Chulalongkorn Community for the People (CCP)

Chulalongkorn Community for the People (CCP) กลุ่มประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน

กลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 เพื่อสร้างพื้นที่ถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิดทางการเมืองอย่างเป็นประชาธิปไตยในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนำเสนอหลักการและข้อโต้แย้งที่เป็นประชาธิปไตยก้าวหน้าออกสู่สังคม

ปัจจุบันขณะนี้ประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน (CCP)
เป็นกลุ่มกิจกรรมทางการเมืองกลุ่มเดียวของนิสิตในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกจากนิสิตระดับปริญญาตรีถึงเอก
รวม

ไปถึงคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ด้วยความเห็นร่วมของสมาชิกที่ว่า
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยควรมีบทบาทในการเคลื่อนไหวประเด็นทีี่เกี่ยวกับ
สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนซึ่งยังคงเป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย
ที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย

"เมื่อถึงวัน ที่ท่านดับ ลาลับสิ้นให้ท่านยิน เสียงทุกชน สรวลขันขอให้ตก หมกไหม้ ใต้ไฟกัลป์ขอให้วัน ของประชา จงมาไว"บทกลอน ...
14/09/2021

"เมื่อถึงวัน ที่ท่านดับ ลาลับสิ้น
ให้ท่านยิน เสียงทุกชน สรวลขัน
ขอให้ตก หมกไหม้ ใต้ไฟกัลป์
ขอให้วัน ของประชา จงมาไว"

บทกลอน มอบให้คนในภาพ
ความอาลัยรักจากรุ่นน้องจุฬาฯ มอบให้พี่วิชิตชัยอมรกุล และผู้เสียชีวิตจากอาชญากรรมโดยรัฐเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทุกคน

#ทมยันตาย เอ๊ย! #ทมยันตีน เอ๊ย! #ทมยันตี เอ๊ย! ถูกแล้ว!!

22/12/2020

ในวาระที่มาตรา 112 ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับเหล่าผู้ตื่นรู้ ศูนย์ทนายฯ ชวนอ่านซีรีส์บทสัมภาษณ์สะท้อนหลากหลายเรื่องราวชีวิตของผู้อ่านแถลงการณ์ 3 ภาษา ที่การชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมันเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2563 – ผู้ชุมนุมกลุ่มแรกสุดของขบวนที่ไม่ได้ขึ้นปราศรัยหรือเป็นแกนนำ ทว่ากลับถูกตั้งข้อหาร้ายแรงอย่าง มาตรา 112 คู่กับมาตรา 116

ชวนสำรวจความฝัน ความหวัง และภาพสะท้อนความกล้าหาญของเหล่าคนธรรมดาสามัญที่ถูกตั้งข้อหาเพียงเพราะอาสาเป็นตัวกลางเพื่อสื่อสารกับฟากฟ้า ในวันที่ต้องเดินบนถนนสาย 112 โดยมีอนาคตข้างหน้าเป็นเดิมพัน

