24/12/2017
@241260 ย่อคลิปสัมมนา "ส่องอสังหาริมทรัพย์ 2018" by S.I.R. การบ้านวันอาทิตย์+หาหุ้น
สมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่เรา แต่ละครอบครัวลูกเยอะจนบ้านไม่พออยู่ ปัจจุบันคนมีลูกน้อยแล้วแห่เข้าไปทำงานในเมืองมากขึ้น จนบ้านแทบไม่มีคนอยู่ ในบ้านเราพูดกันมาสักพักว่า ตอนนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อิ่มตัวหรือเกิดฟองสบู่แล้วหรือยัง ผมฟังคลิปนี้แล้วได้รับคำตอบที่ชัดเจนและได้ทราบถึงแนวโน้มในปีหน้าด้วย ถอดคลิปออกมาในส่วนที่ฟังทันและสำคัญๆ อยากได้รายละเอียดเพิ่มเติมต้องดูจากในคลิปครับ :-)
สัมมนาแห่งปี "ส่องอสังหาริมทรัพย์ 2018"
4 พฤศจิกายน 2560 : ณ ห้องประชุม ชั้น 3 แกรนด์โฮม บางนา ก.ม.10 (ความยาวคลิป 2 ชั่วโมง 51 นาที 37 วินาที)
https://www.youtube.com/watch?v=UFvrFZBua3A
Prachachat Online : Published on Nov 24, 2017
วิทยากรที่ขึ้นพูด
“ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์” รักษาการ ผอ.ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. บรรยายพิเศษหัวข้อ “Big Data อสังหาฯ 2018” ,
“เจีย คิน” ซีอีโอกลุ่มเฮง เอเชีย ธุรกิจโมเดิร์นเทรดค้าวัสดุก่อสร้างดาวรุ่งแห่งกัมพูชา บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Property Market โอกาสอสังหาฯไทยในตลาดอาเซียน”
“ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม” กรรมการผู้จัดการ บมจ.ศุภาลัย
“แสนผิน สุขี” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือโกลเด้นแลนด์
“จามรี เกษตระกูล” รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดสายสินเชื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารไทยพาณิชย์
“เศรษฐา ทวีสิน” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ผ่าทางตันอสังหาฯ สไตล์เศรษฐา”
- Q3/60 GDP โตเกินคาดของสภาพัฒน์ที่คาดไว้ 3.9% โดยโตได้ถึง 4.1% โตสุดในรอบ 4 ปี
- มูลค่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในบ้านเรารวมกันแล้ว ปัจจุบันมีขนาดมากกว่า 8 แสนล้านบาท
- "หน่วยโอนกรรมสิทธิ์" คือตัวเลขสำคัญที่บ่งชี้ว่าผู้ซื้อและผู้ขายอสังหาริมทรัพย์มีการซื้อขายกันแล้วจริงๆ(ไปโอนที่สนง.ที่ดิน) ตอนนี้ภาพ Q4/60 คือจะดีและจะรักษาการเติบ
โตที่ดีนี้ไปได้ในปี61 ปีนี้จะโตได้ราว 6.1% ปีหน้าก็จะสามารถจะเติบโตได้ระดับเดียวกัน
- มูลค่าการโอนในปีหน้า คาดว่าโตได้ราว 12% เพราะหน่วยการโอนมากขึ้น มูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
- มูลค่าโครงการใหม่ที่เปิด เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มูลค่ารวมกว่า 4 หมื่นล้านบาท
