21/04/2026
"เด็กที่ปรับตัวช้า (Slow to warm up child)"
🛝
ในขณะที่เด็กทุกคนวิ่งตรงรี่
ไปที่สนามเด็กเล่นอย่างเบิกบานใจ
เด็กน้อยคนหนึ่งเกาะขาแม่ของเขาไว้แน่น
แม้ใจจริงจะอยากเข้าไปเล่นเหมือนคนอื่นๆ
แต่อีกใจกลับลังเลและบอกให้เขาอย่าเพิ่งไป
เพราะทุกอย่างแปลกใหม่ คาดเดาไม่ได้
และไม่รู้ว่าตัวเองจะรับมือได้ไหม
เด็กคนอื่นที่เขาไม่รู้จัก
เครื่องเล่นที่ดูหวาดเสียว
ตัวเขาที่ตัวเล็กนิดเดียวในสนามที่แสนใหญ่
ทุกๆ อย่างทำให้เขากังวลไปหมด
แม่เข้าใจเด็กน้อย และไม่รีบผลักเขาออกไป
แต่สิ่งที่แม่ทำคือจูงมือเขาไว้
แล้วพาไปนั่งลงที่ม้านั่งใกล้ๆ
ขณะที่นั่งสังเกตคนอื่นเล่น
เด็กน้อยค่อยๆ ผ่อนคลายลง
เมื่อนั้นแม่แค่พูดกับเขาว่า "ถ้าอยากไปเล่น ไปได้นะ แม่จะรอตรงนี้"
เด็กน้อยส่ายหน้า
แม่จึงพูดเสริมไปว่า "อยากให้แม่ไปด้วยไหม"
เด็กน้อยพยักหน้า
แม่จูงมือพาเด็กน้อยเข้าไป
แต่เครื่องเล่นที่เขาอยากเล่นไม่อนุญาตให้ผู้ใหญ่ขึ้น
แม่จึงย้ำกับเขาว่า "ถ้าอยากเล่น ต้องขึ้นไปเองนะ แม่จะรอตรงนี้"
เด็กน้อยมองแม่ด้วยความลังเล
แม่ยิ้มและย้ำให้เขามั่นใจ "แม่จะรอโบกมือให้เราข้างล่างนะ"
ไม่นานเด็กน้อยปล่อยมือ และขึ้นไปเล่นอย่างที่ใจอยาก
แม้จะใช้เวลาสักหน่อย
แต่สุดท้ายเด็กน้อยก็ได้เล่นเหมือนคนอื่นๆ
🌻
**********
🤔💬
หลายคนอาจจะส่งสัยว่า
เด็กเติบโตมาพร้อมกับการปกป้องที่เกินพอดีหรือไม่
จึงทำให้เขามีความวิตกกังวลแบบนี้
คุณแม่คุณพ่อของเด็กน้อยเป็นนักผจญภัยชั้นเยี่ยม
และมักจะพาเขาไปเที่ยวและทำสิ่งแปลกใหม่บ่อยๆ
แต่เพราะสาเหตุอะไรที่ทำให้เด็กน้อยมีความกังวลสูง
ถ้าไม่ใช่เพราะการเลี้ยงดูที่ปกป้องจนเกินพอดี (Over protect parenting) หรือ การตามใจและทำทุกอย่างให้เด็กจนทำให้เด็กขาดประสบการณ์ และไม่ใช่บ้านที่ทำร้าย กดดัน คาดหวัง จนทำให้เขาต้องกังวลตลอดเวลา
คำตอบคือ "ตัวตนของเด็กๆ ที่มีมาตั้งแต่ต้น"
บางสิ่งบางอย่างก็ติดตัวเด็กๆ มาตั้งแต่ในวันที่เขาเกิด
ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเขาจะเป็นอย่างไร
พ่อแม่จะมีวิธีการเลี้ยงดูเขาแบบไหน
บางครั้งเด็กก็เกิดมาเป็นตัวเขาเองเช่นนั้น
"พื้นฐานอารมณ์" คือวิธีที่เด็กตอบสนองต่อโลก
ลักษณะพฤติกรรมที่เด็กจะตอบสนองต่อสถานการณ์นั้นๆ ในสถานการณ์เดียวกัน เด็กที่พื้นฐานอารมณ์ต่างกัน อาจจะตอบสนองต่างกัน
เช่น
เด็กเพิ่งดูดอกไม้ไฟครั้งแรก
เด็กคนหนึ่งร้องกรี๊ดกร๊าดอย่างสนุกสนาน
ในขณะที่เด็กอีกคนกลัวร้องไห้ไปหลบหลังพ่อแม่ เป็นต้น
👶🏻
พื้นฐานอารมณ์ของเด็กมี 3 แบบ
