School of Materials Science and Engineering

เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ มหาวิทยาลัย

School of Materials Science and Engineering Thai and International students are welcome to join our BSc, MSc and PhD international programmes in Materials Science & Engineering.

🤖🦾🦿 ภายใน 10 ปี โลกจะมีหุ่นยนต์  #ฮิวแมนนอยด์ อย่างน้อย 1,000 ล้านตัว และหุ่นยนต์ 1 ตัว จะมีผลิตภาพเท่ากับมนุษย์ 5 คนเมื...
23/09/2026

🤖🦾🦿 ภายใน 10 ปี โลกจะมีหุ่นยนต์ #ฮิวแมนนอยด์ อย่างน้อย 1,000 ล้านตัว และหุ่นยนต์ 1 ตัว จะมีผลิตภาพเท่ากับมนุษย์ 5 คน
เมื่อโลกมีหุ่นยนต์ครบ 1,000 ล้านตัว ผลผลิตของพวกมันจะใกล้เคียงกับผลผลิตของมนุษย์ทั้งโลกรวมกัน

💰📊📈 หลังจากนั้น เศรษฐกิจของ #ฮิวแมนนอย์ จะใหญ่กว่าเศรษฐกิจของการจ้างงานมนุษย์

กองทุน Humanoid ค่าจัดการต่ำมาแล้ว เศรษฐกิจของ Humanoid จะใหญ่กว่าเศรษฐกิจของมนุษย์ /โดย ลงทุนแมน

อีลอน มัสก์ พูดประโยคที่ฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ เขาบอกว่า ภายใน 10 ปี โลกจะมีหุ่นยนต์ Humanoid อย่างน้อย 1,000 ล้านตัว

และหุ่นยนต์ 1 ตัว จะมีผลิตภาพเท่ากับมนุษย์ 5 คน

เมื่อโลกมีหุ่นยนต์ครบ 1,000 ล้านตัว ผลผลิตของพวกมันจะใกล้เคียงกับผลผลิตของมนุษย์ทั้งโลกรวมกัน

หลังจากนั้น เศรษฐกิจของ Humanoid จะใหญ่กว่าเศรษฐกิจของการจ้างงานมนุษย์

คำถามคือ ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง เราในฐานะนักลงทุนจะเกาะไปกับมันได้อย่างไร ?

แล้วทำไมหนึ่งในคำตอบ ชื่อว่า ONE-HUMANOID-X
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

1. ตลาดที่ Humanoid กำลังจะเข้าไปกิน ไม่ใช่ ตลาดหุ่นยนต์ แต่คือ ตลาดแรงงาน

ที่ผ่านมา เวลาเราประเมินมูลค่าธุรกิจหุ่นยนต์ เรามักมองว่ามันคือตลาดเครื่องจักรกล ที่มีมูลค่าไม่กี่หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่ Morgan Stanley มองต่างออกไป เพราะ Humanoid ไม่ได้แข่งกับเครื่องจักร แต่มันแข่งกับคน

ตลาดค่าจ้างแรงงานทั้งโลก มีมูลค่าราว 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือคิดเป็นราว 1 ใน 3 ของ GDP โลกทั้งใบ

อาชีพในสหรัฐฯ ทั้งหมด 831 อาชีพ ราว 75% ของอาชีพ และ 40% ของแรงงาน มีความเป็นไปได้ที่จะถูกแทนที่ด้วย Humanoid

ภายในปี 2050
- โลกจะมี Humanoid ใช้งานราว 1,000 ล้านตัว
- สร้างรายได้ราว 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
- และอุตสาหกรรมนี้จะโตเฉลี่ยปีละ 54% ในทศวรรษข้างหน้า

2. ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี จีน กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยพร้อมกัน ประชากรวัยทำงานหดตัว ค่าแรงเพิ่ม ขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ

โลกไม่ต้องการหุ่นยนต์ที่สมบูรณ์แบบ แค่ต้องการหุ่นยนต์ที่ "มาทำงานทุกวัน ไม่ลาออก และถูกกว่าคนที่เราหาไม่ได้"

ที่สำคัญคือ วันนี้โลกเพิ่งส่งมอบ Humanoid ไปราว 13,000-16,000 ตัวเท่านั้น

นั่นแปลว่าในอนาคตที่มีคาดการณ์ว่าจะมี Humanoid 1,000 ล้านตัว เรากำลังยืนอยู่ที่จุดเริ่มต้น ไม่ใช่ปลายทาง