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

รวิสรา เอกสกุล: “ถ้าไม่ใช่เรา ก็ต้องเป็นเพื่อนหรือน้องของเราที่โดน”
“เดียร์” รวิสรา คือหนึ่งในผู้อ่านแถลงการณ์เป็นภาษาเยอรมันทั้งหมด 6 คน และเป็นคนกลุ่มที่สองที่ร่วมในการชุมนุมที่ด้านหน้าสถานทูตเยอรมันและได้รับหมายเรียกให้เข้าไปรับทราบ 2 ข้อกล่าวหาคือความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2563
อดีตบัณฑิตจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายนี้สะท้อนว่า ในอดีตก่อนหน้าที่จะอาสาออกไปอ่านแถลงการณ์เพื่อแสดงจุดยืน เธอไม่เคยออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างจริงจัง นอกเหนือจากการเข้าร่วมในการชุมนุมของกลุ่ม #คณะราษฎร2563 การตัดสินใจเฉพาะหน้าในวันนั้นเริ่มต้นจากที่เห็นประกาศบนทวิตเตอร์ว่าทางผู้จัดการชุมนุมกำลังต้องการอาสาสมัครเพื่อออกมาอ่านแถลงการณ์เป็นภาษาเยอรมัน เธอจึงเสนอตัวเองอย่างไม่ลังเล
“เราไม่ได้รู้มาก่อนว่าจะมีการอ่านแถลงการณ์ เพิ่งจะรู้ก็เมื่อตอนไปถึงม็อบ พอลองทักไปทางต้นทวิตที่เขาประกาศหา เขาก็ช่วยประสานงานให้จนได้เบอร์ติดต่อมา พอโทรไป ทางนั้นก็บอกให้เราเดินไปที่ด้านหน้าของม็อบเพื่อเตรียมตัว”
“การที่เราตัดสินใจอาสาไปก็เพราะเรารู้ว่ามันเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ และเราเองอยากที่จะมีส่วนช่วยในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ให้มากที่สุด ก่อนหน้านั้น เรามองว่าแค่การไปร่วมม็อบก็ถือว่าเราเป็นหนึ่งในพลังที่จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่ในครั้งนี้พอมันเป็นภาษาเยอรมัน มันเป็นสิ่งที่เราถนัดและเชี่ยวชาญมานานมาก เลยรู้สึกว่า ถ้าเราจะสามารถใช้ความรู้ของเราเพื่อส่งสารให้กับใครต่ออีกหลายคน เราก็เต็มใจ และยินดีที่จะช่วย”
ถึงแม้การแสดงออกดังกล่าวจะเป็นไปด้วยเจตนาที่ดี อย่างไรก็ตาม เมื่อเลือกยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐ ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกการกระทำล้วนตามมาพร้อมกับผลลัพธ์ - ทั้งที่คาดเดาได้และคาดเดาไม่ได้ เดียร์สะท้อนความรู้สึกว่า ถึงจะเตรียมใจไว้แล้วบ้างส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็เรียกได้ว่ามีจุดที่เหนือไปจากความคาดหมาย
“ตั้งแต่ก่อนที่จะขึ้นไปอ่านแถลงการณ์ น้องที่เป็นคนประสานงานเขาก็ถามเราว่า เราพร้อมที่จะรับความเสี่ยงไหม? พอลองคำนวณดูแล้ว เราตอบตัวเองได้ว่าเราพร้อม จังหวะที่ขึ้นไปและลงมาแล้ว เราไม่ได้คิดว่ามันจะมีอะไรที่ไม่ดีเกิดขึ้น เพราะเหมือนทุกคนที่ขึ้นไปยืนอ่านตรงนั้นไม่มีใครรู้จักกันมาก่อน ทุกคนเป็นแค่คนธรรมดาที่ไปม็อบ ไม่มีใครเตรียมใจว่าจะมีโอกาสได้ขึ้นไปอ่านแถลงการณ์ พวกเราเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่เคยเคลื่อนไหว รัฐก็ไม่น่าจะมาเพ่งเล็งที่เราเท่าแกนนำ อย่างแย่ที่สุดที่สุดที่ประเมินไว้ตอนนั้นก็อาจจะแค่ถูกคุกคามโดยคนที่เขาไม่ชอบใจ แต่ถามว่าในใจพร้อมรับความเสี่ยงที่มากกว่านั้นไหม เราก็คิดว่า ถ้ามันจะมีอะไรที่ไม่ดีเกิดขึ้นจริง เราก็พร้อมทำใจยอมรับ”
