โรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษตร

โรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษตร โรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษตร

1) เพื่อเป็นสถานศึกษาที่ให้บริการด้านการศึกษาเด็กปฐมวัยที่มีอายุระหว่าง 2 ½ – 5 ½ ปี สำหรับบุตรอาจารย์ ข้าราชการ พนักงานของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบุคคลทั่วไปเมื่อมีที่ว่าง

2) เพื่อเป็นสถานที่สำหรับนิสิตระดับปริญญาตรี และปริญญาโทของภาควิชาคหกรรมศาสตร์และหน่วยงานอื่นทั้งในและนอก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใช้ในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก รวมทั้งฝึกงานทางด้านการเรียนการ สอนเด็กปฐ

มวัย

3) เพื่อเป็นโรงเรียนต้นแบบสำหรับหน่วยงานต่างๆ ในการศึกษาดูงาน และเป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติการและศึกษาวิจัยด้าน การจัดการเรียนการสอนและพัฒนาการเด็กปฐมวัย

โรงเรียนอนุบาลขอประกาศรายชื่อประจำชั้นนักเรียน อนุบาล 1-3 ประจำปีการศึกษา 2569
28/04/2026

โรงเรียนอนุบาลขอประกาศรายชื่อประจำชั้นนักเรียน อนุบาล 1-3 ประจำปีการศึกษา 2569

🌈☀️ กิจกรรม Summer Camp อนุบาล 1 ปีการศึกษา 2569บรรยากาศ ในสัปดาห์แรก เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น 💛 โดยมี วันแรกของกิ...
24/04/2026

🌈☀️ กิจกรรม Summer Camp อนุบาล 1 ปีการศึกษา 2569

บรรยากาศ ในสัปดาห์แรก เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น 💛 โดยมี วันแรกของกิจกรรมคุณพ่อคุณแม่เข้าร่วมทำกิจกรรมกับเด็ก ๆ เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจ และเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ของการเรียนรู้ 🤝👨‍👩‍👧‍👦
เด็ก ๆ ได้เริ่มทำความรู้จักกับ ห้องเรียน คุณครู และเพื่อน ๆ พร้อมทั้งเรียนรู้การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ 🌱✨ มีกิจกรรมหลากหลายทั้ง 🎨 ศิลปะ และ 🎵 ดนตรี ที่ช่วยเสริมสร้างจินตนาการ ความกล้าแสดงออก และพัฒนาการในทุกด้านของเด็ก ๆ ซึ่งน้อง ๆ สามารถปรับตัวกันได้ดีมาก น่าชื่นชมสุด ๆ เลยค่ะ 👏💖

ช่วงเวลาแห่งความอร่อย 🍱
เด็ก ๆ ทานอาหารของโรงเรียนกันเก่งมาก ๆ 😊

ทางโรงเรียนขอขอบพระคุณ ผู้ปกครองทุกท่าน ที่ให้ความไว้วางใจ ฝากดวงใจน้อย ๆ ไว้กับโรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษตร 💞 เราจะดูแลและส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก ๆ อย่างเต็มที่ในทุก ๆ วันค่ะ

#โรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษตร

#เรียนรู้ผ่านการเล่น
#โรงเรียนบูรณาการ
💛🎒

21/04/2026

"เด็กที่ปรับตัวช้า (Slow to warm up child)"
🛝
ในขณะที่เด็กทุกคนวิ่งตรงรี่
ไปที่สนามเด็กเล่นอย่างเบิกบานใจ
เด็กน้อยคนหนึ่งเกาะขาแม่ของเขาไว้แน่น
แม้ใจจริงจะอยากเข้าไปเล่นเหมือนคนอื่นๆ
แต่อีกใจกลับลังเลและบอกให้เขาอย่าเพิ่งไป
เพราะทุกอย่างแปลกใหม่ คาดเดาไม่ได้
และไม่รู้ว่าตัวเองจะรับมือได้ไหม
เด็กคนอื่นที่เขาไม่รู้จัก
เครื่องเล่นที่ดูหวาดเสียว
ตัวเขาที่ตัวเล็กนิดเดียวในสนามที่แสนใหญ่
ทุกๆ อย่างทำให้เขากังวลไปหมด
แม่เข้าใจเด็กน้อย และไม่รีบผลักเขาออกไป
แต่สิ่งที่แม่ทำคือจูงมือเขาไว้
แล้วพาไปนั่งลงที่ม้านั่งใกล้ๆ
ขณะที่นั่งสังเกตคนอื่นเล่น
เด็กน้อยค่อยๆ ผ่อนคลายลง
เมื่อนั้นแม่แค่พูดกับเขาว่า "ถ้าอยากไปเล่น ไปได้นะ แม่จะรอตรงนี้"
เด็กน้อยส่ายหน้า
แม่จึงพูดเสริมไปว่า "อยากให้แม่ไปด้วยไหม"
เด็กน้อยพยักหน้า
แม่จูงมือพาเด็กน้อยเข้าไป
แต่เครื่องเล่นที่เขาอยากเล่นไม่อนุญาตให้ผู้ใหญ่ขึ้น
แม่จึงย้ำกับเขาว่า "ถ้าอยากเล่น ต้องขึ้นไปเองนะ แม่จะรอตรงนี้"
เด็กน้อยมองแม่ด้วยความลังเล
แม่ยิ้มและย้ำให้เขามั่นใจ "แม่จะรอโบกมือให้เราข้างล่างนะ"
ไม่นานเด็กน้อยปล่อยมือ และขึ้นไปเล่นอย่างที่ใจอยาก
แม้จะใช้เวลาสักหน่อย
แต่สุดท้ายเด็กน้อยก็ได้เล่นเหมือนคนอื่นๆ
🌻
**********
🤔💬
หลายคนอาจจะส่งสัยว่า
เด็กเติบโตมาพร้อมกับการปกป้องที่เกินพอดีหรือไม่
จึงทำให้เขามีความวิตกกังวลแบบนี้
คุณแม่คุณพ่อของเด็กน้อยเป็นนักผจญภัยชั้นเยี่ยม
และมักจะพาเขาไปเที่ยวและทำสิ่งแปลกใหม่บ่อยๆ
แต่เพราะสาเหตุอะไรที่ทำให้เด็กน้อยมีความกังวลสูง
ถ้าไม่ใช่เพราะการเลี้ยงดูที่ปกป้องจนเกินพอดี (Over protect parenting) หรือ การตามใจและทำทุกอย่างให้เด็กจนทำให้เด็กขาดประสบการณ์ และไม่ใช่บ้านที่ทำร้าย กดดัน คาดหวัง จนทำให้เขาต้องกังวลตลอดเวลา
คำตอบคือ "ตัวตนของเด็กๆ ที่มีมาตั้งแต่ต้น"
บางสิ่งบางอย่างก็ติดตัวเด็กๆ มาตั้งแต่ในวันที่เขาเกิด
ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเขาจะเป็นอย่างไร
พ่อแม่จะมีวิธีการเลี้ยงดูเขาแบบไหน
บางครั้งเด็กก็เกิดมาเป็นตัวเขาเองเช่นนั้น
"พื้นฐานอารมณ์" คือวิธีที่เด็กตอบสนองต่อโลก
ลักษณะพฤติกรรมที่เด็กจะตอบสนองต่อสถานการณ์นั้นๆ ในสถานการณ์เดียวกัน เด็กที่พื้นฐานอารมณ์ต่างกัน อาจจะตอบสนองต่างกัน
เช่น
เด็กเพิ่งดูดอกไม้ไฟครั้งแรก
เด็กคนหนึ่งร้องกรี๊ดกร๊าดอย่างสนุกสนาน
ในขณะที่เด็กอีกคนกลัวร้องไห้ไปหลบหลังพ่อแม่ เป็นต้น
👶🏻
พื้นฐานอารมณ์ของเด็กมี 3 แบบ
(Thomas & Chess, 1987)
ได้แก่
(1) เด็กเลี้ยงง่าย (The easy child)
อารมณ์ดี ยิ้มง่าย ปรับตัวง่าย
กินง่าย นอนง่าย เข้ากับผู้อื่นง่าย
ชอบประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ท้าทาย
(2) เด็กเลี้ยงยาก (The difficult child)
ร้องไห้บ่อย หงุดหงิดง่าย เเปรปรวนเร็ว
ปรับตัวยาก กินยาก นอนยาก
ปฏิเสธหรือต่อต้านสิ่งใหม่ๆ
(3) เด็กปรับตัวช้า (The slow to warm up child)
มักตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ช้า
ปรับตัวช้า แต่ปรับตัวได้ถ้าให้เวลาเขาเพียงพอ
และช่วยกระตุ้นเขาผ่านการฝึกฝนที่มากกว่าปกติ
สำหรับเด็กๆ ที่ไม่สามารถจัดอยู่ในทั้ง 3 แบบนี้ได้
จะเป็นเด็กที่มีลักษณะพื้นฐานอารมณ์ที่เป็นแบบผสม (The mixed child) ซึ่งจะมีส่วนไหนมากน้อยก็ขึ้นกับเด็กแต่ละคน
ซึ่งในเด็กที่มีความกังวลและใช้เวลาปรับตัว
มักจะอยู่ในกลุ่มเด็กเด็กปรับตัวช้า (Slow to warm up child)
***
"แนวทางในการรับมือกับเด็กปรับตัวช้า"
❤️ (1) "พ่อแม่คือบ้านหลังแรกที่ปลอดภัยและอบอุ่น"
พ่อแม่ควรเป็นบ้านที่ปลอดภัยและอบอุ่นใจสำหรับลูก
เพราะไม่ใช่แค่เพียงเด็กที่ปรับตัวช้า
ที่ต้องการพ่อแม่ที่รักและยอมรับในตัวเขา
แต่คือเด็กทุกคนที่ต้องการเช่นเดียวกัน
บ้านที่ปลอดภัยทางกายใจ
ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่และปัจจัยสี่
แต่คือ "ให้การยอมรับและรักในแบบที่ลูกเป็น"
บอกรักตรงไปตรงมา
สัมผัสด้วยรักที่อ่อนโยนและกอดอบอุ่น
การรับฟังในทุกๆ เรื่องราว
และการมีเวลาคุณภาพกับเด็กๆ
เช่น
อ่านหนังสือ
เล่นด้วยกัน
ทำงานบ้าน
และทำสิ่งต่างๆ ด้วยกัน
ที่สำคัญร่วมสุขร่วมทุกข์
ในวันที่ลูกดื้อ พ่อแม่เคียงข้าง
และสอนเขาในสิ่งที่ถูกต้อง
ความสัมพันธ์ที่ดีสร้างบ้านที่อบอุ่นและพ่อแม่ที่มีอยู่จริง
ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญทางใจของเด็กๆ ทุกคน
***
❤️ (2) "ให้โอกาสและเวลาในการเรียนรู้และปรับตัว"
เด็กบางคนเรียนรู้ได้ตั้งแต่ครั้งแรก
แต่เด็กบางคนเรียนรู้ได้ในครั้งที่ร้อย
เรียนรู้เร็วหรือช้า
มากหรือน้อย
ขอให้พ่อแม่เชื่อเสมอว่า "เด็กทุกคนเรียนรู้และเติบโตได้"
เมื่อเราเชื่อเช่นนั้นเราจะอดทนและรอคอยเด็กๆ ได้

