ยังมีวิธีการสื่อสารที่เรียกว่า ‘I Language’ หรือการพูดโดยขึ้นต้นด้วย ‘ฉัน’ ที่จะเป็นสิ่่งที่ช่วยให้เรากล้าเปิดเผยความรู้สึกข้างใน แทนการชี้นิ้วสั่ง
MOODY ขอชวนมาดูรูปแบบการปรับมุมมองที่เราสามารถเริ่มทำได้ทันที
1 - มองหา ‘สถานการณ์’ เมื่อเห็นสิ่งที่ผิดหูผิดตา ลองหยุดถามตัวเองสักนิดว่าวันนี้เขาเจออะไรมาบ้าง? รถติดไหม? งานยุ่งหรือเปล่า? การหาเหตุผลจากสถานการณ์ต่างๆ จะช่วยลดการตัดสิน และทำให้เรามองเห็นคนรัก ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังพยายามอย่างเต็มที่แล้วในข้อจำกัดของเขา
2 - สื่อสารผ่านความรู้สึกของ ‘ฉัน’ แทนที่จะบอกว่า “เธอทำบ้านรก” ลองเปลี่ยนเป็น “ฉันรู้สึกเหนื่อยจัง เวลาที่เห็นบ้านไม่เรียบร้อย” การขยับประโยคเพียงเล็กน้อยนี้จะช่วยลดแรงปะทะ และทำให้คนรักรับฟังได้โดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกโจมตี
3 - ลองทำความเข้าใจว่าความเหนื่อยล้าที่เจอ อาจมาจากปัจจัยทางสังคมที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา การรับรู้ว่ามันคือ ‘ความผิดของสถานการณ์’ จะช่วยสร้างความถ่อมตัวและลดแรงกดดันที่เรามีต่อกัน
สุดท้ายแล้ว MOODY อยากให้เรารับรู้ไว้ว่า ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนนั้นคือการเรียนรู้ที่จะโอบกอดความผิดพลาดของกันและกัน และมองเห็นว่าในทุกๆ ความขัดแย้ง มักมีสถานการณ์บางอย่างซ่อนอยู่เสมอ
-------------------
ลองเปลี่ยนจากการตำหนิฉันหรือเธอ
มาเป็นการจับมือกันเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่างๆ
จะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศในบ้าน
ให้กลับมาอบอุ่นและมั่นคงได้มากกว่าเดิม


ขอแค่ทำให้เต็มที่ ก็เพียงพอแล้ว
19/08/2026

ขอแค่ทำให้เต็มที่ ก็เพียงพอแล้ว


เวลาเดินสะดุดล้มหน้าคะมำ เชื่อว่าปฏิกิริยาแรกของทุกคนคือ ‘รู้สึกอาย’บางคนอาจรีบมองซ้ายขวาว่ามีใครเห็นบ้างหรือเปล่า...ใช่...
18/08/2026