(Thomas & Chess, 1987)
ได้แก่
(1) เด็กเลี้ยงง่าย (The easy child)
อารมณ์ดี ยิ้มง่าย ปรับตัวง่าย
กินง่าย นอนง่าย เข้ากับผู้อื่นง่าย
ชอบประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ท้าทาย
(2) เด็กเลี้ยงยาก (The difficult child)
ร้องไห้บ่อย หงุดหงิดง่าย เเปรปรวนเร็ว
ปรับตัวยาก กินยาก นอนยาก
ปฏิเสธหรือต่อต้านสิ่งใหม่ๆ
(3) เด็กปรับตัวช้า (The slow to warm up child)
มักตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ช้า
ปรับตัวช้า แต่ปรับตัวได้ถ้าให้เวลาเขาเพียงพอ
และช่วยกระตุ้นเขาผ่านการฝึกฝนที่มากกว่าปกติ
สำหรับเด็กๆ ที่ไม่สามารถจัดอยู่ในทั้ง 3 แบบนี้ได้
จะเป็นเด็กที่มีลักษณะพื้นฐานอารมณ์ที่เป็นแบบผสม (The mixed child) ซึ่งจะมีส่วนไหนมากน้อยก็ขึ้นกับเด็กแต่ละคน
ซึ่งในเด็กที่มีความกังวลและใช้เวลาปรับตัว
มักจะอยู่ในกลุ่มเด็กเด็กปรับตัวช้า (Slow to warm up child)
***
"แนวทางในการรับมือกับเด็กปรับตัวช้า"
❤️ (1) "พ่อแม่คือบ้านหลังแรกที่ปลอดภัยและอบอุ่น"
พ่อแม่ควรเป็นบ้านที่ปลอดภัยและอบอุ่นใจสำหรับลูก
เพราะไม่ใช่แค่เพียงเด็กที่ปรับตัวช้า
ที่ต้องการพ่อแม่ที่รักและยอมรับในตัวเขา
แต่คือเด็กทุกคนที่ต้องการเช่นเดียวกัน
บ้านที่ปลอดภัยทางกายใจ
ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่และปัจจัยสี่
แต่คือ "ให้การยอมรับและรักในแบบที่ลูกเป็น"
บอกรักตรงไปตรงมา
สัมผัสด้วยรักที่อ่อนโยนและกอดอบอุ่น
การรับฟังในทุกๆ เรื่องราว
และการมีเวลาคุณภาพกับเด็กๆ
เช่น
อ่านหนังสือ
เล่นด้วยกัน
ทำงานบ้าน
และทำสิ่งต่างๆ ด้วยกัน
ที่สำคัญร่วมสุขร่วมทุกข์
ในวันที่ลูกดื้อ พ่อแม่เคียงข้าง
และสอนเขาในสิ่งที่ถูกต้อง
ความสัมพันธ์ที่ดีสร้างบ้านที่อบอุ่นและพ่อแม่ที่มีอยู่จริง
ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญทางใจของเด็กๆ ทุกคน
***
❤️ (2) "ให้โอกาสและเวลาในการเรียนรู้และปรับตัว"
เด็กบางคนเรียนรู้ได้ตั้งแต่ครั้งแรก
แต่เด็กบางคนเรียนรู้ได้ในครั้งที่ร้อย
เรียนรู้เร็วหรือช้า
มากหรือน้อย
ขอให้พ่อแม่เชื่อเสมอว่า "เด็กทุกคนเรียนรู้และเติบโตได้"
เมื่อเราเชื่อเช่นนั้นเราจะอดทนและรอคอยเด็กๆ ได้
การปรับตัวของเด็กๆ ที่มีความกังวล
อาจจะเกิดขึ้นได้ช้ากว่าเด็กทั่วไป
แต่ทุกครั้งที่เผชิญสิ่งนั้น
จากสิ่งใหม่ จะค่อยๆ กลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคย
จากสิ่งที่ทำไม่ได้ ค่อยๆ กลายเป็นสิ่งที่ทำได้
