Centre for European Studies at Chulalongkorn University

Centre for European Studies at Chulalongkorn University ศูนย์ยุโรปศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

The Centre for European Studies (CES) was established by the Council of Chulalongkorn University in October 1997, as an upgrade of the Chulalongkorn University European Studies Programme (CUESP), an ESP project funded by the European Commission.

🇪🇺 สุขสันต์วันยุโรป (Europe Day) เนื่องในเดือนพฤษภาคม รู้หรือไม่ว่าวันที่ 9 พฤษภาคมของทุกปีถือเป็น“วันยุโรป” (Europe Day...
11/05/2026

🇪🇺 สุขสันต์วันยุโรป (Europe Day)

เนื่องในเดือนพฤษภาคม รู้หรือไม่ว่าวันที่ 9 พฤษภาคมของทุกปีถือเป็น“วันยุโรป” (Europe Day) ซึ่งเป็นวันเฉลิมฉลองสันติภาพและการบูรณาการเพื่อเอกภาพระหว่างเหล่าประเทศในทวีปยุโรป ที่เคยเผชิญประวัติศาสตร์อันเต็มไปด้วยความขัดแย้งและสงครามร่วมกันมาอย่างยาวนาน และยังเป็นการเฉลิมฉลองจุดเริ่มต้นของการรวมกลุ่มเป็นสหภาพยุโรปอย่างที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบันอีกด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ. 1950 หลังจากที่ยุโรปได้กลายเป็นสนามรบและเสียหายอย่างหนักจากสงครามโลกครั้งที่สอง ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของยุโรป นั่นคือการประกาศ “ปฏิญญาชูมาน” (Schuman Declaration) ณ กรุงปารีส โดย โรแบร์ต ชูมาน (Robert Schuman) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศสในขณะนั้น โดยมี ฌ็อง มงแน (Jean Monnet) นักคิดคนสำคัญซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบิดาแห่งสหภาพยุโรปร่วมวางรากฐานแนวคิดในปฏิญญาดังกล่าว สาระสำคัญของปฏิญญานี้คือข้อเสนอให้จัดตั้ง “ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป” (European Coal and Steel Community: ECSC) เพื่อให้ประเทศสมาชิกบริหารจัดการอุตสาหกรรมถ่านหินและเหล็กกล้า ซึ่งถือเป็นทรัพยากรหลักในการทำสงครามร่วมกัน แนวคิดนี้มีเป้าหมายเพื่อยุติวัฏจักรสงคราม ความขัดแย้ง และความไม่ไว้วางใจที่สืบเนื่องมาอย่างยาวนานระหว่างประเทศต่างๆในทวีปยุโรป โดยเฉพาะระหว่างฝรั่งเศสและเยอรมนี

ปฏิญญาชูมานตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่าการผสานผลประโยชน์และการพึ่งพากันทางเศรษฐกิจจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพที่ยั่งยืนในระยะยาว ส่งผลให้เกิดการจัดตั้ง ECSC ขึ้นโดยมีผู้ร่วมก่อตั้ง 6 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนีตะวันตก อิตาลี เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และลักเซมเบิร์ก ใน ค.ศ. 1951 ปฏิญญานี้จึงถือเป็นก้าวแรกของการบูรณาการยุโรป

ภายหลังผู้ร่วมก่อตั้งทั้ง 6 ประเทศได้ลงนามใน “สนธิสัญญาโรม” (Treaty of Rome) เพื่อก่อตั้ง “ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป” (European Economic Community : EEC) ใน ค.ศ. 1957 ที่ยกระดับการบูรณาการให้มีสถานะเป็นทั้งตลาดร่วมและสหภาพศุลกากร ก่อนที่จะพัฒนาไปเป็น “ประชาคมยุโรป” (European Community) ในค.ศ. 1967 และได้พัฒนาเป็น“สหภาพยุโรป” (European Union) ใน ค.ศ. 1992 ซึ่งในปัจจุบันมีสมาชิกรวมกว่า 27 ประเทศ

สหภาพยุโรปถือได้ว่าเป็นหนึ่งในโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกเนื่องจากประเทศสมาชิกได้ยินยอมสละอำนาจอธิปไตยบางส่วนเพื่อให้เกิดความร่วมมือระยะยาวโดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการค้าร่วม อย่างไรก็ตามความร่วมมือไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านเศรษฐกิจเท่านั้นแต่ยังครอบคลุมถึงการเมือง กฎหมาย และการส่งเสริมคุณค่าร่วมอย่างสิทธิมนุษยชน สันติภาพ และประชาธิปไตยท่ามกลางความหลากหลายอีกด้วย
ส่งผลให้ วันยุโรปถือเป็นความพยายามสร้างอัตลักษณ์ร่วมของยุโรป เพื่อกระตุ้นความรู้สึกผูกพันของประชาชนทั่วไปให้มีต่อสหภาพยุโรป ช่วยให้ประชาชนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวยุโรป และสร้างความตระหนักรู้ว่าแม้แต่ละประเทศจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ทุกคนสามารถร่วมแบ่งปันคุณค่าของสันติภาพ ความร่วมมือ และความเคารพซึ่งกันและกันได้ ซึ่งความกระตุ้นและปลูกฝังดังกล่าวถูกทำผ่านกิจกรรมที่มีความหลากหลายที่จัดขึ้นทั่วยุโรป เช่น กิจกรรมด้านการศึกษาและการสื่อสารผ่านการจัดสัมมนา การบรรยาย การแจกข้อมูล และการเปิดให้ประชาชนเยี่ยมชมสถาบันของสหภาพยุโรป เพื่อให้ประชาชนเข้าใจประวัติศาสตร์ คุณค่า และประโยชน์ของการรวมกลุ่มยุโรป ขณะที่กิจกรรมทางวัฒนธรรม เช่น คอนเสิร์ต นิทรรศการ การชิมอาหารจากประเทศสมาชิก และการฉายภาพยนตร์ มุ่งเน้นการแสดงออกถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมภายใต้หลักการเอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย เป็นต้น
นอกจากการเฉลิมฉลองวันยุโรปโดยสหภาพยุโรปที่เกิดขึ้นในวันที่ 9 พฤษภาคมแล้ว ทางสภายุโรป (Council of Europe) เอง ก็ได้มีการจัดเฉลิมฉลองในวันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันที่มีการจัดตั้งสภายุโรปขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1949 และได้มีการเฉลิมฉลองมาตั้งแต่ ค.ศ. 1964 โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมค่านิยมของยุโรปยึดถือ ได้แก่ ประชาธิปไตย สิทธิมุนษยชน และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของยุโรป

ดังนั้น ในโลกปัจจุบันที่ยังคงเผชิญกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งระหว่างประเทศ การเฉลิมฉลองวันยุโรปและวาระครบรอบ 76 ปีของปฏิญญาชูมานจึงมีความหมายมากกว่าการรำลึกถึงอดีต หากแต่เป็นบทเรียนเชิงรูปธรรมที่สะท้อนว่า “สันติภาพไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเอง แต่ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง ความร่วมมือ และการออกแบบสถาบันระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง” และในอีกมิติหนึ่ง ประสบการณ์ของยุโรปยังชี้ให้เห็นว่า การสร้างความไว้วางใจผ่านการพึ่งพากันทางเศรษฐกิจและการยึดมั่นในคุณค่าร่วม สามารถเป็นรากฐานสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากความขัดแย้งไปสู่ความร่วมมืออย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นบทเรียนที่ยังคงมีคุณค่าและสามารถนำมาปรับใช้ในบริบทของภูมิภาคอื่น ๆ รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบันได้อีกด้วย

ที่มา
https://european-union.europa.eu/principles-countries-history/europe-day_en
https://www.prachachat.net/breaking-news/news-1559836
Lambert, M. (2023). Ritual and affect in Europe Day celebrations: Institutional practices of European identity construction in crisis. JCMS: Journal of Common Market Studies, 61(5), 1394–1409. https://doi.org/10.1111/jcms.13470
https://www.coe.int/en/web/portal/5-may-europe-day

ที่มาภาพ
https://fedtrust.co.uk/70th-anniversary-of-the-schuman-declaration-and-the-launching-of-european-union/

(English Below)🇪🇺🇳🇱เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา รศ.ดร.ณัฐนันท์ คุณมาศ ผู้อำนวยการศูนย์ยุโรปศึกษาฯ ได้เข้าร่วมการอภิปรา...
13/03/2026

(English Below)
🇪🇺🇳🇱เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา รศ.ดร.ณัฐนันท์ คุณมาศ ผู้อำนวยการศูนย์ยุโรปศึกษาฯ ได้เข้าร่วมการอภิปรายในหัวข้อ "Changes & Challenges to the World Order and What They Mean for the Indo-Pacific" ณ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย โดยการเสวนาครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมซึ่งประกอบด้วยนักการทูต นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายระหว่างประเทศ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับพลวัตของระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง รวมถึงความท้าทายที่ส่งผลต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
ศูนย์ยุโรปศึกษาฯ ขอขอบคุณสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย สำหรับการเปิดพื้นที่ให้เกิดการสนทนาและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ในประเด็นสำคัญดังกล่าว
On 12 March, Associate Professor Dr. Natthanun Kunnamas, Director of the Centre for European Studies at Chulalongkorn University, participated in a panel discussion titled “Changes & Challenges to the World Order and What They Mean for the Indo-Pacific” held at the Embassy of the Kingdom of the Netherlands in Thailand.
The Centre for European Studies would like to express its sincere appreciation to the Embassy of the Kingdom of the Netherlands in Thailand for hosting this important discussion and for fostering meaningful exchanges between diplomatic and academic communities.

📢📢 ศูนย์ยุโรปศึกษา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมการบรรยายพิเศษภายใต้หัวข้อ “การรวมกลุ่มทางเ...
10/03/2026

📢📢 ศูนย์ยุโรปศึกษา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมการบรรยายพิเศษภายใต้หัวข้อ “การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและนโยบายการค้าของสหภาพยุโรปและความสัมพันธ์ทางการค้าของสหภาพยุโรปกับประเทศไทยและอาเซียน” เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้าง กลไก และนโยบายการค้าของสหภาพยุโรป รวมถึงผลกระทบที่มีต่อไทยและอาเซียนในเชิงยุทธศาสตร์ โดยได้รับเกียรติจาก ดร. อาจารี ถาวรมาศ ผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับสหภาพยุโรปสำหรับภาครัฐและเอกชนไทยเป็นวิทยากร
📅การบรรยายจัดขึ้นในวันพุธที่ 18 และ 25 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 - 12.00 น. ที่ห้อง 404 อาคารวิทยพัฒนา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

📌 ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายผ่านการสแกน QR ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์หรือลงทะเบียนทางลิงค์ด้านล่าง
https://forms.gle/awWAEybTfBXjsPzh6

รศ.ดร. ณัฐนันท์ คุณมาศ ผู้อำนวยการศูนย์ยุโรปศึกษาฯ วิเคราะห์ท่าทีและบทบาทของสหภาพยุโรป รวมถึงทิศทางความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ...
09/03/2026

รศ.ดร. ณัฐนันท์ คุณมาศ ผู้อำนวยการศูนย์ยุโรปศึกษาฯ วิเคราะห์ท่าทีและบทบาทของสหภาพยุโรป รวมถึงทิศทางความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านในตะวันออกกลาง ขณะที่วิกฤติยูเครนยังไม่คลี่คลาย

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังทดสอบจุดยืนของ “สหภาพยุโรป” อย่างหนัก หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉาก...

The Venice Carnival: วัฒนธรรม เสรีภาพและการควบคุมภายใต้หน้ากากแห่งสาธารณรัฐเวนิสเนื่องในวาระส่งท้ายเดือนกุมภาพันธ์ เดือน...
26/02/2026

