Nuclear Engineering, Chulalongkorn University

เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ มหาวิทยาลัย

Nuclear Engineering, Chulalongkorn University Department of Nuclear Engineering, Faculty of Engineering, Chulalongkorn University

☢️ จากโรงไฟฟ้าถ่านหินสู่ SMR: เปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานเดิม สร้างโอกาสใหม่ให้พลังงานและชุมชน🏭 เมื่อโรงไฟฟ้าถ่านหินทยอยปลดร...
19/09/2026

☢️ จากโรงไฟฟ้าถ่านหินสู่ SMR: เปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานเดิม สร้างโอกาสใหม่ให้พลังงานและชุมชน

🏭 เมื่อโรงไฟฟ้าถ่านหินทยอยปลดระวาง คำถามสำคัญคือ เราจะสามารถนำพื้นที่ ระบบสาธารณูปโภค และบุคลากรที่มีอยู่เดิมกลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้ารูปแบบใหม่ได้หรือไม่?

หนึ่งในแนวคิดที่ได้รับการศึกษาในสหรัฐอเมริกา คือ Coal-to-Nuclear (C2N) Transition หรือการเปลี่ยนผ่านจากโรงไฟฟ้าถ่านหินไปสู่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยมีเทคโนโลยี Small Modular Reactor (SMR) เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ

รายงานของกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา (U.S. Department of Energy: DOE) ปี 2022 ได้ศึกษาทั้งโอกาสและความท้าทายของแนวทางนี้ โดยพิจารณาตั้งแต่ความเหมาะสมของพื้นที่ ต้นทุนการก่อสร้าง ไปจนถึงผลกระทบต่อการจ้างงานและเศรษฐกิจของชุมชน

📊 ตัวเลขจากรายงาน DOE สำหรับข้อมูลในสหรัฐอเมริกา ที่ชวนให้พิจารณา

🔹 394 แห่ง — จำนวนพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหินที่นำมาคัดกรอง ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าที่ปลดระวางแล้ว 157 แห่ง และโรงไฟฟ้าที่ยังดำเนินงานอยู่ 237 แห่ง

🔹 ประมาณ 80% — สัดส่วนของพื้นที่ที่ผ่านการคัดกรอง ซึ่งมีคุณสมบัติเบื้องต้นเหมาะสมสำหรับการพิจารณาติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขั้นสูงที่มีกำลังผลิตต่ำกว่า 1 GW

🔹 15–35% — ช่วงการลดต้นทุนเงินลงทุนก่อสร้าง (Overnight Capital Cost) ที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิม เมื่อเปรียบเทียบกับการก่อสร้างบนพื้นที่ใหม่

🔹 มากกว่า 650 ตำแหน่งงาน — การจ้างงานถาวรเพิ่มเติมที่ประเมินได้ในกรณีศึกษาการเปลี่ยนผ่านโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ไปสู่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

🔹 ประมาณ 275 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี — มูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ประเมินได้จากกรณีศึกษา

🔹 86% — การลดลงของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ประเมินได้ในกรณีศึกษาดังกล่าว

ตัวเลขเหล่านี้เป็นผลจากการคัดกรองและการวิเคราะห์ภายใต้สมมติฐานของ DOE ไม่ใช่ผลที่รับประกันว่าจะเกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้าทุกแห่ง และไม่ใช่การประเมินสำหรับประเทศไทยโดยตรง

🏭 1. โรงไฟฟ้าถ่านหินเดิม มีอะไรที่อาจนำกลับมาใช้ได้?

โรงไฟฟ้าถ่านหินมีโครงสร้างพื้นฐานหลายประเภทที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ เช่น

⚡ สถานีไฟฟ้าและระบบเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า

💧 ระบบหล่อเย็นและระบบจัดการน้ำ

🏗️ ถนนและระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่

🏢 อาคารสำนักงานและอาคารสนับสนุน

การนำโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กลับมาใช้ อาจช่วยลดความจำเป็นในการก่อสร้างระบบใหม่บางส่วน แต่ต้องตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ ความเข้ากันได้กับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ และข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอย่างละเอียด

สำหรับ SMR การใช้พื้นที่เดิมจึงเป็นทางเลือกที่ควรศึกษา ไม่ใช่การรับรองว่าพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหินทุกแห่งจะเหมาะสมสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

⚛️ 2. SMR กับการวางแผนกำลังผลิต

รายงานของ NuScale Power ปี 2021 นำเสนอแนวคิดโรงไฟฟ้าที่ประกอบด้วย NuScale Power Module ซึ่งมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมขั้นต้น 77 MWe ต่อโมดูล โดยสามารถจัดเป็นโรงไฟฟ้าหลายขนาด ได้แก่

🔹 4 โมดูล: 308 MWe

🔹 6 โมดูล: 462 MWe

🔹 12 โมดูล: 924 MWe

การออกแบบแบบหลายโมดูลเปิดโอกาสให้พิจารณาขนาดกำลังผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของโครงการ

นอกจากนี้ การวางแผนทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมไม่ควรพิจารณาเฉพาะกำลังผลิตติดตั้ง (MW) แต่ควรพิจารณาปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จริงตลอดทั้งปี (MWh) รวมถึงความสามารถในการรองรับความต้องการของระบบไฟฟ้าด้วย

👷 3. เปลี่ยนโรงไฟฟ้า พร้อมต่อยอดทักษะบุคลากร

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของ Coal-to-Nuclear คือการพิจารณาผลกระทบต่อแรงงานและเศรษฐกิจของชุมชน

บุคลากรจากโรงไฟฟ้าถ่านหินบางตำแหน่ง เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างเครื่อง วิศวกร และบุคลากรด้านการบำรุงรักษา อาจมีทักษะที่สามารถนำไปต่อยอดกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้

รายงาน NuScale ปี 2021 ประเมินว่าโรงไฟฟ้า NuScale ขนาด 12 โมดูล กำลังผลิตรวม 924 MWe จะมีบุคลากรประจำโรงไฟฟ้าประมาณ 270 คน

อย่างไรก็ตาม บุคลากรจากโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่สามารถย้ายเข้าสู่ทุกตำแหน่งในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากมีข้อกำหนดเฉพาะด้านประสบการณ์ การฝึกอบรม และความปลอดภัยทางนิวเคลียร์

การวิเคราะห์ช่องว่างด้านความรู้และความสามารถ (Knowledge/Ability Gap Analysis) จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรให้เหมาะสมกับบทบาทใหม่

🌱 4. ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและระบบพลังงาน

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง และอาจทำงานร่วมกับพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลมและแสงอาทิตย์ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า

นอกจากนี้ พลังงานจาก SMR ยังมีศักยภาพในการนำไปใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรม เช่น การผลิตไอน้ำ การกลั่นน้ำทะเล และการผลิตไฮโดรเจน โดยต้องพิจารณาความเหมาะสมของเทคโนโลยีและความต้องการพลังงานของแต่ละกระบวนการ

การเปลี่ยนจากถ่านหินไปสู่นิวเคลียร์จึงอาจช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้าได้ แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับกำลังผลิตเดิม รูปแบบการเดินเครื่อง และแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ถูกทดแทน

🇹🇭 5. แล้วประเทศไทยสามารถนำแนวคิดนี้มาศึกษาได้อย่างไร?

