21/08/2026
คนที่เท่ห์ขนาดนี้ เป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ ของคุณนะ 🫶🏻
“กฎหมายไทยไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก (open by default) แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือเราไม่มีวัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูล”
แม้ไทยจะมี พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ซึ่งวางหลักให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเข้าถึงข้อมูลภาครัฐนั้นไม่ง่าย เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวยังมีข้อจำกัด ทั้งความไม่ทันสมัย, การเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจมากเกินควร, การไม่มีแนวปฏิบัติสำหรับการใช้ดุลพินิจอย่างชัดเจน
ผลที่ตามมาก็คือ เจ้าหน้าที่เลือกใช้ดุลพินิจในลักษณะ ‘ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น’ ซึ่งตรงกันข้ามกับหลักการที่ควรจะเป็น ยังไม่รวมว่ามีการใช้กฎหมายอื่นเป็นลูกเล่นในการไม่เปิดเผยข้อมูลด้วย เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA) สถานการณ์เช่นนี้ยิ่งตอกย้ำให้สังคมไทยห่างไกลจากวัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น
เพื่อหาคำตอบว่า อะไรคือข้อจำกัดของกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล, วัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูลของสังคมไทยเป็นแบบไหน และกฎหมายว่าด้วยการเปิดข้อมูลข่าวสาร (อย่างที่ควรจะเป็น) ต้องมีหลักการอย่างไร วันโอวัน สนทนากับ เขมภัทร ทฤษฎิคุณ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อ่านฉบับเต็ม: https://www.the101.world/limits-of-information-law/
“อย่างเคส ‘นาฬิกายืมเพื่อน’ สิ่งที่เกิดขึ้นคือแม้ถูกสั่งให้เปิดข้อมูล หน่วยงานก็ส่งข้อมูลให้ แต่ในข้อมูลก็มีการเซ็นเซอร์ สิ่งนี้สะท้อนว่าคำวินิจฉัยไม่เป็นที่สุด ในทางปฏิบัติแล้ว การดึงข้อมูลออกจากผ้าคลุมของรัฐจึงยากมาก”
"ในกรณีของสหรัฐฯ กฎหมายข้อมูลข่าวสารระบุว่า จะยกเว้นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับความมั่นคงได้ เฉพาะเมื่อมีคำสั่งของฝ่ายบริหาร กล่าวคือต้องมีคำสั่งที่ออกโดยประธานาธิบดี ไม่ใช่เจ้าหน้าที่คนใดคนหนึ่ง มันคือการตัดสินใจระดับฝ่ายบริหารว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูล เพราะกระทบประโยชน์ในการป้องกันประเทศ ส่วนข้อยกเว้นในเรื่องอื่นๆ นั้นถูกยกเว้นไว้อย่างแคบ ขณะที่กฎหมายไทยไม่มีกระบวนการแบบนี้ การเปิดข้อมูลขึ้นอยู่กับดุลพินิจ”
“พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ ไม่มีข้อยกเว้นชัดเจนว่าหากเจ้าหน้าที่รัฐเปิดเผยข้อมูลแล้วจะปราศจากการลงโทษ ไม่มีอะไรคุ้มครองว่าเขาปฏิบัติหน้าที่แล้วจะไม่โดนลงโทษทางวินัย หรือถูกฟ้องทางอาญา ซึ่งในทางหลักการ กฎหมายควรคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ทำงานโดยสุจริต"
“ภาครัฐอาจมีไอเดียเรื่องการปกปิดเป็นหลัก เพราะกลัวผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หรือการถูกลงโทษทางวินัย หรืออะไรก็แล้วแต่ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจว่าไม่เปิดเผยดีกว่า และเมื่อนำกฎหมายสองฉบับนี้ [กฎหมายข้อมูลข่าวสารฯ และกฎหมาย PDPA] มาประกอบกัน แทนที่เราจะมุ่งเปิดเผยข้อมูลสาธารณะในสิ่งที่สำคัญ เรากลับเอากฎหมายเหล่านี้มาเป็นข้ออ้างว่าไม่ควรเปิดเผยข้อมูล”
“เราควรขยับไปถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ แต่ไม่ใช่การเผยข้อมูลเอกชนในทุกกรณี เฉพาะข้อมูลที่ประชาชนควรรับรู้เท่านั้น ตัวอย่างเช่น ใครได้สัมปทานจากภาครัฐ ใครเป็นคนทำรายงานประเมินผลกกระทบทางสิ่งแวดล้อม ใครคือผู้มีอำนาจเหนือตลาดในทางกฎหมายแข่งขันทางการค้า ใครคือผู้ถือหุ้นที่แท้จริงของบริษัท ใครมีปฏิสัมพันธ์กับงบประมาณภาครัฐ เป็นต้น”
“เราควรสร้างกลไกให้รัฐเปิดเผยข้อมูลไปเลย หากตัดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ออกไป การเปิดเผยข้อมูลจะเปิดกว้างขึ้น ไม่ต้องคิดว่าจะเปิดหรือไม่เปิดดี เพียงพิจารณาว่าข้อมูลนั้นๆ อยู่ในชั้นความลับหรือไม่ หากไม่อยู่ ก็เปิดเผยข้อมูลได้เลย”
“ชีวิตและปากท้องคือสิ่งสำคัญ แม้ข้อมูลเปิดจากภาครัฐจะไม่กระทบกับชีวิตและปากท้องโดยตรง แต่มันจะช่วยให้การใช้สิทธิของเรามีคุณภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน เราจะรู้ได้เลยว่าทรัพยากร ที่ควรถูกจัดสรรเพื่อประโยชน์สังคม ไปลงอยู่ที่ใคร ภาษีเราอยู่ตรงไหน ทรัพย์สินของรัฐอยู่กับใคร [...] หลายคนอาจรู้สึกว่าเราจะรู้ข้อมูลภาครัฐไปทำไม แต่ประเด็นคือถ้าเราไม่รู้ เราก็จะทำอะไรไม่ได้เลย”
เรื่อง: ชลธิชา ทักษิณาเวศน์
ภาพถ่าย: กอบบุญ บูรโชควิวัฒน์
ภาพประกอบ: ณัฐพล อุปฮาด
[ TIJ x 101 ]
#วันโอวัน