ECON NIDA Fanpage

ECON NIDA Fanpage คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
School of Development Economics
National Institute of Development Administration
ปัจจุบันได้เปิดการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษา ดังนี้
1. หลักสูตรเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์
2. หลักสูตรเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
3. หลักสูตรเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การเงิน
4. หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์) หลักสูตรนานาชาติ
5. หลักสูตรเศรษฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานโยบายและกลยุทธ์ (หลักสูตรภาษาไทย)

💚📈เศรษฐกิจเวลเนสของไทย: โอกาสในการขยายตัวและความท้าทายสำคัญ✍️ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อุดมศักดิ์ ศีลประชาวงศ์ ในช่วงไม่กี่...
21/08/2026

💚📈เศรษฐกิจเวลเนสของไทย: โอกาสในการขยายตัวและความท้าทายสำคัญ
✍️ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อุดมศักดิ์ ศีลประชาวงศ์

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวโน้มการดูแลสุขภาพของโลกได้เปลี่ยนจากการมุ่งเน้นการรักษาโรคเมื่อเกิดอาการ ไปสู่การให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและแนวคิดสุขภาวะองค์รวม ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติทางกาย จิตใจ อารมณ์ และวิถีชีวิต การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ผลักดันให้เศรษฐกิจเวลเนส (Wellness Economy) เติบโตอย่างรวดเร็วและขยายตัวครอบคลุมกิจกรรมและบริการที่หลากหลาย อาทิ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ บริการสปาและความงาม ฟิตเนส ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ รวมถึงการแพทย์แผนดั้งเดิมและการแพทย์ทางเลือก ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจเวลเนส ได้แก่ ความตื่นตัวด้านสุขภาพของประชากรโลก การเพิ่มขึ้นของสังคมผู้สูงอายุในหลายประเทศ และความต้องการบริการที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว มากกว่าการรักษาเฉพาะเมื่อเกิดความเจ็บป่วย ภายใต้บริบทดังกล่าว ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทโดดเด่นในเศรษฐกิจเวลเนสทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ด้วยความได้เปรียบเชิงโครงสร้างหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับในระดับสากล มรดกทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย เช่น แหล่งน้ำพุร้อน ทะเล และป่าเขา ตลอดจนสมุนไพรและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ปัจจัยเหล่านี้เอื้อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพที่มีเอกลักษณ์ แตกต่าง และสอดคล้องกับแนวคิดสุขภาวะองค์รวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างรายได้และการจ้างงาน แต่ยังเสริมสร้างบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวและบริการสุขภาพของภูมิภาคเอเชีย

โครงสร้างสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตดังกล่าวคือห่วงโซ่คุณค่าของเศรษฐกิจเวลเนส (Wellness Economy Value Chain) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบและสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น สมุนไพรและผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ การพัฒนาและให้บริการด้านสุขภาพและเวลเนส การออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ไปจนถึงการตลาดและการสร้างคุณค่าเชิงประสบการณ์ให้แก่ผู้บริโภค สำหรับประเทศไทย ห่วงโซ่คุณค่านี้มีลักษณะหลากหลายและเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน จึงจำเป็นต้องอาศัยการประสานความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อสร้างคุณค่าในทุกขั้นตอนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน การเติบโตของเศรษฐกิจเวลเนสของไทยได้รับแรงสนับสนุนจากความก้าวหน้าด้านองค์ความรู้และงานวิจัยทางสุขภาพ โดยเฉพาะการบูรณาการทรัพยากรธรรมชาติ เช่น สมุนไพรไทย เข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าและยกระดับมาตรฐานของผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านวัฒนธรรม การบำบัดแบบองค์รวม และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศที่แสวงหาความสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจ ขณะเดียวกัน นวัตกรรมทางเทคโนโลยียังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพบริการ ประสบการณ์ของผู้ใช้บริการ และประสิทธิภาพการจัดการตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า

จากการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่าของเศรษฐกิจเวลเนสไทย สามารถสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์เพื่อยกระดับการวางตำแหน่งของประเทศในฐานะศูนย์กลางสุขภาพชั้นนำของอาเซียนได้อย่างเป็นระบบ แนวทางสำคัญประกอบด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อธุรกิจสุขภาพ การสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่สนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตลอดจนการสื่อสารทางการตลาดที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะการกำหนดบทบาทของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยให้ชัดเจนและสอดคล้องกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในระบบนิเวศสุขภาพ

หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ดังกล่าวคือการพัฒนาองค์ความรู้และงานวิจัยด้านสุขภาพ โดยเน้นการต่อยอดจุดแข็งของประเทศ เช่น สมุนไพรไทย นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพ โมเดลสุขภาพที่ยั่งยืน และการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพของบุคลากรในสาขาสุขภาพและการบำบัด การเสริมสร้างรากฐานด้านองค์ความรู้และทักษะเหล่านี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับภาคสุขภาพ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ดังนั้น ภาครัฐจึงควรมีบทบาทเชิงรุกในการส่งเสริมการวิจัย สนับสนุนการลงทุน และสร้างสภาพแวดล้อมเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจเวลเนสอย่างเป็นระบบ ในขณะเดียวกัน การยกระดับมาตรฐานคุณภาพและระบบการรับรองสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพถือเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก การพัฒนามาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลจะช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของกลยุทธ์ดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างบูรณาการ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และชุมชนท้องถิ่น โดยภาครัฐทำหน้าที่กำหนดทิศทางนโยบาย ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุนนวัตกรรม ภาคเอกชนทำหน้าที่พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ตลาด ขณะที่ภาคการศึกษาและสถาบันวิจัยมีบทบาทในการพัฒนาองค์ความรู้ บุคลากร และเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสุขภาพโดยรวม ท้ายที่สุด การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็ง เช่น ที่พักอาศัย สถานพยาบาล ระบบคมนาคมขนส่ง และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว ควบคู่กับการตลาดเชิงกลยุทธ์และการออกแบบประสบการณ์สุขภาพที่มีคุณค่าและน่าจดจำ จะช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจเวลเนสของไทยให้มีความยั่งยืน และตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาวะระดับโลกในระยะยาว

📌กลุ่มนโยบาย: การพัฒนาเศรษฐกิจรายสาขา/โครงสร้างพื้นฐาน/การพัฒนารายพื้นที่ (Sectoral, Structural, and Regional Development)

🎯SDGs เป้าหมายที่ 3: สร้างหลักประกันการมีสุขภาวะที่ดี และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัย

#60ปี60ทัศนะเศรษฐศาสตร์พัฒนา ี

กรุงเทพประกันชีวิต ผนึก NIDA ยกระดับศักยภาพบุคลากร เดินหน้าความร่วมมือทางวิชาการ ผ่านหลักสูตร “MFE Online ภาคพิเศษ”
17/08/2026

กรุงเทพประกันชีวิต ผนึก NIDA ยกระดับศักยภาพบุคลากร เดินหน้าความร่วมมือทางวิชาการ ผ่านหลักสูตร “MFE Online ภาคพิเศษ”

บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึกข้อต…

🤝 พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ บริษัท ก...
17/08/2026

🤝 พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

เพื่อร่วมสนับสนุนและยกระดับศักยภาพบุคลากรในธุรกิจประกันชีวิตทั่วประเทศ ให้มีองค์ความรู้และทักษะที่ได้มาตรฐานระดับสากล

📅เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569


#ความร่วมมือทางวิชาการ


#กรุงเทพประกันชีวิต

🤝 พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่าง คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ ธนาคารอ...
13/08/2026

🤝 พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่าง คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการ การเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้สอดคล้องกับโลกการทำงานและภาคการเงิน

📅เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569


#ความร่วมมือทางวิชาการ


🤝 พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่าง คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ บริษัทห...
11/08/2026