The Venice Carnival: วัฒนธรรม เสรีภาพและการควบคุมภายใต้หน้ากากแห่งสาธารณรัฐเวนิส

เนื่องในวาระส่งท้ายเดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก ผู้เขียนอยากชวนผู้อ่านทุกท่านไปทำความรู้จักหนึ่งเทศกาลสำคัญของประเทศอิตาลีที่เพิ่งผ่านพ้นไปในช่วงกลางเดือน นั่นคือ “Venice Carnival” หรือเทศกาลหน้ากากแห่งเวนิส เทศกาลซึ่งทั้งเมืองจะเต็มไปด้วยผู้คนในชุดย้อนยุคสุดอลังการ พร้อมหน้ากากแฟนตาซีหลากรูปแบบ บรรยากาศคึกครื้นด้วยขบวนพาเหรด การแสดงดนตรีและละครริมถนนที่ทำให้เมืองเวนิสดูราวกับย้อนเวลากลับไปสู่ยุคเรอเนซองส์อีกครั้ง ภายในงานจะเริ่มจากพิธีเปิด "Flight of the Angel" โดยสตรีเวนิสผู้ถูกคัดเลือกให้เป็นพระนางมาเรียแห่งปี (Maria dell'Anno) ของเทศกาลปีก่อนจะสวมชุดนางฟ้าโรยตัวจากหอระฆังซันมาร์โกลงมาที่กลางจตุรัสพระราชวังดอจ์ดถือเป็นสัญลักษณ์การเริ่มเทศกาลอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ตลอดระยะเวลาเกือบสองสัปดาห์ของเทศกาลยังมีกิจกรรมหลากหลายให้นักท่องเที่ยวได้เข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นการล่องเรือชมขบวนพาเหรดทางน้ำกลางคลองแกรนด์คาแนล การเรียนรู้วิธีทำหน้ากากเวนิสแบบดั้งเดิม การประกวดคอสตูมและหน้ากาก และกิจกรรมไฮไลท์ที่สำคัญที่สุดของเทศกาลคาร์นิวัลนี้ก็คงหนีไม่พ้นงานเต้นรำสวมหน้ากาก (Masquerade Ball) ที่เป็นภาพจำของเวนิสในศตวรรษที่ 18 ซึ่งจะถูกจัดอย่างหรูหราในพระราชวังและอาคารประวัติศาสตร์ทั่วทั้งเมือง เทศกาลนี้มองดูผิวเผินแล้วเต็มไปด้วยความสนุกสนานและกลิ่นอายแห่งความโรแมนติกไม่แพ้วันวาเลนไทน์เลยทีเดียวเชียว แต่แท้จริงแล้ว ประเพณีการสวมหน้ากากของเวนิสไม่ได้เป็นเพียงแฟชั่นหรือความบันเทิงชั่วคราว หากมีรากทางประวัติศาสตร์ยาวนาน และแฝงความหมายทางสังคมที่เชื่อมโยงกับศาสนา วัฒนธรรม การเมือง ตลอดจนกลไกการจัดระเบียบสังคมและการนิยามตัวตนของชาวเวนิสอย่างมีนัยสำคัญ
จุดเริ่มต้นของเทศกาลเวนิสคาร์นิวัลเริ่มต้นขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 11 ในช่วงของดยุควิทาลี ฟาลีเอโร (Vitale Faliero; 1084-1095) โดยเริ่มมาจากพิธีการทางคริสต์ศาสนา จากหลักฐานที่ปรากฏในเอกสารร่วมสมัยได้มีการกล่าวถึงการเฉลิมฉลองของชาวคาทอลิกในนครรัฐเวนิสตั้งแต่ช่วงหลังวันคริสต์มาสไปจนถึงก่อนวันพุธรับเถ้า (Ash Wednesday) ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นเทศกาลมหาพรต (Lent) หรือการถือศีลอดของศาสนาคริสต์ รวมถึงคำว่า “Carnevale” นั้นมีรากจากภาษาละติน “Carne levare” ซึ่งหมายถึง “การงดเนื้อสัตว์” ดังนั้นเทศกาลนี้จึงเป็นช่วงเวลาแห่งความรื่นเริงและการเฉลิมฉลองก่อนเข้าสู่ความเคร่งครัดในการถือศีลอด
ในยุคเริ่มต้นคาร์นิวัลยังไม่มีการสวมใส่หน้ากากแต่จะเป็นเพียงการกิน ดื่ม และเน้นกิจกรรมพื้นบ้านอย่างการเล่านิทานและแสดงตลกตามพื้นที่สาธารณะเพื่อความสนุกสนานในชุมชนก่อนที่ต่อมาใน ค.ศ. 1296 วุฒิสภาได้ตรากฎหมายของสภาสาธารณรัฐเวนิสให้วันก่อนเทศกาลมหาพรตเป็นวันหยุดเพื่อให้จัดการเฉลิมฉลองอย่างทางการและถือว่าเป็นการรับรองสถานะของประเพณีคาร์นิวัลเป็นครั้งแรก ในช่วงนี้เริ่มมีการสวมใส่หน้ากากในคาร์นิวัลเพื่อใช้เล่นละครหรือล้อเลียนชนชั้นสูง อย่างไรก็ตามการสวมหน้ากากมักถูกสงวนไว้ในพื้นที่โรงละครและงานรื่นเริงมากกว่าพื้นที่สาธารณะเนื่องจากรัฐบาลเกรงว่าหน้ากากจะถูกใช้เพื่อปกปิดตัวตนในการกระทำความผิด ซึ่งสอดคล้องกับการออกกฎหมายห้ามสวมใส่หน้ากากตอนเล่นการพนันโดยเฉพาะช่วงเทศกาล ถึงกระนั้นการสวมใส่หน้ากากก็ได้รับความนิยมในหมู่ชาวเมืองเวนิสมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งใน ค.ศ. 1436 อุตสาหกรรมการทำหน้ากากได้รับการจัดระเบียบอย่างเป็นทางการโดยการจัดตั้งกิลด์ (Guild) หรือสมาคมช่างทำหน้ากากที่เรียกว่า Mascareri (Arte dei Maschereri) เพื่อควบคุมมาตรฐานการผลิตหน้ากาก จะเห็นได้ว่าแม้คาร์นิวัลจะมีจุดเริ่มต้นมาจากพิธีกรรมทางศาสนาแต่กฎหมายและการจัดระเบียบดังกล่าวนี้เองที่เป็นปัจจัยแสดงให้เห็นว่าการสวมใส่หน้ากากของชาวเวนิสได้ค่อยค่อยแทรกซึมเข้ามาในวิถีชีวิตประจำวันและพื้นที่สาธารณะภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวดของรัฐบาลตลอดช่วงปลายยุคกลาง
ประเด็นที่น่าสนใจคือนับตั้งแต่เข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) หรือราวคริสต์ศตวรรษที่ 15 จนกระทั่งศตวรรษที่ 18 นับเป็นช่วงเวลายุคทองของเทศกาลคาร์นิวัลและการสวมใส่หน้ากากในเมืองเวนิส จนถึงขั้นที่ประชาชนสวมใส่หน้ากากออกจากบ้านเป็นเรื่องปกติยาวนานถึง 8 เดือนต่อปี อย่างที่ปรากฎในภาพวาด The Perfume Seller โดย Pietro Longhi ที่เป็นภาพทั้งบุรุษและสตรีสวมใส่หน้ากากออกไปจับจ่ายใช้สอยนอกบ้าน วัฒนธรรมนี้มิได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันจากกระแสความนิยมชั่วครั้งชั่วคราว หากแต่ก่อรูปขึ้นจากพลวัตแห่งการเปลี่ยนแปลงทางบริบทสังคม การเมือง และวัฒนธรรมอันซับซ้อนของสาธารณรัฐเวนิสในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่สมัยใหม่
เนื่องจากอิตาลีในยุคนั้นมีระบอบการเมืองที่แตกต่างจากรัฐรวมศูนย์อื่นๆ ในยุโรปอย่างอังกฤษหรือฝรั่งเศส กล่าวคือมีลักษณะเป็นนครรัฐอิสระและไม่มีการรวมศูนย์อำนาจ สภาพดังกล่าวเปิดโอกาสให้แต่ละนครรัฐแข่งขันกันทั้งด้านเศรษฐกิจ ศิลปะและการเมือง ประกอบกับภูมิศาสตร์ของเวนิสที่ติดทะเลทำให้การเดินทางค้าขายหลั่งไหลเข้ามาจนกลายเป็นมหาอำนาจทางการค้าในแถบทะเลเมดิเตอเรเนียน จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างและชนชั้นทางสังคมในเวนิส การค้าขายทำให้จำนวนของชนชั้นพ่อค้าและแรงงานเพิ่มขึ้นมหาศาล แต่กลุ่มผู้กุมอำนาจทางการเมืองที่แท้จริงในสังคมเวนิสกลับเป็นชนชั้นสูงและเหล่าขุนนาง(patricians) ลักษณะโครงสร้างทางสังคมเช่นนี้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นปรากฎให้เห็นอย่างชัดใน
สังคมเวนิส