สำหรับประเทศไทย แนวคิด Coal-to-Nuclear สามารถนำมาศึกษาประกอบการวางแผนพลังงานระยะยาวได้ โดยเฉพาะการประเมินว่าโครงสร้างพื้นฐานเดิมและพื้นที่อุตสาหกรรมบางแห่งสามารถสนับสนุนการพัฒนา SMR ได้หรือไม่

การศึกษาควรครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่

📍 ความเหมาะสมของพื้นที่: ธรณีวิทยา แผ่นดินไหว น้ำท่วม แหล่งน้ำ และภัยจากภายนอก

⚡ ระบบไฟฟ้า: ความสามารถของโครงข่ายในการรองรับกำลังผลิตและการเชื่อมต่อโรงไฟฟ้าใหม่

💰 เศรษฐศาสตร์: เงินลงทุน ต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนเดินเครื่อง และความคุ้มค่าตลอดอายุโครงการ

👷 การพัฒนาบุคลากร: การประเมินทักษะเดิมและวางแผนฝึกอบรมเพื่อรองรับงานด้านนิวเคลียร์

🛡️ ความปลอดภัยและการกำกับดูแล: การประเมินพื้นที่ การออกแบบระบบความปลอดภัย และการมีส่วนร่วมของประชาชน

การมีโรงไฟฟ้าถ่านหินเดิมจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษา ไม่ใช่หลักฐานว่าพื้นที่นั้นเหมาะสมสำหรับ SMR โดยอัตโนมัติ

✨ บทสรุป

Coal-to-Nuclear (C2N) เป็นแนวคิดที่เชื่อมโยงการเปลี่ยนผ่านพลังงานเข้ากับการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเดิม การพัฒนาบุคลากร และโอกาสทางเศรษฐกิจของชุมชน

รายงาน DOE ปี 2022 แสดงให้เห็นว่ามีพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวนหนึ่งในสหรัฐ ที่สามารถนำมาศึกษาเป็นทางเลือกสำหรับการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ ขณะที่รายงาน NuScale ปี 2021 นำเสนอตัวอย่างการประยุกต์ใช้ SMR กับพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหินเดิม

สำหรับประเทศไทย การนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้จำเป็นต้องอาศัยการประเมินทางวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และความปลอดภัยอย่างรอบด้าน เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ตามบริบทของประเทศ

📚 เอกสารอ้างอิง

1. U.S. Department of Energy. (2022). Investigating Benefits and Challenges of Converting Retiring Coal Plants into Nuclear Plants.
2 NuScale Power, LLC. (2021). NuScale SMR Technology: An Ideal Solution for Repurposing U.S. Coal Plant Infrastructure and Revitalizing Communities.

#ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ #วิศวกรรมจุฬาฯ

🤖☢️ ส่งหุ่นยนต์เข้าใกล้งานเสี่ยง เพื่อให้คนทำงานได้ปลอดภัยยิ่งขึ้น #หุ่นยนต์สำหรับงานนิวเคลียร์(Nuclear Robotics) ผสานเท...
19/09/2026

🤖☢️ ส่งหุ่นยนต์เข้าใกล้งานเสี่ยง เพื่อให้คนทำงานได้ปลอดภัยยิ่งขึ้น
#หุ่นยนต์สำหรับงานนิวเคลียร์(Nuclear Robotics) ผสานเทคโนโลยีหลายด้าน เพื่อสำรวจและปฏิบัติงานในพื้นที่ที่เข้าถึงยากหรือมีระดับรังสีสูง ครอบคลุม 8 ด้านสำคัญ
1️⃣ การเคลื่อนที่และการจัดการชิ้นงาน (Mobility & Manipulation) เลือกใช้หุ่นยนต์เดิน ล้อ ตีนตะขาบ โดรน หุ่นยนต์ใต้น้ำ หรือแขนกล ให้เหมาะกับพื้นที่และภารกิจ
2️⃣ การตรวจวัดรังสีและสิ่งแวดล้อม (Nuclear & Environmental Sensing) ใช้หัววัดรังสี กล้อง และเซนเซอร์ เพื่อตรวจสอบระดับรังสี การปนเปื้อน และสภาพแวดล้อม
3️⃣ การระบุตำแหน่งและรับรู้สภาพพื้นที่ (Localization & Perception) ผสานภาพ แผนที่สามมิติ และข้อมูลรังสี เพื่อรู้ว่าหุ่นยนต์อยู่ที่ไหนและบริเวณใดมีความเสี่ยง
4️⃣ การควบคุมหลายระดับ (Hierarchical Control) เชื่อมแผนภารกิจเข้ากับการนำทาง การเคลื่อนไหว และการควบคุมแขนกล เพื่อให้ปฏิบัติงานตามเป้าหมาย
5️⃣ ปัญญาประดิษฐ์และคู่แฝดดิจิทัล (AI & Digital Twins) ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ตรวจหาความผิดปกติ และจำลองภารกิจก่อนปฏิบัติจริง
6️⃣ การทำงานร่วมกับมนุษย์ (Human–Robot Interaction) ผู้ปฏิบัติงานติดตามข้อมูล ควบคุมจากระยะไกล และแทรกแซงได้เมื่อจำเป็น
7️⃣ การทดสอบสมรรถนะและความทนทาน (Qualification & Resilience) ตรวจสอบความทนรังสี ความเชื่อถือได้ของระบบ และการเข้าสู่สภาวะปลอดภัยเมื่อเกิดความขัดข้อง
8️⃣ การประยุกต์ใช้งานจริง (Real-World Applications) สนับสนุนงานสำรวจ ตรวจสอบอุปกรณ์ จัดการกากกัมมันตรังสี และรื้อถอน เช่น การใช้งานที่ Sellafield และ Oldbury ในสหราชอาณาจักร
🔍 ข้อมูลที่เชื่อถือได้และการควบคุมที่เหมาะสม ช่วยลดความจำเป็นในการส่งคนเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง

อ่านเพิ่มเติม ........ https://radiationdetectorhub.blog/2026/09/19/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%aa/?fbclid=IwY2xjawUbTdJwZG9mAWV4dG4DYWVtAjEwAGJyaWQRMW10UjF6WXVhSXdZWUhGUjRzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEesg1y7nBnH1yhEK8829YYiVoCI85xavzlm-VbDyKyPH7XBOuzkQ5sY4zvAWI_aem_mr3ie60H7OpYdWhOImIpWQ
#เทคโนโลยีนิวเคลียร์ #วิศวกรรมนิวเคลียร์

🤖☢️ ส่งหุ่นยนต์เข้าใกล้งานเสี่ยง เพื่อให้คนทำงานได้ปลอดภัยยิ่งขึ้น

#หุ่นยนต์สำหรับงานนิวเคลียร์(Nuclear Robotics) ผสานเทคโนโลยีหลายด้าน เพื่อสำรวจและปฏิบัติงานในพื้นที่ที่เข้าถึงยากหรือมีระดับรังสีสูง ครอบคลุม 8 ด้านสำคัญ

1️⃣ การเคลื่อนที่และการจัดการชิ้นงาน (Mobility & Manipulation) เลือกใช้หุ่นยนต์เดิน ล้อ ตีนตะขาบ โดรน หุ่นยนต์ใต้น้ำ หรือแขนกล ให้เหมาะกับพื้นที่และภารกิจ

2️⃣ การตรวจวัดรังสีและสิ่งแวดล้อม (Nuclear & Environmental Sensing) ใช้หัววัดรังสี กล้อง และเซนเซอร์ เพื่อตรวจสอบระดับรังสี การปนเปื้อน และสภาพแวดล้อม

3️⃣ การระบุตำแหน่งและรับรู้สภาพพื้นที่ (Localization & Perception) ผสานภาพ แผนที่สามมิติ และข้อมูลรังสี เพื่อรู้ว่าหุ่นยนต์อยู่ที่ไหนและบริเวณใดมีความเสี่ยง

4️⃣ การควบคุมหลายระดับ (Hierarchical Control) เชื่อมแผนภารกิจเข้ากับการนำทาง การเคลื่อนไหว และการควบคุมแขนกล เพื่อให้ปฏิบัติงานตามเป้าหมาย

5️⃣ ปัญญาประดิษฐ์และคู่แฝดดิจิทัล (AI & Digital Twins) ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ตรวจหาความผิดปกติ และจำลองภารกิจก่อนปฏิบัติจริง

6️⃣ การทำงานร่วมกับมนุษย์ (Human–Robot Interaction) ผู้ปฏิบัติงานติดตามข้อมูล ควบคุมจากระยะไกล และแทรกแซงได้เมื่อจำเป็น

7️⃣ การทดสอบสมรรถนะและความทนทาน (Qualification & Resilience) ตรวจสอบความทนรังสี ความเชื่อถือได้ของระบบ และการเข้าสู่สภาวะปลอดภัยเมื่อเกิดความขัดข้อง

8️⃣ การประยุกต์ใช้งานจริง (Real-World Applications) สนับสนุนงานสำรวจ ตรวจสอบอุปกรณ์ จัดการกากกัมมันตรังสี และรื้อถอน เช่น การใช้งานที่ Sellafield และ Oldbury ในสหราชอาณาจักร

🔍 ข้อมูลที่เชื่อถือได้และการควบคุมที่เหมาะสม ช่วยลดความจำเป็นในการส่งคนเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง

อ่านเพิ่มเติม ........
https://radiationdetectorhub.blog/2026/09/19/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%aa/

#เทคโนโลยีนิวเคลียร์ #วิศวกรรมนิวเคลียร์

19/09/2026

☢️ SMR กับอนาคตพลังงานไทย
รับฟังมุมมองของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ต่อประเด็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และทิศทางพลังงานของประเทศไทย ⚡🇹🇭

https://www.facebook.com/share/v/1ArySKcKUp/?mibextid=wwXIfr

☢️ ทำไมต้องตรวจวัดรังสีพื้นหลังพื้นที่บริเวณโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์?ก่อนที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะเริ่มก่อสร้าง สิ่งสำคัญ...
19/09/2026

☢️ ทำไมต้องตรวจวัดรังสีพื้นหลังพื้นที่บริเวณโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์?

ก่อนที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะเริ่มก่อสร้าง สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลรังสีในสิ่งแวดล้อมโดยรอบพื้นที่โครงการ เพื่อให้ทราบว่า สภาพรังสีในพื้นที่เป็นอย่างไรตั้งแต่ก่อนเริ่มพัฒนาโครงการ และสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เปรียบเทียบกับผลตรวจวัดในระยะต่อมาได้

การตรวจวัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำข้อมูลพื้นฐานด้านรังสีสิ่งแวดล้อม (Radiological Environmental Baseline) และการตรวจติดตามก่อนเดินเครื่อง (Pre-operational Radiological Environmental Monitoring) เพื่อใช้ประกอบการประเมินผลกระทบทางรังสีต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

🌿 รังสีพื้นหลังมาจากไหน?

รังสีมีอยู่ในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ แม้ในพื้นที่ที่ไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ตาม แหล่งกำเนิดสำคัญ ได้แก่

1. รังสีจากอวกาศ (Cosmic radiation): รังสีที่มาจากอวกาศ โดยปริมาณที่ได้รับแตกต่างกันตามระดับความสูงและสภาพภูมิศาสตร์
2. สารกัมมันตรังสีในดินและหิน: เช่น โพแทสเซียม-40 (K-40) และนิวไคลด์ในอนุกรมยูเรเนียมและทอเรียม
3. ก๊าซเรดอน (Radon): เกิดจากการสลายตัวของเรเดียมในธรรมชาติ และอาจสะสมในอาคารหรือบริเวณที่มีการระบายอากาศจำกัด
4. สารกัมมันตรังสีในน้ำและอาหาร: อาจมีนิวไคลด์ที่เกิดตามธรรมชาติอยู่ในระดับแตกต่างกันตามแหล่งน้ำ ดิน และระบบนิเวศ

นอกจากนี้ การสำรวจอาจพิจารณาสารกัมมันตรังสีจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น ซีเซียม-137 (Cs-137) ซึ่งอาจหลงเหลือจากการตกสะสมในอดีต ทั้งนี้ต้องแยกให้ชัดเจนจากนิวไคลด์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

📡 ต้องตรวจวัดอะไรบ้าง?

