Center for Ethnic Studies and Development - ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์ฯ มช.

Center for Ethnic Studies and Development - ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์ฯ มช. ความรู้เพื่อสังคมพหุวัฒนธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

24/08/2026

เปิดมุมมอง นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ ผอ.รพ.ท่าสองยาง
ทำไม “หมอ”ต้องผลักดันการศึกษาเด็กในค่ายผู้ลี้ภัย
------------
การแสดงจุดยืนของ นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ หรือ “หมอหนึ่ง” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าสองยาง ที่อยู่เคียงข้างเด็กนักเรียน 13 คนจากศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัยบ้านแม่หละ เป็นข่าวเล็กมาตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา (https://www.facebook.com/photo/?fbid=1729599775837490&set=a.504230305041116 ) นับตั้งแต่เด็กนักเรียนกลุ่มนี้ถูกสั่งให้หยุดเรียนจากชั้น ม.1 โรงเรียนบ้านคะเนจื้อกลางคันอันเป็นผลจากคำสั่งของ สพป.(สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา) เขต 2 ตาก เพราะเห็นว่ามีสถานะบุคคลไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมกับเรียนเงินคืนเงินอุดหนุนบางส่วน

ถามว่าทำไมหมอถึงต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับงานด้านการศึกษาของเด็กๆด้วย นพ.ธวัชชัย ตอบว่า เด็กไม่ได้รับแค่เพียงการศึกษา โรงเรียนไม่ได้ให้แค่เรื่องการศึกษาอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าความรู้อ่านออกเขียนได้อย่างเดียว เขาดูแลเรื่องสุขภาพด้วย เช่น เรื่องวัคซีน เรื่องควบคุมป้องกันโรค เรื่องโภชนาการ เรื่องทักษะ เรื่องการอยู่ร่วมกัน แล้วก็ปลูกฝังสุขภาพความรู้ ค่านิยม ความเชื่อ รวมถึงทักษะการปฏิเสธสิ่งเสพติดและของไม่ดี การที่เด็กเรียนอยู่ในโรงเรียนเป็นเวลา 2-3 เดือน ได้รู้จักเพื่อนและสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบตัว การถูกให้หยุดเรียนหรือออกจากโรงเรียน ย่อมทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองถูกปฏิเสธและไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลต่อทัศนคติของเด็กต่อสังคมไทย

“คือถ้าเป็นเรา เราก็รู้สึกว่า เอ๊ะ มันทำไมมันไม่เป็นธรรม หากสังคมไทยปฏิเสธเด็กกลุ่มนี้เอาออกจากระบบการศึกษา ผลเสียที่เกิดขึ้นอาจมีมูลค่าสูงกว่าค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพราะเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือ เขาอาจเข้าสู่ปัญหาทางสังคมในรูปแบบอื่น ทั้งการแต่งงานเร็ว การไม่มีงานที่ดีทำ การเข้าไปเกี่ยวข้องกับอบายมุข หรือยาเสพติด ท้ายที่สุดปัญหาเหล่านี้ไม่ได้อยู่ไกลตัวสังคมไทย ถ้ามองแล้วมันเป็นผลเสียกับสังคมไทยมากกว่า การที่เราจะแค่จ่ายเงินในเรื่องการศึกษาไม่ได้มากนัก เมื่อเทียบกับผลกระทบที่มันเกิดขึ้นกับสังคมไทย แล้วก็ภาพลักษณ์ชื่อเสียงของประเทศไทย”

หมอหนึ่งอธิบายถึงสาเหตุที่ร่วมกับนักวิชการ นักกฎหมายและภาคประชาชาสังคมจำนวนหนึ่ง ผลักดันให้เด็กทั้ง 13 คนได้คืนสู่ห้องเรียน

“เด็กส่วนใหญ่ถ้าถูกออกกลางคัน ไม่ได้เรียนหนังสือ ต่อไปก็อาจจะมีปัญหาอื่นตามมา เด็กๆแถวนี้(ชายแดนตาก) ถ้าไม่ได้เรียนอาจจะจบด้วยการแต่งงานเร็ว หรือพอไม่มีงานดีๆทำ ก็อาจไปหาเรื่องอบายมุข ไปติดอาชญากรรมอะไรต่างๆ ซึ่งเด็กกลุ่มนี้เขาอยู่แถวนี้อยู่แล้ว เขาจะใช้ชีวิตวนไปวนมากับเรื่องพวกนี้ แล้วพอเรามีปัญหาเรื่องยาเสพติด มันก็กระทบกับพวกเราอยู่ดี ผมรู้สึกว่าปัญหาดังกล่าวไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะหากเด็กกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาโดยไม่มีโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพชีวิต ปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมย้อนกลับมากระทบสังคมโดยรวม”

เมื่อถามว่าปัญหาด้านการศึกษากับปัญหาด้านสุขภาพเกี่ยวข้องกันหรือไม่ หมอหนึ่งกล่าวว่า “อาจจะเกี่ยวบ้าง แต่ถามว่าเกี่ยวกับสังคมไหม มันเกี่ยว แล้วเราก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบ ซึ่งประสบการณ์ส่วนตัวของผม จากการได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 1 ปี การให้โอกาสทางการศึกษาไม่ได้มีเพียงผลตอบแทนด้านความรู้ แต่ยังสร้างความสัมพันธ์และความรู้สึกผูกพันระหว่างผู้คน ซึ่งสามารถนำไปสู่ความร่วมมือในอนาคต มันทำให้ผมซึมซับ แล้วก็ได้อะไรจากญี่ปุ่น เหมือนเราไปเป็นคนญี่ปุ่นคนนึงเลย ได้มีเครือข่ายอะไรประมาณนี้ ตอนหลังผมมีแขกจากญี่ปุ่นมาเยี่ยมบ่อยๆ เขามาบริจาค หรือพานักศึกษาแพทย์มาดูงาน เป็นการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน”

“สำหรับเด็กที่อยู่ในประเทศไทยแต่ยังติดข้อจำกัดด้านเอกสารหรือสถานะบุคคล ผมเห็นว่าไม่ควรนำเรื่องเอกสารสัญชาติหรือความเป็น ‘คนไทย-คนต่างชาติ’ มาเป็นกำแพงกีดขวางการศึกษา เพราะเด็กจำนวนมากเกิดและเติบโตในพื้นที่ชายแดน และมีแนวโน้มที่จะใช้ชีวิตและทำงานในประเทศไทยต่อไป หากเด็กเหล่านี้ไม่ได้เรียนหนังสือ หรือเรียนอยู่ในศูนย์อพยพที่หลักสูตรยังไม่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะมีข้อจำกัดในการเรียนต่อไม่ได้และการเข้าสู่ตลาดแรงงานในประเทศไทย ทำให้พวกเขาไม่สามารถพัฒนาตัวเองไปสู่งานที่มีรายได้ดี และในระยะยาวยังหมายถึงการสูญเสียโอกาสที่ประเทศไทยจะมีแรงงานเพิ่มขึ้น”

