MBA Modern Entrepreneurs

MBA Modern Entrepreneurs MBA for Modern Entrepreneurs : Ramkhamhaeng University ปริญญาโท ผู้ประ?

MBA for Modern Entrepreneurs ผู้ประกอบการยุคใหม่ ผู้ประกอบการ ยุคดิจิตอล คณะบริหารธุรกิจ โครงการบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต ปริญญาโท มหาวิทยาลัยรามคำแหง เรียนวันเดียว วันเสาร์หรือวันอาทิตย์ ดูงานต่างประเทศ โทร. 091-8161343 www.me.ru.ac.th

06/04/2022

กลยุทธ์ใหม่ของแบรนด์ยีนส์เก่าแก่อย่าง “ลีวาย” (Levi’s) คือการหารายได้จากตลาดโลกให้มากขึ้น และการจะทำเช่นนั้....

24/03/2022

ตั้งใจทำธุรกิจแทบตาย แต่กลับ "เจ๊ง" แบบไม่รู้ตัว มันเพราะอะไรกัน!? นอกจากเหตุผลทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้แล้ว ก็ยังมีปัจจัยที่มักทำให้ธุรกิจรายเล็กหรือ SME มักเจ๊งแบบไม่รู้ตัวอีกด้วย ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่าร้านค้าเล็กๆ จากผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SME ตามตลาดนัดหรือศูนย์การค้าที่เราอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตา แต่เมื่อเวลาผ่านไปร้านค้าเหล่านั้นกลับไม่อยู่ที่เดิมแล้ว จนเกิดคำถามที่ว่าร้านค้าที่ดูขายดี มีคนเข้าตลอดนั้น ย้ายร้านไปที่ไหน หรือความจริงคือธุรกิจของเขาไม่สามารถไปต่อได้แล้วกันแน่
เชื่อว่าทุกคนเมื่อตัดสินใจที่จะทำธุรกิจแล้วก็คงไม่มีใครอยากขาดทุนเป็นอย่างแน่นอน ใครๆ ก็อยากให้ธุรกิจที่เราลงทุนนั้นอยู่ต่อไปได้อีก 10 – 20 ปีหรือนานกว่านั้น แต่โดยส่วนมากธุรกิจรายเล็กมักจะอยู่ได้นานไม่เกิน 2 – 3 ปี น่าเศร้าที่บางร้านอยู่ได้เพียง 3 – 4 เดือนเท่านั้น ดังนั้นวันนี้เลยได้นำเอา 6 เหตุผล ที่ทำให้ SME มัก“เจ๊ง”แบบไม่รู้ตัว มาฝากเพื่อให้ทุกท่านได้ลองเช็คดูว่าตัวเองกำลังทำข้อไหนต่อไปนี้อยู่บ้างไหม และจะได้รีบแก้ไขได้ทันก่อนจะสายไป
💢1. มักวางแผนแค่เป้าหมายระยะสั้น มากกว่าเป้าหมายในระยะยาว
หลายคนคิดว่าเราเป็นธุรกิจขนาดเล็ก มีทุนไม่มากจึงเน้นไปที่ขอแค่ให้ขายได้ในวันนี้ก็เพียงพอแล้ว อนาคตค่อยว่ากัน แต่เปล่าเลยเราควรคิดถึงการวางแผนระยะยาว ว่าถ้าหากสินค้าเราดี ลูกค้าชอบ เกิดการรีวิวและบอกต่อ นำไปสู่การเชิญชวนคนรู้จักมาซื้อและกลับมาซื้อซ้ำ นั่นก็จะทำให้ธุรกิจของเราสามารถอยู่ต่อไปได้ระยะยาว การที่จะสามารถซื้อใจลูกค้าได้นั้นต้องใช้เวลา แต่สิ่งสำคัญที่เจ้าของธุรกิจหลายท่านมักมองข้ามนั่นก็คือการสร้างแบรนด์ หากชื่อร้านไม่มีลูกค้าอื่นจะตามมาก็ยาก จะรีวิวก็ระบุชื่อไม่ถูก ถึงแม้การบริหารลูกค้าแบบขาจรจะสามารถทำรายได้เป็นหลักล้านต่อปี แต่ก็ไม่สามารถทำให้ธุรกิจอยู่ต่อไปได้ในระยะยาวอย่างแน่นอน
💢2. ไม่แยกกระเป๋าเงินธุรกิจ กับกระเป๋าเงินส่วนตัวออกจากกัน
หากคุณกำลังเป็นอีกคนที่กำลังทำเช่นนี้ ขอแนะนำให้หยุดทันที คนส่วนใหญ่มักพลาดเรื่องของการบริหารเงินตรงนี้ เมื่อขายสินค้าได้มาก็นำเข้ากระเป๋าส่วนตัวกันหมด แบ่งไว้เพียงแค่เงินหมุนในการซื้อวัตถุดิบ เงินทอน และจิปาถะเล็กน้อย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือเงินของเราจะหมดแบบไม่รู้ตัว เพราะค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ได้จบแค่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่า แต่จะมีค่าใช้จ่ายที่คิดไม่ถึงตามมาอีกเช่น ภาษี ค่าซ่อมบำรุง ซื้ออุปกรณ์เพิ่ม หากไม่มีการแยกไว้ชัดเจนก็ต้องทำการควักเนื้อตัวเองออกมาจ่ายแทนสุดท้ายธุรกิจก็ไปไม่รอด ดังนั้นควรแยกรายได้จากธุรกิจและเงินส่วนตัวออกจากกัน กำไรที่ได้มาก็เอามาเก็บในส่วนของกำไรธุรกิจ แบ่งรายได้ส่วนตัวเป็นเงินเดือน เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เห็นภาพรวมกำไรของธุรกิจได้มากขึ้นกว่าเดิม
💢3. ทำตามธุรกิจรายใหญ่ แต่ลืมว่าตัวเราเล็กนิดเดียว
