CCDC: Climate Change Data Center

โทร เส้นทาง เว็บไซต์

CCDC: Climate Change Data Center ศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

Climate Change Data Center
Chiang Mai U

ศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

Climate Change Data Center
Chiang Mai University

🌊 แพลตฟอร์มติดตามระดับน้ำจากสถานีตรวจวัด FloodBoyแพลตฟอร์มติดตามระดับน้ำจากสถานีตรวจวัด FloodBoy จัดทำขึ้นเพื่อนำข้อมูลจ...
25/09/2026

🌊 แพลตฟอร์มติดตามระดับน้ำจากสถานีตรวจวัด FloodBoy

แพลตฟอร์มติดตามระดับน้ำจากสถานีตรวจวัด FloodBoy จัดทำขึ้นเพื่อนำข้อมูลจากเครื่องตรวจวัด FloodBoy มาแสดงผลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และสนับสนุนการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในระดับพื้นที่อย่างเป็นระบบ 📍

ภายในแพลตฟอร์มมีฟังก์ชันสำคัญ ได้แก่
📌 แสดงตำแหน่งสถานีตรวจวัดบนแผนที่ดิจิทัล ช่วยให้ตรวจสอบภาพรวมของพื้นที่ได้อย่างสะดวก
📊 แสดงข้อมูลระดับน้ำของแต่ละสถานี พร้อมสถานะสีเพื่อสื่อสารระดับการเฝ้าระวัง
📈 แสดงกราฟข้อมูลระดับน้ำย้อนหลัง เพื่อใช้ติดตามแนวโน้มการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของระดับน้ำในแต่ละช่วงเวลา
🔗 รองรับการประยุกต์ใช้ข้อมูลร่วมกับแหล่งข้อมูลอื่น เช่น ข้อมูลปริมาณน้ำฝน ข้อมูลสภาพอากาศ หรือข้อมูลเชิงพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์และเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ

ข้อมูลจากสถานีตรวจวัด FloodBoy ที่รวบรวมและแสดงผลผ่านแพลตฟอร์ม สามารถนำไปใช้ประกอบการติดตามสถานการณ์ ประเมินความเสี่ยง และวางแผนรับมืออุทกภัยได้อย่างเหมาะสม 💧

🔎 ติดตามข้อมูลระดับน้ำจากสถานีตรวจวัด FloodBoy ได้ที่
https://floodboy.cmuccdc.org/

“ยุบล” U-BON : เมื่อแผนที่น้ำท่วม บอกเรื่องราวมากกว่าน้ำท่วมU-BON — University Biosphere Outreach Network”เครือข่ายมหาวิ...
24/09/2026

“ยุบล” U-BON : เมื่อแผนที่น้ำท่วม บอกเรื่องราวมากกว่าน้ำท่วม

U-BON — University Biosphere Outreach Network
”เครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการสื่อสารและขับเคลื่อนเรื่องชีวมณฑลสู่สังคม“

ชวนมอง “น้ำท่วมอุบลราชธานี” ในอีกมุมหนึ่ง

ข้อมูลจากกรมพัฒนาที่ดินพบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่มีน้ำท่วมซ้ำซากเป็นครั้งคราว ไม่เกิน 3 ครั้งในรอบ 10 ปี แต่บางพื้นที่ใน อำเภอเมือง เขื่องใน และวารินชำราบ พบการท่วมซ้ำถึง 8–10 ครั้ง

ถ้ามองเพียงเรื่องภัยพิบัติ นี่คือ “พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม”

แต่ถ้ามองผ่าน U-BON…
น้ำอาจกำลังบอกเราว่า พื้นที่เหล่านี้มีความสัมพันธ์กับระบบนิเวศอย่างไร

เพราะพื้นที่ที่น้ำกลับมาอยู่ซ้ำ ๆ อาจเชื่อมโยงกับ พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) ซึ่งมีบทบาททั้งในการกักเก็บน้ำ เป็นถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิต และเก็บคาร์บอนในระบบนิเวศ

นี่จึงนำไปสู่แนวคิด Teal Carbon — คาร์บอนที่สะสมอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำจืดภายในแผ่นดิน เช่น หนอง บึง และพื้นที่ลุ่มน้ำ

จาก Flood Map → Wetland Map → Teal Carbon + Biodiversity

แล้วจึงถามต่อว่า
พื้นที่ไหนมีคุณค่ามากพอที่จะได้รับการอนุรักษ์ในระยะยาว?