การปรับตัวของเด็กๆ ที่มีความกังวล
อาจจะเกิดขึ้นได้ช้ากว่าเด็กทั่วไป
แต่ทุกครั้งที่เผชิญสิ่งนั้น
จากสิ่งใหม่ จะค่อยๆ กลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคย
จากสิ่งที่ทำไม่ได้ ค่อยๆ กลายเป็นสิ่งที่ทำได้
เมื่อนั้นเด็กๆ จะสามารถปรับตัวและเรียนรู้ต่อไปได้
หัวใจสำคัญของการเรียนรู้ = "ความสม่ำเสมอ"
***
❤️ (3) "ให้ลูกได้ช่วยเหลือตัวเองและเป็นเด็กตามวัย"
เด็กทุกคนเมื่อช่วยเหลือตัวเองและทำสิ่งต่างๆ ได้ตามวัย
เด็กจะรับรู้ความสามารถและประเมินตัวเอง
ได้ตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น
นำไปสู่ความมั่นใจและความกังวลที่ลดลง
เมื่อไปในที่ใหม่ๆ เขาสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้เอง
แม้จะไม่มีเราอยู่ตรงนั้น
ดังนั้น เด็กๆ ควรช่วยเหลือตัวในสิ่งที่ทำได้ให้มากที่สุด
พ่อแม่และผู้ใหญ่คอยสอนและแนะนำ
อย่าทำให้ในสิ่งที่เด็กๆ ทำได้
เพราะเราจะพรากโอกาสในการรับรู้ความสามารถของเด็กๆ ลง
และความกังวลจะมากขึ้นเมื่อเด็กๆ ไม่มีเราเคียงข้างคอยทำสิ่งต่างๆ ให้เหมือนทุกที
นอกจากนี้การให้ลูกได้เป็นเด็กตามวัย...
ได้วิ่งเล่น
ได้หัวเราะ
ได้เรียนรู้ตามวัย
เด็กจะมีวัยเด็กที่เต็มอิ่ม
เขาจะไม่กดดันหรือกังวลเมื่อต้องเติบโตไปสู่วัยต่อไป
***
❤️ (4) "สอนการสื่อสารและการแก้ปัญหา"
เด็กที่สื่อสารบอกความต้องการและปฏิเสธได้
จะสามารถปกป้องตัวเองได้ดีกว่าเด็กที่ไม่สามารถสื่อสารได้
ซึ่งการสื่อสารเริ่มต้นจากที่บ้าน
พ่อแม่และผู้ใหญ่ในบ้านต้องไม่รู้ใจเด็กๆ
ทำทุกอย่างให้เด็กๆ
โดยที่เขายังไม่พูดบอกออกมา
เพราะเมื่อเขาก้าวไปสู่รั้วโรงเรียนและสังคม
เด็กๆ จะเคยชินกับการไม่สื่อสาร
เมื่อคนอื่นไม่รู้ใจเขา เด็กๆ จะพลาดโอกาสในการเรียนรู้
และไม่สามารถปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง
ดังนั้นสอนและรอให้เด็กๆ พูดบอก
และอธิบายสิ่งที่ต้องการด้วยตัวเขา
เพื่อฝึกฝนและนำไปใช้ต่อไป
นอกจากนี้การสื่อสารนำไปสู่การแก้ปัญหา
เด็กทุกคนที่สื่อสารได้ดี จะสามารถขอความช่วยเหลือ
หรือ ถามคนอื่นเมื่อต้องการรู้คำตอบ
เมื่อเด็กสื่อสารได้ดี ความวิตกกังวลจะลดลง
• "ชวนคิดอย่างเป็นเหตุ-ผล"
เมื่อเด็กกลังหรือกังวลมากเกินจริง
ชวนเขาคิดและตั้งคำถามกับสิ่งนั้น
"กลัวอะไร"
"เพราะอะไร"
"พ่อแม่ช่วยอะไรได้บ้าง"
"ข้อดี-ข้อเสียของการเลือก"
"สิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นคืออะไร"
"ถ้าไม่อยากทำสิ่งนี้ แล้วทำสิ่งไหนก่อนได้บ้าง"
คำถามจะนำไปสู่การคิดที่อยู่บนความเป็นจริงมากขึ้น
และเมื่อมีทางออกให้กับสิ่งที่กังวล ความกังวลจะลดลง
***
❤️ (5) "พ่อแม่ไม่วิตกกังวลจนเกินพอดี"
พ่อแม่ที่มักจะวิตกกังวลมากเกินไป
มักส่งผลต่อลูกโดยที่ไม่รู้ตัว
ทางสายกลางที่สามารถยึดเป็นหลักได้ดีเสมอ
คือการยึด "กฎ 3 ข้อ" ได้แก่
1. ไม่ทำร้ายตัวเอง
2. ไม่ทำร้ายผู้อื่น
3. ไม่ทำลายข้าวของ
หากสิ่งที่ลูกทำไม่ได้ทำให้ผิดกฎ
เพียงแค่อาจจะไม่ถูกใจหรือไม่ทันใจ
ขอให้พ่อแม่ปล่อยวาง และเฝ้าดู
ให้ลูกได้เรียนรู้ และฝึกฝนทักษะนั้นๆ ด้วยตัวเอง
โดยมีเราคอยแนะนำและสอนเขาให้ทำได้ในที่สุด
ที่สำคัญอย่าช่วยเพียงเพราะเรากลัวว่าเขาจะทำไม่ได้
ให้การเคียงข้าง และสอนในสิ่งที่เขาควรทำได้
จากนั้นให้เขาลงมือทำด้วยตัวเอง
ทำซ้ำๆ
ทำบ่อยๆ
ทำทุกครั้งที่มีโอกาส
แล้วไม่นานเขาจะทำได้
แม้ไม่มีเราอยู่ตรงนั้น
***
❤️ (6) "เล่นและออกกำลังกาย"
เด็กที่ปรับตัวช้ามักมีความวิตกกังวลสูง
เขาเก็บความรู้สึกที่ท่วมท้นเอาไว้กับตัวเสมอ
ดังนั้นการเล่นที่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย
ได้วิ่ง
ได้กระโดด
ได้ปีนป่าย
ได้เล่นกีฬา-ออกกำลังกาย
ช่วยลดความกังวลได้อย่างดี
เด็กจะผ่อนคลายหลังจากที่ร่างกายได้ขยับ
และความเครียดต่อสิ่งต่างๆ จะลดลง
***
❤️ (7) "ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ"
ในเด็กบางคนที่ปรับตัวไม่ได้และมีความวิตกกังวลที่สูงมาก
จนรบกวนชีวิตประจำวันหรือการเรียนรู้ในโรงเรียน
ยกตัวอย่างเช่น
Selective mutism (SM)
ภาวะที่เด็กไม่พูดในบางสถานการณ์/สถานที่ที่จำเพาะ
เช่น ห้องเรียน สถานที่สาธารณะต่างๆ
แต่สามารถพูดเป็นปกติได้ในสถานการณ์ อื่นๆ
เช่น ที่บ้าน เด็กจะมีอาการกลัวทางสังคม (social phobia)
(American Psychiatric Association, 2013)
ซึ่งอาการจะเริ่มต้นตอนอายุประมาณ 3-6 ปี
(แต่ได้รับคำวินิจฉัยช่วง 5-8 ปี) (Wong, 2010)
เด็กไม่ใช่แค่เพียงเขินอาย
แต่พวกเขากลัวมากๆ ที่จะพูดในสังคม
Generalized Anxiety Disorder (GAD)
ภาวะวิตกกังวลทั่วไป
เป็นภาวะทางจิตใจที่ส่งผลกระทบเป็นเวลานาน
เด็กจะมีความเครียดหรือกังวลมากไปในหลายเรื่อง
บางครั้งอาจไม่บอกสาเหตุของความกังวลได้
ทำให้ไม่มีสมาธิ
นอนไม่หลับ
มีอาการทางกายโดยไม่ทราบสาเหตุ
เช่น
ปวดท้อง
ปวดหัว
ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้
***
🌱
สุดท้ายเด็กทุกคนต้องการพ่อแม่ที่ยอมรับและเชื่อมั่นในตัวเขา
ดังนั้นขอให้เราเชื่อมั่นและอดทนรอคอยอย่างมั่นคง
แม้จะช้าไปบ้าง แต่เด็กทุกคนเบ่งบานได้เมื่อเวลาของเขามาถึง
🌸
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
อ้างอิง
Chess, S. & Thomas A. (1987). Temperamental individuality from childhood to adolescence. Journal of Child Psychiatry, 16, 218-26

