02/10/2026
✈ สุวรรณภูมิช่วงน้ำท่วม 2569 : สนามบินยังเปิด แต่ Air Cargo กำลังเผชิญ “คอขวด” ตรงไหน?
เมื่อเกิดน้ำท่วมและฝนตกหนักบริเวณกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 คำถามที่คนในวงการ Logistics และ Air Cargo ต้องการรู้ไม่ใช่เพียงว่า “สุวรรณภูมิปิดหรือไม่?” แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ “สนามบินยังเปิด แล้ว Cargo สามารถเคลื่อนที่ผ่านระบบได้ตามปกติหรือไม่?”
คำตอบจากสถานการณ์ช่วงวันที่ 26 กันยายน–1 ตุลาคม 2569 สะท้อนบทเรียนสำคัญของ Air Freight อย่างชัดเจนว่า Airport Open ≠ Cargo Operation Normal
เพราะ Air Cargo ไม่ได้เคลื่อนที่ด้วยเครื่องบินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพึ่งพา "People + Warehouse + Truck + Ground Handling + Equipment + Documentation + Flight Connection" ที่ต้องทำงานต่อเนื่องกันเป็นระบบ
________________________________________
1. จุดเริ่มต้นของปัญหา: สนามบินไม่ได้ปิด
เมื่อวันที่ 26 กันยายน Suvarnabhumi Airport ระบุว่าสนามบินยังให้บริการเที่ยวบินตามปกติ และเส้นทางหลักยังสามารถเข้าถึงสนามบินได้ แต่มีคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงเส้นทางบริเวณ Lat Krabang ซึ่งมีน้ำท่วมขัง และแนะนำให้ใช้ Motorway 7 หรือ Burapha Withi Expressway พร้อมเผื่อเวลาเดินทางเพิ่มขึ้น
ดังนั้น หากมองเฉพาะ "Airport Infrastructure และ Flight Operation" อาจกล่าวได้ว่าสนามบินยังคงเปิดให้บริการ แต่ปัญหาเริ่มปรากฏในอีก Layer หนึ่งของระบบ นั่นคือ "Ground Operation" และนี่คือจุดที่คนทั่วไปอาจมองข้าม
________________________________________
2. Air Cargo ไม่ได้ใช้เวลาอยู่บนเครื่องบินอย่างเดียว
ในมุมของ Air Cargo Management สินค้าจำนวนมากใช้เวลาอยู่กับกระบวนการภาคพื้นดินมากกว่าช่วงเวลาที่อยู่บนเครื่องบินเสียอีก
กระบวนการ Ground/Shed Handling ครอบคลุมตั้งแต่การรับ Cargo เข้า Warehouse การตรวจสอบ Shipment การจัดเตรียม Cargo การ Build-up เป็น Pallet/ULD การจัดการเอกสารและ Customs ไปจนถึงการส่ง Cargo ให้ Ramp Handler เพื่อนำขึ้นเครื่อง
ในทางกลับกัน Cargo ขาเข้าก็ต้องผ่านกระบวนการ
"Aircraft → Ramp → Warehouse → Break-down → Customs/Release → Truck → Consignee"
ดังนั้น หากจุดใดจุดหนึ่งใน Chain มี Capacity ลดลง สินค้าไม่ได้ “หายไป” แต่จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า "Backlog" และ Backlog จะสะสมต่อเนื่องเมื่อ Inbound และ Outbound Cargo ยังไหลเข้าระบบ แต่ความสามารถในการ Process Cargo ลดลง
________________________________________
3. น้ำท่วมครั้งนี้กระทบ “คน” มากกว่าตัวสนามบิน
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ CAAT รายงานในช่วงปลายเดือนกันยายน คือ น้ำท่วมกระทบการเดินทางของพนักงานภาคพื้น โดยเฉพาะพนักงานที่เกี่ยวข้องกับ Ground Service
เมื่อพนักงานบางส่วนไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ตามปกติ Capacity ของ Operation จึงลดลง
ลองคิดเป็นภาพง่าย ๆ
Flooding
↓
พนักงานเดินทางมาทำงานไม่ได้
↓
Manpower ลดลง
↓
Cargo/Baggage Processing Capacity ลดลง
↓