3. มูลค่าทางเศรษฐกิจของ Humanoid ในมุมที่เรานึกไม่ถึง

พอพูดถึงหุ่นยนต์ เรามักนึกถึงโรงงาน

แต่มูลค่าที่แท้จริงซ่อนอยู่ในมุมที่คนส่วนใหญ่มองข้าม

- แรงงานที่ไม่มีวันหยุด
Humanoid ทำงานได้ 24 ชั่วโมง ไม่ลาป่วย ไม่ลาออก ไม่ต้องเทรนใหม่ และเมื่อหุ่นยนต์ตัวหนึ่งเรียนรู้งานได้ หุ่นยนต์อีกล้านตัวจะรู้ทันที เพราะมันแชร์สมองเดียวกัน สิ่งนี้มนุษย์ทำไม่ได้

- Robot-as-a-Service
บริษัทไม่ต้องซื้อหุ่นยนต์ แต่จ่ายเป็นรายเดือนเหมือนจ้างพนักงาน ธุรกิจหุ่นยนต์จึงไม่ใช่ธุรกิจขายของครั้งเดียวจบ แต่เป็นรายได้ประจำแบบ Subscription

- ตลาดดูแลผู้สูงอายุ
นี่คือสาเหตุที่ Bank of America เชื่อว่า 62% ของหุ่นยนต์จะไปอยู่ในบ้าน ไม่ใช่โรงงาน เพราะงานที่โลกขาดแคลนแรงงานที่สุด คืองานดูแลคน

- ข้อมูลจากโลกกายภาพ
ทุกก้าวเดิน ทุกการหยิบจับ คือข้อมูลฝึกโมเดล AI ที่หาจากอินเทอร์เน็ตไม่ได้ ใครมีหุ่นยนต์เดินอยู่ในโลกจริงมากที่สุด คนนั้นมีขุมทรัพย์ข้อมูลที่คู่แข่งลอกไม่ได้

- ชิ้นส่วนสึกหรอและอะไหล่
เกียร์ ตลับลูกปืน สกรู เซนเซอร์ ล้วนมีอายุการใช้งาน หุ่นยนต์ 1,000 ล้านตัว จึงหมายถึงตลาดอะไหล่ที่ต่อเนื่องไปอีกหลายสิบปี

- เซมิคอนดักเตอร์เฉพาะทาง
Morgan Stanley ประเมินว่าเฉพาะชิปและเซนเซอร์สำหรับ Humanoid อย่างเดียว จะมีมูลค่าตลาด 305,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2045

4. การลงทุนในธีมนี้คือ ไม่มีใครรู้ว่าหุ่นยนต์แบรนด์ไหนจะชนะ แต่สิ่งที่รู้แน่ ๆ คือ ไม่ว่าใครจะชนะ ทุกตัวต้องใช้ระบบนิเวศการผลิตเดียวกัน

และนี่คือสิ่งที่ ONE-HUMANOID-X ทำ

โดย ONE-HUMANOID-X จะเข้าลงทุนในกองทุนหลักชื่อ KraneShares Global Humanoid Robotics and Physical AI Index ETF (KOID) โดยเป็น ETF ลงทุนในธีม Humanoid โดยเฉพาะ อ้างอิงดัชนี MerQube Global Humanoid Robotics and Physical AI Index

จุดเด่นคือเป็นกอง Equal Weight ถือหุ้นราว 52 บริษัททั่วโลก น้ำหนักตัวละประมาณ 1.4-2.7% เท่า ๆ กัน

แปลว่าเราไม่ต้องเดาว่าใครจะเป็นผู้ชนะ เราแค่เดิมพันว่า อุตสาหกรรมนี้จะโต..

