ห้องเติมใจ มศว : SWU heart room

เส้นทาง ติดต่อ มหาวิทยาลัย

ห้องเติมใจ มศว : SWU heart room ห้องเติมใจ by W.E.L.L Center คณะศึกษาศาสตร์ มศว ให้บริการดูแลสุขภาพใจผ่านการพูดคุย-ปรึกษาเชิงจิตวิทยา สำหรับนิสิต บุคลากรและบุคคลทั่วไป

เติมพลัง เติมความเข้มแข็ง เติมใจ เติมความสุขความสดใสให้แก่นิสิต มศว

มารู้จักกับทีมนักจิตวิทยา “ห้องเติมใจ” กันค่ะ 💙ในปีการศึกษานี้ ศูนย์ W.E.L.L. Center คณะศึกษาศาสตร์ มศว มีทีมคณาจารย์และ...
07/10/2026

มารู้จักกับทีมนักจิตวิทยา “ห้องเติมใจ” กันค่ะ 💙

ในปีการศึกษานี้ ศูนย์ W.E.L.L. Center คณะศึกษาศาสตร์ มศว มีทีมคณาจารย์และนิสิตฝึกปฏิบัติงานด้านจิตวิทยาการปรึกษาระดับปริญญาโท-เอก ที่พร้อมให้บริการปรึกษาและรับฟังสำหรับนิสิต บุคลากร มศว รวมถึงบุคคลภายนอกค่ะ

ทีมคณาจารย์ของเรา ได้แก่

• รศ. ดร. สกล
• รศ. ดร. พัชราภรณ์
• รศ. ดร. มณฑิรา
• อ. ดร. ครรชิต
• อ. ดร. ศิระวรรณ

นอกจากนี้ ยังมีพี่ ๆ นิสิตฝึกปฏิบัติงานระดับปริญญาโท-เอก ที่มาร่วมให้บริการในห้องเติมใจ

สำหรับผู้ที่มีความสนใจหรือมีความกังวลเฉพาะด้าน เรามีผู้ให้บริการที่มีความสนใจและประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ เช่น

👩‍👧 “พี”
มีความถนัดด้านเด็กพิเศษและจิตวิทยาเด็กและครอบครัว เหมาะสำหรับผู้ปกครองหรือผู้ที่มีข้อสงสัยและความกังวลเกี่ยวกับการเลี้ยงดู พัฒนาการ และการดูแลเด็ก

🇨🇳 “Film (ฟิล์ม)”
ให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเป็นภาษาจีน

และยังมีพี่ ๆ นิสิตฝึกปฏิบัติงานอีกหลายท่านที่พร้อมให้บริการและรับฟังทุกคนค่ะ

🗓️ ให้บริการทุกวันจันทร์-อาทิตย์
เวลา 09.00-20.00 น.

🆓 ไม่มีค่าใช้จ่าย

📍 ห้องเติมใจ by ศูนย์ W.E.L.L. Center ภาควิชาการแนะแนวและจิตวิทยาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มศว

👉 สำหรับผู้ที่สนใจใช้บริการ สามารถทักแชทเข้ามาที่เพจ “ห้องเติมใจ” เพื่อขอลงทะเบียนและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลยค่ะ

หากมีเรื่องที่อยากพูดคุย อยากทำความเข้าใจตัวเอง หรือกำลังเจอกับเรื่องที่รู้สึกจัดการได้ยาก เข้ามาพูดคุยกับพวกเราได้นะคะ 💙

https://www.facebook.com/share/19e1p2P4fg/
03/10/2026

https://www.facebook.com/share/19e1p2P4fg/

ซึมเศร้ามักตีความคำชมที่รับมาเป็นคำปลอบใจ ว่าผู้พูดพูดเพราะเกรงใจ สาเหตุเพราะศูนย์ตีคุณค่าของรางวัลพัง (OFC dysfunction)


เราเคยเขียนบทความคนซึมเศร้ามักด้อยค่าตัวเองไปแล้ว เพราะเครือข่ายที่คอยหาจุดบวก/แรงขับต่างๆ (mFC/pgACC/SFC) เสียหายไป

ดังนั้นยังไม่ต้องรับคำชมมา
ก็พร้อมจะด้อยค่าอยู่แล้ว


คำถามคือ แล้วทำไม แม้จะชมด้วยความจริงใจ และสิ่งที่มีอยู่จริงๆ มีหลักฐานจริงๆ (คือไม่ได้แกล้งน่ะ) ทำไมคนซึมเศร้าถึงไม่เชื่อเลย

เพราะศูนย์ประเมินรางวัลที่ชื่อ Orbitofrontal cortex (OFC) พังอยู่ค่ะ

ซึ่ง OFC เป็นกลีบสมองส่วนหน้าที่อยู่ล่างสุด คอยประเมินว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้มีคุณค่าสำหรับตัวเองขนาดไหน สิ่งใดมากกว่ากัน (Reward evaluation)


พอมันทำงานผิดปกติไป
คำชมที่รับมา ก็ไม่สามารถประเมินได้ว่าคำชมนั้น มันมีคุณค่าและพลังบวกขนาดไหน แยกความสำคัญไม่ออกด้วยซ้ำว่า คำชมนั้น กับ คำพูดปกติ มันต่างกันตรงไหน แยกไม่ออกแบบแยกไม่ออกเลย (ไม่ใช่แบบพยายามหาเหตุผลมาหักนะ)

สมองส่วนตรรกะ (ที่ทำงานน้อยลงเช่นกัน) เลยตีความตามสัญญาณอ่อนๆ ที่ OFC ส่งมาว่า “ในเมื่อมันไม่มีพลังบวกเลย แสดงว่าเขาน่าจะพยายามปลอบเฉยๆ” พอรวมกับข้อมูลเชิงอดีต ที่ Hippocampus ขุดขึ้นมา มีแต่ความผิดพลาด ก็ยิ่งยืนยันว่า ตัวเองห่วยขนาดนี้ มันจะมีอะไรน่าชม เค้าคงแค่ปลอบแหละ


แต่ไม่ได้ความว่า การที่เขาประเมินไม่ได้ เราจึงไม่ควรชมเขานะคะ ชมไปเถอะค่ะ ตรงไหนที่เขาทำได้ ควรชื่นชม (คิดเหมือนกับคนทั่วไปแหละค่ะ)