เราสามารถมองรุ่นพี่ธุรกิจรายใหญ่ๆ เป็นแบบอย่างได้ แต่ไม่จำเป็นต้องทำตามเขาเสียทุกอย่าง ต้องอย่าลืมว่าขนาดของธุรกิจและขีดจำกัดความสามารถของเรานั้นไม่เท่ากันกับเขา เช่น ทำไมธุรกิจรายใหญ่สามารถขายสินค้าราคาต่ำได้ ทำไมเราทำไม่ได้ นั่นเพราะกำลังในการซื้อวัตถุดิบของเขานั้นมากกว่าทำให้ต้นทุนต่ำจึงขายในราคาที่ถูกกว่าได้ ดังนั้นเราที่เป็นธุรกิจรายเล็กก็ควรมีวิธีการบริหารจัดการในแบบของเราเอง เอารายใหญ่มาเป็นต้นแบบของแนวคิดหรือแรงบันดาลใจ นำมาปรับให้เข้ากับธุรกิจของเรา หาจุดขายที่แตกต่าง ค่อยๆ ก้าวและเติบโตอย่างมั่นคง
💢4. ส่วนที่ควรเพิ่มไม่เพิ่ม ส่วนที่ควรลดไม่ลด
แน่นอนว่าเราเริ่มธุรกิจก็คงต้องหวังกำไรอย่างแน่นอน และนั่นแสดงว่าเราก็จะมีการวางแผนว่า กำไรต่อชิ้นเท่าไหร่ ต้นทุนต้องใช้เท่าไหร่ ในแต่ละเดือนควรขายได้เท่าไหร่ จากนั้นก็ต้องตั้งกลุ่มเป้าหมาย แต่พอสำรวจตลาดแล้วกลับไม่สามารถขายในราคาที่สู้กับเจ้าอื่นๆ ได้ จึงทำการเลือกลดต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นการลดคุณภาพ ปริมาณ เปลี่ยน supplier ซึ่งแน่นอนว่าคุณภาพของสินค้าก็ต้องเปลี่ยนไป และอย่าคิดเชียวว่าลูกค้าจะไม่รู้ นั่นเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมลูกค้าขาประจำก็ลดลง อาจลามไปถึงการบอกปากต่อปากทำให้ลูกค้าหน้าใหม่ก็ไม่เข้ามาอุดหนุนเช่นกัน ส่งผลให้ธุรกิจอาจเจ๊งในเวลาต่อมา
💢5. ตั้งราคาไม่เหมาะสมกับคุณภาพของสินค้า
ธุรกิจรายเล็กมักประสบปัญหากับการตั้งราคาที่ถูก กำไรที่ได้จึงน้อย แต่ถ้าจะให้ตั้งราคาสูง ก็ไม่มีคนซื้อ แล้วอะไรคือการตั้งราคาที่เหมาะสม? คีย์เวิร์ดสำคัญคือ “ความสมดุล” ราคาและคุณภาพต้องสมดุลกัน คือได้สินค้าที่คุณภาพดีในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดนิดหน่อย อันนี้ลูกค้ารับได้ หรือหากลดคุณภาพของสินค้าลงมานิดหน่อยโดยขายในราคาที่ถูก อันนี้ก็รับได้เช่นกัน แต่ขณะเดียวกันสมดุลในด้านของลูกค้าแล้ว ก็ควรสมดุลกับกำไรที่ผู้ขายจะได้เช่นกัน ไม่ใช่ว่าขายถูกจนเหมือนให้เปล่า ไม่ได้กำไรอะไรแถมยังเหนื่อยอีกด้วย แต่ในวันที่ธุรกิจเรามั่นคง เป็นที่รู้จักในตลาดแล้ว เกิดอยากจะขยับคุณภาพสินค้าให้ดีขึ้นโดยที่ราคายังเท่าเดิม(เพราะเราซื้อวัตถุดิบได้ในราคาที่ถูกลง) อันนี้ก็จะเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมกับธุรกิจคุณอย่างมากเลยแหละ
💢6. มองข้ามการทำการตลาดออนไลน์
อีกสิ่งที่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กมักมองข้ามคือการทำการตลาดออนไลน์ เพราะคิดว่า ในเมื่อสินค้าของเราดีจริง แล้วยังไงเราก็มีหน้าร้านอยู่แล้วด้วย เดี๋ยวลูกค้าที่เดินผ่านไปมาหรือชื่นชอบในสินค้าก็เข้ามาเอง ลูกค้าออนไลน์ไม่ใช่เป้าหมายหลักของเรา แต่รู้หรือไม่? ว่านั้นถือเป็นการตัดหนทางในการสร้างโอกาสทางธุรกิจของเราลงทันที เพราะในยุคนี้ที่ทุกคนใช้เวลาบนโลกออนไลน์พอๆ กับโลกชีวิตจริง ดังนั้นการตลาดต้องพึ่งออนไลน์เกือบๆ 100% เพราะการตลาดออนไลน์สามารถทำให้คนที่ไม่เคยจะคิดผ่านร้านเรา ดั้นด้นมาเพื่อซื้อของร้านเราเพียงเพราะเห็นรีวิวผ่านโซเซียลมีเดีย ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามในเรื่องอิทธิพลของสื่อออนไลน์ที่จะสามารถช่วยต่อยอดธุรกิจของเราให้อยู่รอดต่อไปได้
และนี้ก็เป็น 6 เหตุผลที่ทำให้ SME มัก“เจ๊ง”แบบไม่รู้ตัว โดยที่เจ้าของธุรกิจรายเล็กหรือ SME ควรต้องระวังเอาไว้ เพราะหลายครั้งที่มักมองข้ามหรือไม่ได้ใส่ใจจนกว่าจะรู้ตัวก็อาจจะสายเกินไป หากใครที่กำลังทำข้อใดข้อหนึ่งในนี้อยู่ขอให้รีบปรับแก้ไขโดยด่วน เพราะคงไม่มีใครที่อยากทำธุรกิจมาเพื่อ “เจ๊ง” ใช่หรือไม่ ดังนั้นจึงควรเตรียมความพร้อมในการทำธุรกิจ รู้จักการบริหารจัดการเวลา การเงิน การงานให้ดี ต่อยอดพัฒนาสินค้าและบริการอยู่อย่างต่อเนื่อง ให้มีคุณภาพที่ดี ในราคาที่เหมาะสม ตอบโจทย์กับกลุ่มลูกค้า และถึงแม้เราจะเป็นธุรกิจที่มีขนาดเล็ก แต่ก็จะสามารถเป็นธุรกิจที่อยู่ได้อย่างยั่งยืนแน่นอน
ที่มา : วารสารกรมพัฒนาธุรกิจการค้า : DBD Solution Q&A
#อายุน้อยร้อยล้าน
#อายุน้อยร้อยล้านNEWS
#ธุรกิจขนาดเล็ก #การทำธุรกิจ
#ธุรกิจเจ๊ง #ไอเดียธุรกิจ