การตรวจติดตามรังสีสิ่งแวดล้อมไม่ได้วัดเพียงค่ารังสีแกมมาที่พื้นดินเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาสื่อสิ่งแวดล้อมและเส้นทางที่ประชาชนอาจได้รับรังสีด้วย โดยรายการตรวจวัดจะขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นที่และการประเมินผลกระทบของโครงการ

1️⃣ รังสีแกมมาภายนอก (External Gamma Radiation)
ตรวจวัดอัตราปริมาณรังสีแกมมาในพื้นที่ เช่น บริเวณชุมชน รอบพื้นที่โครงการ และจุดอ้างอิง เพื่อศึกษาระดับรังสีภายนอก โดยอาจรายงานค่าในหน่วย nSv/h หรือ µSv/h

2️⃣ ดินและตะกอน (Soil and Sediment)
เก็บตัวอย่างดินและตะกอนเพื่อตรวจวิเคราะห์นิวไคลด์กัมมันตรังสี เช่น K-40, Ra-226 และ Th-232 รวมถึง Cs-137 หากเหมาะสมกับบริบทพื้นที่

3️⃣ น้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน (Water)
ตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำจากแหล่งน้ำที่เกี่ยวข้อง เช่น แม่น้ำ คลอง ทะเลสาบ หรือแหล่งน้ำที่ชุมชนใช้ประโยชน์ โดยอาจรายงานความเข้มข้นกัมมันตภาพรังสีในหน่วย Bq/L

4️⃣ อากาศและก๊าซเรดอน (Air and Radon)
พิจารณาตรวจวัดเรดอนและสารกัมมันตรังสีในอากาศตามความเหมาะสม เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานด้านการรับสัมผัสทางการหายใจ

5️⃣ อาหารและสิ่งมีชีวิต (Food and Biota)
หากเป็นเส้นทางรับสัมผัสที่เกี่ยวข้อง อาจเก็บตัวอย่างพืชผล ปลา หรือตัวอย่างจากระบบนิเวศ เพื่อตรวจวิเคราะห์สารกัมมันตรังสีที่อาจเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร

📍 ทำไมต้องมีจุดตรวจวัดหลายตำแหน่ง?

การกำหนดจุดตรวจวัดควรพิจารณาทั้งพื้นที่โครงการและบริเวณโดยรอบ โดยอาจประกอบด้วย

🔹 จุดใกล้พื้นที่โครงการ: ใช้ศึกษาสภาพแวดล้อมบริเวณพื้นที่ตั้ง
🔹 จุดในชุมชน: ใช้เป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ
🔹 จุดตามเส้นทางน้ำและพื้นที่เกษตรกรรม: พิจารณาเมื่อแหล่งน้ำหรืออาหารมีความเกี่ยวข้องกับเส้นทางการรับสัมผัส
🔹 จุดอ้างอิง (Reference locations): ใช้ประกอบการเปรียบเทียบกับพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากโครงการน้อยกว่า โดยต้องคำนึงถึงความคล้ายคลึงของสภาพแวดล้อมด้วย

การเลือกตำแหน่งและจำนวนจุดตรวจวัดไม่ควรใช้ระยะทางจากโรงไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาภูมิประเทศ ทิศทางลม ระบบน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน และลักษณะชุมชนร่วมด้วย

🗓️ ต้องเก็บข้อมูลนานแค่ไหน?

การสำรวจรังสีพื้นฐานควรเริ่ม ก่อนเริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้า เพื่อบันทึกสภาพรังสีและสิ่งแวดล้อมเดิมของพื้นที่ ก่อนที่กิจกรรมก่อสร้างจะเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ โดยควรวางแผนเก็บข้อมูลให้ครอบคลุมความแปรผันตามฤดูกาล เช่น ฤดูฝนและฤดูแล้ง ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าที่ตรวจวัดได้

ระยะเวลา 2–3 ปีอาจใช้เป็นกรอบวางแผนในบางโครงการ แต่ไม่ควรถือเป็นข้อกำหนดสากลตายตัวของ IAEA ระยะเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล ลักษณะพื้นที่ ความแปรผันตามฤดูกาล และความเพียงพอของข้อมูล

นอกจากนี้ ควรแยกการเก็บข้อมูลพื้นฐานก่อนก่อสร้างออกจากการตรวจติดตามระหว่างก่อสร้างและก่อนเดินเครื่อง โดยอาจต้องดำเนินการตรวจวัดต่อเนื่องในแต่ละช่วง เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและใช้เป็นข้อมูลประกอบการติดตามในระยะดำเนินงาน

🔬 แล้วข้อมูลนี้นำไปใช้อย่างไร?

เมื่อโรงไฟฟ้าเริ่มเดินเครื่อง ข้อมูลรังสีสิ่งแวดล้อมที่ตรวจวัดได้จะถูกนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลพื้นฐานก่อนเดินเครื่อง เพื่อพิจารณาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การพบค่าที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าเกิดจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยอัตโนมัติ และการไม่พบความเปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้เป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียวว่าทุกด้านปลอดภัย การวิเคราะห์ต้องพิจารณาความไม่แน่นอนของการวัด ความแปรผันตามธรรมชาติ แหล่งกำเนิดอื่น และข้อมูลการตรวจติดตามระหว่างดำเนินงานร่วมกัน

ข้อมูลพื้นฐานจึงเป็นส่วนสำคัญของการประเมินผลกระทบทางรังสีและการสื่อสารความเสี่ยงอย่างโปร่งใสกับประชาชน

🇹🇭 แล้วประเทศไทยควรเตรียมอะไรบ้าง?

หากประเทศไทยมีการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือ SMR การจัดทำข้อมูลรังสีสิ่งแวดล้อมพื้นฐานจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมด้านพื้นที่ตั้งและการกำกับดูแล โดยต้องออกแบบแผนตรวจวัดให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมจริงของแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ชายฝั่ง พื้นที่อุตสาหกรรม หรือพื้นที่ใกล้ชุมชน

สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการมีเครื่องมือตรวจวัด แต่คือการมีข้อมูลที่มีคุณภาพ ตรวจสอบย้อนกลับได้ และเพียงพอสำหรับใช้เปรียบเทียบตลอดอายุการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า

เพราะการติดตามความปลอดภัยทางรังสีที่ดี ต้องเริ่มจากการรู้จักสภาพแวดล้อมก่อนที่โรงไฟฟ้าจะเริ่มทำงาน

📚 เอกสารอ้างอิง

1. IAEA, Site Evaluation for Nuclear Installations, SSR-1.
2. IAEA, Prospective Radiological Environmental Impact Assessment for Facilities and Activities, GSG-10.

#ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์

🇺🇸 สหรัฐฯ เดินหน้าคุ้มครองผู้ใช้ไฟฟ้า จากต้นทุน Data Center และ AI ⚡เมื่อความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center และปัญญาประดิษฐ...
17/09/2026

🇺🇸 สหรัฐฯ เดินหน้าคุ้มครองผู้ใช้ไฟฟ้า จากต้นทุน Data Center และ AI ⚡

เมื่อความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญคำถามสำคัญว่า ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนการขยายโครงข่ายไฟฟ้าที่เกิดจากความต้องการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่?

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติผ่านร่างกฎหมาย Ratepayer Protection Act ด้วยคะแนนเสียง 417 ต่อ 3 เสียง โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดการผลกระทบด้านต้นทุนไฟฟ้าจากการเติบโตของ Data Center และลดความเสี่ยงที่ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปจะต้องร่วมแบกรับค่าใช้จ่ายที่เกิดจากผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่

⚡ Data Center กับต้นทุนระบบไฟฟ้า

Data Center โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูลที่รองรับ AI ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมากและต่อเนื่อง การเพิ่มขึ้นของความต้องการดังกล่าวอาจทำให้ระบบไฟฟ้าจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติม ทั้งในด้านกำลังผลิต สายส่ง สถานีไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอ แต่ยังรวมถึงการจัดสรรต้นทุนอย่างเหมาะสมระหว่างผู้ประกอบการ Data Center กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น

ร่างกฎหมายนี้มุ่งให้หน่วยงานกำกับดูแลระดับรัฐพิจารณาหลักเกณฑ์ในการจัดสรรต้นทุน โดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดจากความต้องการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม การผ่านสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ใช่การประกาศใช้กฎหมายโดยสมบูรณ์ และไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการ Data Center ทุกรายจะต้องรับผิดชอบต้นทุนในรูปแบบเดียวกันทันที

☢️ โอกาสของ SMR และพลังงานนิวเคลียร์

การขยายตัวของ Data Center เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) ได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง และอาจเป็นส่วนหนึ่งของการจัดหาไฟฟ้าระยะยาวให้กับอุตสาหกรรมที่ต้องการความมั่นคงด้านพลังงานสูง

บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เช่น Oklo และ NuScale จึงเป็นที่จับตามองของนักลงทุนในบริบทของความต้องการไฟฟ้าจาก AI

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ Data Center ไม่ได้หมายความว่า SMR จะเป็นคำตอบเดียว เพราะการเลือกแหล่งพลังงานยังต้องพิจารณาต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ระยะเวลาพัฒนาโครงการ ความพร้อมของระบบสายส่ง การอนุญาต และความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ละราย

📈 ทำไมหุ้น Oklo และ NuScale จึงได้รับความสนใจ?

รายงานของ TS2.tech วันถัดมาระบุว่า หุ้น Oklo ปรับขึ้นประมาณ 11% และหุ้น NuScale เพิ่มขึ้นประมาณ 9% ในช่วงที่มีข่าวการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ

การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนความสนใจของตลาดทุนต่อโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความต้องการไฟฟ้าของ Data Center แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าการลงมติเป็นสาเหตุโดยตรงของการปรับขึ้นทั้งหมด

ที่สำคัญ การลงมติครั้งนี้ไม่ได้เป็นคำสั่งซื้อเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และไม่ได้ยืนยันว่าบริษัทใดได้รับสัญญาก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่

🇹🇭 บทเรียนสำหรับประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังศึกษาแนวทางการนำ SMR มาใช้ในระบบพลังงาน ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าการวางแผนโรงไฟฟ้าในอนาคตควรพิจารณาความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัลควบคู่กับการวางแผนระบบไฟฟ้าโดยรวม

นอกจากการพิจารณาเทคโนโลยี SMR แล้ว ยังควรศึกษารูปแบบการจัดสรรต้นทุนโครงข่าย การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว และบทบาทของผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ในการสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

เพราะอนาคตของพลังงานนิวเคลียร์สำหรับ Data Center ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับนโยบายตลาดไฟฟ้า การลงทุน และการจัดสรรต้นทุนอย่างเป็นธรรมด้วย

📚 อ้างอิง:

* Associated Press (AP), 16 September 2026
* TS2.tech, 17 September 2026

#พลังงานนิวเคลียร์ #ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์

☢️ Gas-Nuclear Hybrid: Blue Energy จับมือ GE Vernova Hitachi พัฒนาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติผสาน SMR ในสหรัฐฯกระแสการใช้ AI ที...
17/09/2026

☢️ Gas-Nuclear Hybrid: Blue Energy จับมือ GE Vernova Hitachi พัฒนาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติผสาน SMR ในสหรัฐฯ

กระแสการใช้ AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอและต่อเนื่องจึงเป็นโจทย์ที่ผู้พัฒนาโรงไฟฟ้าต้องให้ความสำคัญ

ที่รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา Blue Energy กำลังพัฒนาโครงการที่ Port of Victoria ร่วมกับ GE Vernova และ GE Vernova Hitachi Nuclear Energy (GVH) โดยใช้แนวคิด Gas-to-Nuclear หรือการพัฒนาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติควบคู่ไปกับแผนติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)

📍 จากโรงไฟฟ้าก๊าซสู่ SMR: ความคืบหน้าของโครงการ

🔹 ตุลาคม 2025
Blue Energy และ Crusoe ประกาศความร่วมมือพัฒนาพื้นที่ศูนย์ข้อมูล AI ที่ Port of Victoria โดยมีแผนใช้ไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต และพิจารณาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของการจัดหาไฟฟ้าในระยะแรก