- สินเชื่อปล่อยใหม่ ปี59 6.4แสนล้าน ปี60 6.1แสนล้าน ปี61 คาดว่าจะทำได้เกิน 6 แสนล้านได้ จากข้อมูลจึงเชื่อว่าปีหน้ามีแนวโน้มของการปล่อยสินเชื่อและการโอน
กรรมสิทธิ์ที่ดี
- ฝั่งซัพพลาย ตัวเลขการสร้างเสร็จจดทะเบียน จะเติบโตได้ในทิศทางเดียวกัน คาดโต 17% บ้านใหม่ๆจะสร้างเสร็จใน Q4/60 เยอะ ปีหน้าตัวเลขทั้งฝั่งดีมานส์และซัพพลายดูดี
- พื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลจะดีกว่าภูมิภาค ภูมิภาคเริ่มฟื้นตัวแต่กำลังซื้อยังไม่ตามมา อสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพและต่างจังหวัดเติบโตคนละตลาด
- การทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ จำเป็นต้องใช้ Big Data ในการวิเคราะห์สภาพตลาด
- สิ้นปี 60 ยูนิตที่พร้อมขายได้ 2.76 แสน ตัวเลขหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ดีขึ้น ปีหน้าคาด GDP โตได้เกิน 4%
- ตัวเลขทิศทางซัพพลายในตลาด(Available for sales) ปีหน้าไม่เกิด Oversupply ดีมานส์สามารถ absorb ได้ Available for sale จะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการกลุ่มวัสดุ
ก่อสร้าง อุปกรณ์ตกแต่ง
- ปี 61 การเติบโตทั้งดีมานส์และซัพพลายดีขึ้นพอกัน ราวๆ 16-17% กรุงเทพจะเติบโตดีกว่าภูมิภาค
- Absorbtion rate หรืออัตราการดูดซับซัพพลายของอสังหาริมทรัพย์ในปีหน้ามีความสมดุล ไม่แสดงถึงการเกิด over supply
- (part ต่อมาเป็นส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในกัมพูชา ผมขอข้ามไปครับ) แต่โดยรวมแล้วอสังหาริมทรัพย์ในกัมพูชาคือเติบโตอย่างมาก เงินลงทุนจากตปท.ก็ไหลเข้าไปลงทุนดี
- มุมมองศุภาลัย เทรนด์ 3-5 ปีที่ผ่านมาเป็นสิ่งสำคัญในภาพปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตของธุรกิจอสังหาในบ้านเรา เช่น กลุ่มทุนจากต่างชาติที่เข้ามาร่วมทุนกับผู้ประกอบการ
ไทย การเกิด Market consolidation หรือการกินแชร์ออกไปเรื่อยๆของผู้ประกอบการรายใหญ่และมีแนวโน้มจะกินออกไปได้เรื่อยๆ หรือแนวโน้มการเติบโตของอสังหาในต่าง
จังหวัด การเติบโตของคอนโดที่มีรายละเอียดเปลี่ยนแปลงไป ขนาดยูนิตของอสังหาริมทรัพย์ที่เล็กลง
- ในประเทศไทย Corelation ที่ส่งผลการเติบโตของอสังหามากที่สุดคือ 1. GDP growth% (บ้านเราตัวเลขนี้สำคัญกว่าอัตราดอกเบี้ย) 2. Infrastructure และ 3.Market
Sentiment
- 3ข้อนี้ จะส่งกระทบกับด้าน pre-sale มาก โดยเฉพาะช่วงปี 2010 จะเห็นชัดเจนจากการ surge ขึ้นของโครงการคอนโดต่างๆ แต่ตลาดบ้านเดี่ยวโดยรวมไม่เติบโตมาเป็น 10 ปี
- แม้ตลาดแนวราบไม่โตมานาน แต่ทำไม บ.ใหญ่ๆอย่าง SPALI หรือ Golden Land ยังเติบโตได้ นั่นก็เพราะมาจาก market share game (โตไปกินรายเล็กๆ)