14/03/2022
20/01/2022
05/12/2021
จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ
11/11/2021

จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ

30/10/2021

ทำไม ยาคูลท์ ถึงประสบความสำเร็จ ทั้งที่ไม่ค่อยโฆษณา - MarketThink

“อยากรู้เรื่องยาคูลท์.. ถามสาวยาคูลท์สิคะ"
นี่คงเป็นประโยคคุ้นเคย และสโลแกนที่ติดหูของยาคูลท์
ที่หลาย ๆ คนน่าจะได้ยินจากรุ่นสู่รุ่น มายาวนานจนถึงวันนี้

ถ้าลองนึกดูดี ๆ ทั้ง ๆ ที่ยาคูลท์นั้นมียอดขายหลักพันล้านบาท
แต่เราแทบไม่ค่อยเห็นยาคูลท์ออกสื่อโฆษณามากมาย เหมือนกับที่แบรนด์สินค้าอื่น ๆ เขาทำกัน

แล้ว ยาคูลท์ ทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ โดยที่แทบไม่ต้องทำการโฆษณา ?

จุดเริ่มต้นของนมเปรี้ยว ยาคูลท์ ถูกผลิตขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1930
โดย ดร.มิโนรุ ชิโรต้า นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ผู้ที่ได้ค้นพบจุลินทรีย์กรดนมในลำไส้

จุลินทรีย์ ที่ว่านี้มีคุณสมบัติพิเศษ คือสามารถทนต่อกรดและด่างในร่างกายมนุษย์ และยังสามารถมีชีวิตอยู่รอดในลำไส้ได้ นั่นก็คือ “แลคโตบาซิลลัส คาเซอิ”

แล้วด้วยความเชื่อของเขาที่ว่า “เคล็ดลับของการมีอายุยืนยาวของคนเรา อยู่ที่การมีสุขภาพลำไส้ที่ดี”
การค้นพบจุลินทรีย์กรดนมชนิดนี้ จึงทำให้เขานำมันมาต่อยอดด้วยการผลิตนมเปรี้ยว “ยาคูลท์” และต่อมาได้ทำการตั้งบริษัท Yakult Honsha เพื่อทำการผลิตและขายยาคูลท์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1935

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1963 ยาคูลท์เริ่มนำกลยุทธ์การส่งสินค้าไปให้ผู้บริโภค โดยอาศัย “ผู้หญิง” เป็นคนขี่จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์

แนวความคิดที่ต้องการให้ผู้หญิงมาเป็นคนส่งสินค้า เกิดขึ้นเนื่องจาก บริษัทต้องการให้ผู้หญิงญี่ปุ่นที่อยู่ในวัยทำงาน มีงานทำในขณะนั้น และนั่นนับเป็นจุดเริ่มต้นของ “สาวยาคูลท์” ที่เป็นที่รู้จักกันมาจนถึงทุกวันนี้

โดยกลยุทธ์ที่ยาคูลท์ใช้ในการจ้างสาวยาคูลท์
คือการให้ความสำคัญกับการจ้างคนท้องถิ่น
เพราะคนในท้องถิ่นไม่เพียงแต่เข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังสื่อสารกับคนในพื้นที่นั้น ๆ ได้ดี ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการมาเป็นลูกค้าของยาคูลท์มากขึ้นไปด้วย

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า สาวยาคูลท์ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ยาคูลท์นั้นเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน ยาคูลท์ มีขายไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ยาคูลท์ เริ่มเข้ามาตีตลาดไม่ต่ำกว่า 50 ปีมาแล้ว โดย คุณประพันธ์ เหตระกูล เป็นผู้นำยาคูลท์เข้ามาในไทย

ในเวลานั้น คุณประพันธ์ เป็นนักศึกษาไทยที่ได้เดินทางไปเรียนที่ญี่ปุ่น
ช่วงหนึ่ง คุณประพันธ์ มีอาการท้องเสียจากการทานอาหาร จนมีคนแนะนำให้ดื่มยาคูลท์ หลังจากนั้นอาการท้องเสียค่อย ๆ ดีขึ้น

หลังจากที่คุณประพันธ์เรียบจบและเดินทางกลับมายังประเทศไทย จึงมีความคิดที่จะนำยาคูลท์เข้ามาขาย เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพลำไส้ที่ดี จึงได้ชักชวนพาร์ตเนอร์ชาวญี่ปุ่น มาก่อตั้งบริษัท ยาคูลท์ (ประเทศไทย) ขึ้นในปี ค.ศ. 1970

และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ยาคูลท์ ไม่เพียงแต่เป็นที่รู้จักในคนไทยจำนวนมาก ตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่ แต่ยังเติบโตจนกลายเป็นบริษัทที่มียอดขายหลักพันล้านบาท

รายได้และกำไรของ บริษัท ยาคูลท์ (ประเทศไทย) จำกัด ทำธุรกิจผลิตยาคูลท์
ปี 2019 รายได้ 2,354 ล้านบาท กำไร 308 ล้านบาท
ปี 2020 รายได้ 2,319 ล้านบาท กำไร 303 ล้านบาท

รายได้และกำไรของ บริษัท ยาคูลท์เซลส์ (กรุงเทพฯ) จำกัด ทำธุรกิจขายส่งสินค้าให้สาวยาคูลท์
ปี 2019 รายได้ 5,000 ล้านบาท กำไร 959 ล้านบาท
ปี 2020 รายได้ 4,680 ล้านบาท กำไร 921 ล้านบาท

ใครจะไปเชื่อว่า บริษัทที่มีรายได้เป็นหลักพันล้านบาท แต่คนส่วนใหญ่กลับแทบไม่ค่อยเห็นยาคูลท์ ทุ่มงบโฆษณา เพื่อให้คนรู้จักมากเท่าไรเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ ด้วยลักษณะและคุณสมบัติของตัวสินค้าที่มีประโยชน์ ทำให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคจำนวนมากอยู่แล้ว

