HUM120 ทักษะการเรียนรู้สู่ความเป็นบัณฑิต?

เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้การปรับตัวเพื่อเรียนรู้ การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนาตนเอง เพื่อความสำเร็จอย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนานักศึกษาให้ก้าวไปสู่ความเป็นผู้มีปัญญา เชี่ยวชาญ เบิกบานและคุณธรรม

26/08/2022

พบแล้ว !!! น้องมะหมี่ เด็กหายที่มีอาการจิตเวช หลังพลเมืองดีพบตัวนำส่งสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง และตำรวจได้ประสานญาติ ขณะนี้ญาติมารับตัวน้องมะหมี่กลับบ้านอย่างปลอดภัยแล้วครับ

—————————————
“แม่เห็นเขาพูดคนเดียว หัวเราะคนเดียว ก็ถามเขาว่าอารมณ์ดีเหรอลูก เวลาเขารู้สติก็พูดคุยปกติรู้เรื่อง คุณครูก็มาบอกว่า ลูกแม่ต้องไปหาหมอนะ เลยได้พาเขาไปพบจิตแพทย์ พอกินยาอาการก็ดีขึ้น”
“พอเห็นเขาเป็นแบบนี้ แม่ก็เสียใจนะ แต่เขาเป็นลูกเรา แม่ก็ต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด อารมณ์เขาจะแปรปรวน บางทีเขาดี บางที่เขาก็หงุดหงิด เอาแต่ใจ แม่ก็พยายามเข้าใจ ไม่เคยโกรธเขาเลย เพราะคิดว่า เขาเป็นเด็กพิเศษ”
“แม่เป็นเสาหลักคนเดียวของบ้าน พ่อเขาก็ป่วย ต้องกินยาจิตเวชเหมือนกัน ดูแลทั้งสามีทั้งลูก มันก็เหนื่อยแต่ต้องอดทน มีท้อบ้าง น้อยใจในชีวิตบ้าง แต่พอลูกพูดดี ดูปกติ กินยาครบ ไม่ออกไปไหน แม่ก็มีกำลังใจขึ้น”
“วันที่เขาหายไป เขาอยากไปเที่ยวห้าง แม่ห้ามก็ไม่ฟัง เขาจะออกไปกับพ่อ ไปตั้งแต่เช้า พอแม่กลับจากทำงานเขาก็ยังไม่กลับกันมา จนวันรุ่งขึ้น ตำรวจอยุธยาโทรมาบอกว่า ให้ไปรับพ่อเขา เดินเหมือนคนไม่รู้สติ อยู่ข้างถนน ส่วนลูกสาวไม่ได้อยู่ด้วยกันไม่รู้ว่าหายไปตอนไหน ถามพ่อเขาก็ตอบวนไปวนมา ไปตรงโน้นตรงนี้ จับจุดไม่ได้ เพราะพ่อก็ป่วยทางประสาท”
“ใจหาย กลัวลูกไม่ปลอดภัย กลัวเขาตกอยู่ในอันตราย คิดว่าจะมีใครมาทำร้ายมั้ย กินนอนยังไง นอนไม่หลับเลย คิดถึงแต่ลูกตลอดเวลา นี่หายหนึ่งอาทิตย์แล้ว ลูกจะเป็นยังไงบ้าง ไม่รู้จะไปตามหาที่ไหน”
“ตอนที่ไปตามหาลูก ออกไปกันทั้งบ้าน กลับมาถึงบ้าน ไฟไหม้บ้านหมดเหลือแต่เสา เพราะไฟฟ้าลัดวงจร ไม่เหลืออะไรเลย ตอนนั้น พูดอะไรไม่ออก เสื้อผ้า ข้าวของ ไฟไหม้หมดเลยไม่มีอะไรเหลือ เหมือนปัญหามันถาโถมเข้ามา แต่เราก็ยังต้องสู้ต่อ ต้องตามหาลูกต่อ”

———————————————-
พรจิตร์ บุญคง แม่
มะหมี่ กมลพร บุญคง คนหาย
———————————————-

***การช่วยเหลือกรณีไฟไหม้ ทางหน่วยงานส่วนท้องถิ่นได้ให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว และมูลนิธิกระจกเงา ได้มอบโทรศัพท์มือถือที่ได้รับบริจาคมา 1 เครื่องให้แม่น้องมะหมี่ไว้ใช้ติดต่อประสานงาน เนื่องจากโทรศัพท์เสียหายจากเหตุไฟไหม้***

—————————————————

สนับสนุน การพาคนหายกลับบ้าน
บัญชีโครงการศูนย์ข้อมูลคนหาย โดยมูลนิธิกระจกเงา
SCB 202-258-288-6
#ศูนย์ข้อมูลคนหาย #มูลนิธิกระจกเงา

12/01/2022
วันที่ 4/08/2564รู้อะไรไม่สู้..รู้อาเซียนวิชาอาเซียนศึกษา....เป็นวิชา GE ที่หลายๆ มหาวิทยาลัยใช้สอนที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม...
03/08/2021

วันที่ 4/08/2564
รู้อะไรไม่สู้..รู้อาเซียน
วิชาอาเซียนศึกษา....เป็นวิชา GE ที่หลายๆ มหาวิทยาลัยใช้สอน
ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมก็เช่นเดียวกัน มี PARTที่เป็นความรู้เบื้องต้นให้นักศึกษาได้ศึกษาก่อนในหลายตอน

SOC 122 อาเซียนศึกษา
เรื่องที่ 5 "ข้อควรรู้คู่อาเซียน "
ผู้ช่วยศาสตราจารย์กิตติภูมิ มีประดิษฐ์
ผู้อำนวยการสำนักวิชาศึกษาทั่วไป
มหาวิทยาลัยศรีปทุม
: [email protected]

ข้อควรรู้ 1.
อาเซียนหรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN :Association of Southeast Asian Nations) เป็นองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 เพื่อส่งเสริมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางสังคมและส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอาเซียนมีความร่วมมือในหลายด้านที่ได้สนองตอบผลประโยชน์และความต้องการของประเทศสมาชิก
ในขณะที่ ประชาคมอาเซียนหรือ ASEAN Community (AC) เป็นเป้าหมายความร่วมมือ 3 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน(ASEAN Political-Security community : APSC) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(ASEAN Economic Community : AEC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน(ASEAN Socio-Cultural Community : ASCC)
ซึ่งผู้นำอาเซียนได้ตกลงกันในที่ประชุมสุดยอดอาเซียนที่เกาะบาหลีประเทศอินโดนีเซียเมื่อเดือนตุลาคม 2546 โดยการดำเนินงานไปสู่เป้าหมายทั้ง 3 ด้านของประชาคมอาเซียนเป็นสิ่งที่ต่อยอดจากความร่วมมืออาเซียนที่มีอยู่แล้วรวมทั้งมีการดำเนินงานใหม่ๆเพื่อตอบสนองความท้าทายใหม่ๆที่เกิดขึ้น

