อุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อธุรกิจ Bioindustry for Business Suan Dusit University

อุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อธุรกิจ Bioindustry
for Business
Suan Dusit University อุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อธุรกิจ

Bioindustry
for Business
Suan Dusit University
FACULTY OF SCIENCE AND TECHNOLOGY
SUAN DUSIT UNIVERSITY

📢 ประกาศผลอย่างเป็นทางการ! ผู้ชนะการประกวดออกแบบโลโก้แบรนด์ "BioBizz" 🏆🥇หลักสูตรอุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อธุรกิจ ม.สวนดุสิต ข...
22/05/2026

📢 ประกาศผลอย่างเป็นทางการ! ผู้ชนะการประกวดออกแบบโลโก้แบรนด์ "BioBizz" 🏆🥇

หลักสูตรอุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อธุรกิจ ม.สวนดุสิต ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาที่ได้รับรางวัลทุกท่าน จากโครงการธุรกิจจำลอง "Farm Organic Ready" ดังนี้ค่ะ:
🥇 รางวัลชนะเลิศ
นางสาวพัชราภา หลำดี รหัสนักศึกษา 6911056609005 👉 ผลงานที่ 3
🥈 รางวัลชมเชย 2 รางวัล
นางสาวนุติกาญจน์ จันทรเวด รหัสนักศึกษา 6811056609001 👉 ผลงานที่ 6
นางสาวรุ้งรดา โอภาตะวงค์ รหัสนักศึกษา 6811056609003 👉 ผลงานที่ 4

ขอขอบพระคุณคณะกรรมการทุกท่าน และนักศึกษาทุกคนที่ร่วมส่งผลงานเข้ามาประกวดในครั้งนี้ ผลงานของน้องๆ ทุกคนยอดเยี่ยมมากค่ะ ❤️🔬💼
#ประกาศผลประกวดโลโก้ #อุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อธุรกิจ #สวนดุสิต

🎨 รวมไอเดียสุดปัง! ส่อง 6 ผลงานประกวดโลโก้แบรนด์ "BioBizz" 🏆🌱ชวนทุกท่านมาชมผลงานการออกแบบโลโก้ของนักศึกษามหาวิทยาลัยสวนด...
22/05/2026

🎨 รวมไอเดียสุดปัง! ส่อง 6 ผลงานประกวดโลโก้แบรนด์ "BioBizz" 🏆🌱

ชวนทุกท่านมาชมผลงานการออกแบบโลโก้ของนักศึกษามหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในโครงการธุรกิจจำลอง "Farm Organic Ready" ที่นำเทคโนโลยี AI มาช่วยสร้างสรรค์ร่วมกับแนวคิดนวัตกรรมชีวภาพและธุรกิจค่ะ ✨

#ประกวดโลโก้ #อุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อธุรกิจ #มสวนดุสิต

11/05/2026

⏳ 2 วันสุดท้าย!
TCAS69 รอบ 3 Admission

ใครยังไม่สมัคร รีบเลย 🚀

สาขาอุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อธุรกิจ
เรียนจริง ทำจริง ต่อยอดธุรกิจได้จริง 🌱🤖

📅 สมัครได้ถึง 12 พฤษภาคม 2569

📍 สมัครได้ที่
www.mytcas.com

📍 ศึกษารายละเอียดสาขาวิชาที่เปิดรับ และเกณฑ์การรับสมัคร ได้ที่
https://tcas.dusit.ac.th/faculty/