- เทรนด์ชัดเจนคือ รายใหญ่ในตลาด developer 11 รายมีความคล่องตัวสูงกว่ามาก แบงค์ก็ยินดีปล่อยกู้ จนทำให้สองปีที่ผ่านมา เกิดการเผาจริงของผู้ประกอบการรายเล็กๆ
- ตลาดบ้านแนวราบในประเทศไทย มี character ที่ไม่เหมือนกับตลาดใดในโลก ซึ่งในทางเทคนิคจะยังไม่สามารถขายได้หากยังไม่ได้ใบอนุญาตจัดสรร เพื่อให้ได้ใบอนุญาต
จัดสรรก็จะต้องมีหลายอย่างมาค้ำประกัน พูดง่ายๆว่าต้องมีสินเชื่อโครงการมาแล้ว แล้วถ้าสินเชื่อโครงการยังไม่เกิดก็ขายไม่ได้แบงค์ก็ไม่ปล่อย รายเล็กก็ไม่สามารถขยายการลง
ทุนโครงการได้เท่ารายใหญ่ที่มีเงินลงทุนมากกว่าได้
- ตลาดคอนโคจะหวือหวามากกว่า เติบโตมากในตอนที่มีการประกาศการทำรถไฟฟ้าสายสีม่วงสีน้ำเงิน แล้วก็หดตัวลงช่วงน้ำท่วมแล้วก็ค่อยๆฟื้นขึ้นมาใหม่
- คอนโด คืออสังหาริมทรัพย์ที่สามารถขายได้เลย แม้จะยังไม่ได้รับใบอนุญาตใดๆก็ตาม ทำให้เราจะสามารถเห็น pe*******on ของรายเล็กๆได้มากมาย (เช่น ANAN ORI)
- ตลาดคอนโดสิบปีที่ผ่านมามีพื้นที่ให้รายเล็กๆได้เติบโต สิบปีก่อน อนันดา หรือ ออริจิ้น ก็เล็กมากๆๆ ตอนนี้ก็ถือว่าใหญ่มาก คอนโดสามารถขายก่อนได้ และถ้าสามารถขาย
โครงการได้แค่ 80-90% แล้วไปยื่นแบงค์ แบงค์ก็ยอมปล่อยสินเชื่อให้แล้ว
- ตลาดในต่างจังหวัด ศุภาลัยคือรายใหญ่ที่สุด ปี60 คาดทำรายได้ 8 พันล้านบาท พื้นที่บางแห่งในต่างจังหวัดราคาที่ดินขึ้นมาจนแพงมากๆจนศุภาลัยเองก็ไม่กล้าซื้อ เพราะ
กระแสการขยายตัวออกไปของ infrastructure ระบบคมนาคมต่างๆ เมื่อราคาที่ดินแพงนักลงทุนก็เริ่มสร้างคอนโคตามตจว. แต่พอถึงจุดหนึ่งเมื่อซัพพลายคอนโดในตจว.ออกมา
มากมันก็เริ่มอิ่มตัว ซึ่งแตกต่างจากคอนโดในกรุงเทพ ต่างจังหวัดส่วนของตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างยั่งยืนต่อเนื่องคือ ตลาดแนวราบ
- หัวเมืองใหญ่ๆเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือการเป็น Region Hub ของจังหวัดๆหนึ่งในแต่ละภูมิภาค และจะยังเติบโตต่อ ตำแหน่งงาน การลงทุน คมนาคมดีขึ้น
- คอนโดในกรุงเทพ driver หลักคือ รถไฟฟ้า ช่วงปี 2010-2012 รฟฟ.สายใหม่ๆเกิดขึ้น จนมาถึง 2015 ก็ไม่มีรฟฟ.สายใหม่เกิดขึ้น developer รายเดิมๆก็ทำในพื้นที่เดิมๆ(เกาะ
แนวรฟฟ.สายสีม่วงและสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย)จนจะหมด เมื่อไม่มีรฟฟ.สายใหม่ออกมา ทุกรายก็เลยคิดว่าต้องไปทำในพื้นที่ที่ชัวร์กว่า นั่นคือการหันเข้าไปทำโครงการในพื้นที่ใน
เมืองเช่น สาทร สีลม สุขุมวิท เพลินจิต ทองหล่อ พระรามสี่ อโศก รัชดา นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเกิดคอนโด Luxury ขึ้นมาก(ไม่มีพื้นที่ข้างนอกใหม่ๆให้ทำ
แล้ว)