“เราเริ่มเครียดตั้งแต่ตอนที่มีข่าวลือว่ามีคำสั่งให้ดำเนินคดีคนที่ออกไปอ่านแถลงการณ์ทั้ง 3 ภาษา จนตอนหลังมีข่าวว่ารัฐจะเอา 112 กลับมาใช้ เราก็ไม่ได้เครียดอะไรมากแล้ว เริ่มทำใจไว้ระดับหนึ่ง พอเราเห็นกลุ่มแรกที่ได้หมาย 112 ก่อนเรา ก็คิดว่าตัวเองก็ไม่น่ารอด ก็ได้แต่นั่งรอว่าเมื่อไหร่หมาย 112 จะมา พอมันมาแล้วก็ โอเค เครียดอยู่แค่ประมาณ 4 - 5 วัน พอถึงเวลามันก็เริ่มปลง จะมาก็มา รอ แต่ใจก็พร้อมที่จะสู้ เราโชคดีที่พ่อแม่เข้าใจด้วย เขารู้เรื่องข่าวลือพร้อมกันกับเราก็เลยพร้อมซัพพอร์ตในทุกด้าน”
ถึงจะยังกังวลในเรื่องของกระบวนการทางคดี แต่ในเวลานี้ เดียร์ยืนยันว่าเธอยังมีกำลังใจดี และถึงแม้การตัดสินใจในวันนั้น ณ ที่ด้านหน้าของสถานทูตเยอรมันจะเป็นต้นเหตุให้เธอถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในข้อหาร้ายแรงที่อาจเปลี่ยนชีวิตและความฝันต่อนาคตแบบพลิกฝ่ามือ แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ เดียร์ยืนยันว่าเธอก็จะยังคงทำแบบเดิม
“ต้องบอกว่ากำลังใจกับสภาพจิตใจของเราดีมากตอนนี้ พยายามไม่คิดอะไรเยอะ อยากที่จะสนุกกับช่วงเวลานี้ก่อนแล้วในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นยังไง เราก็พร้อมที่จะสู้ เพื่อนรอบตัวเรา พอเขารู้ข่าว ทุกคนก็ทักมา พร้อมที่จะช่วยเหลือ ทุกคนรู้สึกเดือดร้อนแทนเรามาก ๆ ก็รู้สึกดีตรงที่ว่าเหมือนไม่ได้กำลังสู้อยู่คนเดียว”
“เราวางแผนว่าจะไปเรียนต่อ อยากจะลองขอทุนไปเรียนด้านการศึกษาเกี่ยวกับสื่อสารมวลชน เพราะอยากกลับมาช่วยพัฒนาวงการสื่อฯ ไทย อย่างในช่วงเวลานี้ มันสะท้อนให้เห็นมีความบกพร่องอยู่ในสื่อเยอะมาก สื่อดี ๆ ถูกปิดกั้น สื่อใหญ่ๆ ก็เลือกข่าวที่จะนำเสนอ เลยคิดว่าอยากจะเข้าไปแก้ไขตรงนั้น เพราะอย่างคุณยายคุณป้าเราที่อยู่ที่บ้าน เขาก็แทบไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างในสังคมตอนนี้”
“ถ้าโดนตัดสินว่าผิดจริงและต้องถูกขัง เราก็อาจจะหมดสิทธิขอทุน เพราะทุนกำหนดว่าต้องเรียนจบมาไม่เกิน 5 ปี ตอนนี้เราก็เรียนจบมา 2 ปีแล้ว แพลนชีวิตของเราก็อาจต้องเปลี่ยนต้องเลื่อน ไม่รู้เหมือนกันว่าสุดท้ายพอรับโทษเสร็จ ชีวิตมันจะเป็นยังไงต่อไป โอกาสในการทำงานของเราก็น่าจะลดลง เพราะด้วยอายุที่เพิ่มขึ้นและด้วยความที่เป็นคนมีคดีติดตัว”
“เวลาคิดย้อนกลับไป ถามว่าเราเคยเสียใจไหมกับการที่ออกไปพูดวันนั้น แน่นอนว่ามีคิดบ้าง เพราะถ้าวันนั้นเราไม่ได้ไปชุมนุม ชีวิตของเราอาจจะสบายกว่านี้ก็ได้ คงได้ทำตามแผนการในอนาคตที่วางไว้ แต่พอทบทวนกับตัวเองจริง ๆ เออ ถ้าเราย้อนเวลากลับไปได้จริง ๆ ล่ะ เราจะยังทำอยู่ไหม? เราคิดว่าเราก็คงจะทำเหมือนเดิม เพราะในประเทศไทยมันมีแค่ไม่กี่คนที่ใช้ภาษาเยอรมันได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นรุ่นพี่เรา รุ่นน้องเรา เพื่อนเรา ต่อให้มันไม่ใช่เรา ยังไงก็ต้องเป็นคนใกล้ตัวเราอยู่ดี ยังไงมันก็ต้องมีใครซักคนที่โดน ต่อให้ไม่ใช่เราก็ต้องเป็นคนที่เรารู้จัก”
“ถ้าจำเป็นต้องรับโทษ เราก็ทำใจยอมรับได้ ไม่ว่าชีวิตจะเป็นยังไงต่อ เราเชื่อว่าเราก็คงหาทางไปต่อของเราได้ตามที่วางแผนไว้”
อ่านเนื้อหาฉบับเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/?p=24286

