22/08/2026
🇸🇬👨👩👧👦💰 #สิงคโปร์ สังคมที่คน #รวยกระจาย รายได้คนส่วนใหญ่ไปอยู่ระดับบน .. #ไทย สังคมที่ #จนกระจุก รายได้คนส่วนใหญ่ ไปกระจุกกันอยู่ข้างล่าง
- รายได้เฉลี่ยของคน #สิงคโปร์ = 428,000 บาท ต่อเดือน 🎉
- คนเกินครึ่งประเทศ หรือ 51% ของ #สิงคโปร์ มีรายได้ = 318,000 บาท ต่อเดือน ✨️
รายงานล่าสุดจากสำนักข่าว The Business Times และกรมสถิติต่างประเทศของสิงคโปร์ (Department of Statistics) เผยผลสำรวจ General Household Survey 2025 ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างความมั่งคั่งของครอบครัวชาวสิงคโปร์ (Resident Households) กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดดจนกลายเป็นสังคมรายได้กระจุกตัวด้านบน (Top-heavy) อย่างชัดเจน เทียบกับครัวเรือนไทยมีรายได้เพียงเฉลี่ย 28,151 บาทต่อเดือน ห่างเกือบ 12 เท่า
ภาพรวมรายได้และกลุ่มเติบโตสูง
รายได้เฉลี่ยพุ่งทะยาน: รายได้มัธยฐาน (Median Income) ของครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ S$12,446 ต่อเดือน ((1 SGD ≈ 26.5 บาท = ประมาณ 329,800 บาท) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทะลุหลัก 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยเติบโตเฉลี่ยชนะเงินเฟ้อถึง 3.2% ต่อปี
ส่วนรายได้เฉลี่ยรวม (Average Income) ขยับขึ้นมาอยู่ที่ S$16,159 ต่อเดือน (ประมาณ 428,200 บาท)
กลุ่ม Super Rich โตเท่าตัว: ครอบครัวที่มีรายได้ตั้งแต่ S$30,000 (ประมาณ 795,000 บาท) ขึ้นไปต่อเดือน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 7.4% ในปี 2020 กลายเป็น 13.4% (หรือเกือบ 1 ใน 7 ของประเทศ) ในปัจจุบัน
คนส่วนใหญ่รายได้ทะลุ 3 แสนบาท: ปัจจุบันครัวเรือนเกินครึ่งประเทศหรือคิดเป็น 51.6% มีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่ S$12,000 (ประมาณ 318,000 บาท) ขึ้นไปแล้ว
ไทยน้อยกว่าสิงคโปร์ 12 เท่า
ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ระบุว่า ครัวเรือนไทยทั่วประเทศมีรายได้เฉลี่ย 28,151 บาทต่อเดือน ส่วนค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 21,984 บาท ทำให้ยังมีส่วนต่างรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่พอสมควร
เปรียบเทียบกับรายได้เฉลี่ยของสิงคโปร์ประมาณ 329,800 บาทต่อเดือน เท่ากับรายได้คนไทยซึ่งอยู่ที่เฉลี่ย 28,151 บาทต่อเดือน น้อยกว่า 11.7 หรือเกือบ 12 เท่า
รายได้เฉลี่ยดังกล่าวแบ่งหลักๆ เป็นรายได้จากการทำงาน 19,616 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 69.7% ของรายได้ทั้งหมด ในกลุ่มนี้ ค่าจ้างและเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 12,264 บาท กำไรสุทธิจากธุรกิจ 4,726 บาท และกำไรสุทธิจากการเกษตร 2,626 บาท
ถ้าย้อนดูปี 2566 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนอยู่ที่ 29,030 บาท ส่วนปี 2558 อยู่ที่ 26,915 บาท แปลว่าระดับรายได้ครัวเรือนโดยรวมแกว่งขึ้นๆ ลงๆ แต่ภาพระยะยาวยังสูงกว่าช่วงก่อนหน้า
3 ปัจจัยหลัก และโครงสร้างรายได้ที่เปลี่ยนไป
สิ่งที่น่าสนใจคือโครงสร้างรายได้เริ่มเปลี่ยนจากรายได้จากการจ้างงาน (ลดลงจาก 85% เหลือ 79.6%) ไปสู่รายได้จากการลงทุนสินทรัพย์ และค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตขึ้นเป็น 13.5% โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญ 3 ประการ คือ:
1.Double Income: สัดส่วนคู่สมรสที่ทำงานสร้างรายได้ทั้งคู่ (Dual-income) เพิ่มสูงถึง 56.6%
2.อุตสาหกรรมมูลค่าสูง: การแข่งขันที่รุนแรงในกลุ่ม Tech, Finance และ Professional Services ดันฐานเงินเดือนพุ่งเร็ว
3.สินทรัพย์งอกเงย: ตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตแข็งแกร่งหลังยุคโควิด-19 สร้างความมั่งคั่งให้ผู้ที่มีสินทรัพย์อยู่เดิม
เมื่อแยกตามกลุ่มชาติพันธุ์ พบว่ากลุ่มครัวเรือนเชื้อสายอินเดียมีรายได้มัธยฐานสูงสุดที่ S$13,382 (≈ 354,600 บาท) ตามด้วยเชื้อสายจีน S$12,969 (≈ 343,600 บาท) และเชื้อสายมลายู S$8,581 (≈ 227,400 บาท)
โครงสร้างประชากร: ครอบครัวสิงคโปร์อยู่กลุ่มไหน ?
กลุ่ม Top Tier (สัดส่วนรวม 25.9%): ครอบครัวรายได้สูงมาก ขับเคลื่อนด้วยธุรกิจและการลงทุน แบ่งเป็นกลุ่ม Super Rich (795,000 บาทขึ้นไป) มี 13.4% และกลุ่ม High Income (530,000 - 794,900 บาท) มี 12.5%
กลุ่ม Upper-Middle (สัดส่วนรวม 25.7%): ชนชั้นกลางระดับบนซึ่งกลายเป็นแกนหลักใหม่ของประเทศ ครอบคลุมกลุ่มรายได้ 318,000 - 529,900 บาทต่อเดือน
กลุ่ม Traditional Middle (สัดส่วนรวม 33.5%): พนักงานออฟฟิศและข้าราชการทั่วไป รายได้อยู่ที่ 106,000 - 317,900 บาทต่อเดือน
กลุ่ม Base Tier (สัดส่วน 14.9%): กลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำกว่า 106,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่เป็นบ้านที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ตามลำพัง ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งอุดหนุนค่าครองชีพ
ช่วงห่างความเหลื่อมล้ำ
แม้ตัวเลขความมั่งคั่งจะดูงดงาม แต่ ผศ. Walter Theseira นักวิชาการจาก SUSS- Singapore University of Social Sciences ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ระบบภาษีปัจจุบันที่เน้นเก็บจากรายได้จากการทำงานอาจเริ่มไม่ตอบโจทย์ เนื่องจากกลุ่มระดับบนสุดมีรายได้เติบโตจากผลตอบแทนการลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากไม่มีการปรับเปลี่ยนเชิงนโยบาย อาจนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำระยะยาวในรูปแบบ K-shaped Economy หรือสภาวะคนรวยยิ่งรวยขึ้น ขณะที่กลุ่มล่างรายได้โตไม่ทัน