ตลอด 40 ปีในการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบชายแดนไทย 9 แห่ง ฝ่ายความมั่นคงได้สั่งห้ามการเรียนภาษาไทยในสถานศึกษาของทุกศูนย์พักพิงฯเนื่องจากหวาดระแวงว่าผู้ลี้ภัยจะออกมาใช้ชีวิตภายนอก แต่ภายหลังประเทศไทยขาดแคลนแรงงานและเมื่อปี 2568 ได้มีมติคณะรัฐมนตรีผ่อนปรนให้ผู้ที่อยู่ในศูนย์พักพิงฯออกมาทำงานด้านนอกได้ ทำให้ฝ่ายความมั่นคงได้ประจักษ์ถึงปัญหาว่าการสั่งห้ามเรียนภาษาไทยได้กลายเป็นข้อจำกัดทำให้แรงงานในศูนย์พักพิงฯไม่มีความพร้อมที่จะออกมาทำงานภายนอก

“ปัญหานี้ควรถูกมองควบคู่กับโครงสร้างประชากรของประเทศไทย ซึ่งกำลังเข้าสู่ภาวะที่เด็กเกิดใหม่น้อยลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น หากประเทศไทยยังไม่สามารถนำเด็กและเยาวชนเข้าสู่ระบบการศึกษาและพัฒนาศักยภาพได้มากขึ้น ในอนาคตประเทศอาจเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง ซึ่งตอนนี้ 3-4 ปีหลัง ประชากรไทยลดลง จากที่รุ่นผมเกิดเป็นล้าน แต่รุ่นนี้เกิด 3-4 แสนคน ตายปีนึง 8 แสน ซึ่งลดลงปีละ 3-4 แสน ถ้าเรายังไม่เอาเด็กเข้ามาสู่ระบบให้มากขึ้น ต่อไปก็คงไม่มีใครทำงาน” นพ.ธวัชชัยมองในภาพใหญ่ที่กำลังกลายเป็นปัญหาของสังคมไทย

เมื่อถามย้ำว่าจะอธิบายอย่างไรให้คนบางกลุ่มที่พยายามปั่นกระแสว่าเอางบประมาณไปช่วยคนต่างด้าว ซึ่งทุกครั้งที่กระแสเหล่านี้ถูกปลุกก็มักใช้ได้ผลกับนักบริหารประเทศ

“หากพิจารณาผ่านระบบภาษี เด็กและครอบครัวที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย พวกเขาก็มีส่วนในการจ่ายภาษีทางอ้อมผ่านการซื้อสินค้าและบริการเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป เขาซื้อของไทยเกือบหมด เขาก็ซื้อของเหมือนที่เราใช้ เขาก็ควรจะได้รับภาษีคืน และการลงทุนด้านการศึกษาเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่สามารถสร้างผลผลิตหรือ productivity ได้สูงในระยะยาว เด็กกลุ่มนี้สามารถกลายเป็นแรงงานสำคัญของประเทศไทย ทั้งแรงงานที่มีทักษะและไม่มีทักษะ หากได้รับโอกาสในการศึกษาและพัฒนาศักยภาพ ถ้าต่อไปประเทศไทยต้องการแรงงาน กลุ่มนี้เขาก็จะเป็นแรงงานสำคัญที่จะมาช่วยพัฒนาประเทศเราต่อไป” ตลอดกว่า 20 ปีที่ทำงานในรพ.ชายแดน ทำให้หมอหนึ่งเห็นภาพชัดของความเชื่อมโยงกันของปัญหา

“การนำเด็กและครอบครัวเข้าสู่ระบบการศึกษา ยังมีความสำคัญต่อระบบสาธารณสุข เพราะเมื่อมีฐานข้อมูลประชากรกลุ่มนี้ที่ชัดเจน รัฐสามารถเข้าถึงบริการป้องกันโรค เช่น การฉีดวัคซีน การควบคุมโรคได้ ซึ่งไม่เพียงป้องกันโรคในกลุ่มเด็กและครอบครัวเหล่านี้ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อประชากรไทยโดยรวม”

เมื่อปีที่แล้ว นพ.ธวัชชัยและ รพ.ท่าสองยาง ต้องเข้าไปรับผิดชอบงานด้านสาธารณสุขภายในศูนย์พักพิงฯบ้านแม่หละ ภายหลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯยุติการให้เงินสนับสนุนองค์กร International Rescue Committee หรือ IRC ทำให้ต้องดูแลคนเพิ่มอีก 4 หมื่นคน ซึ่ง รพ.ชายแดนหลายแห่งต่างมีหนี้สินเพิ่มขึ้น เนื่องจากการสนับสนุนจากรัฐบาลกลางยังถูกจำกัด ทำให้หลายคนรู้สึกเป็นห่วง รพ.ท่าสองยาง

“การเข้าไปสนับสนุนระบบสุขภาพภายในค่ายแม่หละ ช่วยลดภาระของโรงพยาบาลภายนอก เพราะหากระบบสุขภาพภายในค่ายไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้ ผู้ป่วยอาจเดินทางออกมารับบริการตามโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งทำให้ระบบบริการสุขภาพเกิดความวุ่นวายและเพิ่มภาระให้บุคลากรที่มีจำนวนจำกัดอยู่แล้ว ถ้าเขาไม่สามารถดูแลสุขภาพข้างในได้ คนไข้กลุ่มนี้ก็จะออกมาข้างนอก โดยที่อาจจะไปโรงพยาบาลนู้น โรงพยาบาลนี้ โรงพยาบาลนั้น ซึ่งก็จะเกิดความวุ่นวาย แล้วก็คิดว่ามันก็จะไม่เป็นระบบ การที่เราเข้าไปดูแล เพื่อทำให้เขาสามารถดูแลคนไข้ข้างในได้ มันก็จะเป็นการลดภาระโรงพยาบาลเรา”

ผอ.รพ.ท่าสองกล่าวว่าปัจจุบันประชากรในค่ายแม่หละมีประมาณ 40,000 คน ขณะที่บุคลากรด้านสุขภาพภายในค่ายมีประมาณ 236 คน รวมแพทย์ 3 คน ซึ่งเป็นแพทย์ชาวเมียนมา โดยมีภารกิจตรวจรักษาผู้ป่วย หากพบผู้ป่วยอาการหนักจะส่งต่อมายังโรงพยาบาลท่าสองยาง ขณะที่บางองค์กรยังเข้ามาสนับสนุนงานด้านวัคซีน สุขภาพแม่และเด็ก และการส่งต่อผู้ป่วย และโรงพยาบาลยังเข้าไปสนับสนุนด้านการควบคุมป้องกันโรค การส่งต่อผู้ป่วย สุขภาพแม่และเด็ก รวมถึงสุขภาพจิต ซึ่งเป็นอีกปัญหาสำคัญในค่าย