อีกส่วนหนึ่ง อาจมาจาก “สาวยาคูลท์” ที่ไม่เพียงแค่ส่งสินค้าไปให้แก่ลูกค้าเท่านั้น แต่ยังให้ทำหน้าที่โปรโมต พร้อมทั้งมอบความรู้เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของยาคูลท์ให้แก่ลูกค้า

พูดง่าย ๆ ว่า สาวยาคูลท์ ทำหน้าที่เป็น Brand Ambassador หรือคนที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์ “ยาคูลท์” กับ “ลูกค้า” อยู่แล้ว โดยที่ไม่ต้องไปเสียเงินจ้าง Brand Ambassador ที่ไหนอีก

และที่สำคัญก็คือ การคงคุณภาพสินค้าให้ดีอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
อย่างในประเทศไทยนั้นจะเห็นว่า กว่า 50 ปีเเล้ว รสชาติและรูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์ของยาคูลท์ แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คงเพียงพอแล้ว ที่ทำให้นมเปรี้ยวขวดเล็ก ๆ อย่างยาคูลท์ กลายเป็นบริษัทที่มีรายได้ระดับพันล้านบาทได้ โดยไม่จำเป็นต้องโฆษณาอะไรมากมาย..

#ยาคูลท์
#การโฆษณา
-------------------------
อ้างอิง :
-https://en.wikipedia.org/wiki/Yakult
-https://en.wikipedia.org/wiki/Minoru_Shirota
-https://digital.hbs.edu/platform-rctom/submission/yakult-success-with-yakult-ladies/
-https://www.yakultusa.com/company/
-https://www.yakultthailand.com/company

03/10/2021

IKEA ลุยกลยุทธ์ รับซื้อสินค้าคืนจากลูกค้า บุกตลาดเฟอร์นิเจอร์มือสอง - MarketThink

เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน นับเป็นสิ่งของที่แปรคืนเป็นเงินได้ยาก
เพราะมักใช้งานจนกว่าจะเสื่อมสภาพ ซึ่งหากผุพังแล้ว จะเป็นขยะที่ไม่มีใครต้องการ
รวมถึงค่านิยมซื้อสินค้าชิ้นใหม่ หรือให้ความเชื่อถือกับแบรนด์ผู้ผลิตเป็นหลัก

ทำให้เฟอร์นิเจอร์ที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว มักขายต่อลำบาก หากบริจาคก็ยังเสียดายในมูลค่าของสินค้า
รวมถึงต้องพึ่งการต่อรองระหว่างเจ้าของสินค้าเดิม กับผู้ที่มาซื้อต่อ เป็นปัจจัยหลักในการกำหนดราคา ทำให้เฟอร์นิเจอร์มือสอง ไม่ได้รับการกำหนดมูลค่าที่ชัดเจนและเชื่อถือได้

แต่ในยุคที่ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ
โดยเฉพาะกับสินค้าที่ถูกมองว่าใช้ทรัพยากรมากและเกิดขยะสูง เช่น สินค้าไอที, เสื้อผ้า รวมถึงเฟอร์นิเจอร์
ทำให้ผู้ประกอบการต่าง ๆ เริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทในการรับซื้อคืนสินค้าเดิมของแบรนด์ตัวเอง

จึงเป็นช่องทางที่ IKEA เข้ามาเติมเต็มช่องว่างส่วนนี้ของตลาดเฟอร์นิเจอร์มือสอง
เพื่อรับซื้อเฟอร์นิเจอร์มือสองที่ใช้งานแล้ว และยังอยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้อีก คืนจากลูกค้า
โดยสำหรับลูกค้าในประเทศไทย จะได้รับเป็น Gift Card เพื่อแลกซื้อสินค้าชิ้นใหม่กับทาง IKEA ได้

ซึ่งก่อนหน้านี้ IKEA ได้เริ่มนโยบายนี้ตามสาขาต่าง ๆ ใน 26 ประเทศทั่วโลกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

สำหรับประเทศไทย ได้เริ่ม Circular Shop แรกที่สาขาบางใหญ่ ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน
โดยเฟอร์นิเจอร์ในร้านมือสอง จะมีราคาที่ถูกลงประมาณ 30-50% จากราคาที่ขายปกติ

ซึ่งจุดเด่นที่ IKEA ได้เปรียบอย่างชัดเจนในการก้าวเข้าสู่ตลาดเฟอร์นิเจอร์มือสอง ก็จะมี

- วัสดุที่ใช้ในการผลิตสามารถรีไซเคิลได้
เนื่องจากเฟอร์นิเจอร์ของ IKEA ส่วนใหญ่สามารถนำมาแปรรูปต่อ หรือผลิตขึ้นเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ได้ไม่ยาก หากสินค้าเสื่อมสภาพจากเดิมแล้ว

- มีเกณฑ์ในการประเมินสภาพสินค้าและกำหนดราคาที่ชัดเจน
ช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้ว่า เฟอร์นิเจอร์ที่นำมาขายคืน จะได้รับการตั้งราคาอย่างสมเหตุสมผล และปลอดภัยที่จะใช้งานต่อไปอีกได้

- สร้างฐานลูกค้าที่มั่นคง
การเปิดบริการรับซื้อสินค้าคืน จะสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าเก่าได้ยิ่งขึ้น ว่าหากต้องการหรือเปลี่ยนการตกแต่งบ้านใหม่ หรือเลิกใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้น ๆ ของ IKEA แล้ว ยังมีช่องทางให้คืนเฟอร์นิเจอร์ได้โดยไม่ต้องเสียดาย และได้สิทธิพิเศษสำหรับการซื้อครั้งต่อไป

รวมถึงได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ที่สนใจสินค้ามือสองจาก IKEA ในราคาที่ถูกลงอีกด้วย

ซึ่งการขยายบริการเข้าสู่ตลาดสินค้ามือสอง หรือบริการซื้อคืน แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่
แต่ก็น่าติดตามต่อไปว่า การก้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้นของ IKEA ในตลาดสินค้ามือสอง
จะเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ ให้เข้าถึงสินค้าแบรนด์ดังในราคาที่ย่อมเยา มากขึ้นแค่ไหน..