🤝 พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่าง คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด

เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาในการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้านวิศวกรรมการเงิน

📅เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569


#ความร่วมมือทางวิชาการ


🎓💙 ยินดีต้อนรับสู่ครอบครัว ECON NIDAคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้จัดกิจกรรมสำหรับนักศึกษาใหม่ ได้...
10/08/2026

🎓💙 ยินดีต้อนรับสู่ครอบครัว ECON NIDA

คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้จัดกิจกรรมสำหรับนักศึกษาใหม่ ได้แก่

📌 ปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่และโครงการอบรม “การนำเสนออย่างมืออาชีพ (Professional Presentation)”
สำหรับหลักสูตรเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การเงิน ภาคพิเศษ รุ่นที่ 19 และ
หลักสูตรเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ ภาคพิเศษ รุ่นที่ 66

📅 วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2569
📍 ณ อาคารสยามบรมราชกุมารี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์






🌿💰 ภาษีคาร์บอนไทย: เขียนเสือให้วัวกลัว?✍️ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประเทศไทยเริ่มประกาศใช้ภาษีคาร...
07/08/2026

🌿💰 ภาษีคาร์บอนไทย: เขียนเสือให้วัวกลัว?
✍️ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

ประเทศไทยเริ่มประกาศใช้ภาษีคาร์บอน ในวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568 มีวัตถุประสงค์หลัก ๆ 2 - 3 ข้อ ได้แก่ 1) ป้องกันสหภาพยุโรปเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าส่งออกจากไทยหรือที่เรียกว่า CBAM 2) ลดก๊าซเรือนกระจก และ 3) สร้างรายได้ให้ภาครัฐ เหตุผลของการเก็บภาษีคาร์บอนคือการทำให้ราคาสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะท้อนต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมโดยเพิ่มขึ้นตามอัตราภาษีที่กำหนด ทั้งนี้เพื่อให้ราคาที่สูงขึ้นทำหน้าที่ส่งสัญญาณทางราคาหรือสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหันไปใช้สินค้าที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกแทนที่มีราคาถูกกว่า การเก็บภาษีคาร์บอนจึงเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การเก็บภาษีคาร์บอนนอกจากจะทำให้ประเทศไทยปรับตัวเป็นสังคมคาร์บอนต่ำแล้ว ยังเป็นมาตรการที่สร้างรายได้ภาษีให้กับภาครัฐไปพร้อม ๆ กันด้วย หรือเป็นการยิงปืนนักเดียวได้นกสองตัว
ใน พ.ศ. 2565 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจก 385.9 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า (CO2e) โดยส่วนใหญ่เป็นการปล่อยจากภาคพลังงาน ประกอบด้วยก๊าซธรรมชาติ ร้อยละ 33.6 น้ำมัน ร้อยละ 23.7 และถ่านหิน/ลิกไนต์ ร้อยละ 7.9 ภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกคือภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมตามแสดงในตารางที่ 1 จากข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่าการเก็บภาษีคาร์บอนของประเทศไทยเป็นการกำหนดภาษีคาร์บอนเฉพาะน้ำมันเท่านั้น และไม่ได้เก็บภาษีคาร์บอนกิจกรรมอื่น ๆ อีกร้อยละ 76.3 ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเลย จึงนำไปสู่ข้อสังเกตสำคัญ 4 ประการ ดังต่อไปนี้

ประการที่หนึ่ง การที่ประเทศไทยเก็บภาษีคาร์บอนเพียงผลิตภัณฑ์น้ำมันอย่างเดียว โดยละเลยการเก็บภาษีคาร์บอนจากแหล่งปล่อยคาร์บอนที่สำคัญอื่น ๆ เช่น ไม่เก็บภาษีคาร์บอนก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหิน/ลิกไนต์ได้ ทำให้ฐานภาษีคาร์บอนของไทยไม่ครอบคลุม ยิ่งไปกว่านั้น ในภาคเกษตรกรรม เช่น การปลูกข้าวหรือเลี้ยงสัตว์ ก็สามารถนำเข้ามาคำนวณได้ โดยกำหนดให้เป็น Negative Carbon Tax หรือการให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรหากสามารถเป็นวิธีการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ

ประการที่สอง ประเทศไทยกำหนดอัตราภาษีคาร์บอน 200 บาทต่อตันคาร์บอน ในขณะที่ต้นทุนทางสังคมของคาร์บอนในปี 2563 มีค่าสูงถึง 190 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอน หรือประมาณ 6,200 บาท ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าการที่อัตราภาษีคาร์บอนของไทยต่ำกว่าต้นทุนทางสังคมของคาร์บอนเป็นอย่างมากยังจะจัดว่าภาษีที่ประเทศไทยกำหนดสามารถจัดเป็นภาษีคาร์บอนได้หรือไม่

ประการที่สาม ตามหลักการภาษีคาร์บอนที่กล่าวข้างต้น การเก็บภาษีคาร์บอนให้เกิดประสิทธิภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกภาษีคาร์บอนต้องทำให้ราคาสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีราคาสูงขึ้น แต่การเก็บภาษีคาร์บอนของไทยกลับไม่ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมัน ณ หัวจ่ายเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลใช้วิธีปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงในอัตราที่เท่ากับภาษีคาร์บอนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันได้รับผลกระทบ และช่วยลดภาระภาษีของประชาชน ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลดลงพร้อม ๆ กับการเก็บภาษีคาร์บอน โดยราคาน้ำมัน ณ หัวจ่ายไม่เปลี่ยนแปลงจัดได้ว่าประเทศไทยมีการเก็บภาษีคาร์บอนแล้วหรือยัง

ประการที่สี่ การกำหนดราคาน้ำมันของประเทศไทยนั้นมิได้ขึ้นอยู่กับภาษีคาร์บอนเพียงอย่างเดียวเพราะผลิตภัณฑ์น้ำมันต่าง ๆ มีการเก็บภาษีรวมทั้งหมด 6 รายการ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีคาร์บอน ภาษีบำรุงท้องถิ่น เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเงินส่งเข้ากองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยแต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบภาษีแต่ละรายการจะเน้นการจัดเก็บภาษีเฉพาะในส่วนของตนเท่านั้นและมีการส่งเงินรายได้ภาษีเข้าหน่วยงานของตนให้ครบถ้วน ดังนั้นจึงทำให้การกำหนดอัตราภาษีรายการใดรายการหนึ่งไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มหรือลดภาษีอาจไม่สามารถส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ณ หัวจ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น อาจมีการเพิ่มอัตราภาษีคาร์บอนเพื่อหวังผลในการลดการใช้น้ำมันดีเซล

แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลอาจลดเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซลเพื่อลดภาระทางการเงินให้กับประชาชนใช้น้ำมันดีเซลในภาคการเกษตร
โดยสรุป การเก็บภาษีคาร์บอนทำให้ประเทศไทยได้ชื่อว่าได้นำกลไกทางภาษีมาใช้เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกและปรับการผลิตของไทยให้ก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำแล้ว แต่ลักษณะการเก็บภาษีคาร์บอนตามที่กล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่าภาษีคาร์บอนของไทยส่งผลด้านการลดก๊าซเรือนกระจกได้น้อยจนไม่สามารถเรียกว่าเป็นภาษีคาร์บอนที่แท้จริง สิ่งสำคัญคือภาษีคาร์บอนของไทยจะทำให้ประเทศไทยจะรอดพ้นจากการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นจากสินค้าที่ส่งไปสหภาพยุโรปหรือไม่ (CBAM) หากภาษีคาร์บอนของไทยไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ผลิตและผู้บริโภคได้ก็อาจเหลือเพียงชื่อของมาตรการโดยไม่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างแท้จริง ซึ่งทำให้ภาษีคาร์บอนของไทยก็ไม่ต่างอะไรกับการเขียนเสือให้วัวกลัว ข้อเสนอแนะคือภาษีคาร์บอนของไทยควรย้ายไปอยู่ภายใต้การดำเนินการของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมแทนกรมสรรพสามิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