“ช่วงก่อนเนี่ย เราพบว่ามีฆ่าตัวตายอยู่ในแคมป์เยอะ คือมากขึ้น ก็อาจจะเกี่ยวเรื่องความเครียดข้างใน อาจจะโดนเรื่องตัดงบ แล้วก็อาจจะมีปัญหาเรื่องการใช้สารเสพติด ซึ่งแนวทางที่โรงพยาบาลเข้าไปช่วยในเบื้องต้น คือการอบรมเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะในโรงเรียน ให้สามารถคัดกรองผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต หากพบผู้ที่มีอาการรุนแรงจึงส่งต่อให้แพทย์เพื่อรักษา”หมอหนึ่งอธิบายสถานการณ์ด้านสุขภาพของคนในศูนย์พักพิงฯบ้านแม่หละ

การเข้าไปดูแลสุขภาพของผู้ลี้ภัยในค่ายแม่หละทำให้หมอหนึ่งต้องคลุกคลีกับงานด้านอื่นๆด้วยโดยเฉพาะด้านการศึกษาของเด็กและเยาวชน

“โรงเรียนภายในค่ายยังมีข้อจำกัดสำคัญ โดยหลักสูตรเน้นการอ่านออกเขียนได้และใช้ภาษาพม่า กะเหรี่ยง และอังกฤษ แต่ไม่มีการเรียนภาษาไทยอย่างเป็นระบบ รวมถึงไม่ได้มีระบบดูแลสุขภาพเด็กในโรงเรียนเช่นเดียวกับโรงเรียนภายนอก ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้เด็กที่เรียนอยู่ในค่ายมีทางเลือกในอนาคตค่อนข้างจำกัด เพราะไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยและไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาต่อเนื่องของประเทศไทยได้ ขณะที่เด็กบางคนเกิดในค่ายและไม่มีญาติหรือบ้านเดิมที่สามารถเดินทางกลับไปได้ จะให้เขากลับประเทศไหน บางคนเขาก็เกิดในนั้น เขาก็ไม่ได้มีญาติที่จะกลับไปได้แล้ว เขาก็ต้องอยู่ในนี้แหละครับ”

หมอหนึ่งกล่าวว่า “การเปิดโอกาสให้เด็กกลุ่มนี้ออกมาเรียนในโรงเรียนภายนอกเป็นหนึ่งในทางออกสำคัญ เพราะนอกจากจะทำให้เด็กมีความรู้และทักษะแล้ว ยังช่วยให้เด็กเข้าใจภาษา วัฒนธรรม และสังคมไทย สามารถศึกษาต่อและทำงานในประเทศไทยได้ในอนาคต”
-------------
หมายเหตุ-การสัมภาษณ์ชิ้นนี้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569

[ภาษาไทยด้านล่าง]“I grew up along the Kok River. Since I was young, people in our village have made a living farming veg...
24/08/2026

[ภาษาไทยด้านล่าง]

“I grew up along the Kok River. Since I was young, people in our village have made a living farming vegetables along the riverbank. During the dry season, around March and April, when we have no water at home, we have to come wash our clothes in the Kok River.

I want the government to pay attention to the Kok River because it’s so important to us. The river flows right through our village, yet we no longer have the right to use it safely. It makes me sad looking at it. It used to be clear, but now we can’t even step into the water. With these toxins, we don’t even dare to eat our vegetables anymore. Even farmers whose plots aren’t near the river water are being grouped together and affected by contamination fears. Most importantly, I want the government to secure safe water sources for us.”

Sunaree Nampen, 36, Tai Sam ethnic group, Huay Sala Village, Mae Ai District, Chiang Mai Province (June 4, 2026)
“เราเติบโตมากับสายน้ำแม่น้ำกก ตั้งแต่เล็กจนโตในหมู่บ้านเราเป็นเกษตรกรที่ปลูกผักแถวแม่น้ำ และช่วงหน้าแล้งที่บ้านเราจะไม่มีน้ำ จะต้องมาซักผ้าใช้น้ำจากแม่น้ำกก ประมาณช่วงเดือนมีนาเมษายน

เราอยากให้รัฐบาลหันมาใส่ใจเรื่องแม่น้ำกกเพราะว่าน้ำกกสำคัญสำหรับเรา เรามีน้ำไหลผ่านหมู่บ้าน แต่เราไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้มัน ดูแล้วมันเศร้า มันเคยใส แล้วตอนนี้เราลงไปไม่ได้ มันมีสารอะไรอย่างนี้เราก็เริ่มไม่กล้ากินผัก พื้นที่บางที่บางจุดมันไม่ได้อยู่ใกล้แหล่งน้ำเราก็โดนเหมาในเรื่องของส่วนตรงนี้ด้วย อันนี้ก็กระทบกับเราด้วย ที่สำคัญเราอยากให้รัฐหาแหล่งน้ำที่ปลอดภัยให้เรา”

สุนารี นามเป็น อายุ 36 ปี ชาติพันธุ์ไทแซ่ม บ้านห้วยศาลา ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ (4 มิถุนายน 2569)

20/08/2026
18/08/2026

ผอ.รพ.ท่าสองยางเผยสาเหตุหนุนให้เด็กในค่ายผู้ลี้ภัยได้เรียนใน รร.ไทย-ชี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการอ่านออกเขียนได้เท่านั้นยังช่วยพัฒนาทักษะด้านสุขภาพ/ความผูกพันสังคมไทย-นักวิชาการจี้ชะลอบังคับใช้ประกาศ-เร่งนำตัวเด็กๆคืนห้องเรียน

----------

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล(รพ.)ท่าสองยาง จ.ตาก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี รพ.ท่าสองยาง(สาขาแม่หละ) ออกแถลงการณ์สนับสนุนให้รับเด็กนักเรียน 13 คนจากศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบบ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก กลับเข้าสู่โรงเรียนบ้านขะเนจื้อซึ่งอยู่นอกค่ายผู้ลี้ภัย ภายหลังจาก สพป.(สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา) เขต 2 เห็นว่านักเรียนกลุ่มนี้มีสถานะบุคคลไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดและให้ออกกลางคัน ว่าการไปโรงเรียนไม่ได้ให้แค่เรื่องการอ่านออกเขียนได้อย่างเดียว แต่โรงเรียนสอนให้ดูแลเรื่องสุขภาพด้วย เช่น เรื่องวัคซีน เรื่องควบคุมป้องกันโรค เรื่องโภชนาการ เรื่องการอยู่ร่วมกัน รวมถึงทักษะการปฏิเสธสิ่งเสพติดและของไม่ดี

นพ.ธวัชชัย กล่าวว่าเด็กนักเรียนกลุ่มนี้อยู่ในโรงเรียนมาแล้ว 2-3 เดือน ได้รู้จักเพื่อนและสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบตัว ก่อนถูกให้หยุดเรียนหรือออกจากโรงเรียน ย่อมทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองถูกปฏิเสธและไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลต่อทัศนคติของเด็กต่อสังคมไทย