- พอปลายปี 2015 รฟฟ.สายใหม่ออกมาก็เริ่มเกิดการกระจายตัวใหม่ของโครงการรอบนอก
- Unit size มีแนวโน้มเล็กลงเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียว เพราะต้นทุนหลักของโครงการคือ 1.ราคาที่ดิน 2.วัสดุก่อสร้าง ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ผู้พัฒนาจึง
ต้องหา sweet spot ของลูกค้าให้เจอเพื่อที่จะสามารถซื้อโครงการได้ และเมื่อเทียบระหว่าง ยูนิตเล็ก กับ ราคาเล็ก ลูกค้าจะชอบราคาเล็กมากกว่า จึงเป็นเหตุผลว่า Unit เลยมี
แนวโน้มที่ลดลงๆ
- ภาพทั้งหมดเลยบ่งชี้ว่า Develpoer รายใหญ่จะยังแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆใน 2-3 ปีข้างหน้า และ Developer รายใหญ่แต่ละรายก้มีจุดแข็งที่แตกต่างกัน
- Golden Land มองว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน และนวัตกรรมจะช่วยให้บริษัทสามารถแข่งขันได้
- ราคาที่ดินที่สูงขึ้น หรือ Cost of Livng ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อกำลังซื้อของลูกค้า ผู้ประกอบการต้องหาแนวทางให้ลูกค้าสามารถ afford ได้
- Golden Land เริ่มเทิร์นอะราวด์ได้ในปี โดยเทิร์นได้จาก Townhouse ที่เปิดตัวมาแล้วขายดีทุกโครงการ สาเหตุเพราะได้วางกลยุทธ์การขายไว้อย่างดี
- กลยุทธ์หลัก "ขายของดีกว่าสิ่งที่ลูกค้าคาดหวัง และให้ในสิ่งพิเศษ" Unexpected Strategy ของคุณภาพดี ในราคาที่คุ้มค่า
- สร้าง Location ที่ดี ทำเลที่ดีไม่จำเป็นต้องครอบครองได้เฉพาะคนมีเงินเยอะ ทำเลดีๆในเมืองมีอุปสรรคเยอะ แต่ก็ติดอุปสรรคเยอะมาก จน developer หลายรายมองข้าม
- ยึดทำเลดีเอาไว้ก่อน ปัญหาต่างๆแก้ได้ (เช่น ทางเข้าแคบ ติดวัด ใกล่บ่อขยะ มีเสาไฟแรงสูง etc,) ซึ่งกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้แคร์เรื่องโลเคชั่นมากกว่าเรื่องอื่น ใกล้ที่ทำงาน
- ใส่ใจทำเลเอาไว้ก่อน 50% โดยจะเลือกทำเลในเมืองเอาไว้ก่อน Townhouse สามารถสู้ราคาที่ดินได้ถึง ตรว.ละ 4 หมื่นบาท (ราคานี้ทำบ้านเดี่ยวลำบากแล้ว อาจต้องขาย 20
ลบ.ขึ้น ก็ขายยากอีก)
- เมื่อได้ทำเลที่ลูกค้า Unexpected แล้ว ตามตรรกะของลูกค้าคือ ราคาไม่น่าจะถูก แต่บริษัทก็ขายราคาที่ต่ำลงได้ เพราะมีการลด Cost ที่สูงจากระบบการทำงานที่วางไว้ เช่น ใช้
ระบบที่ต้นทุนต่ำกว่า pre-cast หรือใช้ ผู้รับเหมารายเดิมๆ แล้วต่อรองกับซัพพลายเออร์ได้มากขึ้นตามมา
- Townhouse สองชั้น มี price range ที่แคบ ราคาเกิน 4 ล้านก็ขายยากแล้ว มันเป็นสินค้าที่มีระดับเพดานราคาไว้ ขายมากกว่านี้ก็ไม่ได้แล้ว ราคา 2-3 ล้านจะขายดีสุด แต่ต้อง
ใส่นวัตกรรมเข้าไป
- Golden Land เน้นขายให้เร็ว ไม่อยากขายช้าแม้จะกำไรต่อหน่วยเพิ่มสูงขึ้น เพราะสินค้าหลักคือ Townhouse ที่มี nature ของกลุ่มลูกค้าคือ ลูกค้าซีเรียสเรื่องราคา ถ้าราคา