#เฟอร์นิเจอร์มือสอง
-------------------------------
อ้างอิง :
-https://www.ikea.com/us/en/this-is-ikea/sustainable-everyday/a-circular-ikea-making-the-things-we-love-last-longer-pub9750dd90
-https://www.bbc.com/news/business-56981636

21/09/2021

จากพนักงานขายปากกา PARKER สู่ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ LAMY - MarketThink

ด้วยภาพลักษณ์ของ LAMY (ลามี่) ที่ดูมีความทันสมัย บวกขี้เล่นนิด ๆ ​
แถมยังเป็นที่นิยมในหมู่ศิลปิน นักออกแบบ
อาจทำให้บางคนเข้าใจผิด หลงคิดว่า LAMY
เป็นแบรนด์เครื่องเขียนน้องใหม่ ที่เพิ่งแจ้งเกิดได้ไม่กี่ปี

ทั้งที่จริงแล้ว ถ้าไปดูโปรไฟล์ของแบรนด์​ จะพบว่า ​LAMY เป็นแบรนด์เครื่องเขียนวัยเก๋าจากเยอรมนี​
ที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยซ้ำ

แล้วอะไรทำให้ LAMY เป็นแบรนด์ที่ยังดูวัยรุ่น แถมยังเป็นขวัญใจกลุ่มศิลปิน นักออกแบบ​ ?

ก่อนจะเฉลยคำตอบ ขอเชิญทุกคนนั่งไทม์แมชชีน ย้อนเวลากลับไปเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน
เพื่อไปทำความรู้จักกับชายหนุ่มที่ชื่อว่า Josef Lamy ซึ่งเป็นผู้แจ้งเกิดแบรนด์ ​LAMY

คุณ Josef เริ่มต้นจากการทำงานเป็นผู้จัดการสาขาและผู้จัดการส่งออก ให้กับ PARKER (ปาร์คเกอร์) ประจำประเทศเยอรมนี
ซึ่ง PARKER เป็นแบรนด์ปากกาสัญชาติอเมริกัน ที่คนทั่วโลกคุ้นหูเป็นอย่างดี

ด้วยใจรักบวกกับประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่ในวงการ ทำให้คุณ Josef เกิดไอเดียว่า แทนที่จะนำเข้าปากกาจากสหรัฐอเมริกามาขายในเยอรมนี ซึ่งมีต้นทุนสูง ทำให้ต้องขายแพง
ไม่สู้ตั้งบริษัทผลิตปากกาในเยอรมนี แล้วขายให้คนในประเทศได้ใช้ดีกว่า

จากแรงบันดาลใจดังกล่าว ทำให้ในปี 1930 คุณ Josef ตัดสินใจตั้ง​บริษัท Orthos Füllfederhalter-Fabrik ที่เมืองไฮเดลเบิร์ก เพื่อผลิตปากกาหมึกซึม
​โดยปากกาหมึกซึมรุ่นแรก ๆ ที่ผลิตออกมายังไม่ได้ใช้ชื่อแบรนด์ว่า ​LAMY แต่ใช้ชื่อว่า ORTHOS และ ARTUS

ด้วยคุณภาพของปากกาหมึกซึมที่ผลิตออกมาอย่างดี บวกกับราคาที่สบายกระเป๋ากว่าปากกาหมึกซึมที่ต้องนำเข้า
ทำให้ธุรกิจของคุณ Josef ไปได้สวย สามารถเจาะตลาดได้อย่างรวดเร็ว มียอดขายปีละมากกว่า 2 แสนด้าม

จนกระทั่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ปะทุขึ้นในปี 1939 ด้วยพิษของสงคราม ทำให้หลายธุรกิจในเยอรมนีได้รับผลกระทบ ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจปากกา

แต่เพราะหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ คุณ Josef จึงอดทนรอช่วงเวลาฟ้าหลังฝน จนกระทั่งในปี 1952 คุณ Josef ก็กลับสู่วงการอีกครั้ง

การกลับมาครั้งนี้ต้องไม่ธรรมดา นอกจากจะเปลี่ยนชื่อแบรนด์ใหม่ ด้วยการนำนามสกุลของตัวเอง มาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ว่า “LAMY” ​​

ยังเปิดตัวสินค้าใหม่อย่าง “ปากกาหมึกซึม รุ่น LAMY 27” ที่มาพร้อมนวัตกรรม Tintomatik ทำให้ปากกาหมึกซึมเขียนได้ลื่นและหมึกไม่ขาด ซึ่งเป็นการแก้ Pain Point ของลูกค้าอย่างตรงจุด ทำให้ได้รับกระแสตอบรับอย่างดี

หลังจากนั้น เขายังเปิดตัวปากกาลูกลื่น ที่มีการเติมฟังก์ชันและใช้การออกแบบ ที่ฉีกกรอบปากกาลูกลื่นแบบเดิม ๆ ทำให้ LAMY ยิ่งเป็นแบรนด์เครื่องเขียนดาวรุ่งที่น่าจับตามอง

อย่างไรก็ตาม แม้คุณ Josef จะปูทางแจ้งเกิดให้แบรนด์ LAMY ไม่น้อย
แต่ถ้าถามว่า ใครคือผู้ที่จุดพลุให้ LAMY ครองใจคนทั้งโลก ก็ต้องยกให้เป็นผลงานของคลื่นลูกหลัง อย่างลูกชายนามว่า Manfred Lamy ที่เข้ามาช่วยดูเรื่องการตลาด ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวเรือใหญ่ของแบรนด์

โดยผลงานชิ้นโบแดงของ คุณ Manfred คือ LAMY 2000 ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 1966

ซึ่งจุดเด่นของ LAMY 2000 คือ ดีไซน์ที่เน้นเรื่องของประโยชน์ใช้สอย ผสานกับดีไซน์ที่มีความมินิมัลตามสไตล์เบาเฮาส์ (Bauhaus) ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนศิลปะและการออกแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมสร้างมิติใหม่ให้วงการปากกาหมึกซึม ด้วยการผสมผสานวัสดุที่ไม่น่าจะโคจรมาเจอกันได้อย่าง โลหะและโพลีคาร์บอเนตมาไว้ในปากกาด้ามเดียว