“ผมเองก็รู้สึกว่า เอ๊ะ มันทำไมมันไม่เป็นธรรม หากสังคมไทยปฏิเสธเด็กกลุ่มนี้ออกจากระบบการศึกษา ผลเสียที่เกิดขึ้นอาจมีมูลค่าสูงกว่าค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเพราะเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือ อาจเข้าสู่ปัญหาทางสังคมในรูปแบบอื่น ซึ่งท้ายที่สุดปัญหาเหล่านี้ไม่ได้อยู่ไกลตัวสังคมไทย ถ้ามองแล้วมันเป็นผลเสียกับสังคมไทยมากกว่าเพียงแค่เราจ่ายเงินในเรื่องการศึกษาอีกนิดหน่อย เมื่อเทียบกับผลกระทบที่มันเกิดขึ้นกับสังคมไทย รวมถึงภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศไทย”ผู้อำนวยการ รพ.ท่าสองยาง กล่าว

ผู้อำนวยการ รพ.ท่าสองยางกล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะหากเด็กกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาโดยไม่มีโอกาสทางการศึกษาและได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมย้อนกลับมากระทบสังคมโดยรวม

“ประสบการณ์ส่วนตัวของผมจากการได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลาหนึ่งปี การให้โอกาสทางการศึกษาไม่ได้มีเพียงผลตอบแทนด้านความรู้ แต่ยังสร้างความสัมพันธ์และความรู้สึกผูกพันระหว่างผู้คน ซึ่งสามารถนำไปสู่ความร่วมมือในอนาคต มันทำให้ผมซึมซับ แล้วก็ได้อะไรจากญี่ปุ่นเยอะมาก เหมือนเราไปเป็นคนญี่ปุ่นคนนึงเลย ทั้งที่เขาก็คงหวังประโยชน์แบบทำงานกับเรา ได้มีเครือข่ายอะไรประมาณนี้ เราไม่ควรเอาเรื่องเอกสารหรือแบ่งเขาแบ่งเรามาเป็นกำแพงกีดขวางการศึกษา เพราะเด็กจำนวนมากเกิดและเติบโตในพื้นที่ชายแดน มีแนวโน้มที่จะใช้ชีวิตและทำงานในประเทศไทยต่อไป”นพ.ธวัชชัย กล่าว

ผู้อำนวยการ รพ.ท่าสองยาง กล่าวว่า หากเด็กเหล่านี้ไม่ได้เรียนหนังสือ หรือเรียนอยู่ในศูนย์อพยพที่หลักสูตรยังไม่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะมีข้อจำกัดในการเรียนต่อและการเข้าสู่ตลาดแรงงานในประเทศไทย ทำให้พวกเขาไม่สามารถพัฒนาตัวเองไปสู่งานที่มีรายได้ที่ดี ซึ่งในระยะยาวยังหมายถึงการสูญเสียโอกาสที่ประเทศไทยจะมีแรงงานเพิ่มขึ้น

“ปัญหานี้ควรถูกมองควบคู่กับโครงสร้างประชากรของประเทศไทย เรากำลังเข้าสู่ภาวะที่เด็กเกิดใหม่น้อยลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น หากประเทศไทยยังไม่สามารถนำเด็กและเยาวชนเข้าสู่ระบบการศึกษาและพัฒนาศักยภาพได้มากขึ้น ในอนาคตประเทศอาจเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรงในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีเด็กเกิดใหม่เพียง 3-4 แสน ขณะที่คนไทยเสียชีวิตปีละประมาณ 8 แสน ถ้าเรายังไม่เอาเด็กเข้ามาสู่ระบบให้มากขึ้น ต่อไปก็คงไม่มีใครทำงาน” นพ.ธวัชชัย กล่าว

ขณะที่ ดร.บงกช นภาอัมพร นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ทราบเป็นการภายในว่าผู้บริหารภายในกระทรวงศึกษาได้รับทราบปัญหานี้แล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรทำในลำดับแรก คือ หยุดการกระทำที่เป็นการละเมิดเด็กก่อน โดยเด็กนักเรียนต้องไม่ถูกให้ออกจากโรงเรียนกลางคัน ในระหว่างยังไม่มีความชัดเจนทางนโยบาย

นักวิชาการด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า รู้สึกกังวลใจ นอกเหนือไปจากการละเมิดสิทธิเด็กซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจนแล้ว ยังมีความไม่ชัดเจนและความล่าช้าในการตอบสนองต่อปัญหาของผู้กำหนดนโยบายที่กำลังทำให้ความขัดแย้งขยายวงในสังคมไทย

“ด่วนที่สุด คือ ขอให้กระทรวงศึกษาพิจารณาชะลอการบังคับใช้ประกาศ สพป.ตากเขต 2 และนำเด็กกลับเข้าเรียนก่อน จากนั้นก็ควรเร่งตั้งเรื่องนี้เข้าไปพิจารณาในที่ประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาของ สมช.(สภาความมั่นคงแห่งชาติ) เสียที เพื่อให้เกิดความชัดเจนและไม่สร้างความอึดอัดใจที่จะขยายเป็นความขัดแย้งในพื้นที่ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ หรือแม้กระทั่งคนในชุมชนเอง”ดร.บงกช กล่าว

--------------

16/08/2026

3 นักวิจัยชาวคะฉิ่นร่วมกันชำแหละจีนสุดเลวร้ายเข้าไปตักตวงแรร์เอิร์ธ-แฉปรากฏการณ์ “อาหย่อ”

ย่ำยีแรงงานหญิงในเหมืองให้ร่วมหลับนอนด้วย-เผยเพื่อให้ได้มาซึ่งแร่หายากรัฐบาลมังกรใช้กลวิธีต่อรองกับกองกำลังKIO/KIA

-------

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ที่ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) ในการประชุมวิชาการนานาชาติพม่าศึกษา ครั้งที่ 5 วันที่ 3 ได้มีการจัดเวทีเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ "Rare Earth Mining in Myanmar: Environmental Degradation, Gender-Based Exploitation, and Shifting Governance in Chipwe" โดยมี Naw Seng รับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและผู้ดำเนิน และวิทยากร 3 คน ได้แก่ Zung Ting, Cindy Aung และ Seng Li เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและสะท้อนวิกฤตการณ์ผลกระทบจากการทำเหมืองแร่หายากในเขตเมืองชิพวี (Chipwi) และพังวา (Pangwa) รัฐคะฉิ่นCitation

Seng Li นักวิจัยประจำศูนย์ศึกษาการพัฒนาอย่างยั่งยืน (RCSD) คณะสังคมศาสตร์ มช.กล่าวถึง เบื้องหลังและสถานการณ์บนพื้นที่จริงภายหลังองค์กรอิสรภาพคะฉิ่น (KIO) และกองทัพอิสรภาพคะฉิ่น (KIA) เข้ายึดครองพื้นที่ทำเหมืองแร่หายาก ในเขตเมืองชิพวี (Chipwi) และพังวา (Pangwa) รัฐคะฉิ่น ตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่อิทธิพลของกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) ภายใต้การนำของตระกูลซะขุ่น (Zahkung)