บางครั้งการย้ำเตือนคุณค่าของเขาซ้ำๆ อาจจะทำให้สมองที่กำลังพังมันสร้างสัญญาณแรงพอ ที่จะให้เขารับรู้บ้างก็ได้ว่า “ตนเองนั้นทำได้จริงๆ และควรได้คุณค่านั้น”

ขอให้ทุกท่านที่เป็น
รับรู้คุณค่าของตนเองเร็ววันค่ะ
มันมีอยู่ตรงหน้าแล้ว แต่สมองที่ป่วยมันบังตา

https://www.facebook.com/share/p/1EiZXkuPMf/
20/09/2026

https://www.facebook.com/share/p/1EiZXkuPMf/

ภาวะสิ้นยินดีในซึมเศร้า = สิ้นโอกาสที่จะยินดี
แต่การเซ็ตเป้าหมายเล็กๆ อาจช่วยให้ดีขึ้นได้


สิ้นสุข สิ้นยินดี สิ้นแรงจูงใจ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม
เป็นหนึ่งในอาการหลักที่ทำให้ซึมเศร้ามันมากกว่าแค่ดิ่ง
แต่มันทำให้รู้สึกว่า ไม่รู้วันนี้จะมีชีวิตอยู่ไปทำอะไร

ที่เป็นแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเศร้าจนไม่อยากทำอะไร
แต่สมองส่วนที่ดูแลมันทำงานผิดจริงๆ

1. วงจรรางวัล (Mesolimbic system): ทำงานน้อยลงมาก การหลั่งโดปามีนแย่มาก จนทำให้ไม่เกิดความพอใจ/แรงจูงใจ เมื่อทำอะไรก็ตาม

2. ศูนย์ประเมินคุณค่า (Orbitofrontal cortex): ทำงานน้อยลงมาก ทำให้ไม่ว่าจะสัญญาณที่เข้ามาเป็นแบบไหน ก็คุณค่าพอๆ กัน คือต่ำพอๆ กัน ไม่ต่างซักอัน

3. วงจรปิดแรงจูงใจ (Habenula - antireward): ทำงานมากขึ้น เหมือนชีวิตเพื่อโหมดเตือนภัยตลอด จนไม่อนุญาตให้พอใจ/สุขใจ เพื่อที่จะได้สู้กับ stress

ทั้งหมดเลย ออกอาการมาในสภาพ
‘หมดสิ้น’ แรงใดๆ ที่จะทำ

และพอมันไม่มีแรงจูงใจ
ศูนย์ประเมินความคุ้มค่าในการทำสิ่งใดๆ (dorsal anterior cingulate cortex: dACC) ซึ่งก็ทำงานผิดปกติด้วย ก็ยิ่งประเมินว่า สิ่งนี้นอกจากจะทำไปแล้วไม่ได้อะไรแล้ว ยังเหนื่อยด้วย คือมันจะสร้างความเหนื่อยมากกว่าความเป็นจริง

ทำให้ยิ่งไม่อยากทำ

และพอยิ่งไม่อยาก มันก็ยิ่งเสริมให้วงจรที่กำลังป่วยเหล่านี้ ไม่ใช้งาน ไม่เกิดการกระตุ้น ก็ยิ่งจมอยู่กับสภาพนี้ต่อไป


วิธีแก้วิธีหลัก คือกินยา ซึ่งน่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว
แต่มีอะไรที่พอช่วยได้บ้างมั้ย ที่พอจะแก้อาการนี้บ้าง

คำตอบคือ มีค่ะ
นั่นคือวิธี set - minimal goal ในแต่ละวันค่ะ

▪️ตั้งเป้าหมายให้เล็กจน “แทบปฏิเสธไม่ได้” เช่น แค่ลุกนั่งบนเตียง 1 ครั้ง, ลุกมากระโดด 10 ที ป้าบๆๆๆ เออ ฟังดูไร้สาระ แต่เชื่อเถอะค่ะ สมองส่วน reward มันจะได้รับสัญญาณทันทีที่สำเร็จ
▪️ทำทันทีเมื่อคิดได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการที่สมองส่วนตรรกะ (dlPFC) และประเมินกำลัง (dACC) มันคิดจนไม่อยากทำ ให้ทำเลย
▪️เลือกกิจกรรมที่มีจุดจบชัด เช่น พับผ้า 3 ชิ้น, วิ่ง 5 นาที, ไม่มีแรงเลย งั้นซิกอัพ 10 ครั้ง เป็นต้น เพื่อให้สมองรับรู้ ว่างานนี้มันทำและจบได้
▪️ทำซ้ำในเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน เพื่อสร้าง pattern ใหม่ในวงจรสมอง (corticostriatal loop)

ตอนทำมันจะไม่รู้สึกอะไรหรอก มันก็ยังเบื่อเหมือนเดิมแหละ
แต่การทำต่อเนื่องนั้น เซลล์ประสาทที่ถูกกระตุ้นให้ใช้งานบ่อยๆ มันจะเริ่มสู้ มันจะเริ่มมีบางสิ่งคล้ายๆ แรงผลักดันโผล่ขึ้นมา อาจจะไม่เกี่ยวกับสิ่งที่ฝึกเลยก็ได้

ที่สำคัญที่สุดคือ มันผลักให้สมอง โยน energy ไปยังส่วนของงานนั้น ให้หยุดไปใช้โหมดเหม่อ ที่จะดิ่งวนไปวนมา


และพอเริ่มทำสิ่งพวกนี้ได้มากขึ้น
เริ่มขยับไปทำสิ่งที่เคยชอบ แต่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
เช่น เคยชอบเล่นดนตรี ก็หยิบเครื่องดนตรีมากดๆ มั่วๆ เลย
เคยชอบดูซีรี่ส์ เปิดดูเทรลเลอร์แบบสุ่มๆ เลย

(อะไรก็ได้ แต่ social media ไม่แนะนำ
เพราะ emotional damage เยอะ)


ในทางคลินิก แนวคิดนี้สอดคล้องกับ behavioral activation therapy ซึ่งไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนความคิด แต่เริ่มจากการ “ขยับพฤติกรรมเล็กๆ” เพื่อรีเซ็ตวงจรสมองก่อน แล้วความคิดจะค่อยๆ ตามมานี่แหละค่ะ


อาจจะเวิร์คบ้าง ไม่เวิร์คบ้าง เดี๋ยว trigger มาอีกละ
อย่างน้อยก็เป็นเส้นทางนึงที่จะได้พ้นน้ำขึ้นมาหายใจได้บ้างค่ะ