ข้อควรรู้ 2.
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ไม่ใช่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community : AC) แต่เป็นเพียง 1 ใน 3 เสาความร่วมมือภายใต้ประชาคมอาเซียน อีก 2 เสาความร่วมมือ ได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน(ASEAN Political-Security Community : APSC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน(ASEAN Socio-Cultural Community : ASCC)
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC มีเป้าหมายในการสร้างให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว โดยมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุนและแรงงานมีฝีมือ (วิชาชีพ) และการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีมากขึ้น รวมทั้งการส่งเสริมการรวมกลุ่มสาขาสำคัญของอาเซียนให้เป็น รูปธรรม มีขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยให้ความสำคัญกับประเด็นด้านนโยบายที่จะช่วยส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค ซึ่งช่วยส่งเสริมการรวมกลุ่ม ทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกและลดช่องว่างของระดับการพัฒนาระหว่างสมาชิกเก่าและสมาชิกใหม่ของอาเซียน และสามารถเชื่อมโยงเข้ากับเศรษฐกิจโลก โดยประสานท่าทีของประเทศสมาชิกในการเจรจาต่อรองกับประเทศนอกกลุ่มความร่วมมือทั้ง 3 เสา คือ APSC, AEC และ ASCC มีความเชื่อมโยงและเกื้อกูลกันเพื่อที่จะเป็นประชาคมอาเซียน (AC) ที่สมบูรณ์

ข้อควรรู้ 3.
“อาเซียนดูแบบอย่างการรวมตัวของสหภาพยุโรปแต่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นแบบสหภาพยุโรป”
สหภาพยุโรปมีการรวมตัวทางเศรษฐกิจในลักษณะการรวมตัวทางเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์ ของ 27 ประเทศ เน้นการเป็นตลาดเดียวที่ให้มีการเคลื่อนย้ายบุคคล สินค้า การบริการ และทุนโดยเสรี ประเทศที่มีการรวมกลุ่มเป็นสหภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน (17 จาก 27 ประเทศ สถานะปี 2556) จะใช้เงินสกุลเดียวคือ เงินยูโร มีธนาคารกลางยุโรปดูแลนโยบายการเงินร่วมกัน รวมทั้งมีนโยบายร่วมด้านการต่างประเทศและความมั่นคง มีนโยบายด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ และมีความร่วมมือในด้านกระบวนการยุติธรรมและกิจการภายในโดยสหภาพยุโรปมีการบริหารงานที่มอบอำนาจบางอย่างให้องค์กรกลาง หรือให้กลไกของสหภาพยุโรปมีอำนาจเหนือรัฐสมาชิก (Supra-national)
ส่วนอาเซียนเป็นการรวมตัวกันเพื่อมุ่งไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนตามแนวทางและหลักการที่ระบุไว้ในกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter)ประเทศสมาชิกมีความร่วมมือกันในลักษณะความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน โดยใช้หลักการฉันทามติ (consensus) และจะไม่ก้าวก่ายกิจการภายในซึ่งกันและกัน (non-interference) รวมทั้งไม่มีนโยบายการใช้เงินสกุลเดียวกัน หรือให้มีองค์กรอาเซียนที่มีอำนาจเหนือรัฐสมาชิก

ข้อควรรู้ 4.
ในขณะที่อาเซียนไม่มีแนวคิดที่จะใช้เงินสกุลเดียวกันเหมือนประเทศที่มีการรวมกลุ่ม เป็น สหภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน 17 ประเทศ (สถานะปี  2556) สิ่งที่อาเซียนให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นในขณะนี้ คือการดำเนินการตามแผนงานการจัดตั้ง AEC โดยความร่วมมือทางการเงินของอาเซียนที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาตลาดทุนในอาเซียนเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ การเปิดเสรีทางด้านการค้าบริการทางการเงิน การเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายเงินทุน การจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอาเซียน การจัดทำความร่วมมือด้านการประกันภัยด้านศุลกากรด้านการป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน การต่อต้านการฟอกเงิน รวมถึงการจัดตั้งระบบระวังภัยอาเซียน(ASEAN Surveillance Mechanism)
ตั้งเเต่วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540เพื่อสอดส่องดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุนในภูมิภาคนอกจากนี้ อาเซียนยังมีความร่วมมือกับระหว่างประเทศและประเทศคู่เจรจาด้วย ที่สำคัญได้แก่ การประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีคลังอาเซียนกับจีนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งมีกิจกรรมความร่วมมือ คือ มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralization : CMIM) และมาตรการริเริ่มการพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asian Bond Markets Initiative: AMBI)

ข้อควรรู้ 5.
วัตถุประสงค์หลักของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน คือการส่งเสริม รักษาสันติภาพ เสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค เพื่อเป็นพื้นฐานความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนต้องการให้ประเทศสมาชิกมีการพัฒนาค่านิยมและบรรทัดฐานร่วมกันบนหลักการสำคัญที่ยึดมั่นควบคูกั่นไปคือ การไม่แทรกแซงกิจการภายในและการส่งเสริมค่านิยมของประชาคม เช่นการเคารพหลักการสิทธิมนุษยชน ความโปร่งใส การมีประชาธิปไตย ธรรมาภิบาลและหลักการนิติธรรมในอาเซียน โดยมุ่งเน้นประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนยังต้องการให้ภูมิภาคมีความเป็นเอกภาพสงบสุข และแข็งแกร่ง พร้อมทั้งมีความรับผิดชอบร่วมกันในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงที่ครอบคลุมมิติต่างๆ เพื่อประโยชน์และความผาสุกของประชาชนโดยเฉพาะการรับมือกับความมั่นคงรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการภัยพิบัติ โรคระบาด การก่อการร้าย ปัญหาโจรสลัด อาชญากรรมข้ามชาติเช่น การค้ามนุษย์ ยาเสพติด อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ และการฟอกเงิน ฯลฯนอกจากนี้ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนยังมีเป้าหมายที่จะให้ภูมิภาคมีพลวัต มีปฏิสัมพันธ์กับประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศอื่นๆภายนอกภูมิภาค โดยเน้น การสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ของประชาคมและประชาชนอาเซียน

วันที่ 4/08/2564รู้อะไรไม่สู้..รู้อาเซียนวิชาอาเซียนศึกษา....เป็นวิชา GE ที่หลายๆ มหาวิทยาลัยใช้สอนที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม...
03/08/2021