แต่ความสำเร็จครั้งนั้น ไม่ได้ทำให้ LAMY อยู่กับที่ เพราะแบรนด์ยังมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ จนกลายเป็นความสำเร็จอีกครั้ง ในปี 1980 กับผลงานที่ชื่อ LAMY Safari

ซึ่งแค่เห็นชื่อรุ่น บางคนอาจจะนึกภาพไม่ออก แต่ถ้าบอกว่า ปากกาที่มีด้ามหลากสี พร้อมกับซิกเนเชอร์คือ Pocket Clip สำหรับเหน็บกระเป๋าเสื้อ หนังสือ ไปจนถึงสมุดโน้ตคู่ใจ หลายคนต้องร้องอ๋อ

เพราะจนถึงวันนี้ ปากการุ่นนี้ก็ยังครองความนิยมตลอดกาล โดยมีการต่อยอดสี และการออกแบบลวดลายให้น่าใช้ขึ้น

ซึ่งหากย้อนไปวันนั้น ก่อนที่จะมีการเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงาน Frankfurt Fair ก็คงไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า ปากการุ่นนี้จะขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในปากกาหมึกซึมที่ขายดีสุดในโลก

ที่สำคัญยังเป็นใบเบิกทางให้ LAMY เข้าไปนั่งในใจลูกค้าที่เป็นวัยรุ่น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีอายุ 10-15 ปี

แต่ถ้าวัดจากความทุ่มเทของทีมงาน ที่อาศัยทั้งหลักจิตวิทยามาผสานกับศิลปะการออกแบบอย่างลงตัว ทำให้กลายเป็นผลงานปากกาหมึกซึม ที่ไม่ได้มีดีแค่ฟังก์ชัน แต่ด้วยดีไซน์สุดจี๊ด ที่ไม่ใช่แค่เตะตา
แต่สีสันอันหลากหลาย ยังช่วยบ่งบอกตัวตนหรือความรู้สึกของผู้ใช้

นี่ยังไม่รวมเทคนิคการทำตลาด ที่ทำให้แม้จะเป็นแบรนด์เครื่องเขียน แต่ก็ไม่น่าเบื่อ
เพราะสามารถสร้าง “Wow Experience” ให้กับลูกค้าอยู่เสมอ ด้วยการออกรุ่น Limited Edition ที่มีทั้งสีพิเศษ หรือการไปจับมือกับแบรนด์หรือแครักเตอร์ดัง ๆ อย่าง Star Wars, Line Brown, Minions และอีกมากมาย

ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างความแปลกใหม่ให้สินค้า ยังเป็นการขยายฐานแฟนคลับของแบรนด์ไปในตัว

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงพอเห็นภาพแล้วว่า ทำไม LAMY ถึงเป็นแบรนด์เครื่องเขียนที่ครองใจคนทั้งโลก

ซึ่งอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ทำให้ LAMY เป็นแบรนด์เครื่องเขียนที่ยืนหนึ่งไม่เสื่อมคลาย มาจากการรักษามาตรฐานที่ไม่เคยเปลี่ยน

โดยรู้หรือไม่ว่า 95% ของกระบวนการผลิตเกือบทุกขั้นตอนของ LAMY ยังอยู่ที่ฐานการผลิตหลักที่เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี

เช่นเดียวกับวัสดุเกือบทุกอย่างที่ใช้ในการทำปากกา ก็ยังคงผลิตเองเกือบทั้งหมด
เพื่อให้มั่นใจว่า ทุกฟันเฟืองเล็ก ๆ ได้มาตรฐานของแบรนด์

และแม้จะผลิตสินค้าออกมาเสร็จสมบูรณ์แล้ว ก็ต้องผ่านด่านการตรวจสอบอย่างเข้มข้น
นอกจากจะมีระบบอัตโนมัติที่ช่วยคิวซีแล้ว สินค้าทุกชิ้นยังต้องผ่านตาทีมงานที่เป็นมนุษย์ เพื่อให้แน่ใจว่าสี ความเงา ตลอดจนการใช้งานของเครื่องเขียนที่ผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 8 ล้านชิ้นต่อปี สมบูรณ์ไร้ที่ติ

ปัจจุบัน Lamy มีผลิตภัณฑ์เครื่องเขียน ที่ครอบคลุม ตั้งแต่ปากกาลูกลื่น ปากกาหมึกซึม ปากกาโรลเลอร์บอล ดินสอกด ​และปากกาดิจิทัล ที่ใช้กับแท็บเล็ต สมาร์ตโฟน และโน้ตบุ๊ก
รวมถึงอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ เช่น หมึกเติม ไส้ดินสอ เคสใส่ปากกา
ซึ่งก็ถือว่าเป็นการต่อยอดจุดแข็งของแบรนด์ พร้อมปรับตัวของแบรนด์ไม่ให้ถูกดิสรัปต์ไปตามกาลเวลา

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วทำไม LAMY ถึงเป็นปากกาขวัญใจนักออกแบบ

เรื่องนี้อาจเป็นเพราะ แม้ว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่ ทำให้ปากกากลายเป็นสิ่งที่อาจจะไม่จำเป็นสำหรับคนบางกลุ่ม

แต่สำหรับในหมู่นักออกแบบ การถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ผ่านการสเกตช์ด้วยมือบนกระดาษจริง อาจจะยังเป็นสิ่งที่แทนที่ได้ยาก อารมณ์เหมือนคนที่ยังรักในการอ่านหนังสือเป็นเล่มมากกว่า การอ่าน E-Book

ดังนั้นปากกาที่มีคุณภาพ เขียนได้แบบไหลลื่น ไม่ทำให้ความคิดสะดุด
แถมยังมาพร้อมดีไซน์ที่น้อยแต่มาก ก็น่าจะช่วยสะท้อนตัวตน และความเป็นศิลปินได้เป็นอย่างดี
เลยทำให้ ถ้าต้องเลือกปากกาคู่ใจสักด้าม LAMY จึงเป็นตัวเลือกต้น ๆ

ซึ่งก็น่าคิดว่า ในยุคที่หลายคนอาจจะต้องคิดหนัก ถ้าเจอกับคำถามว่า ซื้อปากกาครั้งสุดท้ายเมื่อไร ?