🔹 เมษายน 2026
Blue Energy และ GE Vernova รวมถึง GE Vernova Hitachi ประกาศข้อตกลงเพื่อเร่งการพัฒนาโครงการก๊าซธรรมชาติและ SMR

🔹 พฤษภาคม 2026
มีการเปิดเผยแผนโครงการกำลังผลิตรวมระดับ 2.5 GW โดยกล่าวถึงกังหันก๊าซ GE Vernova 7HA.02 จำนวน 2 เครื่อง และเครื่องปฏิกรณ์ BWRX-300 ได้สูงสุด 5 โมดูล ตัวเลขนี้เป็นไปตามแผนที่เปิดเผย ไม่ใช่กำลังผลิตที่ยืนยันแล้วว่าจะก่อสร้างครบทั้งหมด

🔹 13 สิงหาคม 2026
มีการประกาศข้อตกลงเพื่อเดินหน้าด้านการออกแบบ การอนุญาต และการวิเคราะห์ความปลอดภัยของโครงการ

🔹 1 กันยายน 2026
Blue Energy แต่งตั้ง Société Générale เป็นที่ปรึกษาด้านการเงิน เพื่อสนับสนุนการจัดโครงสร้างและการจัดหาเงินทุน

🔹 16 กันยายน 2026
Blue Energy ประกาศยื่นเอกสารส่วนแรกของคำขอใบอนุญาตก่อสร้าง (Construction Permit Application) ต่อคณะกรรมการกำกับดูแลนิวเคลียร์สหรัฐฯ หรือ U.S. Nuclear Regulatory Commission (NRC) สำหรับเครื่องปฏิกรณ์เครื่องแรกของโครงการ

📑 การยื่นเอกสารส่วนแรกสำคัญอย่างไร?

การยื่นเอกสารถือเป็นความคืบหน้าในกระบวนการอนุญาต แต่ยังไม่ใช่การได้รับใบอนุญาตก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์

แนวทางของ Blue Energy คือการจัดลำดับงานก่อสร้าง โดยพิจารณางานบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับฐานรากลึกและโครงสร้างสำหรับติดตั้ง SMR ควบคู่ไปกับการพัฒนาโรงไฟฟ้าก๊าซและระบบประกอบโรงไฟฟ้า (Balance of Plant: BOP)

บริษัทระบุว่า มีแผนยื่นเอกสารส่วนที่เหลือต่อ NRC ในช่วงครึ่งหลังของปี 2027 โดยขึ้นอยู่กับการรวบรวมข้อมูลเฉพาะพื้นที่และขั้นตอนการอนุญาตที่เกี่ยวข้อง

⚙️ แนวคิด Gas-to-Nuclear เป็นอย่างไร?

หัวใจของแนวทางนี้คือการแบ่งการพัฒนาออกเป็นช่วง ๆ แทนที่จะต้องรอให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์พร้อมก่อนจึงเริ่มดำเนินโครงการทั้งหมด

ในระยะแรก จะพัฒนาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติโดยใช้กังหัน GE Vernova 7HA.02 พร้อมระบบประกอบที่คำนึงถึงแผนการพัฒนาในอนาคต จากนั้นจึงพัฒนาและติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์ BWRX-300 เมื่อผ่านกระบวนการอนุญาตและขั้นตอนก่อสร้างที่เกี่ยวข้อง

Blue Energy เรียกแนวคิดการจัดลำดับการพัฒนานี้ว่า “Blue Bridge” โดยมีเป้าหมายให้การก่อสร้างส่วนที่ไม่ใช่นิวเคลียร์สามารถดำเนินไปได้ระหว่างที่ส่วนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ในขั้นตอนเตรียมความพร้อมและขออนุญาต

🏭 เทคโนโลยีที่ใช้ในโครงการ

🔸 GE Vernova 7HA.02 – กังหันก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้าในส่วนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ

🔸 BWRX-300 – เครื่องปฏิกรณ์น้ำเดือดขนาดเล็ก (SMR) ของ GE Vernova Hitachi มีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 300 MWe ต่อโมดูล

🔸 Blue Energy – ผู้พัฒนาโครงการ ซึ่งนำเสนอแนวทางการผลิตชิ้นส่วนล่วงหน้า (Prefabrication) และการประกอบแบบโมดูล (Modular Assembly) เพื่อลดปริมาณงานที่ต้องทำ ณ สถานที่ก่อสร้าง

📌 สิ่งที่ยังต้องติดตาม

การยื่นเอกสารต่อ NRC เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการพัฒนาโครงการ ประเด็นที่ยังต้องติดตาม ได้แก่ ผลการพิจารณาของหน่วยงานกำกับดูแล การยื่นเอกสารส่วนที่เหลือ การจัดหาเงินทุน และการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision: FID)

Blue Energy วางแผนให้ FID เกิดขึ้นในปี 2027 แต่กำหนดการดังกล่าวยังเป็นแผนของบริษัท ไม่ใช่การยืนยันว่าจะเริ่มก่อสร้างหรือผลิตไฟฟ้าได้ตามเวลานั้นแน่นอน

🇹🇭 แล้วประเทศไทยได้อะไรจากกรณีนี้?

โครงการนี้ชวนให้พิจารณาว่า การพัฒนา SMR จำเป็นต้องเริ่มต้นเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบแยกเดี่ยวเสมอไปหรือไม่ หรือในบางกรณีอาจมีทางเลือกในการพัฒนาเชื่อมโยงกับระบบผลิตไฟฟ้าที่มีอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันไม่ได้เหมาะกับทุกพื้นที่ จำเป็นต้องศึกษาความพร้อมของระบบส่งไฟฟ้า แหล่งน้ำ ลักษณะพื้นที่ ความปลอดภัย และข้อกำหนดด้านการอนุญาตอย่างละเอียด

อีกเรื่องที่สำคัญคือการประเมินต้นทุนและความเสี่ยงตลอดอายุโครงการ ตั้งแต่การก่อสร้างและดำเนินงาน ไปจนถึงการจัดหาเชื้อเพลิงและการจัดการกากกัมมันตรังสี

Gas-Nuclear Hybrid จึงไม่ใช่เพียงการนำโรงไฟฟ้าก๊าซมาต่อกับ SMR แต่เป็นการวางแผนพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าหลายส่วนให้สอดคล้องกัน ทั้งด้านวิศวกรรม การลงทุน และความปลอดภัย

กรณีของ Blue Energy เป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าติดตาม เพื่อทำความเข้าใจทั้งโอกาสและข้อจำกัดของการพัฒนา SMR สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่