Seng Li ระบุว่าการตัดสินใจเปิดปฏิบัติการยึดครองแหล่งแร่หายากของ KIO ขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยหลักในเชิงยุทธศาสตร์ ความมั่นคง และเศรษฐกิจการเมืองข้ามพรมแดน คือ 1.ปมความมั่นคงและรอยร้าวในอดีตพันธมิตร พื้นที่ชิพวีและพังวาตั้งอยู่ติดกับแนวชายแดนและมีเส้นทางเชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์ไปยังเมืองไลซา และไมจายาง ซึ่งเป็นที่ตั้งกองบัญชาการใหญ่ของ KIO/KIA ในอดีตกลุ่มของ ซะขุ่น ติงอิง เคยแยกตัวจาก KIO เมื่อปี 2511 ไปตั้งเขตทหาร 101 ของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (BCP) ก่อนจะแปรสภาพเป็นกองทัพประชาธิปไตยใหม่-คะฉิ่น (NDAK) ในปี 2532 ซึ่งในเวลานั้นได้รับความยินยอมจาก KIO ให้อยู่ในพื้นที่ และเคยร่วมรบกับทหารพม่า เช่น ที่เมืองอินจังยาง

Seng Li กล่าวว่าหลังปี 2552 กลุ่ม NDAK ยอมแปลงสภาพเป็น BGF ภายใต้กองทัพพม่า ควบคู่กับการตั้งกองกำลังอาสาสมัครท้องถิ่น (Militia) และเปิดทางให้ทหารพม่ารวมถึงระบบบริหารราชการของทางการพม่าเข้ามาวางรากฐาน ซึ่งกลายเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อ KIO กระทั่งหลังการรัฐประหารปี 2564 และปฏิบัติการ 1027 กลุ่ม BGF ได้ร่วมมือกับทหารพม่าสู้รบกับ KIA โดยตรง โดยมีหลักฐานเอกสารคำสั่งอย่างเป็นทางการจากผู้นำ BGF ประกาศทำสงครามกับ KIO ก่อน ทำให้ KIO ตัดสินใจเปิดฉากเข้ายึดพื้นที่ทั้งหมด

2. เม็ดเงินมหาศาลหล่อเลี้ยงสมรภูมิต่อต้านรัฐประหาร ตัวเลขการส่งออกแร่หายากจากรัฐคะฉิ่นไปยังประเทศจีน ตามข้อมูลที่มีการบันทึกตั้งแต่ปี 2560–2567 มีปริมาณสูงถึง 2.9 ล้านตัน โดยเฉพาะในช่วงปี 2564–2567 มียอดส่งออกสูงถึง 1.7 ล้านตัน

ภายใต้ระเบียบการทำเหมืองฉบับใหม่ที่ KIO ประกาศใช้ มีการกำหนดเก็บค่าภาคหลวง (Royalty) ในอัตรา 40,000 หยวนต่อตัน ซึ่งหาก KIO สามารถจัดเก็บภาษีได้ครบตามปริมาณส่งออก 1.7 ล้านตัน จะสามารถสร้างรายได้เข้าสู่องค์กรได้สูงถึง 6.8 พันล้านหยวน (ประมาณ 943 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) รายได้มหาศาลนี้กลายเป็นแหล่งทุนสำคัญในการนำไปพยุงค่าใช้จ่ายทางทหารและการส่งกำลังบำรุงร่วมกับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ในสมรภูมิต่างๆ

3. แร่หายากคือเครื่องมือต่อรองอำนาจจีน หลังจากฝ่ายต่อต้านขยายพื้นที่ยึดครอง จีนได้เข้ามาแทรกแซงความขัดแย้งอย่างหนัก ทั้งการควบคุมตัวผู้นำกองกำลังโกก้าง MNDAA(Myanmar National Democratic Alliance Army) และการกดดันกองกำลังตะอาง (Ta’ang National Liberation Army-TNLA) จนต้องยอมหยุดยิงและคืนเมืองต่างๆรวมถึงพื้นที่เหมืองแร่อย่าง โมกก ล่าเสี้ยว และโมเมะก์ ให้แก่รัฐบาลทหารพม่า

Seng Li กล่าวว่าสำหรับรัฐคะฉิ่น ทางการจีนได้ใช้มาตรการปิดด่านพรมแดนเพื่อตัดเส้นทางนำเข้าและส่งออกสินค้าเพื่อกดดัน KIO เช่นกัน แต่ในการเจรจาระดับทวิภาคีเมื่อเดือนธันวาคม 2567 นั้น KIO ได้อนุญาตให้ผู้ประกอบการชาวจีนดำเนินกิจการเหมืองแร่หายากต่อไป เป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยนให้จีนยอมเปิดด่านพรมแดนและการค้าตามปกติ แหล่งแร่หายากจึงกลายเป็นแต้มต่อสำคัญในการคานแรงกดดันจากภายนอก

“หลังเข้ายึดพื้นที่ KIO ได้วางระบบบริหารราชการใหม่อย่างครบวงจร ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ ตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร การศึกษา และสาธารณสุข โดยกำหนดให้มี 3 องค์กรหลักในการกำกับดูแลกิจการเหมืองแร่ คือ กระทรวงพาณิชย์ส่วนกลางของ KIO ทำหน้าที่ออกใบอนุญาต/สัมปทาน และจัดเก็บภาษี คณะกรรมการตรวจสอบการทำเหมืองแร่หายาก ทำหน้าที่ตรวจตราพื้นที่เหมือง และ คณะกรรมการบริหารระดับหมู่บ้าน ทำหน้าที่รับรองคำขอสัมปทานและตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเกิดข้อพิพาทในระดับพื้นที่” Seng Li กล่าว

นักวิจัยคะฉิ่น กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม สถานการณ์จริงบนพื้นที่ยังพบปัญหาข้อพิพาทเรื่องสิทธิ์ในเหมืองแร่ระหว่างนักลงทุน เช่น กรณีข้อพิพาทใกล้เมืองชิพวีเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน ที่ผู้ประกอบการรายหนึ่งนำหนังสือรับรองจากพื้นที่อื่นไปยื่นขอสัมปทานในพื้นที่ใหม่ผ่านช่องทางส่วนกลาง จนคณะกรรมการระดับหมู่บ้านต้องเข้ามาตรวจสอบชี้ขาด

นอกจากนี้ ยังเกิดข้อพิพาทด้านแรงงานระหว่างคนงานท้องถิ่นกับนายจ้างชาวจีนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากนายจ้างจีนมองว่าเมื่อจ่ายค่าจ้างแล้วสามารถสั่งงานอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ แม้ว่าเมื่อเกิดเหตุตำรวจของ KIO จะเข้ามาสอบสวน แต่ในทางปฏิบัติ คำตัดสินและข้อยุติของเจ้าหน้าที่มักมีแนวโน้มตัดสินเข้าข้างและเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการชาวจีนเป็นหลัก ส่งผลให้ผู้ประกอบการชาวจีนยังคงขาดความเคารพต่อคนท้องถิ่น และสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมายที่ยังคงเอนเอียงไปตามผลประโยชน์ของกลุ่มทุนข้ามชาติ