ตรงนี้เชื่อมโยงกับ 2 แนวคิดสำคัญ

🌿 Ramsar Site
พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ โดยพิจารณาจากคุณค่าทางนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความสำคัญด้านอุทกวิทยา ฯลฯ

🌳 OECM
พื้นที่ที่อยู่นอกระบบพื้นที่คุ้มครอง แต่มีการบริหารจัดการที่สามารถสร้างผลลัพธ์ด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว (Convention on Biological Diversity⁠)

แน่นอนว่า พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากไม่ได้หมายความว่าจะเป็น Ramsar หรือ OECM โดยอัตโนมัติ

แต่ข้อมูลน้ำท่วมอาจเป็น จุดเริ่มต้น ให้มหาวิทยาลัย ชุมชน และหน่วยงานในพื้นที่ เข้าไปศึกษาคุณค่าของพื้นที่อย่างเป็นระบบ

จากคำถามว่า

“น้ำจะท่วมตรงไหน?”

U-BON จึงชวนถามต่อว่า

“พื้นที่ที่น้ำกลับมาอยู่ซ้ำ ๆ กำลังบอกอะไรเราเกี่ยวกับธรรมชาติ และอนาคตของอุบลราชธานี?”

🌊🌿 U-BON — University Biosphere Outreach Network
มหาวิทยาลัยเชื่อมความรู้ สังคมเชื่อมธรรมชาติ


วช. ขับเคลื่อน น่าน–แพร่ เดินหน้าบูรณาการงานวิจัย ข้อมูล และความร่วมมือ เพื่อพัฒนาแนวทางจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้ตอบโจทย...
22/09/2026

วช. ขับเคลื่อน น่าน–แพร่ เดินหน้าบูรณาการงานวิจัย ข้อมูล และความร่วมมือ เพื่อพัฒนาแนวทางจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้ตอบโจทย์บริบทของพื้นที่

📍 วันที่ 24 กันยายน 2569
ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มุ่งเชื่อมโยง งานวิจัยกับการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ ผ่านการทำงานร่วมกันของนักวิจัย จังหวัด หน่วยงานภาครัฐ และภาคีที่เกี่ยวข้อง โดยเน้น 4 ประเด็นสำคัญ

🔹 Research Integration
บูรณาการข้อมูลและองค์ความรู้จากงานวิจัยหลายโครงการ

🔹 4P: People–Problem–Place–Policy Making
เชื่อมโยงคน ปัญหา พื้นที่ และนโยบาย เพื่อออกแบบแนวทางที่เหมาะสมกับพื้นที่

🔹 Policy & Action
เชื่อมงานวิจัยเข้ากับแผนปฏิบัติการ PM2.5 ของจังหวัด

🔹 Monitoring & Dashboard
พัฒนาระบบติดตามความก้าวหน้าและผลลัพธ์ เพื่อให้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจอย่างต่อเนื่อง

พร้อมแลกเปลี่ยนบทเรียนจาก “เชียงใหม่โมเดล” และโครงการ CLEAR-North เพื่อถอดบทเรียนการขับเคลื่อนนโยบายอากาศสะอาด และนำมาประยุกต์ใช้กับบริบทของน่านและแพร่

เพื่ออากาศสะอาดและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในพื้นที่

#วช
#น่าน #แพร่ #เชียงใหม่โมเดล

22/09/2026

“Community Forest Intelligence Platform”

🌳 จากข้อมูลไฟป่า สู่การดูแลป่าที่มีข้อมูลรองรับ

CCDC พัฒนา Community Forest Intelligence Platform
เชื่อมข้อมูล Hotspot • Burn Scar • การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่า เข้ากับ ข้อมูลจากชุมชน ในระบบเดียว

ดูได้ว่า
🔥 ไฟเกิดที่ไหน
🛰️ พื้นที่ถูกเผาเปลี่ยนแปลงอย่างไร
🌳 พื้นที่ป่าเปลี่ยนไปแค่ไหน
👥 และชุมชนกำลังทำอะไรเพื่อดูแลพื้นที่

ข้อมูลจากดาวเทียมและข้อมูลภาคสนามถูกนำมาเชื่อมโยงกันตามแนวคิด Open Science เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่ตรวจสอบและใช้ร่วมกันได้

ข้อมูลเหล่านี้สามารถต่อยอดสู่การประเมิน คาร์บอนและคุณค่าของระบบนิเวศ และเป็นฐานข้อมูลสำหรับพัฒนากลไก PES (Payment for Ecosystem Services) เพื่อสนับสนุนผู้ที่มีส่วนในการดูแลและรักษาป่า

ข้อมูล → หลักฐาน → คุณค่าระบบนิเวศ → การดูแลป่าอย่างต่อเนื่อง

🌳 จากข้อมูลไฟป่า สู่ข้อมูลเพื่อการดูแลป่าCCDC พัฒนา “Community Forest Intelligence Platform” เพื่อรวบรวมและเชื่อมโยงข้อม...
22/09/2026