แต่ LAMY กลับสามารถต่อยอดธุรกิจให้เป็นมากกว่าแบรนด์ปากกา
จนปัจจุบันมีสาขาอยู่มากกว่า 200 แห่งใน 80 ประเทศ..


#ปากกา
--------------------
อ้างอิง :
-https://www.lamy.com/
-http://www.elledecorationthailand.com/blog/my-lamy/

17/09/2021

สรุปเส้นทาง ดร.แสงสุข ผู้ให้กำเนิด DENTISTE' และ Smooth E
- ลองใช้ Blockdit เพื่อได้ไอเดียใหม่ ๆ แล้วอาจพบว่า สังคมนี้กับเหมาะกับคุณ Blockdit.com/download -

17/09/2021

กรณีศึกษา Nestlé บริษัทอาหารและเครื่องดื่ม ใหญ่สุดในโลก /โดย ลงทุนแมน
Nestlé นับเป็นหนึ่งในเครือธุรกิจ ที่เป็นเจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่เรารู้จักมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นเนสกาแฟ คอฟฟีเมต ไมโล ไปจนถึงซอสปรุงรสแม็กกี้

แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า Nestlé เติบโตมาจากการรวมตัวกันของ 2 บริษัท
ที่มีจุดเริ่มต้นเหมือนกัน นั่นก็คือ “นมวัว” และ “ประเทศสวิตเซอร์แลนด์”

ปัจจุบัน Nestlé ดำเนินธุรกิจมากว่า 150 ปี มีมูลค่า 11 ล้านล้านบาท
ซึ่งนับเป็นบริษัทใหญ่สุดในสวิตเซอร์แลนด์และใหญ่เป็นอันดับที่ 24 ของโลก

แล้วจุดเริ่มต้นของ Nestlé เป็นอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
บริษัทแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นนั้น เกิดจาก Charles และ George Page สองพี่น้องชาวอเมริกัน

พวกเขาต้องการสร้างโรงงานผลิตนมข้นหวานซึ่งเป็นสินค้าขายดีในประเทศสหรัฐอเมริกาและวางแผนที่จะส่งไปวางจำหน่ายยังประเทศอังกฤษเพราะเป็นตลาดใหม่สำหรับนมข้นหวาน

ทั้งสองจึงเลือกตั้งโรงงานที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพราะเป็นแหล่งผลิตนมวัวคุณภาพสูง และให้ผลผลิตปริมาณมาก

โดยทั้งคู่ก็ได้ก่อตั้งบริษัท Anglo-Swiss Condensed Milk ขึ้นในปี 1866 และได้วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมข้นหวานไปทั่วยุโรปและสหรัฐอเมริกา

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง Henri Nestlé ผู้อพยพชาวเยอรมันซึ่งมีอาชีพเป็นผู้ช่วยเภสัชกร มีความคิดที่จะแก้ไขปัญหาอัตราการเสียชีวิตของเด็กทารกในยุโรป ที่ไม่สามารถดื่มนมแม่ได้

เขาจึงผลิตอาหารสำหรับทารกที่มีคุณค่าทางโภชนาการด้วยการผสมนมและธัญพืช ภายใต้ชื่อ Farine Lactée

หลังจากวางจำหน่ายได้เพียง 8 ปี ผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับเด็กของ Henri Nestlé ก็วางจำหน่ายไปทั่วยุโรปและสหรัฐอเมริกา

ต่อมาในปี 1877 Charles และ George Page ได้เห็นโอกาสในตลาดอาหารสำหรับเด็ก ทำให้ทั้งคู่ได้ผลิตอาหารสำหรับเด็ก ซึ่งสำหรับ Henri Nestlé แล้วเรื่องนี้ถือเป็นการประกาศสงครามทางการค้าระหว่างกัน

ทำให้หลังจากนั้นไม่นาน Henri Nestlé ได้ผลิตนมข้นหวานเป็นของตัวเองเช่นกันเพื่อโต้ตอบ Charles และ George Page ที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดอาหารเด็ก

ด้วยความที่ไม่มีใครยอมใคร ทำให้การแข่งขันดังกล่าวกินเวลายาวนานเกือบ 30 ปี
และถึงแม้ทั้ง 2 บริษัทจะสามารถเติบโตต่อไปได้ แต่จากการแข่งขันระหว่างกันก็ส่งผลกระทบต่อกำไรของทั้งคู่อย่างมาก เพราะต้องทำราคาและโปรโมชันแข่งกันอยู่ตลอดเวลา

จนกระทั่งในปี 1905 เมื่อผู้ก่อตั้งบริษัททั้ง 3 คนได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว
กรรมการของทั้ง 2 บริษัทจึงตัดสินใจควบรวมกิจการกันเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการบุกตลาดโลกและไม่ต้องมาเสียเวลากับการแข่งขันกันเอง

หลังจากควบรวมกิจการกันได้ไม่นาน ภายใต้ชื่อ Nestlé and Anglo-Swiss Condensed Milk หรือ Nestlé
ก็สามารถวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของตัวเองไปยังทุกทวีปทั่วโลก

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในปี 1914 ก็ทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารจากนมของ Nestlé กลายเป็นที่ต้องการอย่างมากในช่วงสงคราม โดยเฉพาะนมข้นหวานเพราะสามารถเก็บไว้ได้นานและใช้บริโภคได้หลากหลายรูปแบบ

แต่ภาวะสงครามที่กินระยะเวลานานก็ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบอย่างหนัก ส่งผลให้โรงงานของบริษัททั้ง 20 แห่งต้องหยุดการผลิตลง

เรื่องดังกล่าวทำให้ Nestlé ต้องปรับกลยุทธ์เพื่อให้กิจการยังดำเนินต่อไปได้แม้ในช่วงวิกฤติ
Nestlé จึงได้ขยายการผลิตด้วยการไปตั้งโรงงานที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของ Nestlé

กำลังการผลิตของ Nestlé เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดย Nestlé มีจำนวนโรงงานเพิ่มขึ้นจาก 20 โรงงานในปี 1914 เป็น 80 โรงงานในปี 1921 และในช่วงนี้เองที่ Nestlé ได้ขยายโรงงานไปยังเอเชียและลาตินอเมริกา