ปรับขึ้นนิดเดียวลูกค้ากลุ่มนี้จะหนีไปได้เลย และมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนใจง่ายหรือเกิด Rejection Rate ที่สูง
- โครงการ ยิ่งนานไปยิ่งดูน่าเบื่อ ทำเลเดิมๆ บิลบอร์ดเดิม คนเปิดโครงการซ้ำมากขึ้น กดราคาต่ำลงอีก จึงเน้นเรื่องการขายเร็วให้ได้มากกว่า
- การไม่สร้างเสร็จก่อนขาย ก็สามารถเติบโตได้ ถ้ามี 1.รู้ต้นทุน(เห็นกำไรเมื่อสร้างเสร็จ) 2.คุมคุณภาพการก่อสร้างได้(สร้างทีเดียวจนเสร็จ) 3.เวลา(ผู้พัฒนาสร้างได้รวดเร็ว) ซึ่ง
3 ข้อนี้ Developer ที่จะทำได้ จะต้องมี Brand ที่แข็งแกร่ง คือคนรู้จักมาก ไม่มีความเสี่ยงเรื่องการตลาด สินค้ามีคนยอมรับจนผลิตออกมาเท่าไหร่ก็ขายได้ง่ายๆ
- รายกลาง รายเล็ก ไม่สามารถทำการตลาดแบบสร้างเสร็จก่อนขายได้ รายกลางรายเล็กจะมีความเสี่ยงมากโดยเฉพาะ Initial cost ดังนั้นจึงต้องมาเน้นสร้างเร็ว แล้วตุนแบ็คล้อค
- ตัวเลขจริงๆอัตรา Rejection Rate ตอนนี้คิดว่าน่าจะถึง 50-60% แต่ในอุตสาหกรรมไม่มีใครอยากจะพูด จริงๆแล้วเมื่อลูกค้าจองซื้อแล้ว อัตราการปฏิเสธสินเชื่อจะเกิดขึ้น
มากกว่าหากยื่นไปทุกแบงค์ ซึ่งจะช้ากว่าการเลือกแบงค์ เพราะแบงค์จะดูเฉพาะโครงการเป็นหลัก หากกระจายแล้วแต่ละแบงค์ก็จะเลือกแต่ลูกค้าที่ดีๆเอาไว้ก่อน
- สื่อโฆษณษา ที่ผู้ประกอบการเลือกใช้ ปัจจุบันสื่อเปลี่ยนรูปแบบไปก็จริง แต่บิลบอร์ดก็ยังมีคุณค่าสูงที่จะละเลยไปไม่ได้สร้างหลังจากใช้สื่อออนไลน์แล้ว เพราะ Billboard
สามารถสร้าง information ให้กับลูกค้าบริเวณนั้นๆได้มากกว่าการเป็นแค่ image
- ยุคดิจิตอล ธนาคารก็ต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง ประชากรโลก 7.5 พันล้านคน อยู่ในเขตเมือง 54% ประชากรกลุ่มส่วนใหญ่ก็เริ่มเข้าสู่ Socialize กันมากขึ้นเรื่อยๆ
- Banking Sector ต้อง transform ตัวเองสู่การเป็นดิจิตอลมากขึ้น ใช้พนักงานลดลง ขยายสาขาลดลง ปริมาณคนไทยที่ access เข้าสู่การ moblie banking มากขึ้นๆ
- กลุ่มแบงค์จะมีการใช้ Big Data ที่เป็น non-traditional มากขึ้นๆ เช่นพวกพฤติกรรมการจับจ่ายหรือพวกที่ไม่เกี่ยวข้องการการทำธุรกรรม
- คนยุคใหม่ใช้ Digital มากขึ้นๆ ตัดสินใจจากข้อมูลในเครือข่ายออนไลน์ ยิ่งมีการใช้ Mobile transaction มากขึ้น แบงค์ยิ่งสามารถทราบพฤติกรรมลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น
- แม้ยุคใหม่จะเป็นยุคดิจิตอล คน Gen ใหม่มาธนาคารน้อยลง แล้วใช้ Mobile ในการทำ transaction มากขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้ยุคต่อไปนี้ธนาคารเข้าใจลูกค้าของตัวเองมากขึ้น
กว่าเดิม
เศรษฐา ทวีสิน
- ยุคปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปเยอะมากๆ ยุคก่อนเราได้เห็น high net worth individual กันมาก กลุ่ม Luxury ที่มั่งคั่งสูง ใช้รถ ใช้ของราคาแพงๆ แบรนด์เนม
- แต่กลุ่มดังกล่าวปัจจุบันเป็นกลุ่ม Old Luxury แต่ปัจจุบันมีกลุ่ม high net worth กลุ่มใหม่ที่ถูกเรียกว่า "HENRYs" หรือ High Earning, Not Rich Yet
- HENRYs คือกลุ่มที่มีรายได้ กำลังซื้อสูง แต่ยังไม่มีทรัพย์สินที่เยอะ พวกเค้ามีกำลังซื้อสูงแต่ระมัดระวังการใช้เงิน และไม่ได้ซื้อข้าวของราคาแพงๆ เพียงได้มาแค่โลโก้สินค้า
- HENRYs ต้องรับรู้ถึง experience ที่อยู่เบื้องหลังที่พวกเขาต้องรับรู้หรือสัมผัสก่อน behind the scences
- โครงการ 98Wireless ของแสนสิริ ก็คือการจับกลุ่มยอดปิรามิด คือกลุ่ม Old Luxury
- ธุรกิจโรงแรมหรือที่อยู่อาศัยก็จะโดนเทคโนโลยี เช่น Air-BnB มาแย่งลูกค้า ซึ่งกลุ่ม Gen-Y หรือ HENRYs เค้าชอบใช้เทคโนโลยี เค้าได้ความตื่นเต้นหรือติดต่อกับสังคมหรือ
รูปแบบใหม่ๆ แต่กลุ่ม Old Luxury จะไม่ชอบอะไรพวกนี้ พวกเค้าไม่อยากจะได้อะไร surprise ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ถ้าเราเข้าใจกลุ่มลูกค้าของตัวเองก็จะออกแบบสินค้ามาให้ตรง
กลุ่มเป้าหมายได้
- ปัจจุบันแค่ชื่อ Brand เริ่มไม่สามารถมัดใจกลุ่ม Gen-Y หรือ HENRYs ได้แล้ว ดังนั้นแต่ละแบรนด์ก็หันมาทำการตลาดแบบให้ลูกค้าได้สัมผัส Brand Experience มากขึ้น
- แบรนด์เก่าๆยิ่งต้อง aware เพื่อปรับตัวเพื่อสร้าง experience ให้กับลูกค้า เพราะต่อไปลูกค้ากลุ่ม Gen-Y หรือ HENRYs จะยิ่งมีมากขึ้น
- ที่อยู่อาศัยเล็กลงแต่ต้องใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ธุรกิจโรงแรมแต่เดิมมีล้อบบี้ไว้เฉพาะลูกค้า แต่ตอนนี้ก็ต้องหันมาเปิดให้คนนอกเข้ามาสัมผัส experience ข้างในมากขึ้น
- ต้องมีการใช้พื้นที่ของโครงการในการทำ Co-Working หรือ Co-Living Space สร้างประโยชน์ใช้สอยให้ลูกค้าได้สัมผัสใช้งานจริง
- ธุรกิจยุคเก่าถ้าไม่ปรับตัวให้ทันยุคสมัยที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปเร็ว รับรองว่าไม่มีที่ยืนแน่นอน
- ต้องสร้าง Brading + Experience แต่ going forward คนจะเน้นเรื่องประโยชน์การสอยงานมากขึ้น ตลาดเดิมๆยังอยู่แต่ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจลูกค้ามากขึ้นกว่าเดิม
- Sharing economy ไม่ใช่เทรนด์ แต่มันเกิดขึ้นแล้ว เราไม่สามารถต้านทานได้ ธุรกิจต้องเปลี่ยนตามโลก และอย่าฝืนโลกฝืนเทคโนโลยี
- กลุ่ม property เติบโตได้เต็มที่ก็ไม่เกิน 1.5เท่าของจีดีพี (จากข้อมูลข้างต้นที่คาดว่าปีหน้า gdp จะโตราว 4% ก็หมายความว่ากลุ่มนี้จะโตได้ราวไม่เกิน 6% นั่นเอง)
S.I.R.
8-)