วันที่ 4/08/2564
รู้อะไรไม่สู้..รู้อาเซียน
วิชาอาเซียนศึกษา....เป็นวิชา GE ที่หลายๆ มหาวิทยาลัยใช้สอน
ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมก็เช่นเดียวกัน มี PARTที่เป็นความรู้เบื้องต้นให้นักศึกษาได้ศึกษาก่อนในหลายตอน
SOC 122 อาเซียนศึกษา
เรื่องที่ 4 "ความสัมพันธ์ของอาเซียนกับประเทศต่างๆ "
ผู้ช่วยศาสตราจารย์กิตติภูมิ มีประดิษฐ์
ผู้อำนวยการสำนักวิชาการศึกษาทั่วไป
มหาวิทยาลัยศรีปทุม
: [email protected]
อาเซียน +3 (อาเซียน บวกสาม)
กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 (ASEAN+3) เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม 3 ประเทศ คือ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งชุมชนเอเชียตะวันออก (East Asian Community) โดยให้อาเซียนและกระบวนการต่างๆ ภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย
ผู้นำของประเทศสมาชิกได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือเอเชียตะวันออกฉบับที่ 2 (Second Joint Statement on East Asia Cooperation: Building on the Foundations of ASEAN Plus Three Cooperation) พร้อมกับเห็นชอบให้มีการจัดทำแผนดำเนินงานเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน (ASEAN+3 Cooperation Work Plan (2007 – 2017)) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในระยะยาว และผลักดันให้เกิดชุมชนอาเซียน (ASEAN Community) ภายในปี 2015 (พ.ศ.2558) โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงิน ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้านสังคม วัฒนธรรม และการพัฒนา และด้านการส่งเสริมกรอบการดำเนินงานในด้านต่างๆและกลไกต่างๆ ในการติดตามผล โดยแผนความร่วมมือดังกล่าวทั้ง 5 ด้านนี้ ถือเป็นการประสานความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนกับประเทศในเอเชียตะวันออกมากยิ่งขึ้น
อาเซียน +3 ประกอบด้วยสมาชิก 13 ชาติ คือ 10 ชาติสมาชิกอาเซียน รวมกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งมีประชากรรวมทั้งสิ้นกว่า 2,000 ล้านคน หรือหนึ่งในสามของประชากรโลก แต่เมื่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เข้าด้วยกัน จะทำให้มีมูลค่าถึง 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 16 ของจีดีพีโลก ขณะที่ยอดเงินสำรองต่างประเทศรวมกันจะสูงถึง 3.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐซึ่งมากกว่ากึ่งหนึ่งของเงินสำรองต่างประเทศของโลก โดยตัวเลขทางเศรษฐกิจเหล่านี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอาเซียน+3 จะมีบทบาทเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความก้าวหน้าต่อไปในอนาคต
จากความร่วมมือดังกล่าวประเทศสมาชิกอาเซียน จะได้รับผลประโยชน์จากความร่วมมือในกรอบของเขตการค้าเสรีอาเซียนบวก+3 (FTA Asian +3) มูลค่าประมาณ 62,186 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และประเทศไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนจะได้รับประโยชน์มากที่สุด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 7,943 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อินโดนีเซียมีแนวโน้มจะได้ประโยชน์ใกล้เคียงกัน คือประมาณ 7,884 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเวียดนามคาดว่าจะได้รับประโยชน์มูลค่าประมาณ 5,293 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อาเซียน +6 (อาเซียน บวกหก)
สำหรับ "อา เซียน +6" หรือ FTA ASEAN PLUS 6 ก็คือ การรวมกลุ่มกันของ 16 ประเทศ ที่ประกอบไปด้วยกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม, พม่า, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, ลาว, สิงคโปร์, ไทย และเวียดนาม รวมกับประเทศที่อยู่นอกอาเซียนอีก 6 ประเทศ คือ จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และอินเดีย ซึ่งหากนับจำนวนประชากรในกลุ่มนี้แล้ว จะพบว่า อาเซียน +6 มีประชากรรวมกันกว่า 3 พันล้านคน หรือคิดเป็น 50% ของประชากรโลก
การ รวมกลุ่มอาเซียน +6 นี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของกลุ่มในการลงทุน การทำการค้า ฯลฯ ให้มีศักยภาพสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่น ๆ เช่น สหภาพยุโรป นอกจากนี้ยังเป็นการเตรียมทำข้อตกลงการเปิดการค้าเสรี ด้วยการจัดตั้งประชาคมอาเซียนขึ้น พร้อมกับผนวกกำลังของแต่ละกลุ่มการค้าเข้าด้วยกัน เพื่อให้กลุ่มประเทศอาเซียนสามารถดำเนินเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น
ที่มาของแนวคิด "อาเซียน +6" นี้ เริ่มขึ้นครั้งแรกในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AEM-METI) และ AEM+3 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2549 โดยญี่ปุ่นเสนอให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญภาควิชาการ (Track II) ของกลุ่มประเทศ East Asia Summit (EAS ประกอบด้วยอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย) ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง Comprehensive Economic Partnership in East Asia (CEPEA) ซึ่งเป็น FTA ระหว่างประเทศอาเซียน+6 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์)
จากนั้น ในการประชุม East Asia Summit ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2550 ณ เมืองเชบู ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ ประชุมก็มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการศึกษาเรื่องดังกล่าว โดยประเทศญี่ปุ่นได้จัดประชุมร่วมกันระหว่างนักวิชาการซึ่งเป็นตัวแทนของแต่ ละประเทศครั้งแรกในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 เพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศอา เซียน+6 (CEPEA)
ทั้งนี้ กลุ่มนักวิชาการได้ประชุมร่วมกันทั้งหมด 6 ครั้ง ระหว่างปี พ.ศ. 2550 – พ.ศ. 2551 ก่อนจะได้ผลสรุปว่า หากมีการจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศอาเซียน+6 (CEPEA) จะทำให้เกิดความสะดวกในด้านการค้าและการลงทุน ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ พลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสารสนเทศ
เมื่อได้ข้อสรุปดังนี้ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจึงมีมติให้ศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับการจัดทำความตกลง การค้าเสรีระหว่างประเทศอาเซียน+6 (CEPEA) ในระยะที่ 2 โดยเน้นเรื่องความร่วมมือ (Cooperation), การอำนวยความสะดวก (Facilitation) และการเปิดเสรี (Liberalization)ที่จะช่วยสร้างความสามารถของประเทศสมาชิก เพื่อรองรับการเปิดเสรีภายใต้อาเซียน+6 (CEPEA)
การจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศอาเซียน +6 (CEPEA) จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของประเทศเอเชียตะวันออกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.11% หรือหากวัดเฉพาะประเทศสมาชิกอาเซียนแล้ว ค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ จะเพิ่มขึ้น 3.83% และเมื่อดูเฉพาะของประเทศไทยแล้วจะพบว่า ค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศจะเพิ่มขึ้นถึง 4.78% ช่วยปรับปรุง และพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศสมาชิก ดังนี้
1. ขยายอุปสงค์ภายในภูมิภาค (Domestic demand within the region)
2. เพิ่มประสิทธิผลทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเน้นความชำนาญในการผลิตสินค้าของแต่ละประเทศ (Product specialization)
3. พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานให้มีการเชื่อมโยงกันระหว่างประเทศสมาชิก โดยเฉพาะเรื่อง Logistics ซึ่งการพัฒนาเหล่านี้จะนำไปสู่การลดช่องว่างของระดับการพัฒนาในแต่ละประเทศสมาชิก และจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกรรมทางการค้าลง อันเนื่องมาจากกฎระเบียบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน (Harmonized market rules) ดังจะเห็นได้ว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้เกิดการร่วมกลุ่มกันเป็นอาเซียน +6 ก็คือ ผลประโยชน์ทางด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ รวมทั้งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นหลัก
ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก
สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน และจากเว็บกระปุก