เป็นกำลังใจให้ทุกท่าน

16/09/2026

ระวัง! งานวิจัยล่าสุดพบ 2 ปัจจัยสำคัญ ที่สัมพันธ์กับโอกาสเกิด “โรคจิต” มากขึ้น
😨🧠🌿⚠️
เกริ่นก่อนว่า “Psychosis” หรือ “ภาวะโรคจิต” ไม่ได้หมายถึงการเป็นคนอันตราย คนลามกแปลกๆ หรือคนก้าวร้าวนะครับ แต่หมายถึง “ภาวะที่การรับรู้ความเป็นจริงบิดเบือนไป” เช่น หูแว่ว ประสาทหลอน หรือหลงผิด และสามารถพบได้ในหลายภาวะ ทั้งโรคจิตเภท โรคทางสมอง รวมถึงภาวะจากสารเสพติดครับ
งานวิจัยใหม่ใน World Psychiatry ปี 2026 เป็นงานวิจัยขนาดใหญ่มากที่รวบรวมหลักฐานจากประมาณ 970 งานวิจัย และ 221 ปัจจัยเสี่ยงหรือปัจจัยป้องกันของ psychosis เพื่อดูว่าปัจจัยใดมีหลักฐานสนับสนุนมากที่สุด พบว่า…
ปัจจัยแรกที่โดดเด่น คือ *ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก* เช่น การถูกทำร้าย ละเลย หรือกลั่นแกล้ง ซึ่งสัมพันธ์กับโอกาสพบ psychosis สูงขึ้นประมาณ เกือบ 3 เท่าในเชิงสถิติ
อีกปัจจัยคือ *การใช้กัญชาบ่อย 5–7 วันต่อสัปดาห์* ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาระ psychosis ในระดับประชากรประมาณ 12.75% และหลักฐานยังพบความสัมพันธ์แบบ dose-response คือ *ยิ่งใช้บ่อย และยิ่งมี THC สูง* ความเสี่ยงก็มีแนวโน้มสูงขึ้น รวมถึงในคนที่มี psychosis อยู่แล้ว การใช้ต่อเนื่องสัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำและการนอนโรงพยาบาลมากขึ้นครับ
อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่า การเคยมีบาดแผลใจหรือใช้กัญชา ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิด psychosis เพราะภาวะนี้มักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งพันธุกรรม พัฒนาการของสมอง สารเสพติด และความเครียดครับ
ผมชอบเปรียบ psychosis เหมือน แก้วน้ำที่มีหลายอย่างค่อยๆเติมลงไปครับ แต่ละคนอาจมีสิ่งที่เติมลงมาไม่เหมือนกัน และเมื่อหลายปัจจัยมารวมกันมากพอ อาการจึงอาจเริ่มปรากฏขึ้นครับ 🥛
ดังนั้นสาระสำคัญของงานวิจัยนี้ ไม่ใช่การทำให้เรากลัว แต่คือการเตือนว่า ก่อน psychosis จะเกิดขึ้น มักมีเส้นทางมาก่อน และบางส่วนของเส้นทางนั้นเราสามารถป้องกันหรือจัดการได้ครับ ⚖️
By…คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา
٩(^‿^)۶ [ ]–[”””””|”””””|”””””|]>——
คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา

https://www.facebook.com/share/p/1D53QpN7eh/
06/09/2026

https://www.facebook.com/share/p/1D53QpN7eh/

สายวิตกกังวล ยิ่งนอนน้อย ยิ่งกังวลมากขึ้น
คือมันไม่ใช่แค่บ่อยค่ะ แต่เนื้อหาที่กังวลก็จะยิ่งลามไปเรื่องอื่น ไปไกลขึ้น เพี้ยนขึ้น จนกังวลเรื่องอะไรแมร่งก็ไม่รู้


คุณเคยได้ยินเสียง “สัญญาณเตือนไฟไหม้”
ในอาคารดังขึ้นมาเองมั้ยคะ

ต่อให้สุดท้ายจะไม่มีไฟไหม้อะไรจริง
แต่แค่เสียงนั้นดังขึ้นมา ร่างกายก็เริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยแล้ว
ใจเริ่มเต้นเร็ว สมองเริ่มโฟกัสแต่เรื่องอันตรายรอบตัว

จริงๆ แล้ว สมองของคนที่มีภาวะวิตกกังวล ก็คล้ายระบบนี้เลยค่ะ

ไม่ใช่ว่าระบบเตือนภัยมัน “ไม่มีประโยชน์”
ตรงกันข้าม มันสำคัญมาก
เพราะมันถูกสร้างมาเพื่อช่วยให้มนุษย์เอาตัวรอด


เมื่อมีข้อมูลอะไรบางอย่างเข้ามา
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เห็น ได้ยิน หรือแม้แต่ “สิ่งที่คิดขึ้นมาเอง”
ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกส่งเข้าสู่เครือข่ายเตือนภัยของสมอง

โดยเฉพาะ amygdala และ hippocampus ส่วนหน้า (vHPC)

Amygdala จะเป็นเหมือนศูนย์สร้าง “ความรู้สึกกลัว-กังวล”
แล้วส่งสัญญาณต่อไปยังหลายจุดของสมองและร่างกาย

เช่น
สมองส่วน sympathetic
ที่ทำให้หัวใจเต้นแรง ตื่นตัว หายใจเร็วขึ้น

หรือ BNST
ที่เกี่ยวข้องกับความกังวลแบบยืดเยื้อ ค้างอยู่ได้นาน


ส่วน vHPC จะช่วยเอา “ความทรงจำเก่า”
มาเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ถ้าสมองคิดว่าเคยมีประสบการณ์ไม่ดีคล้ายๆ แบบนี้มาก่อน
มันจะยิ่งช่วยเสริม amygdala ให้เตือนภัยแรงขึ้นอีก

ดังนั้นความกังวลหลายครั้ง
จึงไม่ได้เกิดจาก “เหตุการณ์ตรงหน้า” อย่างเดียว
แต่เกิดจากสมองกำลังเชื่อมโยงมันกับอดีตด้วยค่ะ


ปกติแล้วระบบนี้ต้องมี “เบรก”

สมองส่วน dlPFC และระบบ GABAergic
จะช่วยประเมินว่า
“โอเค ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว”
แล้วค่อยๆ กดระบบเตือนภัยลง