นอกจากนี้รัฐบาลเวนิสยังมีกฎหมายสอดส่องและควบคุมพฤติกรรมอันเข้มงวดเพื่อกำกับชีวิตสาธารณะของประชาชนให้เป็นไปตามลำดับชนชั้นและอยู่ในศีลธรรมอย่างใกล้ชิด อย่างเช่น กฎหมายควบคุมความฟุ่มเฟือย (Sumptuary Laws) ที่กำหนดรูปแบบการแต่งกายและภาพลักษณ์ของแต่ละชนชั้นเพื่อป้องกันมิให้ประชาชนทั่วไปเลียนแบบชนชั้นสูงและเจ้าขุนมูลนาย กฎหมายนี้จำกัดกระทั่งชนิดผ้าไปจนถึงจำนวนไข่มุกที่สวมใส่ได้ มีการจำกัดผ้าไหมบางชนิดไว้สำหรับสตรีชนชั้นสูง จำกัดการใช้ผ้ากำมะหยี่และผ้าปักทองเพื่อมิให้ประชาชนเสื่อมศีลธรรมจากความฟุ่มเฟือย รวมถึงมีระบบ “Mouths of the Lion” (Bocche dei Leone) ที่เป็นกล่องติดไว้ตามโบสถ์หรือผนังในเมืองเพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งหรือร้องเรียนรัฐบาลได้แบบไม่เปิดเผยตัวตนเมื่อพบเห็นการกระทำของผู้อื่นที่ผิดกฎหมาย เมื่อความตึงเครียดอันเกิดจากความเหลื่อมล้ำและเงื่อนไขทางสังคมที่เข้มงวดได้ปะทะเข้ากับวัฒนธรรมและอุดมการณ์แบบมนุษยนิยม (Humanism) ซึ่งให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรี ความสามารถ เสรีภาพ ความเป็นตัวตน และคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่แพร่หลายอย่างกว้างขวางในช่วงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ทำให้การสวมใส่หน้ากากเปรียบเสมือนการทดลองค้นหาตัวตนใหม่ๆ เพื่อมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคมที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์และความตึงเครียด โดยหน้ากากแต่ละชนิดก็จะมีลักษณะและจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไป เช่น Bauta เป็นหน้ากากที่ปิดทั้งใบหน้าสามารถพูดหรือกินได้โดยไม่ต้องถอดออก มักถูกใช้โดยชนชั้นสูงในกรณีที่ต้องการปกปิดอัตลักษณ์อย่างมิดชิดและต้องการให้ปฏิสัมพันธ์เป็นความลับ หน้ากาก Moretta จะเป็นหน้ากากดำสนิทไร้ปากสำหรับสตรีชนชั้นสูงที่มักใส่ในงานคาร์นิวัลเพื่อพบกับรักต้องห้ามหรือรักต่างชนชั้น หรือจะใส่เพื่อเพิ่มความลึกลับน่าค้นหาก็ได้เช่นกัน หรือหน้ากากรูปแมวอย่าง Gnaga ก็มักจะถูกใช้โดยบุรุษที่แต่งกายเป็นสตรีเพื่อเสียดสีบทบาททางเพศรวมถึงปกปิดตัวตนจากกฎหมายและกรอบทางสังคมที่ต่อต้านการรักร่วมเพศและการค้าบริการของบุรุษในยุคดังกล่าว
นักวิชาการหลายท่านศึกษาเทศกาลคาร์นิวัลและหน้ากากในฐานะวัฒนธรรมเชิงวัตถุ (Material Culture) ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกทางสังคมและเครื่องมือทางการเมืองโดยมีข้อเสนอที่แตกต่างกันไป นักปรัชญาชาวรัสเซีย มิคาอิล บัคติน (Mikhail Bakhtin; 1895–1975) เสนอมุมมองต่อคาร์นิวัลว่าเป็นปรากฎการณ์เชิงวัฒนธรรมสากลที่เน้นการกลับหัวกลับหางของระเบียบสังคมอันเข้มงวดที่เป็นอยู่ เนื่องจากการสวมหน้ากากเป็นการอำพรางและปลดปล่อยตนเองจากอัตลักษณ์เดิมอย่างเช่น เพศสภาพ อาชีพ หรือสถานะทางสังคม ภายใต้หน้ากากคนธรรมดาสามารถล้อเลียนชนชั้นสูงและผู้มีอำนาจได้ ดังนั้นคาร์นิวัลจึงเป็นพื้นที่แห่งเสรีภาพและความเท่าเทียมชั่วคราวที่เปิดทางให้วิพากษ์และท้าทายผู้มีอำนาจอย่างไม่เป็นทางการ
ในทางกลับกันนักประวัติศาสตร์อย่าง เจมส์ เอช. จอห์นสัน (James H. Johnson) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง "Venice Incognito: Masks in the Serene Republic" กลับมองหน้ากากในฐานะเครื่องมือทางการเมืองที่ทำหน้าที่เป็นกลไกจัดการความตึงเครียดของรัฐและคงไว้ซึ่งโครงสร้างมากกว่าท้าทาย เนื่องจากการปกปิดตัวตนทำให้เส้นแบ่งระหว่างชนชั้นเลือนลางลง ผู้คนสามารถมีปฏิสัมพันธ์ข้ามชนชั้นกันได้มากขึ้น สตรีสามารถเป็นอิสระจากกรอบทางเพศในพื้นที่สาธารณะได้อย่างที่ไม่เคยเป็น ปฏิสัมพันธ์แบบปกปิดตัวตนนี้จึงลดแรงเสียดทานระหว่างชนชั้นได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การสวมใส่หน้ากากยังทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลายจากกฎระเบียบที่เคร่งครัดและสามารถแสดงออกนอกกรอบมารยาททางสังคมได้ตราบเท่าที่ไม่ผิดกฎหมาย เพราะภายใต้ความอิสระและเสรีภาพในการแสดงออกนี้ รัฐบาลก็มีกฎเกณฑ์และกรอบเวลาคอยควบคุมการใส่หน้ากากและมีการลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนอย่างจริงจัง ดังนั้นในแง่หนึ่งการสวมใส่หน้ากากในชีวิตประจำวันจึงไม่ได้เป็นแค่พื้นที่แห่งเสรีภาพและความเท่าเทียมชั่วคราวเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นกลไกช่วยให้สาธารณรัฐเวนิสบริหารความสัมพันธ์ทางสังคมและการเมืองได้อย่างราบรื่น อีกทั้งช่วยคงไว้ซึ่งเสถียรภาพของโครงสร้างแบบสังคมชนชั้นอีกด้วย กระนั้น เมื่อเวลาผ่านไปการสวมหน้ากากปกปิดตัวตนเพื่อก่ออาชญากรรมหรือกระทำพฤติกรรมที่ผิดศีลธรรมยิ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จนรัฐบาลเริ่มมีการห้ามสวมใส่หน้ากากในบางสถานที่ เช่น สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
ในท้ายที่สุด เทศกาลคาร์นิวัลและประเพณีการสวมหน้ากากก็สิ้นสุดลงเมื่อนโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte; 1799-1815) เข้ายึดครองเวนิสในปี 1797 และสั่งห้ามเพื่อป้องกันการซ่องสุมและเพื่อรักษาความสงบ ส่งผลให้เทศกาลดังกล่าวหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์อิตาลีกว่าสองศตวรรษ ก่อนที่จะถูกรื้อฟื้นในช่วงทศวรรษที่ 1970 โดยผู้ริเริ่มรื้อฟื้นมิใช่รัฐบาลอิตาลี แต่กลับเป็นความพยายามของภาคประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาและผู้สนใจประวัติศาสตร์ร่วมมือกับกลุ่มศิลปินและช่างทำหน้ากากรุ่นใหม่ที่มองว่าคาร์นิวัลไม่ใช่แค่ความบันเทิงแต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของสาธารณรัฐเวนิสที่ล่มสลายไป โดยพวกเขาได้เริ่มจากการทำการแสดงกลางแจ้งและทดลองฟื้นฟูการทำหน้ากากแบบดั้งเดิมจากเอกสารและภาพวาดเก่า โดยร้านหน้ากากสมัยใหม่แห่งแรกเปิดขึ้นใน ค.ศ. 1978 จากนั้นในปีค.ศ.1979 เทศบาลเวนิสและรัฐอิตาลีจึงเข้ามาสนับสนุนอย่างเป็นทางการโดยประกาศให้เวนิสคาร์นิวัลเป็นเทศกาลวัฒนธรรมประจำเมือง นับตั้งแต่นั้น เทศกาลนี้กลายมาเป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของประเทศอิตาลีและกลายเป็นธุรกิจการท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนหลากหลายจากทั่วสารทิศมาเฉลิมฉลองร่วมกัน โดยเทศกาลนี้จะจัดขึ้นทุกปีในช่วงเดือนกุมภาพันธ์อย่างที่ผู้อ่านบางท่านอาจพบเห็นภาพความสวยงามผ่านหน้าทามไลน์กันไปในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ดังนั้นในปัจจุบัน หน้ากากในเวนิสไม่ได้มีไว้เพื่อปกปิดตัวตนหรือรักษาเสถียรภาพของรัฐเหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่ถูกสวมใส่เพื่อแสดงความสวยงาม งานศิลปะ นิยามตัวตน และความคิดสร้างสรรค์ของผู้สวมใส่