📚 References

1. EnergyTech – รายงานโครงการ Gas-Nuclear Hybrid ของ Blue Energy และ GE Vernova Hitachi ที่ Port of Victoria
2. Blue Energy – ข่าวประชาสัมพันธ์และความคืบหน้าของโครงการ
3. GE Vernova / GE Vernova Hitachi Nuclear Energy – ข้อมูลเทคโนโลยี 7HA.02 และ BWRX-300
4. U.S. Nuclear Regulatory Commission (NRC) – ข้อมูลด้านการอนุญาตและการพิจารณาโครงการนิวเคลียร์

#พลังงานนิวเคลียร์ #ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์

⚡ ต้นทุนไฟฟ้าโลกปี 2025: SMR พลังงานหมุนเวียน และโจทย์สำคัญของระบบไฟฟ้าแห่งอนาคตเมื่อการเลือกโรงไฟฟ้าไม่ได้วัดกันแค่ค่าไ...
17/09/2026

⚡ ต้นทุนไฟฟ้าโลกปี 2025: SMR พลังงานหมุนเวียน และโจทย์สำคัญของระบบไฟฟ้าแห่งอนาคต

เมื่อการเลือกโรงไฟฟ้าไม่ได้วัดกันแค่ค่าไฟต่อหน่วย แต่ต้องมองถึงต้นทุน ความมั่นคง และความสามารถในการทำงานร่วมกันของทั้งระบบ

ในช่วงที่หลายประเทศกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำ ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center, AI และภาคอุตสาหกรรม ทำให้การวางแผนระบบไฟฟ้ามีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งในด้านต้นทุนการลงทุน ความมั่นคงของระบบ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

รายงาน The Costs of Generating Electricity 2025 จัดทำโดย Nuclear Energy Agency (NEA) ร่วมกับ Electric Power Research Institute (EPRI) เป็นหนึ่งในเอกสารสำคัญที่ช่วยให้เห็นภาพต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากเทคโนโลยีต่าง ๆ โดยรวบรวมข้อมูลจาก 21 ประเทศ ครอบคลุม 23 เทคโนโลยี และมีข้อมูลต้นทุนรวม 309 รายการ

รายงานฉบับนี้ไม่ได้มองเพียงว่าโรงไฟฟ้าชนิดใดผลิตไฟฟ้าได้ถูกที่สุด แต่ยังชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของการเปรียบเทียบต้นทุน และความจำเป็นในการประเมินระบบไฟฟ้าในภาพรวม

📊 LCOE บอกอะไรเราเกี่ยวกับต้นทุนไฟฟ้า?

ตัวชี้วัดหลักของรายงานคือ Levelised Cost of Electricity (LCOE) หรือ ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดอายุโครงการ ซึ่งนำต้นทุนต่าง ๆ เช่น เงินลงทุน การเดินเครื่องและบำรุงรักษา เชื้อเพลิง และการรื้อถอนโรงไฟฟ้า มาพิจารณาร่วมกันตลอดอายุการดำเนินงาน

ข้อมูลในรายงานแสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีที่มีต้นทุนการผลิตต่ำในปัจจุบันมีทั้งพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ดำเนินการอยู่แล้วและสามารถต่ออายุการใช้งานได้

สำหรับการก่อสร้างใหม่ พลังงานลมบนบก (Onshore Wind) และพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar PV) มีค่า LCOE มัธยฐานประมาณ 59 และ 68 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ชั่วโมงตามลำดับ ขณะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ก่อสร้างภายใต้สมมติฐาน NOAK มีค่ามัธยฐานประมาณ 81 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง

ส่วนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่และ SMR ที่ก่อสร้างในช่วงเวลาอันใกล้นับจากนี้จะมีค่ามัธยฐานประมาณ 140 และ 142 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ชั่วโมงตามลำดับ

ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าประมาณจากข้อมูลและสมมติฐานของประเทศที่เข้าร่วม ไม่ใช่ต้นทุนที่รับประกันว่าจะเกิดขึ้นกับทุกโครงการ โดยเฉพาะเมื่อแต่ละประเทศมีต้นทุนเงินทุน ค่าแรง ราคาพลังงาน และความพร้อมของอุตสาหกรรมแตกต่างกัน

☢️ SMR วันนี้ กับโอกาสในการลดต้นทุนในอนาคต

ประเด็นสำคัญของรายงานคือการแยกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่คาดว่าจะก่อสร้างในระยะเวลาอันใกล้ นับจากนี้ (Near-term) ออกจากโรงไฟฟ้าที่ผ่านการก่อสร้างซ้ำและเกิดการเรียนรู้ทางอุตสาหกรรมแล้ว (Nth-of-a-kind: NOAK)

สำหรับ SMR รายงานประเมินค่า LCOE มัธยฐานไว้ที่ประมาณ 142 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ชั่วโมงในกรณี Near-term และประมาณ 81 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ชั่วโมงในกรณี NOAK

ความแตกต่างนี้สะท้อนถึงโอกาสในการลดต้นทุนเมื่อเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมมีความพร้อมมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า SMR ทุกแบบจะสามารถลดต้นทุนลงได้ในระดับเดียวกัน

การเปลี่ยนจากโรงไฟฟ้าแห่งแรกไปสู่การก่อสร้างซ้ำจำเป็นต้องอาศัยหลายปัจจัย ทั้งการออกแบบที่เป็นมาตรฐาน การก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง ห่วงโซ่อุปทานที่มีความพร้อม การพัฒนากระบวนการผลิต ตลอดจนเสถียรภาพของนโยบายและกฎระเบียบ

สำหรับ SMR ซึ่งมีแนวคิดสำคัญประการหนึ่งคือการผลิตชิ้นส่วนหรือโมดูลจากโรงงาน การพัฒนาอุตสาหกรรมให้สามารถผลิตซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องพิจารณาควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ต้นทุนของ SMR ในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างระบบอุตสาหกรรมรองรับการใช้งานจริงด้วย

🔋 พลังงานหมุนเวียนและแบตเตอรี่: ต้องมองมากกว่าต้นทุนการผลิต

พลังงานลมและแสงอาทิตย์มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในหลายบริบท แต่ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและช่วงเวลา จึงมีข้อจำกัดในการตอบสนองความต้องการไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง

เมื่อสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนผันแปร (Variable Renewable Energy: VRE) เพิ่มขึ้น ระบบไฟฟ้าจำเป็นต้องมีทรัพยากรที่ช่วยรักษาสมดุลระหว่างการผลิตและการใช้ไฟฟ้า เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน โรงไฟฟ้าที่สามารถปรับกำลังผลิตได้ การบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้า และโครงข่ายเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่

รายงานฉบับนี้นำเสนอการประเมิน Solar PV ร่วมกับ Battery Energy Storage System (BESS) ด้วย โดยมีค่า LCOE มัธยฐานประมาณ 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง

แม้การติดตั้งแบตเตอรี่จะเพิ่มต้นทุนเมื่อเทียบกับ Solar PV เพียงอย่างเดียว แต่ก็สามารถเพิ่มความยืดหยุ่นในการนำพลังงานมาใช้ในช่วงเวลาที่ต้องการได้

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนของแบตเตอรี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาติดตั้งเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับระยะเวลาการกักเก็บพลังงาน ประสิทธิภาพการชาร์จและคายประจุ อายุการใช้งาน และรูปแบบการใช้งานในระบบไฟฟ้าด้วย

จึงไม่ควรนำ LCOE ของ Solar PV เพียงอย่างเดียวมาเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตามความต้องการ โดยไม่พิจารณาบริบทของระบบไฟฟ้าร่วมด้วย

⚙️ Capacity Factor และต้นทุนเงินทุน: ตัวแปรที่เปลี่ยนผลการประเมิน

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ Capacity Factor หรือสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจริงเมื่อเทียบกับการผลิตเต็มกำลังตลอดเวลา

รายงานกำหนด Capacity Factor ที่ 85% สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติแบบ Combined Cycle Gas Turbine (CCGT) เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบเทคโนโลยีที่ใช้ผลิตไฟฟ้าฐานภายใต้สมมติฐานเดียวกันได้

แต่ในทางปฏิบัติ โรงไฟฟ้าแต่ละชนิดอาจมีรูปแบบการเดินเครื่องแตกต่างกันตามความต้องการใช้ไฟฟ้า ราคาพลังงาน และสภาพของระบบไฟฟ้า

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีต้นทุนคงที่ในสัดส่วนสูง การเดินเครื่องด้วย Capacity Factor ต่ำจึงส่งผลต่อต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซ CCGT มีต้นทุนเงินลงทุนเริ่มต้นต่ำกว่าและมีความยืดหยุ่นในการเดินเครื่องมากกว่า

นอกจากนี้ รายงานใช้ Real Discount Rate ที่ 5% เป็นสมมติฐานกลางสำหรับทุกประเทศและทุกเทคโนโลยี

ในโครงการจริง ต้นทุนเงินทุน ระยะเวลาก่อสร้าง และความเสี่ยงด้านการลงทุนอาจแตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะโครงการนิวเคลียร์ที่ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูงและมีระยะเวลาพัฒนาโครงการยาวนาน

ดังนั้น การประเมินต้นทุนโรงไฟฟ้าจึงต้องพิจารณาทั้งต้นทุนทางเทคนิคและเงื่อนไขทางการเงินควบคู่กัน

🌍 ทำไม LCOE จึงไม่ใช่คำตอบทั้งหมด?

หนึ่งในข้อสรุปสำคัญของรายงานคือ LCOE เป็นตัวชี้วัดต้นทุนระดับโรงไฟฟ้า ไม่ใช่ต้นทุนทั้งหมดของระบบไฟฟ้า

ตัวอย่างเช่น โรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำอาจผลิตไฟฟ้าได้ในช่วงเวลาที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ ขณะที่ระบบยังต้องมีแหล่งพลังงานอื่นรองรับช่วงเวลาที่ความต้องการสูง

ในทางกลับกัน โรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าอาจมีบทบาทในการรักษาความมั่นคงของระบบหรือช่วยลดความจำเป็นในการลงทุนด้านอื่น

ต้นทุนระบบไฟฟ้า (System Costs) จึงต้องพิจารณาปัจจัยเพิ่มเติม เช่น

🔹 ความสามารถในการตอบสนองความต้องการไฟฟ้าในแต่ละช่วงเวลา

🔹 การสำรองกำลังผลิตและความมั่นคงของระบบ

🔹 การลงทุนในระบบส่งและระบบจำหน่าย

🔹 การจัดการความผันแปรของพลังงานหมุนเวียน

🔹 การใช้ประโยชน์จากระบบกักเก็บพลังงานและการเชื่อมโยงโครงข่าย

การวางแผนระบบไฟฟ้าคาร์บอนต่ำจึงต้องอาศัยเทคโนโลยีหลายประเภทที่ทำงานเสริมกัน ไม่ว่าจะเป็นนิวเคลียร์ พลังงานหมุนเวียน แบตเตอรี่ พลังน้ำ เชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ หรือการบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้า

รูปแบบที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะความต้องการไฟฟ้า ทรัพยากรที่มีอยู่ และข้อจำกัดของระบบในแต่ละประเทศ

💡 บทสรุป

การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อค้นหาเทคโนโลยีที่มีค่าไฟต่อหน่วยต่ำที่สุด แต่เป็นการออกแบบระบบไฟฟ้าที่สามารถผลิตและส่งมอบพลังงานได้อย่างมั่นคง ในต้นทุนที่เหมาะสม และสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม

รายงาน The Costs of Generating Electricity 2025 แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาต้นทุนตลอดอายุโครงการ การเรียนรู้ทางอุตสาหกรรม และบทบาทของเทคโนโลยีต่าง ๆ ในระบบไฟฟ้าโดยรวม

สำหรับ SMR ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงว่าโรงไฟฟ้าแห่งแรกจะมีต้นทุนเท่าไร แต่ยังรวมถึงความสามารถในการพัฒนาอุตสาหกรรม การก่อสร้างซ้ำ และการบูรณาการเข้ากับระบบไฟฟ้าในอนาคต

📚 เอกสารอ้างอิง

Nuclear Energy Agency (NEA) & Electric Power Research Institute (EPRI). The Costs of Generating Electricity 2025.

#ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ #วิศวกรรมศาสตร์จุฬาฯ

ที่อยู่

254 ถ. พญาไท วังใหม่ ปทุมวัน
Bangkok
10330

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Nuclear Engineering, Chulalongkorn University โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ มหาวิทยาลัย

ส่งข้อความของคุณถึง Nuclear Engineering, Chulalongkorn University:

ทางลัด

แชร์