📌กลุ่มนโยบาย: นโยบายด้านการเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติ และ สิ่งแวดล้อม (Agricultural, Natural Resources,
and Environmental Policy)

🎯SDGs เป้าหมายที่ 13: ปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น

#60ปี60ทัศนะเศรษฐศาสตร์พัฒนา ี

📸 ภาพบรรยากาศพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง สมาคมนักวางแผนการเงินไทย และ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยค...
06/08/2026

📸 ภาพบรรยากาศพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ
ระหว่าง สมาคมนักวางแผนการเงินไทย และ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา การวิจัย และการพัฒนาศักยภาพด้านการวางแผนการเงิน

📅 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569
📍 ณ ห้องประชุม 1 อาคารนวมินทราธิราช ชั้น 14 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

#ความร่วมมือทางวิชาการ #สมาคมนักวางแผนการเงินไทย

ติดตามบทสัมภาษณ์ รองศาสตราจารย์ ดร.ศรัณย์ ศานติศาสน์ อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เกี่ยว...
05/08/2026

ติดตามบทสัมภาษณ์ รองศาสตราจารย์ ดร.ศรัณย์ ศานติศาสน์ อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เกี่ยวกับผลงานวิจัยเรื่อง "การสร้างดัชนีความสุขมุสลิมไทย : เครื่องมือสะท้อนสุขภาวะ และความเหลื่อมล้ำทางสังคม" และแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตและความสุขของพี่น้องมุสลิมในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

ดัชนีความสุขของพี่น้องมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สูงถึง 91% สูงกว่ากรุงเทพฯ​ และทุกๆ ภูมิภาคในประเทศไทย

ความสุขค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศอยู่ที่ 88.5% และพื้นที่ที่มีความสุขต่ำสุดคือภาคกลาง 86%

และมุสลิมทั่วประเทศก็มีความสุขมากกว่าคนที่ไม่ใช่มุสลิม ในสัดส่วนเปอร์เซ็นต์อยู่ที่ 90.6 และ 88.43 ตามลำดับ

คำถามคือ พื้นที่ที่เผชิญทั้งความยากจน ความไม่สงบ และความรุนแรงมายาวนามอย่างสามจังหวัดชายแดนใต้ กลับมีคนมีความสุขมากกว่าที่อื่นได้อย่างไร และอะไรอยู่เบื้องหลังตัวเลขนี้

นี่คือโจทย์ตั้งต้นของงานวิจัยการสร้างดัชนีความสุขมุสลิมไทย : เครื่องมือสะท้อนสุขภาวะ และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ของ รศ.ดร.ศรัณย์ ศานติศาสน์ และ Asst.Prof. Md. Nasir Uddin, Ph.D. จากสถาบันวิจัยและพัฒนาศักยภาพสังคม มูลนิธิสร้างสุขมุสลิมไทย (สสม.) สนับสนุนโดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก9) สสส.

แต่ในความสุข 91% นั้น อ.ศรัณย์กลับพบ “ปัจจัยที่ส่งผลต่อการไม่มีความสุข” เป็นภูเขาน้ำแข็งซ่อนอยู่

“ถึงแม้มุสลิมในสามจังหวัดระดับความสุขจะสูงกว่าคนอื่น แต่ปัจจัยที่ส่งผลต่อการไม่มีความสุข ตรงนี้น่าเป็นห่วงเพราะสุขภาพจิตส่งผลต่อการไม่มีความสุขของเขาค่อนข้างสูง นั่นหมายความว่า ท่ามกลางความสุขที่สูงกว่าพื้นที่อื่น สุขภาพจิตก็อาจมีความเข้มข้นของปัญหามากกว่าพื้นที่อื่นด้วย”