ลองมาดูว่าใครอยู่ในกองบ้าง (ข้อมูล ณ วันที่ 2 กันยายน 2026)

สมอง (ชิปและการประมวลผล)
- NVIDIA 2.33%
- Horizon Robotics 2.14%
- Analog Devices 1.99%
- Texas Instruments 1.80%
- NXP Semiconductors 1.75%
- Infineon 1.74%
- Renesas 1.55%

ตาและประสาทสัมผัส (เซนเซอร์)
- Hexagon 2.71%
- Keyence 2.26%
- TE Connectivity 2.24%
- Amphenol 2.22%
- Sensata 2.10%
- Cognex 2.03%
- Teledyne 2.04%
- Melexis 1.91%

กล้ามเนื้อและข้อต่อ (Actuator, เกียร์, ลิเนียร์)
นี่คือหัวใจของ Humanoid เพราะหุ่นยนต์ 1 ตัว ต้องใช้ชุดข้อต่อหลายสิบชุด
- Hiwin Technologies 2.14%
- Nidec 2.13%
- Allient 2.11%
- Jiangsu Hengli Hydraulic 2.09%
- Shenzhen Inovance 2.06%
- THK 1.94%
- Schaeffler 1.93%
- Zhejiang Sanhua 1.87%
- Ningbo Tuopu 1.87%
- Nabtesco 1.77%
- RBC Bearings 1.77%
- Harmonic Drive Systems 1.50%
- Leader Harmonious Drive 1.60%

โครงกระดูกและวัตถุดิบ (แร่หายาก)
- MP Materials 2.41%
- Lynas Rare Earths 2.00%
- China Northern Rare Earth 1.86%

ผู้ผลิตหุ่นยนต์
- Rainbow Robotics 2.40%
- Doosan 2.05%
- Tesla 2.04%
- Symbotic 2.07%
- UBTECH Robotics 1.98%
- Yushu Technology หรือ Unitree 1.61%

ผู้รับจ้างผลิตและประกอบ
- Magna International 2.32%
- Jabil 1.95%
- Lingyi iTech 1.83%
- Aptiv 1.69%

จะเห็นว่ากองนี้ไม่ได้ซื้อแค่หุ้นหุ่นยนต์ แต่ซื้อทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่แร่ในดิน ไปจนถึงหุ่นยนต์ที่เดินได้

5. สัดส่วนการลงทุนในแต่ละประเทศของ KOID

ถ้าเรารวมน้ำหนักของหุ้นในกองตามสัญชาติของบริษัท (คำนวณจากรายการถือครอง ณ วันที่ 2 ก.ย. 69) จะได้

สหรัฐอเมริกา ~32%
จีน ~24%
ญี่ปุ่น ~11%
ยุโรป ~10%
เกาหลีใต้ ~4.5%
แคนาดา ~2.3%
ไต้หวัน ~2.1%
ออสเตรเลีย ~2.0%

แล้วทำไมถึงกระจุกอยู่ที่ 4 ประเทศแรก ?

สหรัฐอเมริกา คือเจ้าของสมอง
ชิป AI โมเดล และซอฟต์แวร์ควบคุม ล้วนอยู่ในมือบริษัทอเมริกัน สมองของหุ่นยนต์เกือบทุกตัวในโลก ยังต้องพึ่ง NVIDIA และเพื่อน ๆ

จีน คือเจ้าของ โรงงานและวัตถุดิบ
จีนมีทั้งแร่หายาก มีทั้งซัพพลายเชนชิ้นส่วนที่ถูกที่สุดในโลก และมีนโยบายรัฐหนุนเต็มที่ ผลคือหุ่นยนต์ที่ส่งมอบจริงในปี 2025 ส่วนใหญ่มาจากจีน และแบรนด์อย่าง Unitree กับ UBTECH กำลังทำสิ่งที่จีนถนัดที่สุด คือกดราคาลงจนธีมนี้เกิดได้จริงเร็วกว่าที่คิด

ญี่ปุ่น คือเจ้าของข้อต่อ
นี่คือจุดที่โลกไม่มีทางเลือกมากนัก เกียร์ความแม่นยำสูงอย่าง Harmonic Drive และ Nabtesco รวมถึงลิเนียร์ไกด์ของ THK เป็นชิ้นส่วนที่สะสมความรู้มาหลายสิบปี ลอกเลียนยาก และหุ่นยนต์เดินสองขาขาดไม่ได้ ต่อให้แบรนด์หุ่นยนต์เปลี่ยนหน้ากันเป็นสิบยี่ห้อ ออร์เดอร์ก็ยังวิ่งกลับมาที่ญี่ปุ่นอยู่ดี