#สวนดุสิต #เรียนไบโอเทค

09/05/2026

"สัญญาณลับ" จากจุลินทรีย์
ทำให้พืช ‘ตื่นตัว’ ตลอดเวลา
เชื่อไหมครับว่า... แบคทีเรียในดินไม่ได้มีหน้าที่แค่ย่อยสลายอินทรียวัตถุ แต่มันยังกำลังทำหน้าที่เป็น “การ์ดส่วนตัว” ที่ช่วยปลุกระบบป้องกันตัวของพืชอยู่ใต้ดินแบบเงียบ ๆ อีกด้วย
.
งานวิจัยล่าสุดที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร 𝐍𝐚𝐭𝐮𝐫𝐞 𝐏𝐥𝐚𝐧𝐭𝐬 ชื่อว่า “𝑀𝑒𝑚𝑏𝑟𝑎𝑛𝑒 𝑟𝑒𝑚𝑜𝑑𝑒𝑙𝑙𝑖𝑛𝑔 𝑚𝑒𝑑𝑖𝑎𝑡𝑒𝑠 𝑙𝑖𝑝𝑜𝑝𝑒𝑝𝑡𝑖𝑑𝑒-𝑖𝑛𝑑𝑢𝑐𝑒𝑑 𝑖𝑚𝑚𝑢𝑛𝑖𝑡𝑦 𝑖𝑛 𝐴𝑟𝑎𝑏𝑖𝑑𝑜𝑝𝑠𝑖𝑠” ชวนให้คิดว่า โลกใต้ดินอาจมีระบบสื่อสารที่ซับซ้อนกว่าที่เราเคยเข้าใจ แต่มันอาจกำลังสื่อสารกันผ่าน “แรงกด” และ “แรงตึง” ในระดับเยื่อหุ้มเซลล์ที่เล็กจนตามองไม่เห็น
.
ตอนแรกคิดว่าเป็นงานจุลชีววิทยาทั่วไปที่พูดเรื่องภูมิคุ้มกันพืช แต่พออ่านลึกลงไปเรื่อย ๆ กลับเริ่มรู้สึกว่า งานชิ้นนี้อาจเปลี่ยนวิธีที่เรามอง “การจัดการโรคพืช” ไปทั้งระบบเลยก็ได้ครับ
1. ความเข้าใจผิดเรื่อง “แม่กุญแจ-ลูกกุญแจ”
เรื่องนี้เริ่มจากการที่ Prof. Marc Ongena และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Liège สงสัยในทฤษฎีที่วงการชีววิทยาพืชยึดถือกันมานาน โดยพยายามเจาะลึกเพื่อหาคำตอบว่า พืชรับรู้ถึงการมีอยู่ของจุลินทรีย์ได้อย่างไร

เดิมทีเราเชื่อว่า เวลาพืชจะรู้ว่ามีศัตรูมาหา โมเลกุลจะต้องไปจับกับตัวรับสัญญาณ (𝐑𝐞𝐜𝐞𝐩𝐭𝐨𝐫𝐬) บนผิวเซลล์ เหมือนการเอากุญแจไปไขแม่กุญแจ แต่ทีมของ Prof. Marc Ongena พบว่าแบคทีเรียกลุ่ม 𝐁𝐚𝐜𝐢𝐥𝐥𝐮𝐬 มีวิธีที่ต่างออกไป พวกมันสร้างสารชื่อว่า 𝐒𝐮𝐫𝐟𝐚𝐜𝐭𝐢𝐧 ที่ไม่ได้วิ่งไปหา receptor ตัวไหนเลย แต่มันเข้าไปกระทบกับชั้นไขมันของเยื่อหุ้มเซลล์พืชโดยตรงครับ

เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ ครับ Receptor แบบเดิมเหมือนการกดกริ่งหน้าบ้านเพื่อให้คนในบ้านรับรู้ แต่ 𝐒𝐮𝐫𝐟𝐚𝐜𝐭𝐢𝐧 ไม่มีการกดกริ่ง มันเหมือนมีคนเอามือไป “ดันผนังบ้าน” จนระบบเตือนภัยทั้งหลังเริ่มทำงานเอง
2. กลไกการทำงานของระบบเตือนภัย
เมื่อเยื่อหุ้มเซลล์ถูก “สะกิด” จนตึง สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นน่าทึ่งมากครับ

𝐒𝐮𝐫𝐟𝐚𝐜𝐭𝐢𝐧 จะเข้าไปจับกับไขมันกลุ่ม 𝐒𝐩𝐡𝐢𝐧𝐠𝐨𝐥𝐢𝐩𝐢𝐝𝐬 โดยเฉพาะ 𝐆𝐥𝐮𝐜𝐨𝐬𝐲𝐥𝐜𝐞𝐫𝐚𝐦𝐢𝐝𝐞 จนโครงสร้างของเยื่อหุ้มเซลล์เริ่มเปลี่ยนไป เยื่อหุ้มเซลล์ที่ดูนิ่ง ๆ จริง ๆ แล้วมีความไวต่อแรงกดและแรงตึงมากกว่าที่คิดครับ ลองนึกภาพผิวน้ำที่ดูเรียบสงบ แต่ทันทีที่มีอะไรตกกระทบ คลื่นจะกระจายออกไปทั้งบ่อ