แต่ในคนที่มีโรควิตกกังวล
วงจรนี้มักเปิดง่ายเกินไป
และหยุดยากเกินไป


แล้วสิ่งที่ยิ่งทำให้วงจรนี้หนักขึ้นมากก็คือ
“การนอนน้อย”

งานวิจัยของ Jie Zhang et al. (2024)
พบว่าแค่การอดนอนเพียง 1 คืน ก็ทำให้สมองเปลี่ยนไปชัดเจน

vHPC เริ่มแยก “ภัย” กับ “ไม่ใช่ภัย” ได้แย่ลง

หลายครั้งข้อมูลที่จริงๆ ไม่อันตราย
กลับถูกตีความว่าเป็นสิ่งคุกคาม

Amygdala ก็ไวต่อการกระตุ้นมากขึ้น
แถมความกลัวที่เกิดขึ้น
ยัง “ลามวงกว้าง” ไปเรื่องอื่นได้ง่ายขึ้นด้วย

เรียกว่า Fear generalization

เช่น
เริ่มจากกังวลเรื่องงาน
แต่สุดท้ายลามไปถึงสุขภาพ ความสัมพันธ์ อนาคต หรืออะไรต่ออะไรเต็มไปหมด

เหมือนสมองเริ่มติดป้ายว่า
“โลกนี้ไม่ค่อยปลอดภัย”


พร้อมกันนั้น
วงจรควบคุมจาก dlPFC
ก็ยับยั้งอารมณ์ได้ลดลง

ดังนั้นไม่ใช่แค่ “คิดมากขึ้น”
แต่เป็นสมองในเชิงชีววิทยา
ที่เข้าสู่โหมดตื่นภัยจริงๆ


ปัญหาคือถ้าความกังวลยังลากยาวไปจนถึงเวลานอน

สมองที่อยู่ในโหมดเฝ้าระวังตลอดเวลา
ก็จะยิ่งเข้าสู่การนอนได้ยากขึ้นอีก

หัวใจยังตื่น
สมองยังประเมินภัย
ความคิดยังวน

สุดท้ายกลายเป็นวัฏจักร

อดนอน → กังวลมากขึ้น → หลับยาก → อดนอนเพิ่ม → กังวลหนักขึ้น

วนซ้ำไปเรื่อยๆ ค่ะ


ดังนั้นถ้าเริ่มรู้สึกว่า
ตัวเองกังวลง่ายขึ้นเรื่อยๆ
คิดลามหลายเรื่อง
ตื่นตัวตลอดเวลา
หรือเริ่มนอนแย่ลงเรื่อยๆ

อย่ามองว่าเป็น “นิสัยคิดมาก” อย่างเดียวนะคะ

เพราะหลายครั้งมันคือวงจรสมอง
ที่กำลังเหนื่อยและเสียสมดุลจริงๆ

และยิ่งปล่อยไว้นาน
มันยิ่งเริ่มกระทบชีวิต การงาน ความสัมพันธ์
รวมถึงคุณภาพชีวิตโดยรวมได้มากค่ะ

https://www.facebook.com/share/1C5XtcJwbF/
30/08/2026

https://www.facebook.com/share/1C5XtcJwbF/

โรคซึมเศร้าเปิดระบบสร้างสุขจากกิจกรรมไม่ได้ (Reward system)
เพราะมี Lateral habenula เปิดระบบ anti-reward ต้านไว้เรื้อรัง

เราเคยพูดในบทความก่อนถึงกลไกการเกิดภาวะสิ้นยินดีไปแล้ว
ที่มีต้นเหตุมาจากระบบสร้างสุขที่ชื่อ reward system - dopamine
ทำงานลดลง คำถามคือใครทำให้มันเป็นแบบนั้น

วันนี้จึงขอพูดระบบที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก
สมองที่ดูแลระบบนี้ก็แทบไม่มีใครรู้จักเลย

นั่นคือระบบ anti-reward system
ระบบที่คอยปิดความรู้สึกยินดี
บริหารโดยสมองส่วน Habenula
สมองส่วนที่เป็นเครือญาติเดียวกับต่อมไพเนียล

ในคนปกติ เวลาทำอะไรที่ชอบ จะรู้สึกยินดีและมีสุข
แต่เวลาเครียด ความรู้สึกนี้จะลดลง แต่ก็ยังชอบอยู่ดี

ที่ความรู้สึกนี้ลดลงเพราะสมอง Lateral habenula (LHb)
ออกคำสั่งกดระบบ reward system ทำให้หลั่ง dopamine ลดลง

เพราะธรรมชาติถือว่า ตอนนี้กำลัง stress
ควรลดความยินดีลง แล้วให้เครียดกับอันตราย
บีบให้รีบหาทางออก

แต่ในคนที่เป็นโรคซึมเศร้าพบว่า
LHb เปิดระบบ anti-reward ค้างไว้เลยค่ะ
แม้ไม่มี stress ก็เปิด ยิ่งมี stress ยิ่งรุนแรง

ทำให้ไม่ว่าทำอะไร มันก็รู้สึกไม่ยินดีอะไรเลย
แต่ยังรู้สึกสิ่งลบ และดิ่งได้ตลอด
เราเรียกภาวะนี้ว่าสิ้นยินดี (anhedonia) นั่นเอง

มันทรมานแสนสาหัสมาก
ไม่ว่าจะบรรยายยังไงก็ไม่มีใครเข้าใจ

ดังนั้นเดินไปพบจิตแพทย์
และรักษาเถอะค่ะ

https://www.facebook.com/share/p/19AykQsxLm/
30/08/2026

https://www.facebook.com/share/p/19AykQsxLm/

ไบโพลาร์ สุดยอดคำทางจิตเวชที่ใช้ผิดจนติดปาก
บ้างก็เข้าใจผิดจริงๆ บ้างก็ใช้ติดปากแต่รู้ว่าความหมายจริงๆ


1️⃣ ไบโพลาร์ (Bipolar disorders)
ไม่ใช่ อารมณ์สวิงขึ้นลงไวๆ


แต่มี ‘ช่วงเวลา’ ที่ระบบเซลล์ประสาทและนาฬิกาชีวิต มีความผิดปกติสุดโต่ง แยกเป็น 2 ช่วงเวลาชัดเจน