เกาหลีใต้ ไต้หวัน และยุโรป คือเจ้าของส่วนประกอบที่จำเป็น

เกาหลีใต้มี Rainbow Robotics เจ้าของผลงานวิจัยมากมาย
ไต้หวันมี Hiwin เจ้าของบอลสกรูและลิเนียร์ไกด์
ส่วนยุโรปมีเซนเซอร์และแบริ่งระดับโลก

และที่น่าสนใจคือ ประเทศเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิต แต่ยังเป็นผู้ซื้อ ด้วย

เพราะญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี และจีน คือกลุ่มประเทศที่ขาดแคลนแรงงานหนักที่สุดในโลก

6. ข้อดีของการลงทุนใน Supply Chain ทั่วโลก แทนที่จะเดาผู้ชนะ

KOID จะทำให้เราเติบโตไปกับทั้งอุตสาหกรรม Humanoid โดยไม่ต้องเดาว่าใครจะชนะ ทุกตัวต้องซื้อเกียร์ ซื้อมอเตอร์ ซื้อเซนเซอร์ ซื้อชิป จากบริษัทกลุ่มเดียวกันนี้

ธุรกิจในห่วงโซ่นี้ไม่ได้พึ่ง Humanoid อย่างเดียว แต่มีระบบอัตโนมัติในโรงงาน คลังสินค้าอัตโนมัติ อุปกรณ์การแพทย์ และเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้ระหว่างรอวันที่หุ่นยนต์เกิดเต็มตัว บริษัทเหล่านี้ยังมีรายได้จริงหล่อเลี้ยงอยู่

นอกจากนั้นยังมีการกระจายความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ในวันที่โลกแบ่งขั้ว การถือทั้งอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป คือการไม่แทงข้างใดข้างหนึ่ง

ด้วยการถือหุ้น 52 ตัวแบบเท่า ๆ กัน ถ้ามีสัก 5-10 ตัวที่กลายเป็นผู้ชนะตัวจริงของทศวรรษหน้า มันก็อาจคือคำตอบ

3 ปีที่ผ่านมา เราเห็น AI เปลี่ยนโลกไปแล้วรอบหนึ่ง

แต่ AI ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ยังติดอยู่ในจอ

มันเขียนอีเมลได้ วิเคราะห์งบได้ เขียนโค้ดได้ แต่มันยกกล่องไม่ได้ ล้างจานไม่ได้ ดูแลคนแก่ไม่ได้

ซึ่งงานเหล่านั้น คือส่วนที่ใหญ่กว่ามากของเศรษฐกิจโลก

AI ในจอ แตะได้แค่งาน Knowledge Work

แต่ AI ที่มีร่างกาย แตะตลาดแรงงานทั้ง 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

พูดอีกแบบคือ AI ทำให้เราคิดเร็วขึ้น แต่ AI + Physical จะทำให้โลกผลิตได้มากขึ้นแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เพราะตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจถูกล็อกไว้ด้วยข้อจำกัดเดียว คือ จำนวนคน

Humanoid คือครั้งแรกที่ข้อจำกัดนั้นถูกปลดล็อก

และถ้าเราเชื่อว่า AI จะเปลี่ยนโลกจริง AI สิ่งที่เหนือกว่าคือ AI ที่มีร่างกายอย่าง Humanoid จะเป็นตัวเปลี่ยนโลกแบบสมบูรณ์..

ONE-HUMANOID-X-UH เป็นกองทุน Humanoid ค่าจัดการต่ำ บริหารจัดการโดย บลจ.วรรณ IPO 10-15 ก.ย. 69

✅ซีรีส์ X กองแรก ค่าจัดการต่ำสุดในกลุ่ม Humanoid
✅กระจายลงทุนทั่วโลก ครอบคลุมผู้นำในสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
✅ครบทั้ง Ecosystem ของ Humanoid ตั้งแต่ ชิป เซนเซอร์ มอเตอร์ เกียร์ ไปจนถึงผู้ผลิตหุ่นยนต์
✅ได้รับการยกเว้นภาษี Capital Gain ตามกฎหมายภาษีของประเทศไทย
✅ไม่มีประเด็นภาษีมรดกสหรัฐฯ

โปรโมชันช่วง IPO ลด 10% ค่าธรรมเนียมซื้อ | 2 ล้านบาทขึ้นไป ลด 50% ค่าธรรมเนียมซื้อ

สำหรับผู้สนใจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ Line ID :