ที่มา
James H. Johnson. Venice Incognito: Masks in the Serene Republic. Berkeley: University of California Press, 2011.
https://culturio.sac.or.th/content/267
https://culturio.sac.or.th/content/1308
https://www.artandobject.com/news/history-venetian-masks
https://noma.org/behind-mask-18th-century-venice/
https://imagesofvenice.com/mouths-of-the-lion/ #:~:text=Mouths%20of%20the%20Lion.,other%20citizens%2C%20or%20the%20authorities.
https://theroguearthistorian.com/2020/08/11/sumptuary-laws-and-research-rabbit-holes/ #:~:text=The%20second%20story%20I%20wanted,these%20sumptuary%20laws%20could%20be.

เขียนและเรียบเรียงโดย Nutchaya

📢 ข่าวดีสำหรับนักเรียนไทยที่กำลังสนใจเรียนต่อปริญญาโทด้านยุโรปศึกษา ! มหาวิทยาลัย University of Macau ได้ขยายจำนวนเปิดรั...
24/02/2026

📢 ข่าวดีสำหรับนักเรียนไทยที่กำลังสนใจเรียนต่อปริญญาโทด้านยุโรปศึกษา ! มหาวิทยาลัย University of Macau ได้ขยายจำนวนเปิดรับโครงการทุนการศึกษาสำหรับปีการศึกษาที่กำลังจะมาถึง เชิญชวนนักศึกษานานาชาติสมัครเรียนต่อในหลักสูตร 🎓 Master of Social Sciences in European Studies หลักสูตรที่มุ่งเน้นการศึกษา สหภาพยุโรปและยุโรปในมิติที่หลากหลาย ทั้งด้านการเมืองและการกำหนดนโยบาย เศรษฐกิจ และการบูรณาการระดับภูมิภาค รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและบทบาทของยุโรปในเวทีโลก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการต่อยอดสู่สายงาน การทูต องค์กรระหว่างประเทศ งานวิชาการ หรือนโยบายสาธารณะ

✅พิเศษสำหรับนักศึกษาต่างชาติ มีทุนการศึกษาระดับสูงสุดครอบคลุม:
- เล่าเรียน 100%
- ค่าที่พัก 100%
- ค่าใช้จ่ายรายเดือน

📅 สามารถสมัครเรียนออนไลน์ได้ที่
https://gao.um.edu.mo/masters-degree-programme-admission/
(เลือกเมนู Online Application) ถึงวันที่ 13 มีนาคมนี้เท่านั้น

รายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรปริญญาโทและประเภททุนการศึกษาเพิ่มเติมได้ที่
📌https://gpa.fss.um.edu.mo/european-studies/
📌https://grs.um.edu.mo/index.php/prospective-students/master-postgraduate-certificate-diploma-programmes/

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ [email protected]

พระหัตถ์ขวาอันศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์นักบุญสเตเฟน : สัญญะแห่งศาสนา การเมือง และการประวัติศาสตร์การสร้างรัฐชาติฮังการีผู้...
09/02/2026

พระหัตถ์ขวาอันศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์นักบุญสเตเฟน : สัญญะแห่งศาสนา การเมือง และการประวัติศาสตร์การสร้างรัฐชาติฮังการี

ผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่านและผู้ติดตามหลายท่านที่เคยไปเยือนประเทศฮังการีคงไม่พลาดสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างวิหารนักบุญสเตเฟน หรือ St. Stephen's Basilica ที่ตั้งเด่นตระหง่านอยู่กลางกรุงบูดาเปสต์ แต่หารู้ไม่ว่าภายในวิหารแห่งนี้มี “พระหัตถ์ขวาอันศักดิ์สิทธิ์” (The Holy Right Hand) ของกษัตริย์นักบุญสเตเฟนประดิษฐานอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามพระหัตถ์ขวานี้ไม่ใช่การจัดทำมัมมี่แบบฟาโรห์ของอียิปต์อย่างที่เราคุ้นเคยกัน แต่กลับเป็นการคงสภาพตามธรรมชาติ ซึ่งทำให้วัตถุทางศาสนาชิ้นนี้ถูกตีความเป็นสัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนแห่แหนมาเคารพบูชา นอกจากนี้เรื่องราวอันลึกลับซับซ้อนของได้ยังผูกโยงกับประวัติศาสตร์ ประเพณี และการเมืองของฮังการีมานานกว่าสหัสวรรษเลยทีเดียว ดังนั้นพระหัตถ์ขวาที่แห้งเป็นมัมมี่ของกษัตริย์นักบุญสเตเฟนนี้ จึงไม่เพียงถูกยกย่องในฐานะโบราณวัตถุทางศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น หากยังเป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังของอัตลักษณ์การประกอบสร้างรัฐ-ชาติฮังการีอีกด้วย
นักบุญสเตเฟน (Stephen I; c. 1000-1038) คือกษัตริย์องค์แรกของราชอาณาจักรฮังการี พระองค์ประสูติราวปี ค.ศ. 975 เป็นโอรสของเจ้าชายเกซา (Géza) ผู้นำชนเผ่ามัดยาร์ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวฮังการีในปัจจุบัน หลังจากได้รับศีลล้างบาปพระองค์จึงได้เปลี่ยนพระนามเดิมจาก ไวค์ (Vajk) เป็น อิชต์วาน (István หรือ Stephen) ซึ่งหมายถึง “มงกุฎ” สื่อถึงชะตากรรมการขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ของพระองค์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หลังการสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายเกซาในปี ค.ศ. 997 สเตเฟนต้องเผชิญกับการต่อต้านจากผู้นำชนเผ่าอื่นโดยเฉพาะกบฏโคปปานี (Koppány) เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นราชอาณาจักร จนท้ายที่สุดพระองค์ได้รับชัยชนะด้วยการสนับสนุนจากขุนนางและอัศวินคริสต์จากยุโรปตะวันตกและได้ปลดเปลื้องสถานะดินแดนชนเผ่าเร่ร่อนของฮังการีสู่ “ราชอาณาจักรของชาวคริสต์” ภายหลังพระองค์ได้รับการสวมมงกุฎเป็นกษัตริย์แห่งฮังการีด้วยความชอบธรรมภายใต้การยอมรับจากสมเด็จพระสันตะปาปาซีลเวสเตอร์ที่สอง (Pope Sylvester II; c. 999-1003) ในวันคริสต์มาส ปี ค.ศ. 1000 นับเป็นการสถาปนาราชอาณาจักรฮังการีอย่างเป็นทางการ ต่อมาพระองค์ทรงดำเนินนโยบายเปลี่ยนฮังการีจากสังคมชนเผ่าไปสู่รัฐชาวคริสต์แบบยุโรป รวมทั้งวางรากฐานโครงสร้างการปกครอง กฎหมาย และส่งเสริมคริสต์ศาสนาอย่างจริงจัง ก่อนจะสิ้นพระชนม์ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1038 จากพระราชกรณียกิจและการอุทิศตนเพื่อศาสนาไม่ว่าจะเป็นการสถาปนาอัครมุขมณฑลเอสซ์แตร์กอม (Esztergom) และอัครมุขมณฑลคาโลชา (Kalocsa) การบูรณะและสร้างอารามทั่วอาณาจักร อย่างเช่น มหาวิหารเอสซ์แตร์กอมและอารามแพนโนนฮัลมา รวมถึงได้บังคับใช้กฎหมายคริสต์ศาสนาอย่างเคร่งครัด จึงส่งผลให้ในปี ค.ศ. 1083 พระองค์ได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญอย่างเป็นทางการ นักบุญสเตเฟนและดำริของพระองค์จึงกลายเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์ทางศาสนาและความเป็นรัฐของฮังการีมาจนถึงปัจจุบัน

เส้นทางการเดินทางของพระหัตถ์ขวากับการปกป้องความอยู่รอดของรัฐฮังการี

นับตั้งแต่การเปิดสุสานของกษัตริย์สเตเฟนเพื่อแต่งตั้งเป็นนักบุญในปี ค.ศ. 1083 โดยกษัตริย์ลาดิสลอสที่ 1 (Ladislaus I; c. 1077–1095) พระหัตถ์ขวาซึ่งแยกออกจากพระวรกายของกษัตริย์สเตเฟนนี้ได้กลายมาเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่สำคัญที่สุดของชาวฮังการี กระนั้นพระหัตถ์ขวานี้ได้ผ่านการถูกขโมย นำไปเก็บซ่อน และมีการค้นพบใหม่หลายต่อหลายครั้งในหน้าประวัติศาสตร์ ชะตากรรมอันโชกโชนของพระหัตถ์อันศักดิ์สิทธิ์นี้สะท้อนการพยายามรักษาสัญญะแห่งความชอบธรรมของรัฐคริสต์ฮังการีท่ามกลางบริบทที่เต็มไปด้วยการรุกรานจากทั้งภายในและภายนอก

ในระยะแรก แม้จะมีการพยายามลักลอบขโมยพระหัตถ์อันศักดิ์สิทธิ์นี้โดยบาทหลวงบางรูปอยู่หลายครั้ง หรือแม้แต่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 13 ที่ฮังการีเผชิญการรุกรานจากมองโกลและสงครามภายในระหว่างราชวงศ์จนทำให้พระหัตถ์ขวาหายไปจากบันทึกพงศาวดารเป็นระยะ กระนั้นพระหัตถ์อันศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ถูกนำกลับคืนมาเก็บรักษาไว้ในมหาวิหารแห่งเซเกชเฟเฮร์วาร์ (Székesfehérvár) อยู่เสมอ จนกระทั่งในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของรัฐคริสต์ฮังการี เมื่อเมืองเซเกชเฟเฮร์วาร์ถูกยึดครองโดยจักรวรรดิออตโตมันราวปี ค.ศ. 1543 สัญญะแห่งความเป็นรัฐคริสต์นี้ก็ได้ถูกพรากไปจากชาวฮังการี โดยเชื่อกันว่าชาวเติร์กได้ขายพระบรมสารีริกธาตุนี้ให้แก่พ่อค้าชาวรากูซา (Ragusan) และถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่เมืองรากูซาหรือเมืองดูบรอฟนิก (Dubrovnik) ในโครเอเชียปัจจุบันภายใต้การดูแลของนักบวชโดมินิกัน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการที่สัญลักษณ์ของรัฐฮังการีต้องระเห็ดระเหินไปอยู่นอกดินแดนมาตุภูมิตลอดช่วงเวลาที่ดินแดนฮังการีถูกแบ่งแยกและแตกเป็นสามส่วน ได้แก่ ฮังการีตอนกลางที่ตกภายใต้การยึดครองจากจักรวรรดิออตโตมัน ดินแดนตะวันตกและเหนือที่ตกอยู่ภายใต้การปกตรองของราชวงศ์ฮับส์บูร์กแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และแถบตะวันออกทรานซิลเวเนียภายใต้การปกครองของอดีตขุนนาง ยอห์น ซาโปยา (John Zápolya) ที่ต่อต้านราชวงศ์ฮับส์บูร์ก