ขั้วแมเนีย (Mania): ขั้วที่ ‘พลังงาน’ อัดแน่นจนล้น จนต้องเปล่งออกมา - อาจจะอารมณ์ดีมากผิดปกติ (แต่ไม่เสมอไป หงุดหงิดง่ายก็ได้), มั่นใจมากเกินเหตุ กล้าตัดสินใจอะไรได้ง่ายๆ วางแผนอะไรได้มาก พลังงานมันล้นจนมีแผนเต็มไปหมด นอนน้อยลงมาก แต่ไม่ค่อยง่วงเลย คึกมาก บางครั้งก็เปล่งพลังงานออกมาในรูปใช้จ่ายมากเกินกว่าปกติ เป็นขั้วที่สมองส่วนกิจกรรมและการกระทำ ทำงานเด่น จนสมองส่วนควบคุม (dlPFC) เบรกไม่อยู่

ขั้วเศร้า (Depression): เหมือนกับคนเป็นโรคซึมเศร้าทุกประการ มีอารมณ์เศร้า มีดิ่ง มีสิ้นยินดีได้ หลายครั้งถ้าไม่ดูให้ดีคิดว่าเป็นโรคซึมเศร้า


⚠️ จุดสำคัญที่สุดคือ 2 ขั้วนี้ มักเป็นทีนานหลายสัปดาห์จนถึงเดือน กว่าจะ switch ไปเป็นอีกขั้ว
❌ ไม่ใช่ขึ้นลงในระดับชั่วโมง แบบทะเลาะกันแล้วโกรธรุนแรงมาก แล้วก็มาดีตอบแบบดีมาก


2️⃣ ‘เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย’


มันค่อนข้างเป็นลักษณะที่แต่ละคนประเมินไม่เหมือนกัน มันเป็นได้หลากหลายมาก เช่น คนที่อดทนมากๆ แล้วมาระเบิ-ดทีหลังแล้วดูร้ายก็มี, หรือเป็นช่วง mood swing ตอนใกล้มีประจำเดือน หรือช่วงที่เจอเหตุการณ์ร้ายๆ , ฯลฯ


แต่ถ้าถามว่า มีมั้ยที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายของจริง
ติดตัวเป็นบุคคลิก

คำตอบคือมีค่ะ


เรียกภาวะบุคคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง (Borderline personality)
ซึ่งจะบุคคลิกภาพเฉยๆ หรือ ถึงขั้นผิดปกติก็ได้ คือเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิต

ถ้ากรณีนี้จะอารมณ์สวิงมากจริงๆ

✔️ อารมณ์ขึ้นลงในระดับชั่วโมง ซีนเจอบ่อยๆ คือทะเลาะอะไร จะโมโหรุนแรงมาก เหมือนคูกรณีไม่เคยดีมาก่อน พอหายก็จะดีมาก

✔️ รู้ตัวว่าเป็น แต่คุมไม่อยู่ dlPFC มันยับยั้ง amygdala ไม่ไหว ไม่ทัน (ต่างกับกรณีขั้วแมเนียของไบโพลาร์ มักไม่รู้ตัวว่าผิดปกติ)

✔️ มักมีการประเมินบุคคลแบบสุดขั้ว ดีสุด แย่สุด

✔️ มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์มาก แสดงออกมาในรูปแบบการอ่อนไหวสุดขีด หรือรุนแรงสุดขีด โดยเฉพาะการกลัวการถูกทอดทิ้งมาก กลัวความเหงาที่สุด


จริงๆ ทั้งสองภาวะนี้มีรายละเอียดอีกมาก
และควรได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ตาม DSM V ค่ะ

https://www.facebook.com/share/1EhWwaPfJH/
23/08/2026

https://www.facebook.com/share/1EhWwaPfJH/

ซึมเศร้า
❌ ไม่ใช่แค่ภาวะทางจิต จิตใจรู้สึกแย่เอง
✅ แต่มีการเปลี่ยนแปลงในสมองจริง จับต้องได้ และเปลี่ยนตั้งแต่เซลล์ประสาท ยันหลอดเลือด ดังเช่นในภาพนี้ค่ะ


หลอดเลือดฝอยของสมองปกติอยู่ในสภาพแนวกั้นที่เรียกว่า Blood brain barrier ดังภาพซ้าย

ผนังจะเชื่อมกันแน่นมาก (Tight junction) และยังมีขาของเซลล์พี่เลี้ยงเซลล์ประสาท (Astrocyte’s feet) สีน้ำเงิน มาคลุมไว้อีก และมีเซลล์พี่เลี้ยงผนังหลอดเลือด (Pericyte) คอยเกาะไว้

ซึ่งสภาพโครงสร้างแบบนี้ ทำให้สารที่จะเข้าสู่สมอง ต้องผ่าน ‘ด่านตรวจ’ ถึงจะทะลุกำแพงไปได้ สารใหญ่ๆ อย่างสารก่ออักเสบน่ะไม่ผ่าน สารเล็กๆ อย่างน้ำตากลูโคส อะ อ่านได้ เพราะมีประตูสำหรับกลูโคสโดยเฉพาะ


ส่วนสภาพหลอดเลือดฝอยสมองในซึมเศร้าก็ภาพขวาค่ะ

รอยต่อระหว่างเซลล์ผนังหลอดเลือด เริ่มมีรู ทำให้สารต่างๆ ในเลือด โดยเฉพาะสารก่ออักเสบที่ปะทุขึ้นมาตอนที่เครียดเรื้อรัง สามารถเข้าไปยังเนื้อสมองได้

และสารพวกนี้แหละค่ะ ที่เป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเม็ดเลือดขาวในสมองชื่อ microglia ที่ทำให้เริ่มทำร้ายเซลล์ประสาท จนเริ่มฝ่อ


แต่ต้องกล่าวว่า หลอดเลือดมันพังจริง แต่มันไม่ถึงระดับโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) อันนั้นคือลิ่มเลือดอุดแบบรุนแรงมาก และไม่รุนแรงถึงระดับโรคหลอดเลือดอักเสบแบบใน SLE (Cerebral vasculitis) อันนั้นคือพังยับกว่านี้หลายร้อยเท่า