สนใจดาวน์โหลดได้ที่ https://www.wealthx.co/getapp
สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์

คำเตือน : กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุน ในตราสารต่างประเทศ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน และกองทุน RMF สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ภาษีที่ใช้บังคับ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และการปฏิบัติทางภาษีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของผู้ลงทุนแต่ละราย ข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการนําเสนอเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนําให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์แต่อย่างใด ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน ผลการดําเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดําเนินงานในอนาคต

References
- KraneShares, KOID Fund Page & Full Holdings, ข้อมูล ณ 2 กันยายน 2026
- Morgan Stanley Research, "Humanoids: 1bn Robots and $5tn Revenues by 2050"
- Morgan Stanley, "The Humanoid 100: Mapping the Humanoid Robot Value Chain"
- Bank of America Global Research via Fortune, "More people will own a humanoid robot than a car by 2060"
- CNBC, คำกล่าวของ Elon Musk ต่อที่ประชุม G20 Innovation Ministers
- Future Investment Initiative, Riyadh
- International Federation of Robotics (IFR)

🏛🎓🇻🇳🇹🇭 สิ่งที่คิดไว้ ว่าอีกหน่อย  #มหาลัย  #เวียดนาม จะแซงไทย ก็ใกล้เข้ามาแล้ว ... เมื่อรัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าอย่างจริงจ...
22/09/2026

🏛🎓🇻🇳🇹🇭 สิ่งที่คิดไว้ ว่าอีกหน่อย #มหาลัย #เวียดนาม จะแซงไทย ก็ใกล้เข้ามาแล้ว ... เมื่อรัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าอย่างจริงจัง
ซึ่ง ม.เวียดนาม ไม่ได้ตั้งเป้าแข่งกับไทยนะจ้า เขาตั้งเป้าไประดับ #เอเชีย โดยอยากให้มี 10 มหาวิทยาลัย ติดท็อป 200 ของเอเชีย ภายในปี 2035 🏆🎖
ตอนนี้ #มหาลัยไทย แพ้ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และ บรูไน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ... ต่อไปก็คือ เวียดนาม นะพี่น้อง 😭

เวียดนามตั้งเป้าดัน 'มหาวิทยาลัย' ติดท็อปเอเชีย 10 แห่ง ท็อปโลก 2 แห่งภายในปี 2035
เมื่อวันจันทร์ (21 ก.ย.) สื่อท้องถิ่นของเวียดนามเผยว่าเวียดนามตั้งเป้าผลักดันสถาบันอุดมศึกษา 10 แห่งติดท็อป 200 มหาวิทยาลัยชั้นนำในเอเชีย และ 2 แห่งติดท็อป 100 ของโลกเมื่อแบ่งตามสาขาวิชา ภายในปี 2035
รัฐบาลเวียดนามได้อนุมัติยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาระยะยาว ช่วงปี 2026-2035 พร้อมวางวิสัยทัศน์จนถึงปี 2045 โดยมีเป้าหมายผลักดันให้สถาบันอุดมศึกษาร้อยละ 100 ผ่านมาตรฐานคุณภาพภายในปี 2035 และคาดว่าอัตราการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของกลุ่มคนอายุ 18-22 ปี จะอยู่ที่ร้อยละ 45
ขณะเดียวกัน เวียดนามตั้งเป้าผลักดันระบบอุดมศึกษาสู่ระดับแนวหน้าของเอเชียภายในปี 2045 โดยมีมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งติดอันดับโลก พร้อมยกระดับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลายสาขาให้ทัดเทียมระดับนานาชาติ
(แฟ้มภาพซินหัว : ผู้เข้าสอบพูดคุยกันหลังออกจากสนามสอบในจังหวัดเดี่ยนเบียนของเวียดนาม วันที่ 28 มิ.ย. 2023)

🏆🎊🇻🇳  #เวียดนาม โตที่สุด แต่ผู้ชนะตัวจริงคือ  #มาเลเซีย ที่ยังโตเยอะ แถมมีคุณภาพพัฒนาสุดๆ ส่วน  #ไทย เรานั้นรั้งท้ายต่อไ...
22/09/2026