ต่อมาในปีค.ศ. 1771 เมื่ออำนาจออตโตมันเสื่อมถอยลง พระหัตถ์ขวาอันศักดิ์สิทธิ์นี้กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งในฐานะเครื่องมือทางการเมืองที่ช่วยเชื่อมศรัทธาของประชาชนชาวฮังการีและหล่อหลอม “ความเป็นชาติ” เข้ากับรัฐ ภายใต้ราชวงศ์ฮับส์บูร์กที่พยายามมีอำนาจเหนือดินแดนฮังการีทั้งหมด เห็นได้จากการอัญเชิญพระหัตถ์อันศักดิ์สิทธิ์นี้กลับมาประดิษฐาน ณ โบสถ์นักบุญซิกิสมุนด์ ภายในพระราชวังหลวงแห่งบูดาในรัชสมัยของจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา (Maria Theresa; c.1740-1780) โดยระหว่างทางอัญเชิญพระหัตถ์ศักดิ์สิทธิ์ถูกประดิษฐานชั่วคราวที่เมืองเยอร์ (Győr) และที่แพนโนนฮัลมา (Pannonhalma) เพื่อเปิดโอกาสให้ศรัทธาชนได้แสดงความเคารพบูชา ดังนั้นเหตุการณ์ครั้งนี้จึงมีความสำคัญไม่เพียงเชิงศาสนา แต่ยังเป็นการประกาศว่ารัฐฮังการีนั้นกลับคืนสู่อ้อมอกของศาสนจักรและชาวคริสต์อย่างเป็นทางการอีกครั้ง อีกทั้งยังนำไปสู่ประเพณีการแห่แหนพระหัตถ์อันศักดิ์สิทธิ์ที่ตกทอดสืบต่อกันมาอีกด้วย

ประเพณีการแห่แหนพระหัตถ์ขวาอันศักดิ์สิทธิ์กับการเป็นศูนย์รวม “ชาติ”

ประเพณีการแห่แหนพระหัตถ์อันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Right Hand Procession หรือ Szent Jobb) เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1818 และทวีความสำคัญขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ภายใต้บริบทการพยายามรื้อฟื้นความมั่นคงและความจงรักดีภายในจักรวรรดิภายหลังการสิ้นสุดของสงครามนโปเลียน โดยพิธีจะถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่และอัญเชิญพระหัตถ์ออกจากพื้นที่ทางศาสนาเข้าสู่พื้นที่สาธารณะเพื่อให้ประชาชนได้สักการะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 20 สิงหาคมของทุกปีเพื่อระลึกถึงวันชาติ ประเพณีนี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความรู้สึกร่วมและความเป็นชาตินิยมผ่านการใช้อัตลักษณ์ที่ประชาชนล้วนศรัทธาและหวงแหน

อย่างไรก็ตาม ปี ค.ศ. 1848 ยุโรปเกิดกระแสปฏิวัติพร้อมกันหลายประเทศจากอิทธิพลของแนวคิดเสรีนิยมและชาตินิยม โดยข่าวการปฏิวัติฝรั่งเศสเพื่อโค่นล้มระบอบกษัตริย์ที่กรุงปารีสและการลุกฮือต่อต้านจักรวรรดิฮับส์บูร์กของนักศึกษาในกรุงเวียนนาได้จุดชนวนให้ปัญญาชนและชนชั้นกลางในฮังการีลุกขึ้นเรียกร้องต่อจักรวรรดิเพราะต้องการมีรัฐบาลเป็นของตนเอง นำไปสู่การต่อสู้และเกิดเป็นสงครามประกาศอิสรภาพเพื่อปลดปล่อยฮังการีจากการปกครองของราชวงศ์ฮับส์บูร์ก แม้ว่าราชวงศ์ฮับส์บูร์กจะเป็นฝ่ายชนะแต่ประเพณีแห่แหนพระหัตถ์นี้ก็ถูกสั่งห้าม เนื่องจากต้องการปราบปรามความเป็นชาตินิยมที่ปะทุรุนแรงเกินไปจนกระทบอำนาจของจักรวรรดิ จนกระทั่งพิธีแห่แหนนี้ได้กลับมาจัดอีกครั้งปี ค.ศ. 1860 เมื่อจักรวรรดิยอมประณีประนอมและยอมรับอัตลักษณ์ท้องถิ่นมากขึ้นเพื่อคงอำนาจไว้ในยามที่จักรวรรดิกำลังอ่อนแอ

ภาพการใช้ประเพณีแห่แหนพระหัตถ์เพื่อสร้างความรู้สึกร่วมและความนิยมชาติกลับมาฉายซ้ำอีกครั้งในช่วงศตวรรษที่ 20 เมื่อยุโรปเข้าสู่สภาวะสงครามโลก ระหว่างปีค.ศ.1938-1942 พระหัตถ์นี้ได้เดินทางไปทั่วเมืองสำคัญของฮังการีมากกว่า 22 เมืองโดยรถไฟทองคำ (Golden Train) ที่จัดทำพิเศษอย่างอลังการเพื่อส่งเสริมศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระบรมสารีริกธาตุชิ้นนี้ และเฉลิมฉลองในวาระครบ 900 ปีแห่งการเสด็จสวรรคตของพระมหากษัตริย์นักบุญสเตเฟน กระนั้นความเป็นรัฐชาติก็แตกสลายลงเมื่อกองทัพนาซีเข้ายึดครองและควบคุมอธิปไตยของฮังการีโดยตรงในปีค.ศ. 1944 ทำให้ประเพณีแห่แหนต้องหยุดชะงัก รถไฟทองคำสูญหาย และสัญญะของความเป็นชาติถูกผลักกลับเข้าไปในพื้นที่ปิดกั้น

เมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลงและฮังการีเข้าสู่ยุคคอมมิวนิสต์ยิ่งตอกย้ำให้เห็นความแตกแยกระหว่างความเป็นรัฐและความเป็นชาติแบบดั้งเดิม เมื่อประวัติศาสตร์เดิมถูกเขียนใหม่ สัญญะต่างๆที่สื่อถึงอัตลักษณ์ความเป็นชาติและศาสนาถูกจำกัดและลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของพระหัตถ์ลง กระนั้นความเป็นชาติมิได้ถูกทำลายหรือจางหายไป เพียงแต่ถูกกดเอาไว้ให้เงียบเชียบดั่งเช่นเดียวกับพระหัตถ์ขวาอันศักดิ์สิทธิ์ที่มิได้ถูกทำลายแต่ถูกปิดกั้นและแยกออกจากพื้นที่สาธารณะ เห็นได้จากการที่ความเป็นชาติพยายามต่อสู้กับความเป็นรัฐอยู่เรื่อยๆ ในการประท้วงและลุกฮือต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในช่วง ค.ศ. 1956 จนกระทั่งการสิ้นสุดของสงครามเย็นและการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ ความเป็นชาติและรัฐถูกหลอมรวมกันอีกครั้งผ่านการคืนเสียงให้สัญญะและความหมาย รื้อคืนประเพณีแห่แหนพระหัตถ์ขวาอันศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เพียงเพื่อสื่อถึงความสัมพันธ์ที่กลับมาแน่นแฟ้นกับคริสตจักร แต่เพื่อคืนความเป็นชาติให้กับสังคมไปพร้อมกับสร้างความมั่นคงให้รัฐบาลหลังยุคเปลี่ยนผ่านสู่สาธารณรัฐฮังการี

ดังนั้นพระหัตถ์ขวาอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานอยู่ในวิหารจึงไม่ได้เป็นเพียงวัตถุทางศาสนาแต่เป็นเครื่องมือสำคัญในกระบวนการสร้างรัฐชาติและสัญลักษณ์ที่เปี่ยมไปด้วยความทรงจำและประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความอยู่รอด การพยายามรักษาไว้ซึ่งอำนาจ การแตกสลาย และการฟื้นคืนของรัฐฮังการีในแต่ละยุคสมัย รวมถึงเป็นอัตลักษณ์และศูนย์รวมความเป็นชาติที่สำคัญของชาวฮังการีมาจวบจนปัจจุบัน

ที่มา
https://hungariancleveland.org/saint-stephen-first-king-of-hungary/
https://en.mandadb.hu/cikk/1421468/The_Story_of_the_Holy_Right_Hand
https://hungarytoday.hu/foundation-day-legendary-golden-train-exhibition/

ที่มาภาพประกอบ
https://relics.es/en/blogs/relics/the-holy-right-hand-holds-first-king-of-hungary
Golden train in Újdombóvár, 1938. Photo: Fortepan/Tibor Erky-Nagy https://hungarytoday.hu/foundation-day-legendary-golden-train-exhibition/
https://www.vaticanstate.va/en/state-and-government/general-informations/saint-of-the-day/2456-august-16-saint-stephen-of-hungary.html

เขียนและเรียบเรียงโดย Nutchaya

รศ.ดร. ณัฐนันท์ คุณมาศ ผู้อำนวยการศูนย์ยุโรปศึกษาฯ ได้ให้ความเห็นต่อสถานการณ์ความตึงเครียดกรณีกรีนแลนด์ระหว่างสหรัฐฯ และ...
21/01/2026

รศ.ดร. ณัฐนันท์ คุณมาศ ผู้อำนวยการศูนย์ยุโรปศึกษาฯ ได้ให้ความเห็นต่อสถานการณ์ความตึงเครียดกรณีกรีนแลนด์ระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับยุโรปยังทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อ "โดนัลด์ ทรัมป์" ไม่ลดละความพยายามที่...

10/10/2025

ภาพการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในสหราชอาณาจักรกำลังเป็นที่จับตามอง เมื่อพรรค Reform UK ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียงพรรคฝ่ายขวาขนาดเล็ก กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองอังกฤษ ด้วยคะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นคู่แข่งสำคัญของพรรคเลเบอร์และพรรคคอนเซอร์เวทีฟที่เคยสลับกันขึ้นมาครองอำนาจหลายทศวรรษ
รศ.ดร.ณัฐนันท์ คุณมาศ ผู้อำนวยการศูนย์ยุโรปศึกษา และอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉายภาพให้เห็นว่า ผลสำรวจความนิยมสอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันของสหราชอาณาจักร และสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนที่เพิ่มขึ้นต่อทั้งพรรคเลเบอร์และพรรคคอนเซอร์เวทีฟ
อ่านต่อ: https://thestandard.co/why-reform-uk/

[English below]📣📣ศูนย์ยุโรปศึกษา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญชวนผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมงานเสวนาในหัวข้อ “Sec...
22/09/2025

[English below]
📣📣ศูนย์ยุโรปศึกษา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญชวนผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมงานเสวนาในหัวข้อ

“Security concerns of the middle-size states: What Thailand can learn from Ukraine”

เพื่อร่วมเรียนรู้และทำความเข้าใจประสบการณ์ตรงด้านประเด็นความมั่นคงของยูเครนในฐานะประเทศขนาดกลาง ตลอดจนแลกเปลี่ยนมุมมองที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้ต่อการกำหนดและดำเนินนโยบายได้อย่างเหมาะสม โดยงานนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ คุณ Lesia Vasylenko, คุณ Tamila Tasheva และคุณ Vadym Halaichuk สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยูเครน รวมถึง ดร. Hanna Shelest ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจากสถาบัน Ukrainian Prism ที่จะมาร่วมแบ่งปันมุมมองเชิงลึกในครั้งนี้
📅วันพฤหัสที่ 25 กันยายน 2568
⏰เวลา 14.00-16.00 น.
🏛 ห้องประชุมสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ ชั้น12 อาคารเกษม อุทยานิน (รัฐศาสตร์ 60 ปี) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้สนใจร่วมงานสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ผ่าน QR code หรือลิงก์ด้านล่างนี้ 👇
🔗 https://forms.gle/QQg6czHb6QcoVovb9

--------
📣📣 The European Studies Center, Faculty of Political Science, Chulalongkorn University, cordially invites all interested participants to join the panel discussion on the topic:

“Security concerns of the middle-size states: What Thailand can learn from Ukraine”

This seminar offers an opportunity to learn and gain insights from Ukraine’s direct experience as a middle-size state facing security challenges, as well as to exchange perspectives that Thailand may apply in shaping and implementing its own policies.
We are honored to welcome distinguished speakers from the Verkhovna Rada — Ms. Lesia Vasylenko, Ms. Tamila Tasheva, and Mr. Vadym Halaichuk — along with Dr. Hanna Shelest, Security Expert at Ukrainian Prism, who will share their in-depth perspectives at this special event.
📅 Thursday, 25 September 2025
⏰ 14:00 – 16:00
🏛 PolSci Alumni Association Conference Room, 12th Floor, Kasem Upathamnan Building, Faculty of Political Science, Chulalongkorn University

Those interested can register via the QR code or the link below 👇
🔗 https://forms.gle/QQg6czHb6QcoVovb9

ที่อยู่

Chulalongkorn University
Bangkok
10330

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 16:30
อังคาร 08:00 - 16:30
พุธ 08:00 - 16:30
พฤหัสบดี 08:00 - 16:30
ศุกร์ 08:00 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Centre for European Studies at Chulalongkorn Universityผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์