และเซลล์ประสาทที่ฝ่อ มันก็ไม่ถึงขั้นฝ่อตๅยลามไปทั่วสมองแบบโรคอัลไซเมอร์


แต่ซึมเศร้า มันมีรอยโรคจริงๆ ในสมองค่ะ
ไม่ได้จิต ไม่แข็ง หรือคิดไปเอง

พอสมองที่มันพังแล้ว สภาพการทำงานมันก็เลยดรอปกว่าปกติมาก จนกว่าจะฟื้นฟูนั่นแหละค่ะ

https://www.facebook.com/share/p/1EycKYu3TC/
16/08/2026

https://www.facebook.com/share/p/1EycKYu3TC/

สภาพคนเวลาวิตกกังวลหนักๆ รู้ทั้งรู้ว่า “คือเรื่องไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก” แต่สมองแมร่งกลับหยุดคิดไม่ได้ แถมบางคนยังเซนส์ได้ถึงใจเต้น หายใจไม่เต็มอิ่ม บางคนถึงขั้น จุกหน้าอก แน่นท้อง มือเย็น เหงื่อออก

แล้วก็ติดลูปเริ่มจับผิดทุกความรู้สึกในร่างกายตัวเอง
มีอาการอะไรโผล่มาก็ยิ่งสนใจ ยิ่งสนก็ยิ่งรู้สึกว่ามันหนัก

จนตอนหลังเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่า
สรุปกรูกังวลเรื่องข้างนอกหรือเรื่องข้างใน (ร่างกาย) ฟะ

ใช่ค่ะ นี่คือความสนใจ
ของสายกังวล
ถ้าเป็นสายกังวล + ซึมเศร้า
เนื้อหาที่งัดขึ้นมาก็จะยับกว่านี้


ทำไมสมองถึงทรมานเราแบบนั้นล่ะ

ในสมองเรามีพื้นที่เล็กๆ ซ่อนลึกอยู่ใต้เปลือกสมองด้านข้าง ใครเคยเรียน gross anatomy เช่น กับอาจารย์ใหญ่ คุณจะต้องแหวกกลีบสมองด้านข้าง เพื่อเอากลีบหน้า (frontal lobe) กับกลีบขมับ (temporal lobe) ออกไป

ถึงจะเจอรอยหยักที่อยู่ลึกมากๆ
ชื่อว่า Insular cortex หรือ Insula
(คนละเรื่องกับ Insulin นะ ไม่เกี่ยวกัน)


หน้าที่ของน้องเป็นสายเสรือกค่ะ
เสรือกเรื่องตัวเอง เสรือกอวัยวะภายในเราเอง

เพราะคอยรับข้อมูลว่า “ตอนนี้ข้างในตัวเราเกิดอะไรขึ้นบ้าง” ตั้งแต่หัวใจเต้นเร็ว หายใจแรง แน่นหน้าอก ปวดท้อง ร้อน หนาว หิว กระหาย ไปจนถึงความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดยากๆ

กระบวนการรับรู้สัญญาณจากภายใน
ร่างกายแบบนี้เรียกว่า Interoception
(แปลเป็นไทยลำบาก บทความแนวๆ สมองจะใช้คำนี้ไปเลย)


ทุกครั้งที่อวัยวะภายในทำงาน ข้อมูลจำนวนมากจะวิ่งเข้ามาที่ Insula ส่วนหลัง (Posterior insula) ก่อน คล้ายห้องรับสัญญาณดิบว่า หัวใจตอนนี้เต้นเท่าไร กล้ามเนื้อเกร็งหรือเปล่า หายใจแรงขึ้นไหม กระเพาะกำลังบีบตัวหรือไม่

จากนั้นข้อมูลจะค่อยๆ ถูกส่งมาด้านหน้า ที่เรียกว่า
Anterior insula (AIC)

ตรงนี้ไม่ได้ถามแล้วว่า “ร่างกายเกิดอะไรขึ้น?”
แต่มันเริ่มตีความว่า
“สิ่งที่เกิดขึ้น มีความหมายกับเรายังไง?”


ตรงนี้แหละค่ะ ที่ทำให้คนสองคนที่รับรู้ได้ว่า
หัวใจเต้นเหมือนกัน แต่คนนึงก็เฉยๆ
แต่อีกคนกลับรู้สึกกลัวมัน กังวลมันว่ามีอะไรผิดปกติรึเปล่า
(ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนไม่เป็น)

นั่นคือสมองของคนที่วิตกกังวลมากๆ ค่ะ
การตีความและความสนใจของ Anterior insula
จะมากกว่าปกติมากๆ เหมือนมันระวังภัยมากเกินไป


แล้วปัญหาคือ Insula
ไม่ได้ทำงานคนเดียวค่ะ

ต้องบอกว่าจริงๆ สมองไม่ได้ทำงานแยกส่วน กันเหมือนกระทรวงอะไรแบบนั้น แต่ประสานงานเป็นเครือข่าย โดย Insular cortex นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่เรียกว่า
Salience network ซึ่งทำหน้าที่คอยสแกนว่า
ข้อมูลไหน “สำคัญมากพอที่จะต้องสนใจเดี๋ยวนี้”


ซึ่งในคนวิตกกังวล เครือข่าย Salience ก็ทำงานหนักมาก
สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ทั้งภายนอก ทั้งภายใน จะไวหมด จับสังเกตหมด

เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ บางคนสะดุ้งง่าย
สีหน้าคนอื่น เปลี่ยนปุ๊บ เก็บไปคิดละ
ความรู้สึกแปลกๆ ในหน้าอก ทำไมเราต้องรู้สึกงั้น โรคอะไร?
หัวใจที่สะดุดไปหนึ่งจังหวะ เฮ้ย หัวใจเราเป็นไร เราจะเป็นเหมือนในข่าวมั้ย
ประโยคที่เจ้านายพูดเมื่อเช้า เค้าพูดถึงเรามั้ย เค้าเกลียดเราเหรอ

ข้อมูลพวกนี้แทนที่จะถูกปล่อยผ่าน
กลับโดนดึงขึ้นมาตรวจซ้ำหมด
ซ้ำแมร่งอยู่อย่างนั้น


ยังไม่จบนะ บอกไปแล้วว่าสมองทำงานเป็นเครือข่าย
เจ้า Insula ยังเชื่อมกับ Amygdala “เจ้าแม่แห่งอารมณ์”
ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ช่วยตรวจจับภัยคุกคาม

เมื่อทั้งคู่รับส่งสัญญาณกันแรงขึ้น สิ่งที่ “อาจจะอันตราย” จะเริ่มมีน้ำหนักเหมือนสิ่งที่ “กำลังอันตรายอยู่ ณ เดี๋ยวนั้น”

