25/09/2026
สถาปนิกคิดค่าบริการวิชาชีพอย่างไร แบบไหนลงตัวสุดสำหรับทุกคน?
ในการว่าจ้างออกแบบ หลายครั้งมักเกิดเหตุการณ์ที่เจ้าของโครงการก็เป็นมือใหม่ ทีมสถาปนิกก็ไม่แน่ใจว่าจะถูกเจ้าอื่นตัดราคาไหม ส่งผลให้การพูดคุยตกลงค่าบริการที่พึงพอใจกันทั้งสองฝ่ายอาจต้องใช้เวลาอยู่บ้าง แต่ความจริงแล้วการคิดค่าบริการวิชาชีพของนักออกแบบนั้นมีแนวทางที่ชัดเจน ตามที่ระบุไว้ใน “คู่มือสถาปนิก พ.ศ. 2568 โดย สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์”
การคิดค่าบริการวิชาชีพของสถาปนิกประกอบด้วย 5 แนวทางขั้นพื้นฐาน ได้แก่
1. การคิดค่าบริการวิชาชีพในอัตราร้อยละ (percentage fees): คิดจากอัตราร้อยละของมูลค่างานก่อสร้างที่ประมาณราคาไว้เบื้องต้น โดยสถาปนิกและเจ้าของโครงการจะต้องกำหนดขอบเขตของงาน ระดับคุณภาพอาคาร และงบประมาณสำหรับงานก่อสร้างเพื่อให้สามารถประมาณราคาค่าก่อสร้างในเบื้องต้นได้ (สถาปนิกและลูกค้าอาจต้องมีการปรับค่าบริการวิชาชีพตามมูลค่างานจริงอีกครั้งเมื่อได้ข้อมูลราคาค่าก่อสร้างที่แน่ชัด)
2. การคิดค่าบริการวิชาชีพตามเวลา (time charge fees): คิดจากการนำอัตราค่าใช้จ่ายของบริษัทที่มีต่อบุคลากรแต่ละระดับในการทำงาน คูณกับเวลาที่ใช้ของแต่ละอัตรา ก่อนจะนำมารวมกับค่าใช้จ่ายจริงและกำไรที่ต้องการ มักใช้ในงานที่มีขอบเขตของงานชัดเจนและกำหนดระยะเวลาในการทำงานได้แน่นอน เช่น งานศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ งานวางผัง ที่สามารถวางแผนงานล่วงหน้า เพื่อกำหนดเวลาและจำนวนบุคลากรในระดับต่างๆ ที่จะต้องใช้ทำงานในโครงการ
3. การคิดค่าบริการวิชาชีพแบบเหมาจ่าย (lump sum fees): ในการคิดค่าบริการแบบเหมาจ่าย สถาปนิกและเจ้าของโครงการควรกำหนดสิ่งที่จะใช้เป็นตัวชี้วัดการให้บริการ เช่น ระยะเวลา ขนาดโครงการ ค่าใช้จ่ายโครงการ เป็นต้น หากตัวชี้วัดที่กำหนดไว้นี้มีการเปลี่ยนแปลงไป ก็จะสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงค่าบริการตามลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปได้
นอกจากนี้ยังควรทำข้อตกลงกันไว้ให้ชัดเจนว่า ในกรณีที่มีการแก้ไขขอบเขตของงานการให้บริการหรือคุณภาพของงาน จนส่งผลให้ราคาประมาณการโครงการเกินกว่าที่กำหนดไว้ จะต้องมีการจ่ายค่าบริการวิชาชีพเพิ่มเติมในส่วนของงานที่เปลี่ยนแปลง หรือในส่วนของงบประมาณที่เพิ่มขึ้นด้วย
4. การคิดค่าบริการวิชาชีพแบบต้นทุนบวกค่าดำเนินการ (cost plus fees): คิดจากการนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง บวกกับค่าบริการในแต่ละช่วงของระยะเวลาดำเนินงานและกำไรที่ต้องการ การคิดค่าบริการวิชาชีพแบบต้นทุนบวกค่าดำเนินการเป็นวิธีคิดแบบปลายเปิด จึงควรมีการจัดทำและตรวจสอบบัญชีค่าใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ ในบางโครงการอาจจะต้องมีการกำหนดขอบเขตสูงสุดของค่าบริการล่วงหน้า เพื่อให้เจ้าของสามารถวางแผนทางการเงินได้
5. การคิดค่าบริการวิชาชีพตามปริมาณพื้นที่ (built area fees): คิดจากการนำปริมาณพื้นที่ก่อสร้างของโครงการ คูณกับอัตราค่าบริการออกแบบของโครงการแต่ละประเภทต่อหน่วยพื้นที่ วิธีการคำนวณนี้เหมาะกับงานวางผังบริเวณและงานอาคารที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน รวมถึงเหมาะกับสถาปนิกที่มีประสบการณ์การทำงานออกแบบอาคารประเภทนั้นๆ จนสามารถนำฐานค่าบริการงานออกแบบที่เคยทำมาคิดเป็นราคาค่าบริการต่อหน่วยได้
ขอขอบคุณข้อมูลจากคู่มือสถาปนิก พ.ศ. 2568 โดย สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์: https://asa.or.th/handbook/architects-handbook-2025/
_
#สภาสถาปนิก #ค่าบริการวิชาชีพ