วันที่ 4/08/2564รู้อะไรไม่สู้..รู้อาเซียนวิชาอาเซียนศึกษา....เป็นวิชา GE ที่หลายๆ มหาวิทยาลัยใช้สอนที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม...
03/08/2021

วันที่ 4/08/2564
รู้อะไรไม่สู้..รู้อาเซียน
วิชาอาเซียนศึกษา....เป็นวิชา GE ที่หลายๆ มหาวิทยาลัยใช้สอน
ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมก็เช่นเดียวกัน มี PARTที่เป็นความรู้เบื้องต้นให้นักศึกษาได้ศึกษาก่อนในหลายตอน
SOC 122 อาเซียนศึกษา
เรื่องที่ 3 "3 เสาหลักอาเซียน "
ผู้ช่วยศาสตราจารย์กิตติภูมิ มีประดิษฐ์
ผู้อำนวยการสำนักวิชาการศึกษาทั่วไป
มหาวิทยาลัยศรีปทุม
: [email protected]
3 เสาหลักอาเซียน
การรวมตัวกันของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน โดยตามข้อตกลงบาหลี 2 เมื่อปี พ.ศ.2546 ได้มีข้อตกลงให้มีการจัดตั้งประชาคมอาเซียนขึ้น โดยแบ่งแยกออกเป็น 3 ประชาคมย่อย โดยทั้ง 3 ประชาคมย่อยนั้น เราเรียกว่า 3 เสาหลักอาเซียน ซึ่งมีการกำหนดเป้าหมายให้แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2563 แต่ต่อมามีการกำหนดให้แล้วเสร็จให้เร็วขึ้นจากเดิมอีก 5 ปี คือต้องแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.2558
3 เสาหลักอาเซียน ประกอบด้วย
1. ประชาคมการเมืองความมั่นคง
อาเซียน (ASEAN POLITICAL-SECURITY COMMUNITY หรือ APSC)
2. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN ECONOMIC COMMUNITY หรือ AEC)
3. ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN SOCIO-CULTURAL COMMUNITY หรือ ASCC)
รายละเอียดของ 3 เสาหลักอาเซียน
1. ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างและธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค เพื่อให้ประเทศในภูมิภาคอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และสามารถแก้ไขปัญหาและความขัดแย้ง โดยสันติวิธี อาเซียนจึงได้จัดทำแผนงานการจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community Blueprint) โดยเน้นใน 3 ประการคือ
1.1 การมีกฎเกณฑ์และค่านิยมร่วมกัน ครอบคลุมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่จะร่วมกันทำเพื่อสร้างความเข้าใจในระบบสังคมวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่แตกต่างของประเทศสมาชิก ส่งเสริมพัฒนาการทางการเมืองไปในทิศทางเดียวกัน เช่น หลักการประชาธิปไตย การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม การต่อต้านการทุจริต การส่งเสริมหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาล เป็นต้น
1.2 ส่งเสริมความสงบสุขและรับผิดชอบร่วมกันในการรักษาความมั่นคงสำหรับประชาชนที่ครอบคลุมในทุกด้าน ครอบคลุมความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในรูปแบบเดิม มาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและการระงับข้อพิพาทโดยสันติเพื่อป้องกันสงครามและให้ประเทศสมาชิกอาเซียนอยู่ด้วยกันโดยสงบสุขและไม่มีความหวาดระแวง และขยายความร่วมมือเพื่อต่อต้านภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น การต่อต้านการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ เช่น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันและจัดการภัยพิบัติและภัยธรรมชาติ
1.3 การมีพลวัตและปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก เพื่อเสริมสร้างบทบาทของอาเซียนในความร่วมมือระดับภูมิภาค เช่น กรอบอาเซียน+3 กับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ตลอดจนความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งกับมิตรประเทศและองค์การระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ
2. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้อาเซียนมีตลาดและฐานการผลิตเดียวกันและมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานมีฝีมืออย่างเสรี อาเซียนได้จัดทำแผนงาน การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community Blueprint) ซึ่งเป็นแผนงานบูรณาการการดำเนินงานในด้านเศรษฐกิจเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ 4 ด้าน ได้แก่
2.1 การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว (single market and production base) โดยจะมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานมีฝีมืออย่างเสรี และการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีมากขึ้น
2.2 การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียน โดยให้ความสำคัญกับประเด็นนโยบายที่จะช่วยส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ เช่น นโยบายการแข่งขัน การคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายภาษี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (การเงิน การขนส่ง เทคโนโลยีสารสนเทศ และพลังงาน)
2.3 การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค ให้มีการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และการเสริมสร้างขีดความสามารถผ่านโครงการต่างๆ
2.4 การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก เน้นการปรับประสานนโยบาย
เศรษฐกิจของอาเซียนกับประเทศภายนอกภูมิภาคเพื่อให้อาเซียนมีท่าทีร่วมกันอย่างชัดเจน
3. ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน อาเซียนได้ตั้งเป้าเป็นประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ในปี 2558 โดยมุ่งหวังเป็นประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีสังคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน ประชากรอาเซียนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีการพัฒนาในทุกด้านเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมอัตลักษณ์อาเซียน (ASEAN Identity) เพื่อรองรับการเป็นประชาคมสังคม และวัฒนธรรมอาเซียน โดยได้จัดทำแผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community Blueprint) ซึ่งประกอบด้วยความร่วมมือใน 6 ด้าน ได้แก่
3.1 การพัฒนามนุษย์ (Human Development)
3.2 การคุ้มครองและสวัสดิการสังคม (Social Welfare and Protection)
3.3 สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice and Rights)
3.4 ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability)
3.5 การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน (Building and ASEAN Identity)
3.6 การลดช่องว่างทางการพัฒนา (Narrowing the Development Gap)