ปัจจัยที่ทำให้คนกลุ่มนี้ไม่มีความสุขค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่นอาจไม่ใช่ความไม่สงบโดยตรง แต่คือ ‘สุขภาพจิต’ ซึ่งส่งผลกระทบให้พี่น้องมุสลิมในสามจังหวัดไม่มีความสุขมากกว่าพื้นที่อื่นในภาคใต้เกือบ 6 เท่า

ทำไมความสุขที่สูงกว่าใคร ถึงซ่อนความเปราะบางทางจิตใจที่มากกว่าใครไว้ด้วย

อ่าน ความรุนแรงของการไม่มีความสุข : ถอดรหัสดัชนีความสุขมุสลิมไทย กับ รศ.ดร.ศรัณย์ ศานติศาสน์ https://section09.thaihealth.or.th/content-detail/5893823b-1fe6-405b-8b6b-adfe2e963057

เรื่อง : ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ
ภาพ : นนท์ มีนวัฒนานนท์
ภาพประกอบ : ภัทราภรณ์ สงสาร

#มุสลิม #สามจังหวัด #ประชากรกลุ่มเฉพาะ #สำนัก9 #สสส #นับเราด้วยคน #เสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน #สานพลัง #สร้างนวัตกรรม #สื่อสารสุข ับเราด้วยคน

🤖 AI จะสร้าง “ความมั่งคั่ง” ให้เศรษฐกิจและสังคมได้อย่างไร?ขอเชิญร่วมค้นหาคำตอบในห้องย่อย Prosperity ภายใต้การประชุมวิชาก...
05/08/2026

🤖 AI จะสร้าง “ความมั่งคั่ง” ให้เศรษฐกิจและสังคมได้อย่างไร?

ขอเชิญร่วมค้นหาคำตอบในห้องย่อย Prosperity ภายใต้การประชุมวิชาการระดับชาติและระดับนานาชาติ ประจำปี 2569

🌟 Session 3: Interdisciplinary Symposium – Prosperity

พบกับการบรรยายพิเศษและการเสวนาจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์ นวัตกรรม และการกำกับดูแลเทคโนโลยี ภายใต้หัวข้อ

💡 “Prosperity in the Age of AI: Governing Innovation for Sustainable Economic Transformation”

🎤 Highlight Speaker
ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ
บรรยายในหัวข้อ
“ความมั่งคั่งในยุคปัญญาประดิษฐ์”

ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ
🔹 AI กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต
🔹 การกำกับดูแลนวัตกรรมเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
🔹 โอกาสและความท้าทายขององค์กร ภาคธุรกิจ และภาครัฐในยุค AI Transformation

📅 วันที่ 29 สิงหาคม 2569
🕘 เวลา 09.30 – 12.00 น.
📍 ห้อง 3002 ชั้น 3 อาคารนวมินทราธิราช
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)

🎉 กิจกรรมภายใต้โครงการ The 5th NIC-NIDA Conference 2026
งานประชุมวิชาการระดับชาติและระดับนานาชาติที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 พร้อมเครือข่ายความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรวิชาการทั้งในและต่างประเทศ

💡 Theme:
Governance in the Age of AI: Transformation for Human & Global Impact
(พลิกโฉมการกำกับดูแลในยุค AI เพื่อพัฒนามนุษย์และสังคมโลก)

✅ เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
📌 ลงทะเบียนภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2569
🔗 ลงทะเบียนได้ที่
https://nic.nida.ac.th/event/25/the-5th-nic-nida-conference-in-2026
(เลือก Session 3: Interdisciplinary Symposium – Prosperity)

🔗 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
https://conference.nida.ac.th

📞 สอบถามข้อมูล
02 727 3300, 082 790 1954

ที่อยู่

148 Seri-Thai Road, Klong-Chan, Bangkapi
Bangkok
10240

เบอร์โทรศัพท์

+6627273178

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ECON NIDA Fanpageผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ECON NIDA Fanpage:

ทางลัด

แชร์