21/04/2026

#ปลูกฝังการอ่านในเด็กด้วยการไม่เร่งให้เด็กอ่านก่อนวัย 6 แนวทางที่จะพัฒนาศักยภาพความอยากอ่านจากภายใน สร้างแรงจูงใจให้เด็กอยากจะอ่าน ไปสู่การลงมือทำจนสามารถอ่านแบบวิเคราะห์ได้ด้วยตัวเอง

การศึกษาแนววอลดอร์ฟ - Waldorf Education ให้ความสำคัญกับการวางรากฐานสำหรับการอ่านในชั้นอนุบาล โดยใช้วิธีที่สอดคล้องกับวิวัฒนาการภาษาและการอ่านของมนุษยชาติตั้งแต่เริ่มแรก มนุษย์เราเริ่มจากพัฒนาภาษา ‘พูด’ ขึ้นก่อน จากนั้นผู้คนจะวาดภาพเพื่อสื่อสารความคิดของพวกเขา ตามด้วยสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น อักษรอียิปต์โบราณ ตัวอักษรนามธรรม จนมาถึงตัวอักษรสมัยใหม่ เมื่อมีภาษา ‘เขียน’ ผู้คนจึงเรียนรู้ที่จะ ‘อ่าน’ ดังนั้นการเรียนรู้ไปตามลำดับขั้นที่เหมาะสมกับพัฒนาการของมนุษย์ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ

🗣️ 1. ความสำคัญของคำพูด
ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 7 ขวบ จุดเน้นอยู่ที่ ‘คำพูด’ ในช่วงชั้นอนุบาล หลักสูตรจะเน้นที่บทกวีและนิทาน เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติ นิทานพื้นบ้าน และเทพนิยาย ครูเป็น 'นักเล่าเรื่อง' และระวังอย่า 'ลดความสละสลวย' หรือทำให้ภาษาในนิทานเรียบง่ายลง ครูควรใช้คำพูดที่ชัดเจนและออกเสียงอย่างถูกต้องเนื่องจากการดื่มด่ำกับวรรณกรรมนี้ เป็นพื้นฐานของการอ่านออกเขียนได้ อรรถรสของภาษาจะเอื้อให้เด็กมีความรุ่มรวยในถ้อยคำเมื่อถึงเวลาที่เขาเรียนรู้การเขียนและสะกดคำ

🔂 2. การทำซ้ำ ช่วยให้คงอยู่
การทำซ้ำลำดับกิจกรรมและเรื่องราวเดียวกันในกิจกรรมล้อมวงประจำวัน เป็นเวลาหลายสัปดาห์ต่อครั้ง เด็ก ๆ เรียนรู้เรื่องราว เพลง และบทกลอนเหล่านี้ 'ด้วยใจ' ดร.รูดอล์ฟ สไตเนอร์ ผู้ก่อตั้งการศึกษาวอลดอร์ฟ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำซ้ำ เมื่อเขาพัฒนาโรงเรียนวอลดอร์ฟแห่งแรกในเยอรมนีในช่วงทศวรรษ 1920 การวิจัยสมองในปัจจุบันยืนยันว่าการทำซ้ำช่วยพัฒนาสมองของเด็ก การเชื่อมต่อของทางเดินประสาทหลายพันล้านเส้นในสมองมีความเข้มแข็งขึ้นผ่านประสบการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