สิ่งคล้าย ๆ กันกำลังเกิดขึ้นในระดับเซลล์ของพืชครับ เมื่อเยื่อหุ้มเซลล์เกิด “ความตึงผิว” (𝐌𝐞𝐦𝐛𝐫𝐚𝐧𝐞 𝐓𝐞𝐧𝐬𝐢𝐨𝐧) มันจะไปกระตุ้นสิ่งที่เรียกว่า “ช่องสัญญาณไอออนที่ไวต่อแรงกล” (𝐌𝐞𝐜𝐡𝐚𝐧𝐨𝐬𝐞𝐧𝐬𝐢𝐭𝐢𝐯𝐞 𝐈𝐨𝐧 𝐂𝐡𝐚𝐧𝐧𝐞𝐥𝐬) ให้เปิดออกทันที

ซึ่งนั่นจะไปกระตุ้นการไหลเวียนของแคลเซียมไอออน (Ca²⁺) ขนานใหญ่เข้าสู่เซลล์ โดยแคลเซียมเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น "Messenger" หรือสัญญาณเตือนภัยหลักที่พืชใช้กระจายข่าวไปทั่วทั้งต้น ราวกับระบบรักษาความปลอดภัยที่ส่งข้อความเตือนทุกห้องพร้อมกันว่า “ข้าศึกอาจกำลังมา เตรียมตัวไว้”

น่าทึ่งไหมครับ?
3. เทคนิค “วอร์มร่างกาย” ให้พืชแข็งแรง
ประเด็นที่ผมว่าน่าสนใจมากสำหรับคนทำเกษตร คือพืชที่ได้รับสัญญาณจาก 𝐒𝐮𝐫𝐟𝐚𝐜𝐭𝐢𝐧 จะเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า “𝐏𝐫𝐢𝐦𝐞𝐝 𝐒𝐭𝐚𝐭𝐞” คือเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา มันไม่เปิดโหมดสู้เต็มกำลังทันที เพราะนั่นใช้พลังงานสูงมาก และอาจทำให้มันโตช้าลงครับ

คล้าย ๆ กับการวอร์มร่างกายก่อนแข่งกีฬา คนที่เป็นนักกีฬาจะเข้าใจจุดนี้ดี คือกล้ามเนื้อของเรายังไม่ได้ถูกใช้แรงเต็มพิกัด แต่ร่างกายและระบบต่าง ๆ ถูกเตรียมให้พร้อมตอบสนองอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเวลาถูกโจมตีจริงจากเชื้อโรค เช่น 𝐁𝐨𝐭𝐫𝐲𝐭𝐢𝐬 𝐜𝐢𝐧𝐞𝐫𝐞𝐚 (โรคราสีเทา) พืชกลุ่มนี้จะตอบสนองได้เร็วกว่าและรุนแรงกว่าพืชทั่วไปหลายเท่า

ธรรมชาติออกแบบระบบนี้ไว้ฉลาดกว่าที่เราคิดมากครับ
4. ไม่ใช่จุลินทรีย์อะไรก็ได้ (𝐒𝐭𝐫𝐚𝐢𝐧 𝐒𝐩𝐞𝐜𝐢𝐟𝐢𝐜𝐢𝐭𝐲)
อีกประเด็นที่งานวิจัยนี้ย้ำชัดมาก คือแบคทีเรีย 𝐁𝐚𝐜𝐢𝐥𝐥𝐮𝐬 ไม่ได้เก่งเหมือนกันทุกสายพันธุ์ เพราะความยาวของสายโซ่กรดไขมันใน 𝐒𝐮𝐫𝐟𝐚𝐜𝐭𝐢𝐧 มีผลโดยตรงต่อความสามารถในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันพืช

งานวิจัยระบุว่าสายพันธุ์ที่สามารถผลิต Surfactin ที่มีสายโซ่ยาว (เช่น C14 หรือ C15) จะมีความสามารถในการรบกวนเยื่อหุ้มเซลล์และกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าสายพันธุ์ที่ผลิตแบบสายสั้นอย่างเห็นได้ชัด

แปลง่าย ๆ ไม่ใช่แค่ “มี Bacillus ก็จบ” แต่ต้องเป็นสายพันธุ์ที่สามารถผลิตสารได้ในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพจริงด้วย

นี่คือเหตุผลว่าทำไมบางสวนใช้จุลินทรีย์แล้วเห็นผลชัด แต่บางสวนแทบไม่ต่างอะไรเลย เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่มีหรือไม่มีจุลินทรีย์ แต่มันคือเรื่องของ “คุณภาพของสายพันธุ์” และ “สภาพแวดล้อมที่ทำให้มันทำงานได้เต็มศักยภาพ” ประกอบด้วยครับ
5. จากห้องแล็บ สู่ทางรอดของคนทำเกษตรยุคใหม่
สิ่งที่ Prof. Marc Ongena และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Liège ค้นพบน่าจะช่วยตอบคำถามว่าทำไมสวนที่ให้ความสำคัญกับ 𝐒𝐨𝐢𝐥 𝐌𝐢𝐜𝐫𝐨𝐛𝐢𝐨𝐦𝐞 หรือ “โลกของจุลินทรีย์ในดิน” มักมีปัญหาโรคน้อยกว่า เพราะ “เครือข่ายการ์ดส่วนตัว” อาจกำลังคอยปลุกระบบป้องกันตัวของพืชอยู่เงียบ ๆ ตลอดเวลาก็ได้ครับ
🟢🔴 IFARM INSIGHT
ธรรมชาติมีระบบป้องกันตัวเองที่เราคาดไม่ถึงหลายอย่าง และต่างทำงานเกื้อหนุนกัน น่าเสียดายที่ระบบเหล่านี้ถูกมนุษย์ทำลายลงโดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ
หน้าที่เราจึงไม่ใช่ดูแลแค่พืชและผลผลิต หากแต่จำเป็นต้องดูแลนิเวศโดยรวม เพื่อให้ระบบต่าง ๆ กลับมาทำงานได้สมบูรณ์อีกครั้งครับ
เขียนและเรียบเรียงโดย
𝐈𝐅𝐀𝐑𝐌
๐ ๐ ๐ → ⏺︎
เสริมสร้าง "ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร"
ขับเคลื่อนคุณค่า สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
#ภูมิคุ้มกันของพืช #ไอฟาร์ม #เกษตรเชิงคุณค่า #การดูแลดิน #โลกของจุลินทรีย์ #จุลินทรีย์

09/05/2026
09/05/2026

โจทย์ใหญ่ของงานวิจัยและ Startup และผู้ประกอบการนวัตกรรมด้านอาหาร คือทำอย่างไรให้ผ่านพ้นช่วง "Death Valley" หรือช่องว่างระหว่างการเป็นเพียงไอเดียต้นแบบ ไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ที่จะสามารถเติบโตสู่ตลาดได้จริง

โครงการ SPACE-F ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 เป็นโมเดลความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา (อว., NIA, ม.มหิดล) และภาคอุตสาหกรรมระดับประเทศ (Thai Union, ThaiBev, Nestle) ที่เข้ามาออกแบบระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) เพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าว

สาระสำคัญและกลไกการทำงานที่น่าสนใจในรุ่นที่ 7 นี้ ประกอบด้วย:

🔹 เน้นการทำ Proof of Concept (POC) เชิงลึก: สตาร์ทอัพไม่ได้แค่รับเงินทุน แต่จะได้ทำงานร่วมกับบริษัทอาหารชั้นนำ นำร่องทดสอบผลิตภัณฑ์ในระดับอุตสาหกรรม เพื่อเช็คความต้องการของตลาดจริงก่อนขยายผล
🔹 แก้ปัญหาด้วย Matching Model: หากโซลูชันของสตาร์ทอัพไม่ตรงกับโจทย์ของพาร์ทเนอร์หลักในโครงการ ทาง NIA จะใช้กลไกจับคู่ธุรกิจกับบริษัทภายนอกที่เหมาะสมกว่า เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการเสียโอกาส
🔹 สร้าง FoodTech Corridor ไทย-ไต้หวัน: ปีนี้มีการดึง Foodland Ventures (VC และ Accelerator จากไต้หวัน) เข้ามาเป็นพันธมิตรใหม่ พร้อมกองทุนเฉพาะมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเชื่อมโยงทรัพยากรและกรุยทางสู่ตลาดต่างประเทศ
🔹 ดึงจุดแข็งท้องถิ่น (Biodiversity & GI): สนับสนุนการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นมาทดแทนการนำเข้า และใช้เทคโนโลยีรักษาสูตรหรือรสชาติ (Sensory) เพื่อสร้างความแตกต่างให้สินค้า

การมีแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงงานวิจัยในห้องปฏิบัติการ เข้ากับสายการผลิตจริงและแหล่งทุน จะช่วยลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ และเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ในระยะยาว

📌 ศึกษากลไกการทำงานและรายละเอียดการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของโครงการ SPACE-F ฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.salika.co/2026/05/07/space-f-batch-7-unlock-posibility-of-thai-foodtech-startup/

#นวัตกรรมอาหาร

🌍🌱โลกกำลังเปลี่ยนแปลง… และเราเองก็ต้องพร้อมปรับตัว 🌤️⛈️📣📣ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมอ่าน📚“คู่มือการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพ...
09/05/2026

🌍🌱โลกกำลังเปลี่ยนแปลง… และเราเองก็ต้องพร้อมปรับตัว 🌤️⛈️

📣📣ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมอ่าน📚

“คู่มือการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฉบับประชาชน”

เพื่อเรียนรู้แนวทางรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน รวมถึงวิธีการปรับตัวอย่างยั่งยืนในระดับประชาชนและชุมชน

🌳ประเด็นน่ารู้ 🌳

🔆เข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภุมิอากาศ
🔆สถานการณ์ของประเทศไทยต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
🔆เเผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
🔆บทบาทของประชาชนเเละชุมชน ในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

🔎 สามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ที่ ⬇️
https://www.dcce.go.th/media/21975/

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

#กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

09/05/2026

ต้นไม้ดูดซับคาร์บอน ทางเลือกธรรมชาติรับมือโลกร้อน

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมหลายประการพร้อมกัน ทั้งปัญหาเกาะความร้อนในเมือง มลพิษทางอากาศโดยเฉพาะ PM2.5 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ท่ามกลางวิกฤตนี้ “ต้นไม้” ถือเป็นหนึ่งในกลไกธรรมชาติที่มีบทบาทสำคัญ ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยต้นไม้ยืนต้น 1 ต้น สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เฉลี่ย 9–15 กิโลกรัมต่อปี และยังช่วยดักจับฝุ่นและมลพิษในอากาศได้ 1.4 กิโลกรัมต่อปีอีกด้วย การปลูกต้นไม้จึงไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ยังเป็นแนวทางสำคัญในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการสร้างสมดุลของระบบนิเวศในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ การเลือกปลูกไม้ยืนต้นที่มีศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนสูง จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่จะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม มาร่วมทำความรู้จักกับ 4 ชนิดไม้ยืนต้นที่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย และมีส่วนช่วยขับเคลื่อนสังคมสู่อนาคตคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

ข้อมูลศักยภาพการดูดซับคาร์บอนแสดงในหน่วย “ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไร่ต่อปี” เพื่อใช้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของต้นไม้แต่ละชนิด

1. ต้นยางพารา
💚 ดูดซับได้ประมาณ 4.22 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไร่ต่อปี (ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และอายุของต้นไม้)
เหมาะกับการปลูกเชิงเศรษฐกิจ เพื่อสร้างรายได้จากน้ำยางและไม้แปรรูป ควบคู่กับการใช้ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว เป็นต้น

2. ต้นสัก
💚 ดูดซับได้ 1.36-2.16 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไร่ต่อปี (ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และอายุของต้นไม้)
เหมาะกับการปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจ เพิ่มพื้นที่สีเขียวและช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ รวมทั้งฟื้นฟูระบบนิเวศและรักษาหน้าดิน