🏆🎊🇻🇳 #เวียดนาม โตที่สุด แต่ผู้ชนะตัวจริงคือ #มาเลเซีย ที่ยังโตเยอะ แถมมีคุณภาพพัฒนาสุดๆ ส่วน #ไทย เรานั้นรั้งท้ายต่อไป
รายงานประเมินอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยต่อปีของแต่ละประเทศในช่วงปี 2026-2035 ไว้ดังนี้
1. เวียดนาม 6.5%
2. อินโดนีเซีย 5.7%
3. มาเลเซีย 4.8%
4. ฟิลิปปินส์ 3.7%
5. สิงคโปร์ 3.4%
6. #ไทย 1.8% 😭😭

ส่อง 6 ชาติอาเซียน ในอีก 10 ปี 'มาเลย์' มีพัฒนาการสุด 'ไทย' โตรั้งท้ายสุด
DBS เผยบทวิเคราะห์เศรษฐกิจ 6 ชาติอาเซียนภายใน 10 ปีข้างหน้า โตแตกต่างกระจัดกระจาย 'เวียดนาม' เป็นผู้นำในแง่จีดีพี, 'มาเลเซีย' มีพัฒนาการดีที่สุด ขณะที่ 'ไทย' รั้งท้ายกลุ่ม โตไม่ถึงครึ่งของค่าเฉลี่ยภูมิภาค
รายงานล่าสุดของ DBS Bank ร่วมกับ Bain & Company และ Vriens & Partners เผยภาพอนาคตภายใน 10 ปีข้างหน้าของ 6 ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม พบว่ามีแนวโน้มขยายตัวได้เฉลี่ย 4.8% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2578 แต่การเติบโตนั้นมีความแตกต่างกันมากในแต่ละประเทศ
การเติบโตจะได้รับแรงหนุนจากการลงทุนจากต่างประเทศ และการสะสมทุนอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานอย่างไม่หยุดยั้ง รวมถึงการเพิ่มผลิตภาพจากการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้
"การค้า" ยังคงเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่สุดของอาเซียน แต่ขณะเดียวกันก็อาจเป็นจุดเปราะบาง โดยมูลค่าการค้าอยู่ที่ประมาณ 90% ของจีดีพีภูมิภาค ทำให้อาเซียนมีความเสี่ยงต่อปัจจัยภายนอกเป็นพิเศษ
📌 'มาเลย์' พัฒนาการดีสุด 'ไทย' รั้งท้าย
รายงานระบุว่า 6 ชาติอาเซียนกำลังเผชิญแนวโน้มการเติบโตที่แตกต่างกันมากขึ้น เนื่องจากช่องว่างด้านความแข็งแกร่งของสถาบัน ความมั่นคงด้านพลังงาน และความพร้อมด้านเทคโนโลยี เป็นปัจจัยกำหนดความสามารถของแต่ละประเทศในการรับมือกับแรงกระแทก
เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุด 6 ประเทศในอาเซียน คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ยปีละ 4.8% ในช่วง 10 ปีข้างหน้า แต่ความแตกต่างด้านโครงสร้างที่กว้างขึ้น กำลังทำให้แต่ละประเทศมีทิศทางการเติบโตที่แตกต่างกันมากขึ้น
"เวียดนาม" คาดว่าจะยังคงเป็นประเทศที่มีการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงสุดในภูมิภาค ส่วน
"มาเลเซีย" ได้รับการระบุว่าเป็นประเทศที่มี “พัฒนาการดีขึ้นมากที่สุด” จากนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุน ตลอดจนธรรมาภิบาลและโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น
ด้าน "อินโดนีเซีย" ยังมีพัฒนาการที่ “ผสมผสาน” โดยความคืบหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐานถูกหักล้างบางส่วนจากการพัฒนากำลังแรงงานที่ยังล่าช้าและนโยบายที่ขาดความสม่ำเสมอ
ในขณะที่ "ประเทศไทย" จะเติบโตต่ำสุด โดยประเทศไทยเผชิญข้อจำกัดจากจำนวนแรงงานที่ลดลง และแรงส่งด้านการพัฒนาสถาบันที่อ่อนแอลง
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1252194
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจEconomic

ที่อยู่

272 Rama 6 Road, Ratchatawee
Bangkok
10400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ School of Materials Science and Engineering โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ มหาวิทยาลัย

ส่งข้อความของคุณถึง School of Materials Science and Engineering:

ทางลัด

แชร์