เมื่อนั้นเด็กๆ จะสามารถปรับตัวและเรียนรู้ต่อไปได้
หัวใจสำคัญของการเรียนรู้ = "ความสม่ำเสมอ"
***
❤️ (3) "ให้ลูกได้ช่วยเหลือตัวเองและเป็นเด็กตามวัย"
เด็กทุกคนเมื่อช่วยเหลือตัวเองและทำสิ่งต่างๆ ได้ตามวัย
เด็กจะรับรู้ความสามารถและประเมินตัวเอง
ได้ตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น
นำไปสู่ความมั่นใจและความกังวลที่ลดลง
เมื่อไปในที่ใหม่ๆ เขาสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้เอง
แม้จะไม่มีเราอยู่ตรงนั้น
ดังนั้น เด็กๆ ควรช่วยเหลือตัวในสิ่งที่ทำได้ให้มากที่สุด
พ่อแม่และผู้ใหญ่คอยสอนและแนะนำ
อย่าทำให้ในสิ่งที่เด็กๆ ทำได้
เพราะเราจะพรากโอกาสในการรับรู้ความสามารถของเด็กๆ ลง
และความกังวลจะมากขึ้นเมื่อเด็กๆ ไม่มีเราเคียงข้างคอยทำสิ่งต่างๆ ให้เหมือนทุกที
นอกจากนี้การให้ลูกได้เป็นเด็กตามวัย...
ได้วิ่งเล่น
ได้หัวเราะ
ได้เรียนรู้ตามวัย
เด็กจะมีวัยเด็กที่เต็มอิ่ม
เขาจะไม่กดดันหรือกังวลเมื่อต้องเติบโตไปสู่วัยต่อไป
***
❤️ (4) "สอนการสื่อสารและการแก้ปัญหา"
เด็กที่สื่อสารบอกความต้องการและปฏิเสธได้
จะสามารถปกป้องตัวเองได้ดีกว่าเด็กที่ไม่สามารถสื่อสารได้
ซึ่งการสื่อสารเริ่มต้นจากที่บ้าน
พ่อแม่และผู้ใหญ่ในบ้านต้องไม่รู้ใจเด็กๆ
ทำทุกอย่างให้เด็กๆ
โดยที่เขายังไม่พูดบอกออกมา
เพราะเมื่อเขาก้าวไปสู่รั้วโรงเรียนและสังคม
เด็กๆ จะเคยชินกับการไม่สื่อสาร
เมื่อคนอื่นไม่รู้ใจเขา เด็กๆ จะพลาดโอกาสในการเรียนรู้
และไม่สามารถปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง
ดังนั้นสอนและรอให้เด็กๆ พูดบอก
และอธิบายสิ่งที่ต้องการด้วยตัวเขา
เพื่อฝึกฝนและนำไปใช้ต่อไป
นอกจากนี้การสื่อสารนำไปสู่การแก้ปัญหา
เด็กทุกคนที่สื่อสารได้ดี จะสามารถขอความช่วยเหลือ
หรือ ถามคนอื่นเมื่อต้องการรู้คำตอบ
เมื่อเด็กสื่อสารได้ดี ความวิตกกังวลจะลดลง
• "ชวนคิดอย่างเป็นเหตุ-ผล"
เมื่อเด็กกลังหรือกังวลมากเกินจริง
ชวนเขาคิดและตั้งคำถามกับสิ่งนั้น
"กลัวอะไร"
"เพราะอะไร"
"พ่อแม่ช่วยอะไรได้บ้าง"
"ข้อดี-ข้อเสียของการเลือก"
"สิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นคืออะไร"
"ถ้าไม่อยากทำสิ่งนี้ แล้วทำสิ่งไหนก่อนได้บ้าง"
คำถามจะนำไปสู่การคิดที่อยู่บนความเป็นจริงมากขึ้น
และเมื่อมีทางออกให้กับสิ่งที่กังวล ความกังวลจะลดลง
***
❤️ (5) "พ่อแม่ไม่วิตกกังวลจนเกินพอดี"
พ่อแม่ที่มักจะวิตกกังวลมากเกินไป
มักส่งผลต่อลูกโดยที่ไม่รู้ตัว
ทางสายกลางที่สามารถยึดเป็นหลักได้ดีเสมอ