และด้วยการขยายฐานการผลิตจำนวนมาก ทำให้ Nestlé สามารถรอดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ หรือ Great Depression ได้ในปี 1930 เพราะมีฐานลูกค้าและโรงงานกระจายอยู่ทั่วโลก

และจากการที่มีฐานการผลิตอยู่ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศบราซิล
เป็นที่มา ที่ทำให้บริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ นั่นก็คือ “Nescafé”

จริง ๆ แล้ว Nescafé เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลบราซิล ได้ขอให้ Nestlé ช่วยแก้ปัญหาผลผลิตเมล็ดกาแฟล้นตลาด โดยในตอนแรกไอเดียของรัฐบาลคือการทำกาแฟอัดก้อน แล้วให้ Nestlé เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่าย

แต่ Nestlé เลือกที่จะผลิตเป็นผงกาแฟที่สามารถละลายน้ำได้ ซึ่งในอีกแง่หนึ่งก็ถือเป็นการทำในสิ่งที่เชี่ยวชาญ เพราะ Nestlé มีประสบการณ์จากการผลิตเครื่องดื่มชนิดผงอยู่ก่อนแล้ว อย่างเช่น นมผงสำหรับเด็ก หรือเครื่องดื่มไมโล

Nescafé ออกวางจำหน่ายไม่นานก็เป็นที่นิยมและขายดีอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่ง Nescafé ใช้เวลาเพียงปีเดียว ก็กลายเป็นผลิตภัณฑ์กาแฟที่ขายดีที่สุดในประเทศ

แต่ในเวลาต่อมา สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดขึ้น
ซึ่งสำหรับบริษัท Nestlé ก็เรียกได้ว่าแทบจะเป็นการฉายหนังซ้ำ
โดยในช่วงเริ่มแรกของสงคราม สินค้าจาก Nestlé ได้กลายเป็นที่ต้องการอย่างมาก

แต่เนื่องจากผลกระทบของสงครามที่เกิดขึ้นไปทั่วโลกมีความรุนแรงและกินระยะเวลายาวนานกว่าที่คิด

ทำให้ถึงแม้จะมีการขยายโรงงานผลิตไปยังประเทศต่าง ๆ โรงงานหลายแห่งของ Nestlé ก็ยังคงประสบปัญหาในการผลิต ทั้งการขาดแคลนวัตถุดิบ การขาดแคลนแรงงาน จนสุดท้ายโรงงานจำนวนมากต้องปิดตัวลง

แต่ด้วยฐานการผลิตที่สหรัฐอเมริกา ไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม และเนื่องจากสินค้ายอดนิยมอย่าง Nescafé กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับกองทัพ ทำให้ Nestlé ได้รับสัญญามูลค่ามหาศาลจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

ทำให้ผลประกอบการของ Nestlé ในช่วงนั้นกลับกลายเป็นได้กำไรจำนวนมาก ในขณะที่บริษัทอื่น ๆ ได้รับผลกระทบ

จุดนี้เองที่ทำให้ Nestlé ตัดสินใจปรับกลยุทธ์การขยายกิจการจากเดิมที่มุ่งเน้นการตั้งโรงงานใหม่และเพิ่มกำลังการผลิต เป็นการไล่ซื้อกิจการอื่น ๆ แทน

โดยเมื่อสงครามสิ้นสุดลง Nestlé ได้เริ่มการไล่ซื้อบริษัทเล็ก ๆ ในยุโรปที่ได้รับผลกระทบจากช่วงสงคราม และการไล่ซื้อกิจการตั้งแต่จบสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ทำให้ Nestlé ได้แบรนด์สินค้าชื่อดังรวมถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากหลากหลายแบรนด์เข้ามาเป็นของบริษัท

อย่างเช่น

- Maggi ผู้ผลิตเครื่องปรุงรสอาหาร
- Friskies อาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง
- KitKat ช็อกโกแลตแบบแท่งที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

นอกจากการซื้อกิจการแล้ว Nestlé ก็ยังออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มาสู่ท้องตลาดอยู่เสมอ
อย่างเช่น ชาผงพร้อมดื่ม Nestea และช็อกโกแลตชนิดผงพร้อมดื่ม Nesquik
ซึ่งต่างก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วไม่ต่างจาก Nescafé

สำหรับในประเทศไทยเอง Nestlé ก็ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ปี 1893 หรือในปี พ.ศ. 2436 โดยเริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์นมข้นหวานบรรจุกระป๋องที่มาจากฝั่งของสองพี่น้อง Charles และ George Page โดยใช้ชื่อไทยว่านมข้นหวานตรา “แหม่มทูนหัว” และตั้งโรงงานผลิตในไทยแห่งแรกในปี 1967 หรือในปี พ.ศ. 2510

ปัจจุบัน Nestlé ก็ขยายกิจการจนมีแบรนด์สินค้า กว่า 2,000 แบรนด์
วางจำหน่ายใน 190 ประเทศทั่วโลก และมีมูลค่าบริษัทกว่า 11 ล้านล้านบาท

ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าจากวันแรก ที่บริษัทของ Charles และ George Page กับ Henri Nestlé เป็นคู่แข่งขัน จะถูกควบรวมกันจนกลายมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานเป็นร้อยปี

จนปัจจุบัน Nestlé ได้กลายมาเป็นบริษัทที่ใหญ่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ และใหญ่สุดในบริษัทอาหารและเครื่องดื่มของโลกเลยทีเดียว..
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงท-นแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References:
-https://www.Nestle.co.th/th/aboutus/history
-https://www.youtube.com/watch?v=MYGZZKTA2qI&t=14s
-https://www.companieshistory.com/Nestle/
-https://www.cleverism.com/the-history-of-Nestle/
https://www.Nestle.com/sites/default/files/2021-03/2020-annual-review-en.pdf

ที่อยู่

Room Number 709 Sukhothai Building Ramkamhang-university Ramkhamhaeng Road
Bangkok
10240

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 19:00
อังคาร 09:00 - 19:00
พุธ 09:00 - 19:00
พฤหัสบดี 09:00 - 19:00
ศุกร์ 09:00 - 19:00
เสาร์ 09:00 - 19:00
อาทิตย์ 09:00 - 19:00

เบอร์โทรศัพท์

+66918161343

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MBA Modern Entrepreneursผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์