Warehouse Backlog เพิ่ม
↓
Cargo เตรียมไม่ทัน
↓
Truck / ULD / Flight Connection ได้รับผลกระทบ
↓
Delay
CAAT รายงานเมื่อ 29 กันยายนว่าปัญหาดังกล่าวส่งผลต่อการปฏิบัติงานของ Thai Airways Ground Services ทั้งในส่วน Baggage และ Cargo และมีการเพิ่มกำลังคนและประสานหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อช่วยลดผลกระทบ
นี่จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของคำว่า
Operational Disruption ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเครื่องบิน
________________________________________
4. Cargo Warehouse กลายเป็น “คอขวด”
เมื่อ Cargo เข้าสู่ Warehouse แต่การ Process ทำได้ช้าลง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Cargo เริ่มสะสม ลองนึกถึง Warehouse ที่มี Capacity ในการรับและจ่ายสินค้า 1,000 Shipment ต่อวัน แต่เหตุการณ์ผิดปกติทำให้สามารถ Process ได้เพียง 600 Shipment ต่อวัน
ถ้ายังมี Cargo เข้ามา 1,000 Shipment ต่อวัน จะเกิด Backlog ประมาณ 400 Shipment ต่อวัน และถ้าสถานการณ์ดำเนินต่อเนื่องหลายวัน ปัญหาจะไม่ได้อยู่แค่ใน Warehouse แต่จะขยายไปยัง
- Truck Appointment
- Cargo Acceptance
- Build-up
- ULD Availability
- Flight Connection
- Delivery
- Customer Inventory
- Production Schedule
นี่คือเหตุผลว่าทำไม "Warehouse Capacity" จึงเป็น Critical Control Point ของ Air Cargo
________________________________________
5. แล้วทำไม Cargo Backlog จึงกระทบ Flight?
นี่เป็นจุดที่คนทำงาน Air Freight ควรเข้าใจเป็นพิเศษ เครื่องบินมี "Flight Schedule" และ Cargo มี "Cut-off Time"
ตัวอย่างเช่น
Shipper → Truck → Warehouse → Acceptance → Screening/Documentation → Build-up → ULD → Ramp → Aircraft
ถ้า Cargo มาถึง Warehouse ช้า หรือ Warehouse ใช้เวลาประมวลผลนานขึ้น..Cargo อาจไม่สามารถเข้าสู่ Aircraft ได้ทันตาม Operational Cut-off
ผลลัพธ์อาจเป็น Cargo Ready Late
→ Missed Flight
→ Rebooking
→ Connection Missed
→ ETA เปลี่ยน
→ Customer Delivery Delay
ดังนั้น Delay ของ Cargo บางครั้งไม่ได้เกิดจากเครื่องบิน “บินช้า” แต่เกิดจาก Cargo “ไปไม่ถึงเครื่องบินทันเวลา”
________________________________________
6. Standard Ground Handling มองปัญหาเหล่านี้ไว้อย่างไร?
ในเอกสาร Standard Ground Handling Agreement มีการแยกกิจกรรมด้าน Cargo Warehouse ไว้อย่างชัดเจน เช่น
- Cargo Acceptance
- Physical Handling
- Outbound/Inbound Handling
- Transfer/Transit Cargo
- ULD Build-up
- Truck Loading/Off-loading
- Cargo Delivery
รวมถึงการตรวจสอบ Shipment เช่น Weight, Volume, Number of Pieces และข้อกำหนดของ Special Cargo ที่สำคัญ เอกสารยังมีตัวอย่าง "Standard IATA Delay Codes" สำหรับ Cargo เช่น
- Late Positioning
- Late Acceptance
- Late Preparation in Warehouse
- Documentation Issues
- Lack of Loading Staff
- Loading Equipment Issues
- ULD Issues
สิ่งนี้ช่วยให้เราเห็นว่า “ความล่าช้า” ใน Air Cargo ไม่ใช่คำเดียวที่อธิบายทุกอย่าง แต่ต้องถามต่อว่า Delay เกิดที่ Process ไหน?