วันที่ 4/08/2564รู้อะไรไม่สู้..รู้อาเซียนวิชาอาเซียนศึกษา....เป็นวิชา GE ที่หลายๆ มหาวิทยาลัยใช้สอนที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม...
03/08/2021

วันที่ 4/08/2564
รู้อะไรไม่สู้..รู้อาเซียน
วิชาอาเซียนศึกษา....เป็นวิชา GE ที่หลายๆ มหาวิทยาลัยใช้สอน
ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมก็เช่นเดียวกัน มี PARTที่เป็นความรู้เบื้องต้นให้นักศึกษาได้ศึกษาก่อนในหลายตอน
SOC 122 อาเซียนศึกษา
เรื่องที่ 2 "ปฐมบทและกฎบัตร 2"
ผู้ช่วยศาสตราจารย์กิตติภูมิ มีประดิษฐ์
ผู้อำนวยการสำนักวิชาการศึกษาทั่วไป
มหาวิทยาลัยศรีปทุม
: [email protected]
ความสำคัญของกฎบัตรอาเซียน
กฎบัตรอาเซียนจะสร้างกลไกตรวจสอบและติดตามการดำเนินการตามความตกลงต่างๆ ของประเทศสมาชิกในหลากหลายรูปแบบ เช่น
1. ให้อำนาจเลขาธิการอาเซียนดูแลการปฏิบัติตามพันธกรณีและคำตัดสินขององค์กรระงับข้อพิพาท
2. หากการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐสมาชิกสามารถใช้กลไกและขั้นตอนระงับข้อพิพาททั้งที่มีอยู่แล้ว และที่จะตั้งขึ้นใหม่เพื่อแก้ไขข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยสันติวิธี
3. หากมีการละเมิดพันธกรณีในกฎบัตรฯ อย่างร้ายแรง ผู้นำอาเซียนสามารถกำหนดมาตรการใดๆ ที่เหมาะสมว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อรัฐผู้ละเมิดพันธกรณี
กฎบัตรอาเซียนช่วยให้อาเซียนเป็นประชาคมเพื่อประชาชน
ข้อบทต่างๆ ในกฎบัตรอาเซียนแสดงให้เห็นว่าอาเซียนกำลังผลักดันองค์กรให้เป็นประชาคมเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง จึงกำหนดให้การลดความยากจนและลดช่องว่างการพัฒนาเป็นเป้าหมายหนึ่งของอาเซียน
กฎบัตรอาเซียนเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในอาเซียนผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรต่างๆ ของอาเซียนมากขึ้น
ทั้งยังกำหนดให้มีความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสมัชชารัฐสภาอาเซียน ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างรัฐสภาของประเทศสมาชิก
กำหนดให้มีการจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชนของอาเซียน เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน
ความสำคัญของกฎบัตรอาเซียนต่อประเทศไทย
กฎบัตรอาเซียน ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามพันธกรณีต่างๆ ของประเทศสมาชิก ซึ่งจะช่วยสร้างเสริมหลักประกันให้กับไทยว่า จะสามารถได้รับผลประโยชน์ตามที่ตกลงกันไว้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
นอกจากนี้ การปรับปรุงการดำเนินงานและโครงสร้างองค์กรของอาเซียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการเสริมสร้างความร่วมมือในทั้ง 3 เสาหลักของประชาคมอาเซียนจะเป็นฐานสำคัญที่จะทำให้อาเซียนสามารถตอบสนองต่อความต้องการและผลประโยชน์ของรัฐสมาชิก รวมทั้งยกสถานะและอำนาจต่อรอง และภาพลักษณ์ของประเทศสมาชิกในเวทีระหว่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น
ซึ่งจะเอื้อให้ไทยสามารถผลักดันและได้รับผลประโยชน์ด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น
อาเซียนขยายตลาดให้กับสินค้าไทยจากประชาชนไทย 68 ล้านคน เป็นประชาชนอาเซียนกว่า 700 ล้านคน ประกอบกับการขยายความร่วมมือเพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เส้นทางคมนาคม ระบบไฟฟ้า โครงข่ายอินเตอร์เน็ต ฯลฯ จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้กับไทย
นอกจากนี้ อาเซียนยังเป็นทั้งแหล่งเงินทุนและเป้าหมายการลงทุนของไทย และไทยได้เปรียบประเทศสมาชิกอื่นๆ ที่มีที่ตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน สามารถเป็นศูนย์กลางทางการคมนาคมและขนส่งของประชาคม ซึ่งมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และบุคคล ระหว่างประเทศสมาชิกที่สะดวกขึ้น
อาเซียนช่วยส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อเผชิญกับภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง เช่น SARs ไข้หวัดนก การค้ามนุษย์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หมอกควัน ยาเสพติดปัญหาโลกร้อน และปัญหาความยากจน เป็นต้น
อาเซียนจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองของไทยในเวทีโลก และเป็นเวทีที่ไทยสามารถใช้ในการผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาของเพื่อนบ้านที่กระทบมาถึงไทยด้วย
ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้นำมาจากการ search ข้อมูลจาก GOOGLE

31/07/2021

ชวนคุณมาช่วยคุณหมอกัน!!!

