24/04/2026
" คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า รัฐบาลจะกู้เงินได้หรือไม่ แต่คือกู้เงินไปเพื่ออะไร ผ่านกลไกทางกฎหมายแบบใด และใครจะเป็นผู้ตรวจสอบการตัดสินใจนั้น ที่ผ่านมาข้อถกเถียงในสังคมมักมุ่งไปที่การถกกันว่า รัฐบาลควรกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือควรรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด แต่ประเด็นที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาไม่แพ้กันคือ เหตุใดรัฐบาลจึงเลือกใช้พระราชกำหนด เหตุใดจึงต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ และรัฐบาลจะรับผิดชอบต่อผลกระทบในระยะยาวของการตัดสินใจนั้นอย่างไร
การกู้เงินไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบและการตรวจสอบ
ในแง่หนึ่งการก่อหนี้สาธารณะอาจจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่หนี้สาธารณะไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นภาระผูกพันที่ส่งผลต่อความสามารถของรัฐในระยะยาว การตัดสินใจก่อหนี้จึงไม่กระทบเฉพาะกับรัฐบาลที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนั้น แต่ยังโยงไปถึงงบประมาณในอนาคต ภาระภาษีของประชาชน และขอบเขตการตัดสินใจของรัฐบาลชุดต่อ ๆ ซึ่งต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมทั้งต่อคนในรุ่นนี้ รวมถึงคนในรุ่นต่อไปที่ต้องเข้ามารับภาระภาษีดังกล่าว (Emmerson, Frayne, & Love, 2001)
ในแง่นี้การก่อหนี้สาธารณะจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงมาตรการทางนโยบายที่ฝ่ายบริหารจะตัดสินใจโดยลำพัง แต่ต้องเป็นเรื่องที่เปิดให้มีการพิจารณา อภิปราย และตรวจสอบอย่างเพียงพอ ซึ่งในทางสากลรัฐบาลควรจะต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา เพื่อให้มีการพิจารณา อภิปราย และแสดงความเห็นต่อการกู้เงินและผลกระทบดังกล่าว (Nicol, 2022) ซึ่งก็คือ การเสนอความประสงค์ขอกู้เงินในรูปแบบของกฎหมาย (ธีรเดช ลิขิตตระกูลวงศ์, 2548) โดยคณะรัฐมนตรีควรจะนำเสนอข้อมูลเพื่อชี้แจงต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติ"
ชวนอ่านบทความ "เหนือกว่าวินัยคือความรับผิดชอบ: ข้อสังเกตของกรณีเสนอร่าง พ.ร.ก. การกู้เงิน" โดย เขมภัทร ทฤษฎิคุณ
หมายเหตุ: ประชาไททำหน้าที่เป็นพื้นที่เผยแพร่ ข้อมูล ทัศนะความคิดเห็นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ทัศนะและเนื้อหาในบทความไม่จำเป็นต้องตรงกับกองบรรณาธิการ
หากต้องการเผยแพร่ข้อเขียน บทความ ส่งมาให้พิจารณาได้ที่ [email protected]
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่คอมเมนต์ด้านล่าง