13/09/2026
สวัสดีค่ะ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ 2 กลไกหลักๆของเภสัชวิทยากันดีกว่า
🔬 เภสัชวิทยา เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง?
การศึกษาในภาควิชานี้จะเน้นไปที่ 2 กลไกหลักๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อยาเข้าสู่ร่างกาย:
💕 Pharmacodynamics (PD, เภสัชพลศาสตร์) คือ การศึกษาว่ายาออกฤทธิ์ต่อร่างกายอย่างไร หรือพูดง่ายๆ คือ "สิ่งที่ยาทำกับร่างกาย" (What the drug does to the body)
💊 หลักการสำคัญของเภสัชพลศาสตร์กลไกการออกฤทธิ์ (Mechanism of Action): อธิบายว่ายาไปสร้างปฏิกิริยาชีวเคมีหรือสรีรวิทยาอย่างไร เช่น การจับกับตัวรับ (Receptor) บนเซลล์เป้าหมาย เหมือน "ลูกกุญแจไขแม่กุญแจ" เพื่อกระตุ้นหรือยับยั้งการทำงานของเซลล์นั้น
💊 ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดยยาและการตอบสนอง (Dose-Response Relationship): ศึกษาว่าความเข้มข้นของยาที่บริเวณเป้าหมายส่งผลให้ร่างกายเกิดการตอบสนองมากน้อยเพียงใด
💊 ฤทธิ์ของยาและความปลอดภัย: ครอบคลุมทั้งผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ (ฤทธิ์ในการรักษาโรค) และผลที่ไม่พึงประสงค์ (อาการข้างเคียงหรือความเป็นพิษของยา)
ความสำคัญในทางการแพทย์
😷 กะปริมาณยาที่ถูกต้อง: ต้องให้ยาเท่าไหร่ถึงจะหายป่วย และเท่าไหร่ที่จะเริ่มเป็นอันตรายต่อร่างกาย
😷 การคาดการณ์และป้องกันอาการข้างเคียง : ช่วยคาดเดาและหลีกเลี่ยงอาการแพ้หรืออาการไม่พึงประสงค์ของยา
😷 การวางแผนจ่ายยาเพื่อป้องกัน "ยาตีกัน" : ช่วยไม่ให้สั่งยาที่ออกฤทธิ์หักล้างกันเอง หรือเสริมฤทธิ์จนคนไข้เกิดอันตราย
💕 Pharmacokinetics (เภสัชจลนศาสตร์) คือ การศึกษาว่าร่างกายของเรามีปฏิกิริยาหรือจัดการกับยาอย่างไรตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ร่างกาย จนกระทั่งถูกขับออกไป หรืออธิบายง่าย ๆ คือ "สิ่งที่ร่างกายทำกับยา" (What the body does to the drug)
หลักการของเภสัชจลนศาสตร์ประกอบด้วยกระบวนการสำคัญ 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้:
💊 A-Absorption (การดูดซึม): กระบวนการที่ยาเคลื่อนที่จากตำแหน่งที่ให้ยา (เช่น ทางปาก, การฉีด) เข้าสู่กระแสเลือด
💊 D-Distribution (การกระจายยา): การที่ยาเดินทางผ่านกระแสเลือดเพื่อกระจายตัวไปสู่อวัยวะและเนื้อเยื่อต่าง ๆ รวมถึงบริเวณเป้าหมายที่ยาต้องออกฤทธิ์
💊 M-Metabolism (การเผาผลาญ): กระบวนการที่ร่างกาย (ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ตับ) เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของยา เพื่อให้ยาหมดฤทธิ์หรือเตรียมพร้อมสำหรับการขับออก
💊 E-Excretion / Elimination (การขับถ่าย/การกำจัด): การขับยาและสารเมตาบอไลต์ (ผลผลิตจากการเผาผลาญ) ออกจากร่างกาย ผ่านทางปัสสาวะ อุจจาระ หรือลมหายใจ
ความสำคัญในทางการแพทย์
😷 ช่วยกำหนดขนาดยาและความถี่ในการให้ยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วย
😷 ช่วยให้แพทย์ปรับเปลี่ยนขนาดยาในผู้ป่วยที่มีปัญหาการทำงานของอวัยวะ เช่น ผู้ป่วยโรคไตหรือโรคตับ เพื่อป้องกันยาเกินขนาดหรือการเกิดพิษ
😷 อธิบายระยะเวลาการเริ่มออกฤทธิ์ (Onset) และระยะเวลาที่ยาอยู่ในร่างกาย (Duration)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
โทรศัพท์: 02-201-5641
FB: Department of Pharmacology, Faculty of Science, Mahidol University
https://www.facebook.com/Pharmacology.SCMU