♻️ ภารกิจแยกขวด ช่วยหมอ 👨‍⚕‍
ระดม "ขวดน้ำพลาสติกใสที่ใช้แล้ว" แปลงร่างเป็นชุดป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านปลอดภัยจากโควิด

♻️ เราชวนคุณมาลงมือปฏิบัติภารกิจระดมเก็บขวดน้ำพลาสติกใสที่ใช้แล้ว (PET) นำส่งจุด Drop Point 🚮 ใน กทม. และปริมณฑล เพื่อส่งต่อไปเป็นเส้นใย ถักทอ เคลือบสะท้อนน้ำ และตัดเป็นชุด PPE Level2 แบบซักสะอาดใช้ซ้ำได้ถึง 20 ครั้ง (Reusable PPE) และนำไปบริจาคให้พื้นที่ขาดแคลน

♻️ หมุนเวียนขยะพลาสติกใช้แล้วที่บ้าน นำมาเพิ่ม..พื้นที่ปลอดภัยให้บุคลากรด่านหน้ากัน 👩‍⚕️

📢 มาร่วมปฏิบัติการ ‘ภารกิจแยกขวด ช่วยหมอ’ ได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้
ค้นหาจุด Drop Point ใกล้คุณ ที่นี่ https://bit.ly/3f38Uu1

และเตรียมพบกับ จุด Drop Point 🚮 ที่จะใกล้คุณมากขึ้น เร็วๆ นี้

🔖 อ่านเพิ่มเติม ‘ภารกิจแยกขวด ช่วยหมอ’ https://bit.ly/3ygRnGg

รวมพลังบริจาคขวดน้ำพลาสติกที่ใช้แล้ว ณ จุดรับพลาสติกใช้แล้วของโครงการฯ ดังนี้

📍 สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ที่ร่วมโครงการ
▪️ PTT STATION สาขาแยกประชาอุทิศ-ลาดพร้าว
▪️ PTT STATION สาขาวิภาวดีรังสิต
▪️ PTT STATION สาขาวิภาวดี 11
▪️ PTT STATION สาขารามอินทรา กม. 6.5
▪️ PTT STATION บจ.ที.เค.ที คอมเมอร์เชียล
▪️ PTT STATION สาขามีนบุรี
▪️ PTT STATION สาขายานนาวา
▪️ PTT STATION สาขาจอมทอง
📍 จุดรับพลาสติกใช้แล้ว โครงการ ส่งพลาสติกกลับบ้าน
📍 จุดรับของเครือข่าย Less Plastic Thailand
📍 คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
📍 สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์
📍 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
📍 ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคาร A
📍 บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด (สำนักงานใหญ่)

📍 หรือนำส่งไปรษณีย์มาร่วมโครงการ ได้ที่
โครงการแยกขวดช่วยหมอ บริษัท ทีเออาร์เอฟ จำกัด (อาคารบริหารจัดการขยะ) 999 หมู่ 1 ต.หนองปรือ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 10540
📞 โทร. 088-809-6428

#แยกขวดช่วยหมอ
ิร์นเริ่มต้นที่ยู

29/07/2564 #วิชาGE   #การศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง หรือ   สำคัญไฉนใยต้องให็เด็กเรียนผู้ช่วยศาสตราจารย์กิตติภูมิ มีป...
29/07/2021

29/07/2564
#วิชาGE #การศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง หรือ
สำคัญไฉนใยต้องให็เด็กเรียน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์กิตติภูมิ มีประดิษฐ์
ผู้อำนวยการสำนักวิชาการศึกษาทั่วไป
มหาวิทยาลัยศรีปทุม
: [email protected]

ทุกวันนี้สถาบันอุดมศึกษามองหาวิธีการและยุทธวิธีในการเร่งเรื่องคุณภาพผู้เรียนทางทักษะการทำงาน ใช้อัตราเร่งของดิจิทัลเป็นกระแสผลักดันให้สร้างคนเก่งออกมาทำงานในสายอาชีพที่ต้องใช้ทักษะที่หลากหลาย ความเข้มข้นทางวิชาการก่อให้เกิดความหนาแน่นทางปัญญา ซึ่งในบางครั้งบัณฑิตที่จบออกมาถูกเจือจางเรื่องการใช้ชีวิตแบบคนดีในวิถีดิจิทัล

กระแส SOCIAL MEDIA ที่ร้อนแรงทำให้วิถีชีวิตมีแต่ความเร่งรีบ แข่งขัน พอเจอทางตันของชีวิตแค่ลื่นก็ล้มแบบไม่เป็นท่า ล้มไม่พอ ไม่ยอมลุกอีกต่างหาก สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นกลไกกระบวนการที่ต้องเร่งปรับแก้ ไม่เช่นนั้นสังคมไทยจะเกิดปัญหาต่างๆ ตามมาแบบในหลายประเทศที่เร่งป้อนคนเก่งเข้าโรงงาน แทนที่จะป้อนมนุษย์ที่สมบูรณ์เข้าสู่สถานประกอบการ

เรามีวิชาพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ 30 หน่วยกิตในระดับปริญญาตรีที่ทุกคนต้องเรียน หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า วิชา GE (GENERAL EDUCATION) หรือ วิชาศึกษาทั่วไปแต่บางครั้งเราก็ไม่เฉียบคมพอในการสอนวิชาเหล่านี้ เราต้องนำปรัชญาของการเรียนการสอนวิชาศึกษาทั่วไปมาวิเคราะห์และสอนอย่างละเมียดละมัย

เพราะตอนนิยามความหมาย ไม่ได้มุ่งหวังสร้างยอดมนุษย์ออกมาปรับเปลี่ยนโลกแห่งการทำงาน แต่เรามุ่งสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่พร้อมด้วย กาย ใจ สติปัญญา และสภาพแวดล้อม ออกมาปรับเปลี่ยนสังคม ควบคู่กับสมรรถนะในการทำงานที่คนเก่งในวิชาชีพต่างๆ จะต้องมี

กายดีต้องทำให้เขามีสุขภาวะที่ดีเหมาะสมในช่วงวัย สุขภาพต้องสมบูรณ์ รักการเล่นกีฬา ในประเทศไต้หวันบางมหาวิทยาลัยกำหนดให้นักศึกษาทุกคนต้องเรียนและมีกิจกรรมการออกกำลังกายในสองปีแรกของการเรียนโดยไม่คิดหน่วยกิต แต่ไม่เรียน ไม่เล่นไม่จบ วิชาพลศึกษาจึงมีความสำคัญและไม่เชยเลยถ้าต้องการสร้างมนุษย์ที่มีกายดี

ใจดีต้องมีวิชาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมความเป็นพลเมือง คือ ต้องสร้างพลเมืองตื่นรู้ ให้สำเร็จ
จำเป็นสูตรสำเร็จง่ายๆ คือ ต้องสร้างพลเมืองที่ “พึ่งสังคมและตนเองอย่างสำเร็จ ต้องถือเคล็ดเคารพสิทธิผู้อื่นเสมอ เคารพความแตกต่างฉันและเธอ เคารพความเสมภาคและเท่าเทียม เคารพกฎกติกามารยาท รับผิดชอบสังคมชาติไม่หลีกเลี่ยง”

สติปัญญาดี ต้องมีวิชาที่เสริมสร้างความเป็นมนุษย์ หรือทักษะการเป็นพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21 แต่ที่แน่นอนและหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การใช้ภาษาในการสื่อสารต้องเฉียบคมทั้ง ไทย อังกฤษ และภาษาที่ 3
คนที่จะมีสติปัญญาดีต้องรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยากหรือไม่ ไม่ทราบแต่ต้องเพาะบ่มให้เกิดขึ้นทุกช่วงอายุในการเรียน

