05/04/2019
ดังคำที่กล่าวว่า “ที่ไหนมีสังคม ที่นั่นมีกฎหมาย” (Ubi Societas, IBi Jus) เมื่อมนุษย์มารวมกันเป็นหมู่คณะ ก็จะต้องมีกฎเกณฑ์ที่ถือปฏิบัติ เพื่อสังคมนั้นอยู่ได้โดยปกติสุข ความสามารถในการวินิจฉัยความถูกผิดอันเป็นคุณสมบัติพิเศษของมนุษย์นั้นประกอบด้วยความมีเหตุผล 2 ประการ คือ
1. มีเหตุผลทางข้อเท็จจริงหรือเหตุผลทางเทคนิค (Technical Reason) คือ ความสามารถทางสติปัญญาของมนุษย์ในการจำแนกแยกแยะข้อเท็จจริงรู้ว่าเป็นเรื่องอะไร หรือความสามารถในการ “จำได้หมายรู้” ถึงความแตกต่าง ความเหมือนหรือความคล้ายคลึงกันของสิ่งต่างๆ
2. เหตุผลในทางศีลธรรม (Moral Reason) คือ ความสามารถทางสติปัญญาของมนุษย์ที่จะหยั่งรู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก อะไรควร อะไรไม่ควร กล่าวคือ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่มีอยู่ในใจของมนุษย์
วิวัฒนาการของกฎหมาย หรือที่เรียกว่า กฎหมาย 3 ยุค ประกอบด้วย
1. ยุคกฎหมายของชาวบ้าน (Volksrecht)
2. ยุคกฎหมายของนักกฎหมาย (Juristenrecht)
3. ยุคกฎหมายเทคนิค (Technical Law)
1. ยุคกฎหมายของชาวบ้าน (Volksrecht) เป็นกฎเกณฑ์ความประพฤติที่ออกมาในรูปของขนบธรรมเนียมประเพณีที่ตกทอดกันมาแต่โบราณ เรียกว่า “The good old law” มาจากเหตุผลธรรมดาของสามัญชนหรือสามัญสำนึก (Simple natural reason) เป็นความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตามกฎหมายของศีลธรรม
2. ยุคกฎหมายของนักกฎหมาย (Juristenrecht) เป็นเหตุผลปรุงแต่งทางกฎหมาย ให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงในแต่ละเรื่องแต่ละคดี หลักกฎหมายจะต้องศึกษาเล่าเรียนจึงจะรู้ได้ เช่น อายุความ กฎหมายได้กำหนดระยะเวลาไว้ในแต่ละเรื่อง ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ถ้าผู้ที่ได้รับความเสียหายมิได้ฟ้องร้องภายในเวลาที่กำหนดไว้ จะถือว่าคดีนั้นขาดอายุความ ที่อีกฝ่ายยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้ได้ เรื่องอายุความจึงเป็นหลักที่นักฎหมายพัฒนาขึ้นมาเพื่อความจำเป็นในด้านพยานหลักฐาน เป็นการกำหนดให้ฟ้องในเวลาที่ยังสามารถรวบรวมพยานหลักฐานมาดำเนินคดีได้ กฎหมายอาญา เช่น เรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือการกระทำผิดด้วยความจำเป็น เป็นต้น
เรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 68 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยถือว่าการกระทำเพื่อป้องกันนั้นเป็นเรื่องทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการกระทำต่อผู้ก่อภยันตรายโดยมิชอบ
ส่วนการกระทำผิดด้วยความจำเป็นตามมาตรา 67 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะเป็นการกระทำต่อผู้บริสุทธิ์ (Innocent person) ที่ไม่มีความผิดใดๆ ทั้งสิ้น กฎหมายจึงถือว่าเป็นเพียงเหตุยกเว้นโทษ (Excuse) เท่านั้น และที่ยกเว้นโทษก็ด้วยเหตุผลที่ถือว่าผู้กระทำไม่มีความชั่ว (Schuld) กล่าวคือ ในสถานการณ์เช่นนั้นไม่อาจเรียกร้องให้ผู้กระทำกระทำอย่างอื่นได้
3. ยุคกฎหมายเทคนิค (Technical Law) เกิดจากการบัญญัติกฎหมายขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะเจาะจงในบางเรื่อง เนื่องจากสังคมสลับซับซ้อนขึ้น ข้อขัดแย้งในสังคมมีมากขึ้นและเป็นข้อขัดแย้งที่ต่างจากปัญหาในอดีต ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วน จึงต้องมีการบัญญัติกฎหมายขึ้นเป็นพิเศษด้วยเหตุผลทางเทคนิค (Technical reason) กฎหมายเทคนิคจึงมิได้เกิดจากศีลธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีโดยตรง แต่เป็นเหตุผลทางเทคนิคสำหรับเรื่องนั้นๆ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการจราจร ที่กำหนดให้ขับรถทางซ้ายของถนน กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร หรือกฎหมายที่กำหนดให้ไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในบางเรื่อง เป็นต้น จะเห็นได้ว่ากฎหมายเหล่านี้ ความถูกผิดเกิดจากกฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นมามิใช่เกิดจากเหตุผลทางศีลธรรมโดยตรง ผู้ที่ทำผิดจึงไม่เกิดความรู้สึกว่าตัวกำลังกระทำความผิด เพราะการกระทำนั้นมิได้เป็นการกระทำที่ผิดต่อศีลธรรม เพราะฉะนั้น การลงโทษตามกฎหมายเทคนิค จึงต้องกำหนดโทษให้รุนแรง และที่สำคัญมากก็คือ การบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษต้องเป็นไปในลักษณะที่แน่นอน
วิวัฒนาการของกฎหมาย จะต้องศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมาย จะต้องศึกษาถึงความรู้สึกนึกคิดและขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับกฎหมายในแต่ละเรื่อง แล้วมาเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายลายลักษณ์อักษร จึงจะสามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างถูกต้อง และเกิดความเข้าใจในหลักกฎหมายนั้นๆ อย่างแท้จริง
ดังนั้น กฎหมายภาษีอากร เป็นกฎหมายเทคนิค บัญญัติขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะ เป็นกฎหมายพิเศษเพื่อประโยชน์ของรัฐในการจัดเก็บภาษีอากรอันเป็นรายได้ของรัฐ
(แสวง บุญเฉลิมวิภาส, ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพมหานคร : บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2543), หน้า 21, 23 และ 24-29.)