3. ต้นโกงกาง
💚 ดูดซับได้ 0.8 - 6.5 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไร่ต่อปี (ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และอายุของต้นไม้)
เหมาะกับการปลูกเพื่อช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ

4. ต้นพะยูง
💚 ดูดซับได้ 0.95 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไร่ต่อปี (ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และอายุของต้นไม้)
เหมาะกับการปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจมูลค่าสูง และสามารถปลูกในพื้นที่แห้งแล้งได้
นอกจากนี้การปลูกต้นไม้ ยังสามารถสร้างพื้นที่คาร์บอนเครดิต เพื่อเป็นกิจกรรมชดเชยค่าคาร์บอนเครดิตและซื้อขายคาร์บอนเครดิตในตลาดได้อีกด้วย

ดังนั้น การส่งเสริมการปลูกต้นไม้ที่มีศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนสูง จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน 🌏✨

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/1266185927202542/posts/2229248340896291/
https://carbonwatch.earthinsights.net/articles/blog-top-10-fast-growing-high-carbon-sequestration-trees-thailand
https://www.researchgate.net/publication/387736606_Tree-cover_dynamics_in_a_rapidly_urbanising_tropical_mega-city_-_are_trees_of_greater_biodiversity_and_ecosystem_service_value_less_likely_to_be_lost
https://hub.mnre.go.th/th/knowledge/detail/65793
https://oklinthailand.com/en/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B5-%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89-%E0%B8%8A%E0%B9%88-2/?utm_
https://shorturl.asia/boqIm

🧬 เรียนไบโอเทคอย่างคน Gen Z ✨ครบทั้งวิทย์ ธุรกิจ AI และนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม 🌱หลักสูตรอุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อธุรกิจคณะว...
08/05/2026

🧬 เรียนไบโอเทคอย่างคน Gen Z ✨
ครบทั้งวิทย์ ธุรกิจ AI และนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม 🌱

หลักสูตรอุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อธุรกิจ
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

💡 เรียนจริง ลงมือทำจริง
💡 พัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ตั้งแต่ Lab-to-Market
💡 ฝึกงาน CWIE และต่อยอดสู่ Bio Startup ได้

📌 เปิดรับ TCAS69 รอบ 3 Admission
🗓 6 – 12 พฤษภาคม 2569
สมัครได้ที่ https://www.mytcas.com/

มาเป็นนักไบโอเทครุ่นใหม่ ที่เข้าใจทั้งวิทยาศาสตร์และโลกธุรกิจไปด้วยกัน 💚

#สวนดุสิต #เรียนไบโอเทค

🔥 นับถอยหลังสู่ TCAS69 รอบ 3โอกาสเรียน + สร้างธุรกิจในสายชีวภาพ✨ สายวิทย์ + ธุรกิจ + AI ต้องที่นี่“อุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อ...
05/05/2026

🔥 นับถอยหลังสู่ TCAS69 รอบ 3
โอกาสเรียน + สร้างธุรกิจในสายชีวภาพ

✨ สายวิทย์ + ธุรกิจ + AI ต้องที่นี่
“อุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อธุรกิจ”

📌 เปิดรับ 6 – 12 พฤษภาคม 2569
แล้วเจอกัน!

#มหาวิทยาลัยสวนดุสิต #คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #สมัครเรียน2569

29/04/2026

🎉 CONGRATULATIONS 🎉
มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ขอแสดงความยินดีกับ
ศาสตราจารย์ ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต

🌟 ได้รับรางวัลเกียรติยศ "ศรีสง่าศรีนครินทร" เนื่องในโอกาสครบรอบ 77 ปี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ในนามของคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ขอร่วมแสดงความภาคภูมิใจและยินดีกับท่านศาสตราจารย์ ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน มา ณ โอกาสนี้ 🤝✨
#ทีมสวนดุสิต #รางวัลเกียรติยศ

ที่อยู่

228-228/1-3 สิรินธร แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10700

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ อุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อธุรกิจ Bioindustry for Business Suan Dusit Universityผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์