ด้านนายซุง ติง นักวิจัยชาวคะฉิ่นอีกรายหนึ่งกล่าวว่า เนื่องจากรัฐคะฉิ่น เป็นดินแดนทางตอนเหนือสุดของเมียนมาที่มีพรมแดนประชิดทั้งจีนและอินเดีย กำลังกลายเป็นศูนย์กลางการทำเหมืองแร่หายาก ขนาดใหญ่ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของโลกที่ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ ได้ผลักดันให้ความต้องการแร่ชนิดนี้พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2040 ประกอบกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าที่ทำให้ชาติต่างๆ เร่งจัดหาแร่ยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคง แม้กะฉิ่นจะอุดมไปด้วยหยก ทองคำ ทับทิม และแร่หายาก แต่สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษกลับทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในดินแดนที่ยากจนที่สุด

นักสิ่งแวดล้อมชาวคะฉิ่น กล่าวว่า จีนซึ่งเป็นผู้ผูกขาดห่วงโซ่การผลิตและแปรรูปแร่หายากของโลก ได้ปรับนโยบายระหว่างปี 2012–2015 โดยหันไปเน้นการแปรรูปและสั่งปิดเหมืองผิดกฎหมายในประเทศตนเอง ทำให้กลุ่มทุนจีนเริ่มเคลื่อนย้ายเข้ามาทำเหมืองในรัฐกะฉิ่นแทน สถานการณ์รุนแรงขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2021 เมื่อบริษัทเหมืองแร่สัญชาติจีนเข้ามาทำข้อตกลงร่วมกับรัฐบาลทหารเมียนมา ข้อมูลจากสถาบันสติมสัน ระบุว่า ในรัฐคะฉิ่นมีจุดชะล้างแร่หายากผุดขึ้นมากกว่า 500 จุด

จนกระทั่งในปี 2024 กองทัพเอกราชคะฉิ่น ได้เข้ายึดและควบคุมพื้นที่เหมืองหลักในเขตชีปเว และพังวา ส่งผลให้ทางการจีนตอบโต้ด้วยการปิดด่านชายแดนเพื่อสกัดการขนส่งสารเคมีและเครื่องจักรหนัก เช่น รถแบ็กโฮและรถแทรกเตอร์ ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะเจรจาตกลงกันได้ และกลับมาเดินหน้าทำเหมืองเต็มกำลังอีกครั้งในปี 2025 พร้อมกันนี้ จีนยังได้ขยายฐานการทำเหมืองไปยังรัฐฉาน ในเขตอิทธิพลของกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) และกลุ่มโกก้าง (MNDAA) ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทางการจีน

นายซุง ติง กล่าวว่า ภาพการทำเหมืองแร่หายากในพื้นที่ใช้วิธีชะล้างแร่ในแหล่ง ซึ่งเริ่มต้นจากการตัดไม้ทำลายป่าบนยอดเขาจนโล่งเตียน จากนั้นจึงขุดเจาะหลุมลึกจำนวนมากลงไปในเนื้อดิน แล้วเทกรดแอมโมเนียมซัลเฟต ลงไปในหลุมเพื่อให้สารเคมีทำปฏิกิริยาดึงแร่หายากออกจากชั้นดิน บริเวณตีนภูเขา คนงานจะเจาะหลุมแนวนอนเพื่อฝังท่อรวบรวมของเหลวปนเปื้อนแร่ให้ไหลลงมารวมกันในบ่อพักขนาดใหญ่ จากนั้นจึงใส่กรดออกซาลิก เพื่อให้แร่หายากตกตะกอนแยกตัวออกมา ก่อนจะนำไม้ที่ตัดจากป่าในบริเวณนั้นมาเผาเป็นฟืนเพื่อสกัดจนได้แร่ออกไซด์ ส่วนกากสารเคมีและของเสียอันตรายทั้งหมดถูกปล่อยทิ้งไว้เกลื่อนกลาดรอบพื้นที่ภูเขา

นายซุง ติง กล่าวว่า ผลจากการทำเหมืองสร้างความเสียหายอย่างหนักในหลายมิติ สายน้ำปนเปื้อนสารเคมี เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน น้ำฝนจะชะล้างกากสารพิษจากภูเขาไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ สารพิษจากการทำเหมืองในรัฐฉานได้ไหลลงสู่แม่น้ำสายและแม่น้ำกก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนท้ายน้ำในภาคเหนือของไทยที่ต้องพึ่งพาสายน้ำในการอุปโภค ทำการเกษตร ประมง และการท่องเที่ยว ก่อนจะไหลต่อไปยังระบบแม่น้ำโขง ขณะเดียวกัน มลพิษจากเหมืองในรัฐกะฉิ่นก็ไหลลงสู่แม่น้ำอิรวดี ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงประชาชนตลอดแนวเหนือจรดใต้ของเมียนมา

“ได้เกิดกระทบวิถีชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนพังทลาย ดินและแหล่งน้ำใต้ดินในแปลงเกษตรเกิดการปนเปื้อน พืชผักธรรมชาติ ปลา น้ำผึ้ง และสมุนไพรในป่าที่ชาวบ้านเคยเก็บหาไม่สามารถนำมาบริโภคได้ แม้แต่ฝั่งจีนเองก็ประกาศปฏิเสธการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรและของป่าจากพื้นที่นี้เพราะทราบดีว่ามีการปนเปื้อนสารเคมี ทำให้ชาวบ้านสูญเสียรายได้หลักในการดำรงชีพ”นักวิจัยชาวคะฉิ่นผู้นี้กล่าว

เขากล่าวด้วยว่า ภัยคุกคามป่าต้นน้ำและสัตว์หายาก การตัดไม้และทำลายหน้าดินส่งผลกระทบโดยตรงต่อเทือกเขาอิมาวบุม ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนของเหมืองชีปเวและพังวา ทำให้ถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ เช่น เก้งใบ ลิงจมูกเชิด และแพนด้าแดง ถูกทำลาย ขณะที่ภัยพิบัติดินถล่ม-น้ำท่วมซ้ำซาก ภูเขาที่ถูกขุดเจาะเป็นโพรงพรุนสูญเสียความแข็งแรงของชั้นดิน ส่งผลให้เกิดดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลันบ่อยครั้ง จากเดิมที่ภัยธรรมชาติครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นทุก 10–20 ปี แต่ปัจจุบันชาวบ้านต้องเผชิญกับน้ำท่วมเกือบทุกปี หรือปีละหลายครั้ง

ความขัดแย้งและปัญหาสังคม การทำเหมืองนำมาซึ่งความตึงเครียดระหว่างชาวบ้านกับกลุ่มอำนาจท้องถิ่น ปัญหายาเสพติดที่แพร่ระบาดตามกลุ่มทุนและแรงงานที่หลั่งไหลเข้ามา รวมถึงการสู้รบแย่งชิงผลประโยชน์และทรัพยากรระหว่างกองทัพพม่า กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ และกองกำลังท้องถิ่น (Militia) ที่ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง

ด้านซินดี้ อ่อง (Cindy Aung) นำเสนองานวิจัยเชิงคุณภาพเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตของผู้หญิง ท่ามกลางจุดตัดของสถานการณ์ความขัดแย้งและการทำเหมืองแร่หายากในภูมิภาคปางวา รัฐคะฉิ่น ประเทศเมียนมา ที่ติดชายแดนประเทศจีน โดยระบุว่าแม้รัฐกะฉิ่นเผชิญการรัฐประหารและความขัดแย้งสู้รบ แต่การขยายตัวของเหมืองแร่หายากกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ภาพถ่ายดาวเทียมเผยให้เห็นหลุมขุดเจาะขนาดใหญ่และการขนส่งแร่หายากดิบข้ามด่านชายแดนไปจีนอย่างสม่ำเสมอ งานวิจัยใช้แนวทางที่คำนึงถึงมิติเพศสภาพและความขัดแย้ง สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 12 คน ประกอบด้วยหญิงท้องถิ่น สมาชิกชุมชน และตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคม สะท้อนว่าเหมืองแร่แถบนี้เป็นการทำเหมืองนอกระบบ ไร้การควบคุม ขาดความโปร่งใส สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อดิน แหล่งน้ำ และป่าไม้ พื้นที่ทำกินและเกษตรกรรมของชาวบ้าน

ซินดี้ อ่อง กล่าวว่า ผู้หญิงเผชิญแรงกดดันหลายมิติทับซ้อน ทั้งจากความขัดแย้ง การแผ่ขยายกำลังทหาร การทำเหมือง และระบบธรรมาภิบาลล้มเหลว ทำให้ขาดกลไกคุ้มครองและเยียวยา ภูมิภาคปางวาเป็นพื้นที่ห่างไกล ชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิมมีโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ ยึดมั่นศาสนาสูง ผู้หญิงถูกจำกัดบทบาท ไม่ได้แสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ เผชิญการเลือกปฏิบัติทางเพศและการตีตราทางสังคม สถานการณ์ความขัดแย้งและการตั้งด่านทหารจำกัดการเดินทาง กระทบการไปโรงเรียนของเด็ก และการออกไปเก็บผักหาฟืนของผู้หญิง จากกับระเบิด ความไม่ปลอดภัย และการสู้รบ ขณะที่การตัดสินใจ การอนุมัติ และผลประโยชน์จากเหมืองแร่ถูกผูกขาดโดยผู้ชาย กลุ่มติดอาวุธ เจ้าหน้าที่รัฐ และตัวแทนบริษัท เสียงและความต้องการของผู้หญิงจึงถูกละเลย

นักวิจัยชาวคะฉิ่นกล่าวว่า ผลการศึกษาพบว่า บริษัทเหมืองแร่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ขาดระบบจัดการที่ได้มาตรฐาน ใช้การชะละลายแร่ในแหล่งแร่โดยตรง ซึ่งถูกสั่งห้ามในจีนแล้ว ก่อนปี 2024 พื้นที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่ม NDA-K ร่วมกับกองทัพเมียนมา (Tatmadaw) ร่วมกันออกใบอนุญาตให้บริษัทจีน ข้อมูลเหมืองทั้งหมดถูกปิดกั้น สื่อมวลชนและนักวิจัยเข้าไม่ถึง ชาวบ้านหวาดกลัว ไม่กล้าให้ข้อมูลหรือร้องเรียน จนกระทั่งปี 2024 กองทัพเอกราชคะฉิ่น เข้าควบคุมพื้นที่ชายแดน ทีมวิจัยจึงเริ่มเข้าไปเก็บข้อมูล แม้ชุมชนยื่นหนังสือคัดค้าน แต่บริษัทและผู้มีอำนาจยังเพิกเฉย โดยบริษัทจีนอ้างว่ามีใบอนุญาตและจ่ายเงินตามข้อตกลงแล้ว จึงเดินหน้าทำเหมืองต่อ ระบบรับเรื่องร้องเรียนของชาวบ้านไร้ผล งานวิจัยอ้างอิงคำบอกเล่าว่า แม้ผู้หญิงมีชื่อในคณะกรรมการหมู่บ้าน แต่ในทางปฏิบัติถูกกีดกันออกจากการตัดสินใจจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และถูกครอบงำโดยกลุ่มผู้มีอำนาจและผู้ชาย

ซินดี้ อ่อง ยังกล่าวว่าตำแหน่งงานที่เรียกกันว่า "อาหย่อ" (A-yaw) หมายถึง งานผสม ผู้หญิงในพื้นที่ที่สมัครเป็นแม่ครัวหรือพนักงานทำความสะอาดในแคมป์เหมือง ไม่รู้ว่ามีเงื่อนไขบีบให้ยอมหลับนอนกับคนงานหรือผู้จัดการบริษัท ซึ่งเป็นคนงานบริษัทและคนงานชาวจีน เป็นการแสวงหาประโยชน์และขูดรีดทางเพศโดยไม่มีการคุ้มครอง โดยปรากฏการณ์ อาหย่อ ไม่เคยเกิดในเหมืองทองคำ หยก อำพัน หรือสัมปทานป่าไม้อื่นในรัฐคะฉิ่น แต่เกิดในเหมืองแร่หายากเนื่องจากทุรกันดาร ขาดองค์กรภาคประชาสังคม และกลไกชุมชนไม่เข้มแข็งพอ นอกจากนี้ คนงานเหมืองเผชิญความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ ไม่ได้รับค่าจ้าง ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันสารเคมีอันตราย ทั้งขั้นตอนเจาะ วางท่อ รวบรวมสารละลายเคมี และอบแร่ ซึ่งส่งกลิ่นเหม็นฟุ้งทั่วชุมชน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชุมชนไม่ได้ค่าชดเชยที่ดิน พืชผลเกษตรเสียหาย ขาดกระบวนการยินยอมที่ได้รับการบอกแจ้งล่วงหน้าและเป็นอิสระ มีการปล่อยของเสียและสารเคมีลงแม่น้ำและแปลงเกษตร ทำให้ชาวบ้านขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค การปนเปื้อนของแหล่งน้ำกระทบสุขภาพคนงานหญิงและหญิงในชุมชนโดยตรง

“พบรายงานการแท้งบุตร การทำแท้ง การตกเลือด และภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ ขณะที่ระบบสาธารณสุขย่ำแย่และขาดแคลนยา หากเจ็บป่วยต้องเดินทางไกลบนเส้นทางทุรกันดารไปปางวา ชิปวี หรือมิตจีนา ปัจจุบัน ชาวบ้านต้องซื้อน้ำดื่มจากเมืองมิตจีนา แม้น้ำแม่น้ำเมขะ ต้นน้ำที่ไหลไปบรรจบแม่น้ำมะลิขะ รวมเป็นแม่น้ำอิระวดี ก็ไม่สามารถนำมาอาบหรือใช้ได้ เพราะทำให้เกิดอาการคัน ผื่นแดง ระคายเคืองผิวหนังรุนแรง และชาวบ้านไม่กล้ารับประทานปลาจากแม่น้ำเมขะ” ซินดี้ อ่อง กล่าว