20/12/2020

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ในขณะที่สถานการณ์โควิดทำให้ประชาชนต้องใช้ชีวิตส่วนมากอยู่ที่บ้าน กษัตริย์วิ....

12/12/2020

ดูเหมือนว่าความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวสถาบันกษัตริย์ของสหราชอาณาจักรนั้นมักถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนจุดยืนทา.....

11/09/2020

ผมค้นไฟล์เก่าๆ แล้วไปเจอคลิปจำนวนหนึ่ง ซึ่งถ้าจำไม่ผิดสำนักข่าวประชาไทเป็นคนถ่ายเอาไว้ แล้วในวันนั้นมา...

20/01/2019

“ครุศาสตร์ที่ให้พวกกะเทยมาเรียนก็บุญแล้ว” “ทางครุศาสตร์ก็ยืดหยุ่นแล้วที่รับพวกนี้เข้ามาเรียน ทั้ง ๆ ที.....

10/09/2018

++แถลงการณ์ กรณีควบคุมตัวบุคคลที่ใส่หรือมีเสื้อยืดสีดำ++

ตามที่เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าควบคุมตัวบุคคลอย่างน้อยสองรายจากกรณีใส่หรือมีเสื้อยืดสีดำ ลายโลโก้สี่เหลี่ยมสีขาวสลับแดง ไปจากบ้านพักย่านประเวศและสมุทรปราการ ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2561 ซึ่งขณะนี้ นางวรรณภา (สงวนนามสกุล) ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ที่มณฑลทหารบกที่ 11 โดยไม่มีสิทธิในการเข้าถึงทนายความ (อ่านข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tlhr2014.com/th/?p=8803)

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีความเห็นดังต่อไปนี้

1. การควบคุมตัวโดยไม่มีการแจ้งเหตุในการควบคุมตัว ไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบโดยศาล และไม่มีสิทธิในการพบทนายความ นั้นทำให้บุคคลขาดหลักประกันซึ่งสิทธิและเสรีภาพ รูปแบบการจับกุมและควบคุมตัวดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2557 เป็นการควบคุมตัวบุคคลโดยใช้อำนาจตามอำเภอใจ ซึ่งขัดต่อข้อ 9 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อันรับรองว่า บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของร่างกาย บุคคลจะถูกจับกุมหรือควบคุมโดยอำเภอใจมิได้

2. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติได้มีข้อสังเกตเชิงสรุปต่อรายงานตามวาระฉบับที่ 2 ของประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคม 2560 ว่า รัฐไทยควรจะปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมตัวโดยพลการโดยทันที และจัดให้พวกเขาเข้าถึงการเยียวยาอย่างเต็มที่ ทั้งยังควรปรับปรุงเนื้อหาของกฎหมายและการปฏิบัติให้สอดคล้องกับข้อ 9 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อย่างไรก็ตาม คณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ในการควบคุมตัวบุคคลอย่างต่อเนื่อง

เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ หัวหน้าศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า “การควบคุมตัวโดยไม่ชอบเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเจ้าหน้าที่ทหาร เหตุการณ์ไม่ปกติเหล่านี้ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติซึ่งไม่อาจยอมรับได้ รัฐมีหน้าที่เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน หากกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐเห็นว่าการกระทำใดเป็นความผิดก็ควรที่จะดำเนินการไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเราเรียกร้องให้ปล่อยตัว นางวรรณภา และผู้ที่ถูกควบคุมตัวจากเหตุดังกล่าวในทันที”

ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

http://www.tlhr2014.com/th/?p=8811

 #หอในต้องมีคำตอบ
05/08/2018

#หอในต้องมีคำตอบ

24/05/2018
แถลงการณ์เครือข่ายเพื่อนนิสิตนักศึกษาเรื่อง การละเมิดสิทธิและเสรีภาพของเพื่อนนิสิต นักศึกษา และประชาชนในระหว่างวันที่ 21...
23/05/2018

แถลงการณ์เครือข่ายเพื่อนนิสิตนักศึกษา

เรื่อง การละเมิดสิทธิและเสรีภาพของเพื่อนนิสิต นักศึกษา และประชาชน

ในระหว่างวันที่ 21-22 พฤษภาคม 2561 นิสิต นักศึกษา และประชาชน ได้รวมตัวกันชุมนุมในนาม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ณ บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งภายในปีนี้ ในระหว่างการชุมนุม สถานการณ์ดำเนินไปอย่างตึงเครียด กระทั่งผู้ชุมนุมบางส่วนได้เดินขบวนออกจากพื้นที่มหาวิทยาลัยไปตามถนนราชดำเนิน จนถึงเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ บริเวณหน้าอาคารสำนักงานผู้ประสานงานองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย เจ้าหน้าที่รัฐได้ใช้กำลังเข้าปราบปรามและสลายการชุมนุมในการนี้มีผู้ถูกจับกุมและตั้งข้อหาเป็นจำนวน ... คน ทั้งนี้ ก่อนการชุมนุมดังกล่าว เจ้าหน้าที่รัฐได้เข้าประชิดตัวนิสิต นักศึกษาหลายคน รวมถึงครอบครัว และคนใกล้ชิด เพื่อคุกคามและปิดกั้นมิให้เเข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าว

เราเชื่อว่าสิทธิการชุมนุมและเสรีภาพในการแสดงออกเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม เราเห็นว่าการสลายการชุมนุมดังที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำเกินสมควรกว่าเหตุ และเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างรุนแรง เราในนามเครือข่ายเพื่อนนิสิตนักศึกษาจึงไม่อาจเพิกเฉยและขอประณามการกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่รัฐต่อประชาชน

เราเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมดโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข เราเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการตั้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีอันเกี่ยวเนื่องจากการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองอย่างสันติ เราเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ยุติการคุกคามสวัสดิภาพของนิสิต นักศึกษา และประชาชนในทุกรูปแบบ ในลำดับสุดท้าย เราเรียกร้องให้รัฐเคารพและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมิให้เกิดการละเมิดอีกต่อไป

ทั้งนี้เราขอเน้นย้ำให้รัฐบาลยึดมั่นในครรลองประชาธิปไตย เคารพ และคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก เพราะประชาชนคือเจ้าของอำนาจอธิปไตย

เครือข่ายเพื่อนนิสิตนักศึกษา

(ขณะนี้ เพื่อนนิสิตนักศึกษาที่ร่วมลงชื่อ มาจากหลากสถาบัน ได้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยมหิดล ม.อ.หาดใหญ่ ม.อ.ปัตตานี มหาวิทยาลัยพะเยา เชิญชวนเพื่อน ๆ นิสิตนักศึกษาทุกสถาบันร่วมลงชื่อสนับสนุนแถลงการณ์ของเครือข่ายได้ในลิงค์ที่แนบ)

ในระหว่างวันที่ 21-22 พฤษภาคม 2561 นิสิต นักศึกษา และประชาชน ได้รวมตัวกันชุมนุมในณาม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ณ บร.....

ที่อยู่

Chulalongkorn University
Bangkok
10260

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Chulalongkorn Community for the People (CCP)ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Chulalongkorn Community for the People (CCP):

แชร์