คือเปลี่ยนอัพเกรตสิ่งที่ดูเหมือนเป็นภัย
กลายเป็น เป็นภัยจัดๆ ต้องหยิบมาคิด หยิบมากังวล

และพอสองคู่หูมันแปลแบบนั้น
ไอ้ Hypothalamus และก้านสมองก็เข้ามารับไม้ต่อ

เปิดระบบ sympathetic ให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น
หายใจเร็วขึ้น เหงื่อออก กล้ามเนื้อเกร็ง
เตรียมร่างกายเข้าสู่โหมดเอาตัวรอด


แล้วไงต่อ จำได้มั้ยคะว่า
ไอ้ Insula กำลังสนใจอวัยวะภายในอยู่พอดี


จ้า ชีวิตติดลูป ลูปนรก

กังวล → หัวใจเต้นเร็ว
หัวใจเต้นเร็ว → Insula รับรู้
Insula ตีความว่า “ผิดปกติ”
Amygdala ยิ่งเตือน
ระบบ sympathetic ยิ่งทำงาน
หัวใจยิ่งเต้นเร็ว

จากความคิดหนึ่งเรื่อง เลยขยายออกมาเป็นทั้งอาการทางกายและความรู้สึกว่า “ต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ”

บางคนแสดงออกมาในรูปกังวลหนัก ข้างในปั่นป่วน
บางคนสร้างความรู้สึกแพนิกออกมา กระวนกระวาย

บางคนหนักกว่านั้นคือ จู่ๆ โผล่ขึ้นมาเอง
ไม่มีตัวกระตุ้นชัดเจน (Panic disorders)


ดังนั้นสำหรับท่านที่เป็น ลองสังเกตตัวเองดูก็ได้ค่ะ

1️⃣ สแกนร่างกายตัวเองเก่งผิดปกติ รู้สึกหัวใจทุกจังหวะ จับการหายใจตัวเอง รู้สึกเวียนนิดเดียวก็สนใจทันที บางคนพอมีอาการหนึ่งอย่าง จะเฝ้าดูมันทั้งวันว่าหายหรือยัง

2️⃣ สมองชอบจับเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดมาซ้อมล่วงหน้า “ถ้าเกิดแบบนั้นล่ะ?” “แล้วถ้าแก้ไม่ได้ล่ะ?” “ถ้าเขาคิดแบบนี้กับเราล่ะ?” คือชีวิตแมร่ง what if ทั้งวัน ทั้งที่ยังไม่มีข้อมูลพอ แต่ระบบตรวจภัยทำงานไปเรียบร้อยแล้ว

3️⃣ ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกังวล ก็ยิ่งกังวลกับความกังวลนั้นอีกที เช่น ใจเต้นแล้วกลัวว่าจะเป็นอะไร หายใจไม่เต็มแล้วกลัวว่าจะหายใจไม่ได้ กลายเป็น Fear of fear ที่ป้อนเชื้อกลับเข้าวงจรเดิม


และที่สมองส่วนเตือนภัยมันอาละวาดกันแบบนี้
ส่วนหนึ่งเพราะผู้ดูแลอย่าง Prefrontal cortex
ทำงานไม่ดีพอ

สมองส่วนนี้แหละ ทั้งทำหน้าที่ชะลอสมองส่วนเตือนภัย
ทั้งคอยนำข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์แบบทุกแง่มุม
ตัดสินว่า สิ่งที่รับมาโดยสัญชาตญาณพวกนั้น
“หลักฐานมีแค่ไหน?”
“จำเป็นต้องสนใจเรื่องนี้ตอนนี้หรือเปล่า?”
“มีคำอธิบายอื่นไหม?”

ซึ่งในคนวิตกกังวลมากๆ การทำงานของ Prefrontal cortex
จะลดลงมากเลยค่ะ
(ซึ่งถ้าใครเคยทานยาลดวิตกกังวลพวก Clorazepate
หรือ Etifoxine ตัวยาก็ไปออกฤทธิ์ทำให้ระบบ prefrontal cortex กดเจ้าพวกสมองเตือนภัยพวกนั้นได้ดีขึ้นค่ะ)


แล้ววิธีแก้คืออะไร

วิธีแก้จึงไม่ใช่สั่งตัวเองซ้ำๆ ว่า ห้ามคิด แน่นอน (ทำไม่ได้หรอก)
เพราะสมองส่วนที่กำลังทำงานผิดจังหวะ ไม่ได้เกิดจากเราไม่เข้าใจเหตุผลค่ะ คือตัวตนเรารู้เหตุผลเต็มอก แต่สมองมันไม่ยอมหยุดโหมดระแวงต่างหาก

สิ่งที่ช่วยคือค่อยๆ ทำให้วงจรเรียนรู้ใหม่ เช่น ลดการหลบสิ่งที่กลัวทีละนิด (Exposure) คือสัมผัสทีละนิดๆ , ฝึกไม่รีบตีความอาการทางกายว่าเป็นภัย ท่องไว้ว่าปลอดภัย, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ (โคตรช่วย), นอนให้พอ (แต่ตอนแรกจะยากหน่อย เพราะโหมดกังวล จะตามมาด้วย sleep onset ยาก)

ลด caffeine ถ้ามันกระตุ้นอาการ
และฝึกควบคุมความสนใจแทนการคอยสแกนร่างกายทั้งวัน
หาอะไรทำ อะไรก็ได้ ลองสังเกตสิ ช่วงโฟกัสสิ่งภายนอกหนักๆ บางทีอาการหาย

คนที่เป็นหนักมาก พบจิตแพทย์เถอะค่ะ
การรักษาด้วยยา รวมทั้งการทำจิตบำบัด เช่น CBT

จะช่วยลดวงจรนี้ได้ดีมากๆ


เป้าหมายสุดท้าย ไม่ใช่ทำให้ชีวิตปราศจากภัยทุกสิ่งอัน
แต่ให้สมองมันแยกแยะเป็นว่าอันไหนอันตราย อันไหนปลอดภัย

อันที่อันตราย เรากังวลได้ กลัวได้
แต่ต้องมีการคิดแก้ไข และถ้าพ้นช่วงนั้นไปแล้ว
ความกังวลควรเบาบางลงไป (จะให้หมดก็คงยาก หลายคนปัญหาชีวิตหนัก)

“บางที เรากลายเป็นแบบนี้
เพราะสมองมันกำลังป่วยค่ะ”

https://www.facebook.com/share/p/19KtWU6D9H/
12/08/2026

https://www.facebook.com/share/p/19KtWU6D9H/

เคยถูกชมด้วยประโยคแบบนี้ไหมครับ...

