26/11/2025
เทคโนโลยีอุตฯ ส่งมอง เครื่องผสมวัสดุปลูกพืชช่วยทุ่นแรง – นวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุบ้านลิพอนบางกอก โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก “ศรีสวัสดิ์ เงินสด ทันใจ”
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ประธานสาขาวิชาฯ (ผศ.หาญพล มิตรวงศ์) พร้อมด้วยคณาจารย์ (ผศ.ดร. สมศักดิ์ ลิ่มวงศกร, อ.กิตติศักดิ์ จิตต์เกื้อ, อ.ปกรณ์ พรหมแก้ว และอ.วรายุทธ แซ่หนา) รวมถึงนักศึกษา จิตอาสาพัฒนาชุมชนด้วยกระบวนการวิศวกรสังคม ส่งมอบเครื่องจักร ณ บ้านลิพอนบางกอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ทำให้วันนี้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกำลังมีความหวังใหม่ในการเพิ่มรายได้และลดภาระงานหนัก เพราะได้ “เครื่องผสมวัสดุปลูกพืชทางการเกษตร” เครื่องช่วยทุ่นแรงที่พัฒนาขึ้นจากงานวิจัยภาคสนาม โดยมี บริษัทศรีสวัสดิ์ เงินสด ทันใจ เป็นผู้ให้การสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาเครื่องต้นแบบจนสำเร็จ
เครื่องผสมดินปลูกเครื่องนี้ถือเป็นนวัตกรรมที่ “ทำตามเสียงชาวบ้านจริงๆ” โดย ผศ.ดร. สมศักดิ์ ลิ่มวงศกร, ผศ. หาญพล มิตรวงศ์, อ.กิตติศักดิ์ จิตต์เกื้อ, ผศ. จารุวรรณ พรหมเงิน, อ. สิรินญา จันทร์ศักดิ์สูง, อ.เบญจพร แก้วอุไทย, ผศ. มนทิรา ไชยตะญากูร และ อ. ดิษฐพร แก้วมุนีโชค ทีมนักวิจัยใช้เทคนิค QFD ลงพื้นที่สอบถามความต้องการก่อนออกแบบทุกขั้นตอน ทำให้ได้เครื่องที่ตอบโจทย์ ทั้งทำงานง่าย ประหยัดไฟ และปลอดภัยกับผู้ใช้งาน
หัวใจสำคัญของเครื่องคือ “ใบกวนแบบริบบอน” ที่หมุนคลุกเคล้าให้ดิน ปุ๋ย และส่วนผสมต่างๆ เข้ากันได้ละเอียด ลื่นไหล ไม่จับตัวเป็นก้อน ตัวถังขนาด 240 ลิตร สามารถรับน้ำหนักผสมได้ราว 100 กิโลกรัมต่อรอบ ใช้เวลาเพียง 15 นาที ก็ได้ดินปลูกพร้อมบรรจุถุงขาย ซึ่งเร็วกว่าการใช้แรงคนหลายเท่า แต่กินไฟเพียงรอบละประมาณ 1.78 บาทเท่านั้น
โครงสร้างของเครื่องถูกคำนวณด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้แข็งแรงปลอดภัย ค่าความปลอดภัยสูงถึง 4.8 เท่า มีระบบตัดไฟอัตโนมัติหากมอเตอร์ทำงานหนักเกินไป ปุ่มควบคุมมีแค่เปิด–ปิด ใช้งานง่ายแม้กับผู้สูงอายุที่ไม่ถนัดเครื่องจักร
หลังเริ่มใช้งานจริง ชาวบ้านบอกตรงกันว่า “ช่วยทุ่นแรงได้มาก” เพราะสามารถลดขั้นตอนการเตรียมดินลงถึง 3 ขั้นตอน ทำให้ไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป และยังเพิ่มกำลังผลิตจากเดิมที่ทำไม่ทันตลาด กลายเป็นทำทัน ขายทัน ต้นทุนลดลง รายได้เพิ่มขึ้น กลุ่มวิสาหกิจสามารถผลิตดินปลูกคุณภาพมาตรฐานได้สม่ำเสมอ ทำให้เกิดความมั่นคงทางอาชีพอย่างต่อเนื่อง
สรุปประโยชน์ที่โดดเด่นในมุมผู้ใช้งานจริง มี 5 ข้อชัดเจน ได้แก่ 1) ช่วยลดแรงงานคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ทำงานได้ต่อเนื่องไม่เหนื่อยล้า 2) ประหยัดค่าไฟ ลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว 3) เพิ่มกำลังการผลิต ทำงานเร็ว ทันต่อความต้องการของตลาด 4) ได้ดินปลูกคุณภาพสม่ำเสมอ มาตรฐานกว่าใช้แรงคน 5) ใช้งานง่ายและปลอดภัย มีระบบตัดไฟและโครงสร้างแข็งแรงมั่นใจได้
นวัตกรรมนี้จึงไม่ใช่เพียงเครื่องจักร แต่เป็น “ตัวช่วยสร้างรายได้” ให้กับชุมชน สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้วิสาหกิจชุมชน และอาจกลายเป็นต้นแบบให้นำไปใช้กับพื้นที่การเกษตรอื่น ๆ ในอนาคตอีกด้วย