คือการยึด "กฎ 3 ข้อ" ได้แก่
1. ไม่ทำร้ายตัวเอง
2. ไม่ทำร้ายผู้อื่น
3. ไม่ทำลายข้าวของ
หากสิ่งที่ลูกทำไม่ได้ทำให้ผิดกฎ
เพียงแค่อาจจะไม่ถูกใจหรือไม่ทันใจ
ขอให้พ่อแม่ปล่อยวาง และเฝ้าดู
ให้ลูกได้เรียนรู้ และฝึกฝนทักษะนั้นๆ ด้วยตัวเอง
โดยมีเราคอยแนะนำและสอนเขาให้ทำได้ในที่สุด
ที่สำคัญอย่าช่วยเพียงเพราะเรากลัวว่าเขาจะทำไม่ได้
ให้การเคียงข้าง และสอนในสิ่งที่เขาควรทำได้
จากนั้นให้เขาลงมือทำด้วยตัวเอง
ทำซ้ำๆ
ทำบ่อยๆ
ทำทุกครั้งที่มีโอกาส
แล้วไม่นานเขาจะทำได้
แม้ไม่มีเราอยู่ตรงนั้น
***
❤️ (6) "เล่นและออกกำลังกาย"
เด็กที่ปรับตัวช้ามักมีความวิตกกังวลสูง
เขาเก็บความรู้สึกที่ท่วมท้นเอาไว้กับตัวเสมอ
ดังนั้นการเล่นที่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย
ได้วิ่ง
ได้กระโดด
ได้ปีนป่าย
ได้เล่นกีฬา-ออกกำลังกาย
ช่วยลดความกังวลได้อย่างดี
เด็กจะผ่อนคลายหลังจากที่ร่างกายได้ขยับ
และความเครียดต่อสิ่งต่างๆ จะลดลง
***
❤️ (7) "ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ"
ในเด็กบางคนที่ปรับตัวไม่ได้และมีความวิตกกังวลที่สูงมาก
จนรบกวนชีวิตประจำวันหรือการเรียนรู้ในโรงเรียน
ยกตัวอย่างเช่น
Selective mutism (SM)
ภาวะที่เด็กไม่พูดในบางสถานการณ์/สถานที่ที่จำเพาะ
เช่น ห้องเรียน สถานที่สาธารณะต่างๆ
แต่สามารถพูดเป็นปกติได้ในสถานการณ์ อื่นๆ
เช่น ที่บ้าน เด็กจะมีอาการกลัวทางสังคม (social phobia)
(American Psychiatric Association, 2013)
ซึ่งอาการจะเริ่มต้นตอนอายุประมาณ 3-6 ปี
(แต่ได้รับคำวินิจฉัยช่วง 5-8 ปี) (Wong, 2010)
เด็กไม่ใช่แค่เพียงเขินอาย
แต่พวกเขากลัวมากๆ ที่จะพูดในสังคม
Generalized Anxiety Disorder (GAD)
ภาวะวิตกกังวลทั่วไป
เป็นภาวะทางจิตใจที่ส่งผลกระทบเป็นเวลานาน
เด็กจะมีความเครียดหรือกังวลมากไปในหลายเรื่อง
บางครั้งอาจไม่บอกสาเหตุของความกังวลได้
ทำให้ไม่มีสมาธิ
นอนไม่หลับ
มีอาการทางกายโดยไม่ทราบสาเหตุ
เช่น
ปวดท้อง
ปวดหัว
ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้
***
🌱
สุดท้ายเด็กทุกคนต้องการพ่อแม่ที่ยอมรับและเชื่อมั่นในตัวเขา
ดังนั้นขอให้เราเชื่อมั่นและอดทนรอคอยอย่างมั่นคง
แม้จะช้าไปบ้าง แต่เด็กทุกคนเบ่งบานได้เมื่อเวลาของเขามาถึง
🌸
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
อ้างอิง
Chess, S. & Thomas A. (1987). Temperamental individuality from childhood to adolescence. Journal of Child Psychiatry, 16, 218-26