"ลูกคนนี้เลี้ยงง่าย ไม่เคยทำให้พ่อแม่เหนื่อยเลย"
"คนพี่เขาเก่ง ดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องห่วงหรอก เอาเวลาไปดูแลน้องเถอะ"
สำหรับเด็กหลายคน คำชมเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องน่าภูมิใจนะครับ

แต่พอโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่... บางคนกลับมานั่งอยู่ตรงหน้าผมในห้องบำบัดแล้วร้องไห้ออกมา

"หมอครับ... ทำไมผมถึงรู้สึกว่าตัวเองไม่มีตัวตนเลย ทำไมผมถึงไม่กล้าขอความช่วยเหลือจากใคร หรือแม้แต่ตอนที่เจ็บปวดที่สุด ผมก็ยังต้องแกล้งทำเป็นว่า 'ผมโอเค' "
ถ้าคุณกำลังรู้สึกแบบนี้... ผมอยากชวนลองย้อนกลับไปมองในวัยเด็กดูนะครับ
มีสาเหตุหนึ่งที่เจอบ่อย ๆ ในครอบครัวที่มีพี่น้องหรือใครสักคนที่ "ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ"

เขาอาจมี..น้องที่ร่างกายอ่อนแอ ..พี่ที่ดื้อรั้นสร้างปัญหา ..หรือแม้กระทั่งพ่อแม่ที่กำลังมีวิกฤตบางอย่างในชีวิต... จนเรื่องเหล่านั้นดึงเอาเวลาและพลังงานทั้งหมดของครอบครัวไป
ในทางจิตวิทยา มีคำเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า The Glass Child Syndrome หรือ "เด็กกระจก" ครับ

ทำไมถึงต้องเปรียบเป็นกระจก?

เพราะกระจกมัน "โปร่งใส" ครับ...

พอในบ้านมีพี่น้องที่มีปัญหาที่พ่อแม่หรือคนรอบข้างต้องดูแลเป็นพิเศษ
คนที่เป็นเด็กดี ดูแลตัวเองได้มักจะถูกมอง "ทะลุ" ผ่านไป เหมือนเวลาเรามองทะลุผ่านกระจกใส

เด็กดี ที่ดูแลตัวเองได้ ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีปัญหานะครับ ...โดยเฉพาะอยน่างยิ่งหากเขาถูกมองทะลุซ้ำ ๆ
หลายครั้งเขาเห็นแล้วว่า "พ่อแม่เหนื่อยมากพอแล้ว"

เขาจึงเลือกที่จะกดซ่อนความต้องการของตัวเองไว้ ทำตัวให้เป็นภาระน้อยที่สุด เรียนให้เก่งที่สุด และจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง เพื่อให้พ่อแม่สบายใจ และเพื่อเป็น "มุมสงบ" เดียวที่เหลืออยู่ในบ้าน

แต่พอทำแบบนั้นไปนานๆ... เด็กน้อย "บางคน" จะเริ่มสร้างสมการในใจขึ้นมาเงียบๆ ว่า

"ความต้องการของฉัน = ภาระ"
"ฉันจะถูกรัก ก็ต่อเมื่อฉันเข้มแข็งและไม่สร้างปัญหาให้ใคร"
พอโตเป็นผู้ใหญ่ เด็กกระจกเหล่านี้จึงกลายเป็นคนที่เก่งกาจ พึ่งพาตัวเองได้ยอดเยี่ยม (Hyper-independence)

เป็นที่พึ่งให้เพื่อน จัดการปัญหาให้คนอื่นได้สารพัด...

แต่กลับเป็นคนที่ "ร้องขอความรักไม่เป็น" และจะรู้สึกผิดทุกครั้งที่ตัวเองอ่อนแอหรือต้องการใครสักคน
ผมเข้าใจครับว่า... พ่อแม่ส่วนใหญ่อาจไม่ได้ตั้งใจจะละเลย ในวันนั้นพวกเขาก็คงแบกรับปัญหาจนตึงมือและทำดีที่สุดเท่าที่เครื่องมือของเขาจะมีแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้น... ความรู้สึกโดดเดี่ยว และความรู้สึกว่า
"ไม่มีใครเคยมองเห็นฉันเลย" ของคุณ มันก็เป็นความเจ็บปวดที่มีอยู่จริง และคุณมีสิทธิ์ที่จะเสียใจกับมันอย่างเต็มที่ครับ
ถ้าวันนี้ คุณคือผู้ใหญ่ที่เคยเป็น "เด็กกระจก" มาก่อน

ผมอยากชวนให้คุณลองวางบทบาท "คนเก่งที่ดูแลทุกคน" ลงชั่วคราวนะครับ
ลองหันกลับมาโอบกอดและสบตากับเด็กน้อยในตัวคุณดู...

บอกกับเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดว่า

"เธอไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลาหรอกนะ... ถึงเธอจะอ่อนแอ ร้องไห้ หรือขอความช่วยเหลือ เธอก็มีค่าและสมควรได้รับความรักอยู่ดี"
อนุญาตให้ตัวเองมีตัวตน อนุญาตให้ตัวเองส่งเสียง และอนุญาตให้ตัวเองได้เป็นคนพิงหลังคนอื่นบ้าง

เพราะกระจกบานนี้... ไม่จำเป็นต้องโปร่งใสเพื่อให้ใครมองข้ามอีกต่อไปแล้วครับ

แต่มันถึงเวลาที่จะได้สะท้อนความงดงาม... ให้ตัวคุณเองได้ชื่นชมบ้างแล้วล่ะครับ

หมอวอป (จิตแพทย์)
- สัมพันธ์ศาสตร์ -

#หมอวอป #จิตวิทยา #ปมในใจ #ฮีลใจ #รักตัวเอง

ที่อยู่

114 ซอยสุขุมวิท 23 เขตวัฒนา
Bangkok
10110

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:00
อังคาร 08:30 - 17:00
พุธ 08:30 - 17:00
พฤหัสบดี 08:30 - 17:00
ศุกร์ 08:30 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ ห้องเติมใจ มศว : SWU heart room โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ มหาวิทยาลัย

ส่งข้อความของคุณถึง ห้องเติมใจ มศว : SWU heart room:

ทางลัด

แชร์