ส่วนสภาพแวดล้อมนั้น ต้องมีวิชาที่เสริมสร้างให้ผู้เรียนเป็นคนดีในสังคม เมื่อออกไปอยู่ในสังคมหรือชุมชนใดต้องเป็นนักจัดการความดี ดูแลครอบครัว เกลียดการโกง สร้างนิเวศวัฒนธรรมและนิเวศวิทยาที่จะก่อให้เกิดความสุขของมนุษย์และแผ่นดินเกิด

แค่ 4 ประเด็น กับ 30 หน่วยกิต ที่เราจะสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้ออกไปสร้างสังคมไทย น่าจะคุ้มค่า
กิจกรรมต่างๆ ในวิชาศึกษาทั่วไปต้องมุ่งสู่ การขับเคลื่อนเขยื้อนสังคม หรือ SOCIAL MOVEMENT อย่าสร้างกิจกรรมให้มากเกินไป แต่กิจกรรมการเรียนรู้ต้องแรงและโดนใจเด็กใน GENERATION นี้ ถามว่ายากเกินไปหรือไม่ ต้องตอบว่าถึงยากแค่ไหนก็ต้องทำ และต้องทำให้สำเร็จ

กิจกรรมการเรียนการสอนที่ดีไม่ต้องลงทุนทางเทคโนโลยีให้มากมาย ใช้ต้นทุนทางสมองที่ผู้สอนวิชาศึกษาทั่วไปทั่วประเทศมี แล้วช่วยกันออกแบบอย่างสุดฝีมือ เราก็จะมีคนดีคืนสู่สังคมได้พร้อมทั้งปริมาณและคุณภาพ

โลกการเรียนการสอนของมนุษย์ในทุก GENERATION อย่าวัดที่คุณภาพของเทคโนโลยี แต่ต้องวัดที่ความตั้งใจในการออกแบบการเรียนรู้ของครู ครูต้องเป็นครูอยู่ตลอดเวลา ครูในประเทศต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จในการผลิตพลเมืองดีมีคุณค่าออกมารับใช้ประเทศชาติและสังคม เขาวัดที่คุณภาพผู้เรียนที่จบออกมา

เก่ง.... คนในวิชาชีพต้องช่วยกันสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้ ให้รองรับตลาดแรงงาน
ส่วนดี และ มีความสุข วิชาศึกษาทั่วไปต้องจัดการให้สำเร็จ มีคำหลายคำที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นในรายวิชาต่างๆ ของหมวดวิชาศึกษาทั่วไป เช่น ความเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลก การนำศาสตร์พระราชาและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน การจัดการความดี การส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการ หรือแม้แต่วิชาการขับเคลื่อนเขยื้อนสังคม ก็เป็นส่วนหนึ่งในการใช้ 30 หน่วยกิตของวิชาศึกษาทั่วไปให้คุ้มค่า

ส่วนเรื่องของความเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล หรือ วิชา DIGITAL LITERACIES มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องสอนให้เขาสร้างเสริมคุณลักษณะบัณฑิตด้านนี้อย่างเร่งด่วน แต่ต้องสอนแบบผ่อนพักตระหนักรู้ เพราะวิถีชีวิตของมนุษย์ในยุคนี้ เขาอยู่กับดิจิทัลอยู่แล้วอย่ายัดเยียดความจำแต่ต้องสร้างความตระหนัก มีแบบแผนการสร้างพลเมืองและรายวิชาแบบนี้มากมายในประเทศต่างๆ

สุดท้ายประเทศที่พัฒนาแล้วทางด้านการศึกษาจะมีค่านิยมอย่างหนึ่งคือ “จะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
สังคมไทยต้องถูกขับเคลื่อนโดยคนดี คนเก่ง และคนที่มีความสุข อย่าจัดการเรียนการสอนวิชาศึกษาทั่วไปแบบผ่านๆ เพราะประเทศไทยเราเสียเวลากับการพัฒนามนุษย์แบบผ่านๆ มานานพอสมควรแล้ว
ขอให้กำลังใจผู้สอนวิชาศึกษาทั่วไปทั้งประเทศ มาร่วมออกแบบ ปรับรูปแปลงร่างการสอนวิชาศึกษาทั่วไป ให้สนองตอบโจทย์การพัฒนาทรัพยาการมนุษย์ ให้ถึงฝั่งฝันให้ได้โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

วันที่ 29/07/2564รู้อะไรไม่สู้..รู้อาเซียน #วิชาอาเซียนศึกษา .... #เป็นวิชาGEที่หลายๆมหาวิทยาลัยใช้สอนที่มหาวิทยาลัยศรีป...
29/07/2021

วันที่ 29/07/2564
รู้อะไรไม่สู้..รู้อาเซียน
#วิชาอาเซียนศึกษา .... #เป็นวิชาGEที่หลายๆมหาวิทยาลัยใช้สอน
ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม ก็เช่นเดียวกัน มี PART ที่เป็น ความรู้เบื้องต้นให้นักศึกษาได้ศึกษาก่อนในหลายๆ ตอน
เอกสารอ่านประกอบ
วิชาSOC 122 อาเซียนศึกษา
เรื่องที่ 1 "ปฐมบทและกฎบัตร 1"
ผู้ช่วยศาสตราจารย์กิตติภูมิ มีประดิษฐ์
ผู้อำนวยการสำนักวิชาศึกษาทั่วไป
มหาวิทยาลัยศรีปทุม
: [email protected]
กำเนิดอาเซียน

อาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations หรือ ASEAN) ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) ซึ่งได้มีการลงนามที่วังสราญรมย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสมาชิกก่อตั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย

ในเวลาต่อมาได้มีประเทศต่างๆ เข้าเป็นสมาชิกเพิ่มเติม ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม (เป็นสมาชิกเมื่อ 8 ม.ค.2527) เวียดนาม (วันที่ 28 ก.ค. 2538) สปป.ลาว เมียนมาร์ (วันที่ 23 ก.ค. 2540) และ กัมพูชา เข้าเป็นสมาชิกล่าสุด (วันที่ 30 เม.ย. 2542) ให้ปัจจุบันมีสมาชิกอาเซียนทั้งหมด 10 ประเทศ
วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งอาเซียน คือเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างประเทศในภูมิภาค ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพเสถียรภาพ และความมั่นคงทางการเมือง สร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรมการกินดีอยู่ดีของประชาชนบนพื้นฐานของความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก

สัญลักษณ์ของอาเซียน คือ รูปรวงข้าว สีเหลืองบนพื้นสีแดงล้อมรอบด้วยวงกลม สีขาวและสีน้ำเงิน
รวงข้าว 10 ต้น หมายถึง ประเทศสมาชิก 10 ประเทศ
สีเหลือง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง
สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญและการมีพลวัติ
สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์
สีน้ำเงิน หมายถึง สันติภาพและความมั่นคง
กฎบัตรอาเซียน (ASEAN CHARTER) หรือธรรมนูญอาเซียน

กฎบัตรอาเซียน เปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญของอาเซียนที่จะทำให้อาเซียนมีสถานะเป็นนิติบุคคล เป็นการวางกรอบทางกฎหมายและโครงสร้างองค์กรให้กับอาเซียน โดยนอกจากจะประมวลสิ่งที่ถือเป็นค่านิยม หลักการ และแนวปฏิบัติในอดีตของอาเซียนมาประกอบกันเป็นข้อปฏิบัติอย่างเป็นทางการของประเทศสมาชิกแล้ว ยังมีการปรับปรุงแก้ไขและสร้างกลไกใหม่ขึ้น พร้อมกำหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบขององค์กรที่สำคัญในอาเชียนตลอดจนความสัมพันธ์ในการดำเนินงานขององค์กรเหล่านี้ ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียนให้สามารถดำเนินการบรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนการรวมตัวของประชาคมอาเซียน ให้ได้ภายในปี พ.ศ.2558 ตามที่ผู้นำอาเซียนได้ตกลงกันไว้

ทั้งนี้ผู้นำอาเซียนได้ลงนามรับรองกฎบัตรอาเซียน ในการประชุมสุดยอดยอดเซียน ครั้งที่ 13 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 ณ ประเทศสิงคโปร์ ในโอกาสครบรอบ 40 ของการก่อตั้งอาเซียน แสดงให้เห็นว่าอาเซียนกำลังแสดงให้ประชาคมโลกได้เห็นถึงความก้าวหน้าของอาเซียนที่กำลังจะก้าวเดินไปด้วยกันอย่างมั่นใจระหว่างประเทศสมาชิกต่าง ๆ ทั้ง 10 ประเทศ และถือเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่จะปรับเปลี่ยนอาเซียนให้เป็นองค์กรที่มีสถานะเป็นนิติบุคคลในฐานะที่เป็นองค์กรระหว่างรัฐบาล ประเทศสมาชิกได้ให้สัตยาบันกฎบัตรอาเซียน ครบทั้ง 10 ประเทศแล้วเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2551 กฎบัตรอาเซียนจึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2551 เป็นต้นไป

วัตถุประสงค์ของกฎบัตรอาเซียน
วัตถุประสงค์อของกฎบัตรอาเซียน คือ ทำให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีประสิทธิกาพ มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเคารพกฎกติกาในการทำงานมากขึ้น นอกจากนี้ กฎบัตรอาเซียนจะให้สถานะนิติบุคคลแก่อาเซียนเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาล (intergovernmental organization)
โครงสร้างและสาระสำคัญของกฎบัตรอาเซียน
กฏบัตรอาเชียน ประกอบด้วยบทบัญญัติ 13 หมวด 55 ข้อ ได้แก่
หมวดที่ 1 ความมุ่งประสงค์และหลักการของอาเซียน
หมวดที่ 2 สภาพบุคคลตามกฎหมายของอาเชียน
หมวดที่ 3 สมาชิกภาพ (รัฐสมาชิก สิทธิและพันธกรณีของรัฐสมาชิก และการรับสมาชิกใหม่
หมวดที่ 4 โครงสร้างองค์กรของอาเซียน
หมวดที่ 5 องค์กรที่มีความสัมพันธ์กับอาเซียน
หมวดที่ 6 การคุ้มกันและเอกสิทธิ์
หมวดที่ 7 กระบวนการตัดสินใจ
หมวดที่ 8 การระงับข้อพิพาท
หมวดที่ 9 งบประมาณและการเงิน
หมวดที่ 10 การบริหารและขั้นตอนการดำเนินงาน
หมวดที่ 11 อัตลักษณ์และสัญลักษณ์ของอาเซียน
หมวดที่ 12 ความสัมพันธ์กับภายนอก
หมวดที่ 13 บทบัญญัติทั่วไปและบทบัญญัติสุดท้าย
กฎบัตรอาเซียนช่วยให้อาเซียนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เสริมสร้างกลไกการติดตามความตกลงต่างๆ ให้มีผลเป็นรูปธรรม และผลักดันอาเซียนให้เป็นประชาคมเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
กฎบัตรอาเซียนช่วยให้อาเซียนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร มีข้อกำหนดใหม่ๆ ที่ช่วยปรับปรุงโครงสร้างการทำงานและกลไกต่างๆ ของอาเซียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มความยืดหยุ่นในการแก้ไขปัญหา เช่น
1. กำหนดให้เพิ่มการประชุมสุดยอดอาเซียนจากเดิมปีละ 1 ครั้ง เป็นปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้ผู้นำมีโอกาสหารือกันมากขึ้น พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงทางการเมืองที่จะผลักดันอาเซียนไปสู่การรวมตัวกันเป็นประชาคมในอนาคต
2. มีการตั้งคณะมนตรีประจำประชาคมอาเซียนตามเสาหลักทั้ง 3 ด้าน คือ การเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
3. กำหนดให้ประเทศสมาชิกแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำอาเซียนไปประจำที่กรุงจาการ์ตา ซึ่งไม่เพียงแต่จะแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจแนวแน่ของอาเซียนที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อมุ่งไปสู่การรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนในอนาคต และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปร่วมประชุมและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างประเทศสมาชิก
4. หากประเทศสมาชิกไม่สามารถตกลงกันได้โดยหลักฉันทามติ ให้ใช้การตัดสินใจรูปแบบอื่นๆ ได้ตามที่ผู้นำกำหนด
5. เพิ่มความยืดหยุ่นในการตีความหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน โดยมีข้อกำหนดว่าหากเกิดปัญหาที่กระทบต่อผลประโยชน์ส่วนร่วมของอาเซียน หรือเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ประเทศสมาชิกต้องหารือกันเพื่อแก้ปัญหา และกำหนดให้ประธานอาเซียนเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้นำมาจากการ search ข้อมูลจาก GOOGLE

ที่อยู่

มหาวิทยาลัยศรีปทุม สำนักวิชาศึกษาทั่วไปห้อง 5-804
Bangkok
10900

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ HUM120ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์