⛰️ 3. การเขียนเริ่มต้นแบบองค์รวม
ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนวอลดอร์ฟ เน้นให้เด็กเข้าใจตัวอักษรผ่านรูปแบบจินตนาการและเป็นภาพ โดยที่ 'ไม่ต้อง' ใช้การเรียนรู้ผ่านแผ่นงานที่สำเร็จรูปที่พิมพ์ขึ้นมา ตัวอักษรแต่ละตัวจะถูกนำเสนอเป็นภาพที่แสดงถึงองค์ประกอบจากเรื่องราวที่เด็ก ๆ เล่า ตัวอย่างเช่น พวกเขาอาจได้ยินเรื่องราวของอัศวินในภารกิจที่ต้องข้ามภูเขาและหุบเขา และจากนั้นเข้าใจการวาดภาพที่แสดงถึงตัวอักษรในเรื่องราวนั้น เช่น การวาด 'M' เพื่อแสดงภูเขา - Mountain ที่อยู่สองข้างของ 'V' ที่แทนหุบเขา - Valley

วิธีการนี้ช่วยให้เด็กสร้างความสัมพันธ์ที่มีชีวิตกับแต่ละตัวอักษร แทนที่จะมุ่งตรงไปที่ตัวอักษรที่เป็นนามธรรมโดยตรง 'รูปภาพ' ที่สร้างขึ้นเหล่านี้เป็นเสมือนสะพานสายรุ้งที่เชื่อมระหว่างความคิดเชิงภาพของเด็กกับการคิดเชิงนามธรรมของผู้ใหญ่

หลังจากเรียนรู้ตัวอักษรทั้งหมดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการคัดลอกงานเขียนของครูลงใน 'หนังสือบทเรียนหลัก' อันสวยงามที่เด็ก ๆ ทำขึ้นเอง ประโยคและเรื่องราวที่เขียนขึ้นในช่วงแรกเหล่านี้มาจากประสบการณ์ของเด็กเอง และเริ่มต้นการ 'อ่าน' โดยการ 'อ่านข้อความของตัวเอง'
ซึ่งจะเห็นความก้าวหน้าของเด็กได้เมื่อครูเขียนบทกวีที่เด็ก ๆ รู้จักขึ้นใจกันดีอยู่แล้วบนกระดาน จากการจดจำเสียงและคำศัพท์ที่คุ้นเคยอย่างสนุกสนาน พวกเขาจะเริ่ม 'อ่าน' และเขียนลงในหนังสือของพวกเขาเอง

🍃 4. การอ่านเริ่มต้นอย่างเป็นธรรมชาติ
การเรียนรู้การอ่านเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งมักเริ่มต้นในชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และดำเนินไปจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าใจว่า ‘การอ่าน’ ต้องการทักษะในการถอดรหัสที่พัฒนาขึ้นในช่วงอายุที่แตกต่างกัน ในการศึกษาวอลดอร์ฟ เรารับรู้ว่า 'การเรียนรู้การอ่านจะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติตามเวลาของมันเอง' สำหรับส่วนใหญ่ของเด็กเมื่อได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม

เหมือนกับที่เด็กปกติและมีสุขภาพแข็งแรง เขาเรียนรู้ที่จะเดินโดยไม่ต้องสอน และเหมือนกับการที่เด็กสามารถเรียนรู้ที่จะพูดภาษาได้เองภายในวัยสามขวบโดยไม่ต้องมีบทเรียนการทำแบบฝึกหัดหรือพจนานุกรม ดังนั้นเด็กจะเรียนรู้การอ่านเป็นไปตามธรรมชาติเมื่อพวกเขามี 'ความสัมพันธ์ที่ดี' กับภาษาพูดและเขียน ผ่านรูปภาพ ได้รับเครื่องมือและทักษะที่จำเป็น

📚 5. หนังสือคลาสสิกเพิ่มคำศัพท์
เมื่อนักเรียนอ่านได้เป็นอย่างดีแล้ว วรรณกรรมที่เขียนได้ดีและเหมาะสมกับช่วงวัยจะช่วยเพิ่มความหลงใหลในการอ่านอยู่เสมอ

🖍️ 6. หลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการผลักดันการอ่านเร็วกว่าวัย
มีการวิจัยมากมายได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบด้านลบของการผลักดัน 'วิชาการ' เช่นการอ่าน ในวัยที่เร็วเกินไป การบังคับเด็กให้อ่านก่อนวัยมักทำให้ความมั่นใจของเขาลดลงและความหลงใหลในหนังสือลดลง วิจัยนี้ชี้ชัดว่าวัยอนุบาลและก่อนเข้าชั้นประถมศึกษาควรเน้นกิจกรรมที่เหมาะสมตามอายุ เช่น เล่น เรียนรู้และเข้าสังคม ฟินแลนด์เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมในเรื่องนี้ และเป็นมาตรฐานการศึกษาทั่วโลก โดยทั่วไปจะไม่ได้เริ่มเรียนในชั้นอนุบาลจนถึงอายุ 6 ปี ในชั้นอนุบาลมุ่งเน้นเฉพาะการเล่นและการเข้าสังคม ไม่มีการอ่านหรือเขียน อีกทั้งวันเรียนของเด็กจะไม่เกิน 4 ชั่วโมง

แนวทางการเรียนการสอนของวอลดอร์ฟเริ่มสร้างรากฐานการอ่านตั้งแต่ชั้นอนุบาล อย่างไรก็ตาม การอ่านจะไม่ถูกเร่งให้มาก่อนการเรียน ‘การเขียน’ และนักเรียนในแนวทางนี้โดยทั่วไปจะอ่านได้ในระดับหรือสูงกว่าระดับมาตรฐานของรัฐบาล และมีภาวะความเข้าใจที่ดีและพร้อมเรียนรู้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เด็กที่พร้อมที่จะเรียนรู้การอ่านจะสามารถรักษาความหลงใหลในเรื่องราวและความรักในการอ่านต่อไปในช่วงอายุที่มากขึ้น

อ้างอิงจาก : Nelson Waldorf School
http://www.waldorftoday.com/.../7-benefits-of-waldorfs.../

ภาพประกอบ : สุพิชฌาย์ เอี่ยมดิลกวงศ์


#ศิลปะด้านใน

#สสส.