ช่วงท้ายการนำเสนอ ซินดี้ อ่อง ระบุว่าความขัดแย้งและการสกัดทรัพยากรเชื่อมโยงกันแนบแน่น พร้อมเสนอแนวทางแก้ไข 6 ประการ 1.เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน 2.คุ้มครองสิทธิและความมั่นคงในการถือครองที่ดินชุมชน 3.ยกระดับมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม 4.กำกับดูแลให้ทำเหมืองอย่างรับผิดชอบและตรวจสอบได้ 5.ส่งเสริมสิทธิสตรีและตั้งกลไกคุ้มครองผู้หญิงจากการละเมิด 6.ผลักดันให้องค์กรภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

-----------

15/08/2026
วันที่ 14–16 สิงหาคม 2569 ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ จัดแสดงนิทรร...
15/08/2026

วันที่ 14–16 สิงหาคม 2569 ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ จัดแสดงนิทรรศการ “Salween at a Crossroad” นำเสนอคุณค่าของแม่น้ำสาละวินและพลังความร่วมมือของชุมชนในการปกป้องสายน้ำให้คงอยู่เป็นมรดกสำหรับคนรุ่นต่อไป ทั้งนี้ แม่น้ำสาละวินยังคงไหลอย่างอิสระ แต่กำลังเผชิญภัยคุกคามจากสงครามและมลพิษจากการทำเหมือง
นิทรรศการนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานประชุมวิชาการนานาชาติ Burma/Myanmar Studies ครั้งที่ 5 (ICBMS5)

[ภาษาไทยด้านล่าง]“We gather for the Dhammayatra walk hoping that the merit we make will help resolve the Kok River issue...
15/08/2026

[ภาษาไทยด้านล่าง]

“We gather for the Dhammayatra walk hoping that the merit we make will help resolve the Kok River issue more quickly and relieve peoples sufferings.

Over the past two years, what has the government actually done to address the Kok River crisis? It feels like they lack the sincerity to help us or solve the problem at all. Are they waiting for people to fall ill before they take action? Government officials visit us to acknowledge the problem, but then leave without doing anything. They acknowledge it on paper, but they don’t understand the hardship we endure. This isn’t just an issue for those living along the Kok River. The food gathered from the river is transported into towns and cities. How can anyone be sure that the food they’re eating didn’t come from this river?

Toxic contamination affects the whole country. I ask the government not to ignore us or dismiss our pain. I want the government and the authorities in charge to finally step up and fix this for us.”

Anong Inthawichai, 66, Tai Yai ethnic group, Rom Thai Village, Mae Ai District, Chiang Mai Province (June 5, 2026)
“การที่พวกเรารวมตัวกันเดินธรรมยาตรา ก็คืออยากจะให้เป็นบุญกุศลส่งผลถึงการแก้ไขเรื่อง ปัญหาน้ำกกเกิดขึ้นเร็วไว และดับความทุกข์ประชาชนด้วย

ในช่วงระยะผ่านมา 2 ปี ทางรัฐบาลมัวทำอะไรอยู่ เหมือนกับว่าไม่มีความจริงใจที่จะมาช่วยเหลือประชาชนหรือแก้ไขเลย จะรอให้ประชาชนเป็นผู้ป่วยก่อนหรือถึงจะมาดูแล แต่ละฝ่ายเข้ามา มารับทราบ
แล้วก็ไป เขารับรู้แต่เขาไม่เข้าใจพวกเราทุกข์ยากขนาดไหน มันไม่ใช่ว่าคนริมน้ำสองฝั่งน้ำกกจะเป็นปัญหาอย่างเดียว ต่อไปข้าวปลาอาหารหรืออื่นๆ มันจะต้องเข้าไปถึงในตัวเมือง ทุกคนจะรู้ได้อย่างไรละคะว่าอาหารที่กินนั้นไม่ได้มาจากน้ำกก

สารพิษมันมีรอบประเทศไทยแล้วนะคะ อย่าไปมานอนหลับทับความรู้สึกของประชาชนเลยค่ะ ขอร้องเถอะ ขอฝากถึงรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องที่มีอำนาจด้วย”

อนงค์ อินทวิชัย อายุ 66 ปี ชาติพันธุ์ไทใหญ่ บ้านร่มไทย อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ (5 มิถุนายน 2569

[ภาษาไทยด้านล่าง]“I’ve lived alongside the Kok River my whole life. I’ve been fishing, harvesting edible wild greens, an...
14/08/2026

[ภาษาไทยด้านล่าง]

“I’ve lived alongside the Kok River my whole life. I’ve been fishing, harvesting edible wild greens, and scooping up tiny fish along the bank. Around March and April, when the water recedes, sandbars appear. I used to set up a small bamboo stall selling little things to tourists. The water was so clear and we would bring our kids to swim and escape the heat. But ever since the major flood, the river has turned murky and unswimmable. People have been hearing rumours saying that the Kok River is contaminated. People say “Don’t swim in it. Be careful. Don’t eat the fish. It’s toxic.”

Looking out at the river, I feel deeply sorry for the fish and crabs. Without clear water, there’s no oxygen for them to breathe. And now there are toxic chemicals too. That’s why I joined the Peace Walk for Rivers. I want to call for action. I want our clear river back so the aquatic life can survive, and we can make a living along its banks like we used to.”

Suparut Mabangkru, 55, Tai Yai ethnic group,Tha Ton Village, Mae Ai District, Chiang Mai Province (June 5, 2026)
“ชีวิตแม่นี่ก็อยู่กับแม่น้ำกกมาตลอด แม่ก็หาปลาหาผัก ช้อนปลาตามริมน้ำ ปลูกผักตามริมน้ำตลอด ประมาณเดือนมีนาเมษาน้ำมันจะแห้ง แล้วมันจะมีหาดทราย แม่ก็จะทำ ‘ตูบกาด’ ขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว น้ำจะใสมาก พาเด็ก ๆ หนีร้อนลงเล่นน้ำ แต่หลังจากที่น้ำท่วมใหญ่มา น้ำมันก็ขุ่น ลงเล่นไม่ได้เลย แล้วแม่เขาก็ได้ยินข่าวมาว่า ‘น้ำกกมีสารพิษ ลงเล่นไม่ได้แล้ว ระวังนะ ปลาก็อย่ากิน มันอันตรายมีสารพิษ’

แม่ก็มามองดูแม่น้ำกก แม่ก็สงสารปู สงสารปลา เพราะว่ามันไม่ใส มันไม่มีอากาศ แล้วสัตว์จะเอาอากาศที่ไหนมาหายใจ และยิ่งมีสารพิษอีกด้วย อันนี้คือสาเหตุหลักเลยที่มาเดิน (ธรรมยาตรา) แม่อยากรณรงค์ แม่อยากได้น้ำใสเหมือนเดิมให้ปูให้ปลา ให้ทำมากินตามริมน้ำได้เหมือนเดิม”

สุภารัตน์ มาบางครุ อายุ 55 ปี ชาติพันธุ์ไทใหญ่ บ้านท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ (5 มิถุนายน 2569)

ที่อยู่

Changwat Chiang Mai
50200

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Center for Ethnic Studies and Development - ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์ฯ มช.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Center for Ethnic Studies and Development - ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์ฯ มช.:

ทางลัด

แชร์