09/05/2026
โจทย์ใหญ่ของงานวิจัยและ Startup และผู้ประกอบการนวัตกรรมด้านอาหาร คือทำอย่างไรให้ผ่านพ้นช่วง "Death Valley" หรือช่องว่างระหว่างการเป็นเพียงไอเดียต้นแบบ ไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ที่จะสามารถเติบโตสู่ตลาดได้จริง
โครงการ SPACE-F ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 เป็นโมเดลความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา (อว., NIA, ม.มหิดล) และภาคอุตสาหกรรมระดับประเทศ (Thai Union, ThaiBev, Nestle) ที่เข้ามาออกแบบระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) เพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าว
สาระสำคัญและกลไกการทำงานที่น่าสนใจในรุ่นที่ 7 นี้ ประกอบด้วย:
🔹 เน้นการทำ Proof of Concept (POC) เชิงลึก: สตาร์ทอัพไม่ได้แค่รับเงินทุน แต่จะได้ทำงานร่วมกับบริษัทอาหารชั้นนำ นำร่องทดสอบผลิตภัณฑ์ในระดับอุตสาหกรรม เพื่อเช็คความต้องการของตลาดจริงก่อนขยายผล
🔹 แก้ปัญหาด้วย Matching Model: หากโซลูชันของสตาร์ทอัพไม่ตรงกับโจทย์ของพาร์ทเนอร์หลักในโครงการ ทาง NIA จะใช้กลไกจับคู่ธุรกิจกับบริษัทภายนอกที่เหมาะสมกว่า เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการเสียโอกาส
🔹 สร้าง FoodTech Corridor ไทย-ไต้หวัน: ปีนี้มีการดึง Foodland Ventures (VC และ Accelerator จากไต้หวัน) เข้ามาเป็นพันธมิตรใหม่ พร้อมกองทุนเฉพาะมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเชื่อมโยงทรัพยากรและกรุยทางสู่ตลาดต่างประเทศ
🔹 ดึงจุดแข็งท้องถิ่น (Biodiversity & GI): สนับสนุนการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นมาทดแทนการนำเข้า และใช้เทคโนโลยีรักษาสูตรหรือรสชาติ (Sensory) เพื่อสร้างความแตกต่างให้สินค้า
การมีแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงงานวิจัยในห้องปฏิบัติการ เข้ากับสายการผลิตจริงและแหล่งทุน จะช่วยลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ และเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ในระยะยาว
📌 ศึกษากลไกการทำงานและรายละเอียดการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของโครงการ SPACE-F ฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.salika.co/2026/05/07/space-f-batch-7-unlock-posibility-of-thai-foodtech-startup/
#นวัตกรรมอาหาร