20/04/2026

༄ "พ่อแม่จะเป็นลมใต้ปีกให้ลูกเสมอ" 🪽
หนึ่งบทบาทที่สำคัญที่สุดของพ่อแม่
คือการเป็นลมให้ปีกให้กับลูก
ลมที่จะช่วยประคองให้ลูกกล้ากางปีกบิน
ลมที่ช่วยพยุงให้ลูกฝ่าฟันลมพายุไปได้
ลมที่ช่วยส่งแรงใต้ปีกลูกให้เขาไปถึงเป้าหมาย
🗻
**********
"พ่อแม่ที่เป็นลมใต้ปีกให้ลูกทุกวัย"
ต้องเข้าใจว่า...
ลูกแต่ละวัยต้องการ "การสนับสนุน"
จากพ่อแม่ที่แตกต่างกัน
เพราะวัยที่แตกต่างกัน
ทำให้ความต้องการของเด็กมีความแตกต่างกัน
บางวัยต้องการพ่อแม่ตรงนั้นตลอดเวลา
บางวัยต้องการเราบางเวลาเพื่อให้เขาได้ทำเอง
บางวัยต้องการให้พ่อแม่เชื่อใจและกล้าปล่อยมือเขาไป
แต่ทุกวัยต้องการ "ความเชื่อมั่นจากพ่อแม่" ไม่ต่างกัน
🪜 บันไดขั้นที่ 1 ของลูกเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ยามแรกเกิด
ลูกมองเห็นพ่อแม่ พ่อแม่ตอบสนอง พ่อแม่มีอยู่จริง
⦿ "การกอดลูก หอมลูก อุ้มลูก สัมผัสลูก"
เราไม่ได้หวังว่าลูกจะรักเรา
แต่เราหวังให้ลูกรู้ว่าเรารักเขา
และเขาสำคัญกับเรามากเช่นกัน
⦿ "การให้ลูกกินนมจากเต้าของแม่"
เราไม่ได้หวังว่าลูกจะตัวโตอ้วนกลม
แต่เราหวังให้ลูกได้สัมผัสรัก
ก่อเกิดเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกแน่นแฟ้น
⦿ "การอ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟังตั้งแต่ในท้องจนลูกเกิดออกมา"
เราไม่ได้หวังให้ลูกเข้าใจเรื่องราว
แต่เราหวังให้ลูกได้ยินเสียงพ่อแม่เล่านิทาน
"สร้างพ่อแม่ที่มีอยู่จริง"
***
🪜 จากบันไดขั้นที่ 1 ไปยังขั้นที่ 2
เดินเตาะแตะ ไปจนถึงวิ่งเร็วปรู๊ดปร๊าด อยากรู้ทุกสิ่ง
สำรวจทุกอย่างผ่านการใช้ร่างกายของเขาเอง
⦿ "การให้ลูกใช้มือกินเอง"
เราไม่ได้หวังว่าลูกจะกินทุกอย่าง กินเยอะ ๆ กินดี ๆ
แต่เราหวังว่าลูกจะได้ทำความรู้จัก สำรวจอาหาร
และไม่กลัวการกิน ไม่กลัวเลอะเทอะ
⦿ "การให้ลูกทำงานบ้านกับเรา"
เราไม่ได้หวังว่าบ้านจะสะอาดด้วยฝีมือลูก
เเต่เราหวังว่าสมองของลูกจะพัฒนา
จากการเลียนแบบ
ทำตามขั้นตอน
และอดทนทำงานบ้านก่อนไปเล่น
⦿ "การอ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟังในวัยที่ลูกอยากเดินไปเดินมา"
เราไม่ได้หวังว่าลูกรู้ทุกตัวอักษรและฟังได้จนจบ
แต่เราหวังให้ลูกได้ฟัง (แม้เพียงหน้าปก)
ได้มอง ได้ชี้ ได้ถาม ได้พัฒนาสมอง
และขยายช่วงเวลาจดจ่อไปเรื่อย ๆ
⦿ "การเล่นกับลูก"
เราไม่ได้คาดหวังว่าเราต้องนำลูกเล่น
ต้องเล่นสนุกสุดเหวี่ยง
แต่เราหวังให้ลูกนำเราเล่นบ้าง
เรานำลูกเล่นบ้าง
ผลัดกันนำผลัดกันตาม
มีกติกาง่าย ๆ ร่วมกัน
เพื่อจะได้สนุกไปด้วยกัน
หรือสุดท้ายในวันที่เราหมดแรง
เราอาจจะทำได้เพียงนอนนิ่งๆ
และลูกเล่นสนุกด้วยตัวเอง โดยมีเราเคียงข้าง
⦿ "การให้ลูกเล่นดิน เล่นทราย เล่นน้ำ เล่นกับธรรมชาติ"
เราไม่ได้หวังว่าลูกจะสร้าง...
ปราสาททรายสวยงาม
ปั้นดินให้เป็นดาว
แต่เราหวังว่านิ้วมือน้อยๆ จะได้รับการกระตุ้น
จากการสัมผัส กล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่ได้ทำงาน
และเรียนรู้โลกกว้างอย่างมีความสุข
***
🪜 จากบันไดขั้นที่ 2 ไปยังขั้นที่ 3
ยามที่ลูกเริ่มไปโรงเรียน แม้จะเริ่มอ่านหนังสือเองได้แล้ว
แต่ก็ยังอยากให้พ่อแม่อ่านให้ฟังอยู่ดี
⦿ "การให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง"
เราไม่ได้หวังให้เขาทำได้จนสมบูรณ์แบบ
ฟันต้องสะอาดปิ๊ง
ผมต้องเรียบแปล้
รองเท้าต้องถูกข้าง
เพราะเราสามารถทำย้ำให้เขาได้
แต่เราหวังให้เขาทำตั้งแต่ต้นจนจบด้วยตนเอง