________________________________________
7. ช่วง 29 กันยายน–1 ตุลาคม: จาก Airport Disruption สู่ Cargo Capacity Problem
สถานการณ์พัฒนาไปอย่างรวดเร็วในช่วงปลายเดือนกันยายน มีรายงานเกี่ยวกับ Cargo backlog และข้อจำกัดด้านกำลังคนของ Thai Airways ที่ Suvarnabhumi จนเกิดการประกาศเกี่ยวกับการระงับหรือจำกัดการรับ Cargo เข้า–ออกของคลังสินค้าในช่วง 30 กันยายน–6 ตุลาคม
อย่างไรก็ตาม จุดนี้ต้องระวังการตีความ ไม่ควรนำข่าวดังกล่าวไปสรุปว่า “Suvarnabhumi Cargo ทั้งสนามบินปิด”
เพราะมาตรการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ *"Thai Airways Cargo operation/warehouse" และสถานการณ์มีการปรับเปลี่ยนจากการประสานงานของภาครัฐ โดยมีคำสั่งให้รักษาการดำเนินงาน Cargo ต่อไปท่ามกลางข้อจำกัดด้านกำลังคน
นี่เป็นตัวอย่างสำคัญของการวิเคราะห์ Air Cargo ที่ต้องแยกให้ได้ว่า Airport Status ไม่เท่ากับ Airline Status และไม่เท่ากับ Warehouse / Ground Handler Status
________________________________________
8. ถ้ามองเป็น Supply Chain จะเห็นผลกระทบกว้างขึ้น
Air Cargo เป็นเพียงหนึ่ง Link ใน Supply Chain เมื่อ Cargo ที่สุวรรณภูมิช้าลง ผลกระทบอาจเดินทางต่อไปยัง
Airport
↓
Forwarder
↓
Importer / Exporter
↓
Factory
↓
Production Line
↓
Customer
ตัวอย่างเช่น Shipment ของชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ใน Production Line ถ้า Cargo Delay 1 วัน อาจไม่ได้มีต้นทุนเพียงค่า Air Freight เพิ่มขึ้น
แต่สามารถนำไปสู่
- Production Delay
- Inventory Shortage
- Emergency Shipment
- Customer Delivery Delay
- Missed Production Window
- Additional Handling Cost
- Loss of Service Reliability
ดังนั้น KPI ที่ควรมองจึงไม่ใช่เพียง “Flight On Time หรือไม่?” แต่ควรมอง End-to-End Cargo Reliability
________________________________________
9. บทเรียนสำคัญ: Air Freight ไม่ได้เร็วเพราะเครื่องบินเร็ว
นี่อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดจากเหตุการณ์นี้ หลายคนมอง Air Freight ว่าเป็น Mode ที่เร็วที่สุด แต่ในทางปฏิบัติ ความเร็วของ Air Cargo ขึ้นอยู่กับทั้งระบบ
Speed of Aircraft + Speed of Ground Handling + Speed of Warehouse + Speed of Documentation + Speed of Customs + Speed of Trucking + Availability of Flight Connection
ถ้าเครื่องบินบิน 2 ชั่วโมง แต่ Cargo ใช้เวลา 18 ชั่วโมงรอ Warehouse เราไม่สามารถเรียก Shipment นั้นว่า “Fast” ได้อย่างมีความหมายทางธุรกิจ
________________________________________
10. แล้ว Forwarder ควรทำอะไรเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้?
สำหรับ Freight Forwarder สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการถาม Airline ว่า “Flight ยังบินไหม?” แต่ควรถามเป็นชุด
1. Cargo Acceptance
- Warehouse ยังรับ Cargo หรือไม่?
- มี Acceptance Restriction หรือไม่?
- มีการเปลี่ยน Cut-off หรือไม่?
2. Warehouse
- Backlog อยู่ระดับไหน?
- Cargo สามารถเข้า Warehouse ได้หรือไม่?
- มีพื้นที่รองรับหรือไม่?
3. Flight
- Flight ยัง Operate ตาม Schedule หรือไม่?
- มี Cancellation / Reschedule หรือไม่?
- Connection Flight ยังรองรับหรือไม่?
4. Trucking
- รถเข้า–ออก Airport ได้หรือไม่?
- Route ไหนยังใช้งานได้?
- มี Queue หรือ Appointment Restriction หรือไม่?
5. Cargo Priority
ควรจัดลำดับ Cargo เช่น "Perishable / Pharmaceutical / Time-critical / Production-critical / General Cargo"
โดยต้องพิจารณาตามข้อกำหนดของแต่ละ Shipment และ Carrier ไม่ควรสมมติว่าทุก Cargo สามารถจัด Priority ได้เหมือนกัน
________________________________________
11. สำหรับ Shipper: อย่าดูแค่ ETA
ในช่วง Normal Operation
Shipper อาจถามว่า “ETA ถึงวันไหน?”
แต่ในช่วง Disruption ควรถามเพิ่มว่า
> “Cargo อยู่ที่ไหนตอนนี้?”
> “ผ่าน Acceptance แล้วหรือยัง?”
> “อยู่ Warehouse หรืออยู่กับ Truck?”
> “ได้รับ Flight Assignment แล้วหรือยัง?”
> “Build-up แล้วหรือยัง?”
> “Loaded หรือยัง?”