เวลาเดินสะดุดล้มหน้าคะมำ
เชื่อว่าปฏิกิริยาแรกของทุกคนคือ ‘รู้สึกอาย’
บางคนอาจรีบมองซ้ายขวาว่ามีใครเห็นบ้างหรือเปล่า...ใช่ไหม?
-------------------
ทั้งๆ ที่สิ่งที่เราควรทำเป็นอันดับแรกหลังจากนั้นคือ การอยู่กับตัวเอง ดูว่าเจ็บตรงไหนแท้ๆ แต่ความรู้สึกเขินอายกลับเข้ามาแซงลำดับนั้นเฉยเลย
MOODY ว่านี่ถือเป็นเรื่องแปลกเหมือนกันที่ว่าคนเราทำอะไรบางอย่างพลาดไป เรามักจะสนใจสายตาคนอื่นก่อนความรู้สึกตัวเอง ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรน่าอายเลย อีกทั้งความผิดพลาดนั้นก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนอีกด้วย
แต่ทำไมปฏิกิริยาเราถึงเป็นแบบนั้นล่ะ?
แนวคิดที่เราคุ้ยเคยกันดีอย่าง ‘Spotlight Effect’ ได้อธิบายว่า คนเรามักประเมินสูงเกินจริงว่าคนอื่นกำลังสังเกต สนใจ หรือจดจำสิ่งที่เราทำมากแค่ไหน เหมือนกับว่าเมื่อเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นกับเรา ก็มีไฟสปอตไลต์ส่องมาที่ตัวเอง และทำให้เรารู้สึกว่าความผิดพลาดนั้นชัดเจนมากในสายตาของทุกคน เราจึงอาจคิดว่า
‘เมื่อกี้ทุกคนเห็นแน่เลย’
‘เขาต้องคิดว่าเราซุ่มซ่ามมากแน่ๆ’
‘เขาจะเอาเรื่องนี้ไปพูดต่อไหมนะ’
ทั้งที่จริงๆ แล้วคนที่เห็นเราอาจกำลังสนใจเรื่องของตัวเองอยู่ หรือแค่หันมามองโดยสัญชาตญาณว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นเขาก็ลืมมันไปด้วยซ้ำ เพราะแต่ละคนต่างก็มีเรื่องของตัวเองให้คิด และต่างก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกมองอยู่เหมือนกัน
และความรู้สึกอายหรือเขินแบบนี้เอง ยังเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า ‘Self-Conscious Emotions’ หรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเราหันกลับมามองและประเมินตัวเองผ่านสายตาของคนอื่น ซึ่งไม่ได้มีแค่ความอายหรือความเขินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรู้สึกผิด ความละอาย ความภาคภูมิใจ หรือแม้แต่ความอิจฉาก็ด้วย
แต่จริงๆ แล้วอารมณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องแย่เสมอไปนะ เพราะมันช่วยให้เราเรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกับคนอื่น เช่น เมื่อเราพูดอะไรที่ทำร้ายความรู้สึกใครแล้วรู้สึกผิด ความรู้สึกนั้นอาจทำให้เราอยากขอโทษ หรือถ้าเราทำอะไรไม่เหมาะสมแล้วรู้สึกอาย มันก็อาจช่วยให้เราจำได้ว่าครั้งหน้าควรทำอย่างไรให้ดีขึ้น ในกรณีนี้อาจกล่าวได้ว่า Self-Conscious Emotions ทำให้เรามีจิตสำนึกในการอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมด้วยก็ได้
ส่วนกรณีที่เราล้มเอง ลุกเอง อายเอง ไม่ทำร้ายใคร MOODY คิดว่าปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่การ ‘รู้สึกอาย’ แต่อยู่ที่เราปล่อยให้ความอายพาเราไปไกลเกินกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง จาก ‘ฉันล้ม’ กลายเป็น ‘ทุกคนเห็นว่าฉันล้ม’ จาก ‘ฉันทำพลาด’ กลายเป็น ‘ทุกคนคงคิดว่าฉันไม่เก่ง’ ทั้งที่จริงๆ แล้วสองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเลย
หรือบางครั้งเราไม่ได้แค่รู้สึกว่า ‘ตัวเองทำพลาด’ แต่กลับเอาความพลาดครั้งนั้นมาตัดสินตัวเองไปด้วยว่า ‘เราเป็นคนซุ่มซ่าม’ ‘เราไม่เก่ง’ หรือ ‘ทำไมเรื่องแค่นี้ทำไม่ได้’ ทั้งที่มันอาจเป็นแค่เหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในวันธรรมดาๆ วันหนึ่งเท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้น ถ้าครั้งไหนทำอะไรพลาดไปให้ลองถามตัวเองง่ายๆ ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ทำร้ายใครหรือเปล่า?” ถ้าไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ก็อาจไม่จำเป็นต้องรีบลงโทษตัวเองด้วยความอายขนาดนั้น จะเขินบ้างมันก็ไม่แปลก หรือขำกับตัวเองก็ได้ และการยอมรับตรงๆ ว่า “เราพลาดจริงไปจริงๆ ด้วยนะ” นั่นถือว่าเป็นเรื่องปกติมากๆ
ที่สำคัญคือ ลองดูว่าความพลาดครั้งนั้นกำลังบอกอะไรเราอยู่บ้าง เช่น บางทีความผิดพลาดก็เป็นข้อมูลอย่างหนึ่งเหมือนกัน ลื่นเพราะพื้นเปียก ครั้งหน้าก็อาจเดินให้ช้าลง หรือทำของตกเพราะถือเยอะเกินไป ครั้งหน้าก็อาจแบ่งถือทีละอย่าง หรือพูดอะไรโดยไม่ทันคิดแล้วรู้สึกว่าไม่ควรพูด ครั้งหน้าก็อาจหยุดคิดอีกนิดก่อนจะพูดออกไป
บางทีความผิดพลาดไม่ได้กำลังบอกว่า ‘เราไม่เก่ง’ แต่อาจกำลังบอกว่า ‘ครั้งนี้ก็ได้เรียนรู้ชีวิตเพิ่มขึ้นอีกแล้วนะ’
ดังนั้น ครั้งต่อไปถ้าเผลอล้มต่อหน้าคนอื่นแล้วรู้สึกเขินขึ้นมา ก็ปล่อยให้ตัวเองเขินไปก่อนก็ได้ เพราะมันเป็นความรู้สึกธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่อย่าลืมหันกลับมาดูตัวเองด้วย ว่าเจ็บตรงไหนไหม มีอะไรเสียหายหรือเปล่า และที่สำคัญเราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง
เพราะฉะนั้น MOODY อยากให้ทุกคนระลึกไว้เสมอว่า ถ้าครั้งไหนพลาดแล้วไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ก็ไม่ต้องรีบเอาเรื่องนั้นกลับมาซ้ำเติมตัวเอง
-------------------
ถ้าจะพลาดก็พลาดไปบ้าง ไม่เป็นไรเลย ก็แค่จำไว้ว่าครั้งหน้าต้องระวังมากขึ้นอีกนิดก็เท่านั้นเอง


ที่อยู่

6, 1 Ari5 Fang Nuea Alley, Phaya Thai
Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66968964594

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MOODYผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง MOODY:

ทางลัด

แชร์