เพื่อสร้างความมั่นใจในตนเอง
นำไปสู่การรู้คุณค่าในตัวตน
⦿ "การให้ลูกรับผิดชอบงานบ้าน 1-2 อย่างก่อนไปเล่น"
เราไม่ได้หวังว่าลูกจะทำได้เนี๊ยบ
แต่เราหวังว่าลูกจะอดทนอดกลั้น
"ทำงานบ้านก่อนไปเล่น"
เขาจะได้รู้จักหน้าที่ก่อนทำตามใจอยาก
⦿ "การรับฟังลูก"
เราไม่ได้หวังเพียงจะฟังแต่เรื่องสำคัญและเรื่องดีๆ จากปากลูก
แต่เราหวังจะฟังทุกๆ เรื่อง
ทั้งเรื่องสุขทุกข์ ร้ายดี
และแม้เแต่รื่องเล็กๆ ของลูก
เพื่อให้ลูกรู้ว่าไม่ว่าเขาจะเผชิญสิ่งใดมา
พ่อแม่พร้อมจะฟังเขาเสมอ
⦿ "การอยู่เคียงข้างลูก"
เราไม่ได้หวังเพียงจะอยู่เคียงข้างลูก
ในวันที่เขาเป็นเด็กดี น่ารัก
แต่ในวันที่เขาไม่น่ารัก อาละวาดบ้านแตก
เราก็จะนั่งลงข้างๆ ไม่ทิ้งเขาไปไหน
เมื่อสงบเราสอนเขา ไม่ซ้ำเติมหรือลงโทษเขารุนแรง
เพื่อที่ลูกจะรู้ว่าพ่อแม่รักเขาไม่ว่าเขาจะน่ารักหรือไม่น่ารักก็ตาม
⦿ "วันที่ลูกเดินเข้าประตูรั้วโรงเรียน เราจะเฝ้าจนลูกลับตา"
มากกว่ากลัวที่ลูกจะร้องไห้หาเรา
เราเองนี่แหละที่จะทนไม่ไหวแล้วร้องไห้หาลูก
***
🪜 เมื่อก้าวสู่บันไดขั้นที่ 4 ถือเป็นขั้นสุดท้ายของวัยเด็ก
เชื่อมโยงไปยามที่ลูกเริ่มเติบโตเป็นวัยรุ่น
วัยที่เพื่อนเริ่มสำคัญกว่าพ่อแม่
⦿ "การให้เขารับผิดชอบกับความผิดของตนเอง"
เราไม่ได้หวังว่าลูกจะกลัวเรา จึงไม่กล้าทำผิด
เพราะเราจะไม่ลงโทษเขารุนแรงจนทำให้เขากลัว
แต่เราหวังว่าเขาจะรู้สึกผิดจากใจ
จากการที่เราพร่ำสอนเขาด้วยเหตุผล
และพาเขาไปทำในสิ่งที่ถูกต้อง
เคียงข้างจนเขาเรียนรู้ว่าสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ
⦿ "การไม่พูดจาไม่ดีกับลูก ในยามที่เขาพูดจาไม่ดีกับเรา"
ไม่ได้แปลว่า เรายอมแพ้ลูก
แต่เรารู้ว่าการสอนตอนที่ลูกโกรธไม่ช่วยอะไร
เพราะสมองเหตุ-ผลลูกไม่พร้อมทำงาน
อย่างไรก็ตามเราไม่ถอยหนี
เมื่อลูกสงบ สมองลูกพร้อม เราพร้อมคุย
⦿ "การสนับสนุนลูก"
เราไม่ได้หวังให้ลูกเป็นในสิ่งที่เราฝัน
เราหวังว่าลูกจะได้ทำในสิ่งที่เขารัก
ได้เป็นตัวเขาที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนหรือตัวเขาเดือดร้อน
⦿ "การบอกรักลูก และรับฟังลูก"
เราไม่ได้หวังจะรั้งเขาไว้กับเรา
แต่เราหวังให้เขารู้ว่าเขาเป็นที่รักของพ่อแม่เสมอ
ถึงแม้วันข้างหน้าเขาจะโดนบอกเลิกกี่สิบครั้งก็ตาม
***
🪜 ทันทีที่สิ้นสุดบันไดขั้นที่ 4 เด็กๆ ไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไป
เพราะพวกเขาได้ก้าวไปสู่ช่วง "วัยรุ่น"
เมื่อวันนั้นมาถึง ลูกของเราจะเติบใหญ่ ปีกกล้า ขาแข็ง
สิ่งที่กล้าหาญที่สุดของพ่อแม่จึงเป็นการปล่อย
ให้ลูกได้เลือกเดินไปตามทางที่เขาต้องการ
โดยมีเราเป็นผู้สนับสนุนและบ้านที่ปลอดภัย
ให้เขากลับมาพักใจในวันที่เหนื่อยล้า
🏠❤️
**********
เมื่อพ่อแม่เข้าใจธรรมชาติของพัฒนาการแต่ละขั้นบันไดของช่วงวัย
เราจะเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ ณ ช่วงเวลานั้นของลูก
เพื่อเราจะไม่เผลอพรากสิ่งสำคัญนั้นไปจากเขา
👶🏻
ลูกเป็นเด็กได้เพียงครั้งเดียว
อย่าลืมใช้เวลากับลูกในช่วงเวลาที่เขาต้องการเรามากที่สุด
เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการอยู่ตรงนั้นกับเขา
อ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง
เล่นสิ่งที่เขาชวนเราเล่น
และรักเขาในแบบที่เขาเป็น
วันหนึ่งที่ลูกกางปีกโบยบิน
พ่อแม่จะป็นลมใต้ปีกให้เขาเสมอ
🪽
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