เพราะ "ETA เป็นผลลัพธ์ปลายทาง" แต่ Shipment Status เป็นตัวบอกว่า "Cargo อยู่ตรงไหนใน Process" และในช่วง Disruption ข้อมูลนี้มีค่ามากกว่า ETA เพียงตัวเดียว
________________________________________
12. Risk Management ที่ควรนำบทเรียนนี้ไปใช้
เหตุการณ์น้ำท่วมที่สุวรรณภูมิสะท้อนว่า Business Continuity Plan ของ Air Cargo ไม่ควรเขียนเพียงว่า“If Airport Closed → Use Alternative Airport” แต่ควรมี Scenario ที่ละเอียดกว่านั้น เช่น
🔶 Scenario A
Airport เปิด
แต่ Road Access มีปัญหา
Scenario B
Airport เปิด
แต่ Ground Handling Manpower ไม่เพียงพอ
🔶 Scenario C
Airport เปิด
แต่ Cargo Warehouse Congested
🔶 Scenario D
Warehouse รับ Cargo ได้
แต่ Flight Capacity ลดลง
🔶 Scenario E
Cargo ขึ้นเครื่องได้
แต่ Connection Airport มีปัญหา
นี่คือความแตกต่างระหว่าง Airport Contingency Plan กับ End-to-End Air Cargo Business Continuity Plan
________________________________________
สถานการณ์น้ำท่วมช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม 2569 ที่สุวรรณภูมิให้บทเรียนสำคัญกับวงการ Air Cargo ว่า “สนามบินเปิด ไม่ได้หมายความว่า Cargo Flow ปกติ”
ในวันที่ 26 กันยายน สนามบินยังระบุว่าสามารถดำเนินเที่ยวบินได้ตามปกติ แต่ปัญหาด้านการเดินทางและน้ำท่วมในพื้นที่โดยรอบเริ่มสร้างข้อจำกัดด้าน Access
เมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้น ผลกระทบขยายเข้าสู่ "Manpower → Ground Handling → Warehouse → Cargo Backlog → Flight Connection → Supply Chain"
และในช่วง 30 กันยายนก็มีรายงานเกี่ยวกับข้อจำกัดการรับ Cargo ของ Thai Airways ขณะที่ภาครัฐเข้ามาประสานเพื่อให้ Cargo Services เดินหน้าต่อภายใต้ข้อจำกัดที่เกิดขึ้น
ดังนั้น หากต้องการวิเคราะห์ Air Cargo ในช่วง Crisis เราไม่ควรถามเพียงว่า “สนามบินปิดหรือยัง?” แต่ควรถามว่า “Cargo Flow ติดอยู่ตรงไหน?” เพราะในโลกของ Air Freight
- เครื่องบินอาจยังบินได้
- แต่ถ้า Cargo เข้า Warehouse ไม่ได้
- Warehouse Process ไม่ทัน
- Truck เข้าไม่ได้
- หรือ Cargo ไปไม่ทัน Cut-off**
สุดท้ายแล้ว Supply Chain ก็ยังชะลอตัวอยู่ดี
และนี่คือหัวใจของการบริหาร Air Cargo ในภาวะ Disruption : Cargo Nature → Time → Cost → Risk → Capacity → Compliance → Route/Carrier → Customer Impact
การมอง Air Freight แบบ End-to-End จึงสำคัญกว่าการมองเพียง “เที่ยวบิน”
________________________________________
💁บทเรียนจำง่ายสำหรับคนทำ Air Cargo
> ✈️ Airport Open ไม่เท่ากับ Cargo Normal
> 📦 Cargo Delay ไม่ได้เกิดจาก Aircraft เสมอไป
> 👷 Manpower คือ Capacity
> 🏭 Warehouse คือ Critical Node
> 🚛 Truck Access คือส่วนหนึ่งของ Air Freight
> 🔗 Air Cargo Reliability ต้องวัดทั้ง Chain ไม่ใช่แค่ Flight
🔶หมายเหตุ: สถานะในบทความนี้เป็นภาพสถานการณ์ ณ ช่วงวันที่ 26 ก.ย.–1 ต.ค. 2569 และมาตรการของสายการบิน/คลังสินค้าอาจเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรตรวจสอบสถานะ Shipment, Flight และ Cargo Acceptance กับ Airline/Handling Agent โดยตรงก่อนตัดสินใจขนส่งจริง
________________________________
สำหรับท่านใดที่มีคำถาม หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถ inbox เข้ามาได้เลยครับ 📨
#การขนส่งสินค้าทางอากาศ
________________________________
การขนส่งสินค้าทางอากาศ - Air Cargo