กำหนดการปฐมนิเทศ ผู้ปกครองระดับชั้นอนุบาล 1 ปีการศึกษา 2569
16/04/2026

กำหนดการปฐมนิเทศ ผู้ปกครองระดับชั้นอนุบาล 1 ปีการศึกษา 2569

09/04/2026

#โรงเรียนของเราน่าอยู่🏩😘🤣😘 คุณครูใจดีทุกคน เตรียมโรงเรียนสะอาดๆไว้ต้อนรับเด็กๆ เปิดเทอมค่ะ ขัดพื้นเตรียมรอเด็กๆ แล้วแล้วพบกัน Summer นี้นะคะ🥰🥰💞
🧑😄
#โรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษตร 🥰🥰
#โรงเรียนบูรณาการ
#อนุบาลในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ประกาศรายชื่อนักเรียนที่ลงทะเบียน ปรับพื้นฐาน (อนุบาล 1) และค่ายฤดูร้อน (อนุบาล 2,อนุบาล 3) ประจำปีการศึกษา 2569 ***หมาย...
07/04/2026

ประกาศรายชื่อนักเรียนที่ลงทะเบียน ปรับพื้นฐาน (อนุบาล 1) และค่ายฤดูร้อน (อนุบาล 2,อนุบาล 3) ประจำปีการศึกษา 2569

***หมายเหตุ หากมีรายชื่อตกหล่นหรือผิดพลาดรบกวนทักมาทางเพจหรือโทรแจ้งให้โรงเรียนรับทราบ เพื่อดำเนินการแก้ไข***

ขอบคุณค่ะ🙏🙏🙏

โรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษตร ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนที่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนสาธิตเกษตร ทุกคนด้วยนะคะ🎉👏🏆🎊🎉
03/04/2026

โรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษตร ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนที่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนสาธิตเกษตร ทุกคนด้วยนะคะ🎉👏🏆🎊🎉

 #ขอแสดงความยินดี กับน้องสตางค์ศิษย์เก่า นักกีฬาคนเก่งนะคะ🏆👏👏👏
30/03/2026

#ขอแสดงความยินดี กับน้องสตางค์ศิษย์เก่า นักกีฬาคนเก่งนะคะ🏆👏👏👏

 #เปิดลงทะเบียนค่ายฤดูร้อนทุกระดับชั้น  30-31 มีนาคม เริ่มวันนี้เวลา 9:00 น นะคะ มาพบกับกิจกรรมสนุกๆที่คุณครูเตรียมไว้ เ...
30/03/2026

#เปิดลงทะเบียนค่ายฤดูร้อนทุกระดับชั้น 30-31 มีนาคม เริ่มวันนี้เวลา 9:00 น นะคะ มาพบกับกิจกรรมสนุกๆที่คุณครูเตรียมไว้ เพื่อความสนุกสนานของเด็กๆ🥰🥰😍🙆‍♂️🙆‍♀️ นักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 ต้องลงเข้าร่วมทุกคน เพื่อเป็นการเตรียมตัวก่อนเปิดภาคเรียนค่ะ โรงเรียนจะประกาศรายชื่อนักเรียนซัมเมอร์ และห้องเรียน ในวันอังคารที่ 7 เมษายน ขอบคุณค่ะ🙏

🎒 ภาพความประทับใจ โครงการเตรียมความพร้อมสู่ ป.1 ✨กิจกรรมติวเข้มโค้งสุดท้าย 16-20 มี.ค. ที่ โรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษ...
27/03/2026

🎒 ภาพความประทับใจ โครงการเตรียมความพร้อมสู่ ป.1 ✨
กิจกรรมติวเข้มโค้งสุดท้าย 16-20 มี.ค. ที่ โรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษตร เปิดบ้านต้อนรับน้องๆ ทั้งนักเรียนในโรงเรียนและภายนอก 🏫☀️
💡 ไฮไลท์กิจกรรม:
เชาวน์ปัญญา: ฝึกคิดวิเคราะห์จากภาพ 🧩
ทักษะการฟัง: ฝึกสมาธิและการปฏิบัติตามคำสั่ง 👂
คณิตศาสตร์: แก้โจทย์อย่างเป็นระบบ 🔢
ภาษาไทย: วิเคราะห์หลักภาษาและจับใจความ 📚
ความรู้รอบตัว: เสริมประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน 🌍
💖 เสียงตอบรับ: เด็กๆ และผู้ปกครองประทับใจทั้งความรู้และอาหารอร่อย 😋 ครูและทีมงานดูแลโภชนาการเต็มที่
ขออวยพรให้น้องๆ ทุกคนโชคดีในการสอบ และพบกันใหม่ปีหน้า ✌️🎉
#โรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษตร #เตรียมความพร้อมป1 #ติวสอบเข้าป1

ที่อยู่

ม. เกษตรศาสตร์
Bangkok
10900

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6625794627

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ โรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษตรผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง โรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษตร:

แชร์