🌳 จากข้อมูลไฟป่า สู่ข้อมูลเพื่อการดูแลป่า

CCDC พัฒนา “Community Forest Intelligence Platform” เพื่อรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าชุมชน ทั้งข้อมูล Hotspot, Burn Scar, การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่า และข้อมูลจากชุมชน ไว้ในระบบเดียว

พื้นที่ป่าเปลี่ยนแปลงอย่างไร
เกิดไฟในพื้นที่ใดและบ่อยเพียงใด
พื้นที่ถูกเผามีขนาดเท่าไร
และชุมชนมีการจัดการพื้นที่อย่างไร

ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของ ฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงพื้นที่ สำหรับติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ และนำไปสู่การประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนของพื้นที่ป่าในขั้นต่อไป

แนวคิดสำคัญคือ Open Science — เปิดให้ข้อมูลจากดาวเทียม ข้อมูลเชิงพื้นที่ และข้อมูลจากชุมชนสามารถนำมาเชื่อมโยง ตรวจสอบ และใช้ประโยชน์ร่วมกันได้

เมื่อมีข้อมูลที่ต่อเนื่องและตรวจสอบได้ จึงสามารถพัฒนาไปสู่การออกแบบกลไก PES (Payment for Ecosystem Services) ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น การนำข้อมูลการดูแลและรักษาระบบนิเวศมาใช้ประกอบการกำหนดหลักเกณฑ์การสนับสนุนหรือค่าตอบแทนให้กับผู้ที่มีส่วนในการดูแลพื้นที่

นี่คือบทบาทของ CCDC ในการพัฒนา “โครงสร้างข้อมูล” เพื่อให้การจัดการป่าและการมีส่วนร่วมของชุมชนสามารถเชื่อมต่อกับกลไกด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจได้บนฐานข้อมูลที่ตรวจสอบได้

19/09/2026
“Climate & Environment กับโอกาสของเชียงใหม่ใน National Action Plan”คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการแห่งชาติ...
19/09/2026

“Climate & Environment กับโอกาสของเชียงใหม่ใน National Action Plan”

คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan: NAP) ภายใต้กรอบ Open Government Partnership (OGP) เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 มีประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมของจังหวัดเชียงใหม่

หนึ่งใน 4 ประเด็นนโยบายสำคัญของ NAP คือ
“สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (Climate & Environment)”

ที่น่าสนใจคือ โครงสร้างคณะทำงานด้านนี้ไม่ได้มีเฉพาะหน่วยงานส่วนกลาง แต่มีทั้งกรุงเทพมหานคร จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดน่าน จังหวัดสระบุรี หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมกัน

เชียงใหม่เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่สำนักงาน ก.พ.ร. ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นเพื่อจัดทำ NAP ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 และประเด็น Climate & Environment เป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการหารือและพัฒนากลไกการทำงานอย่างต่อเนื่อง (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ⁠)

จุดนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะนำ ปัญหาและนวัตกรรมจากพื้นที่เชียงใหม่ เข้าไปเชื่อมกับนโยบายระดับประเทศ

โดยเฉพาะเรื่องที่เชียงใหม่มีประสบการณ์และองค์ความรู้จำนวนมาก เช่น

🌫️ PM2.5 และการจัดการหมอกควัน
🔥 ไฟป่าและการจัดการเชิงพื้นที่
🌳 การจัดการป่าและระบบนิเวศ
💧 น้ำท่วม–ภัยแล้ง และความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ
🏙️ เมืองคาร์บอนต่ำและการปรับตัวของเมือง
📊 Climate Data และระบบสนับสนุนการตัดสินใจ

บทบาทของ “มหาวิทยาลัย” จึงมีความสำคัญมากขึ้น

มหาวิทยาลัยไม่ควรทำหน้าที่เพียงผลิตงานวิจัยแล้วส่งต่อให้ภาครัฐ

แต่สามารถทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างวิทยาศาสตร์ ข้อมูล นโยบาย และประชาชน

โดยเฉพาะการนำข้อมูลจาก Sensor, Satellite, Model, GIS, AI และองค์ความรู้จากชุมชน มาประกอบกันเป็น Evidence-based Decision Making

และที่สำคัญต้องย้อนกลับมาเป็นข้อมูลเปิด เพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้ ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมได้

นี่สอดคล้องกับแนวทางการจัดทำ NAP ของไทยที่เน้น Co-creation และการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และประชาชน (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ⁠)

CCDC อาจมีบทบาทตรงไหน?

สำหรับ Climate Change Data Center (CCDC) แนวคิดนี้สามารถต่อยอดไปสู่การทำหน้าที่เป็นหนึ่งใน “โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลสภาพภูมิอากาศของพื้นที่”

ไม่ใช่เพียงการเก็บข้อมูล แต่คือการทำให้ข้อมูลสามารถนำไปใช้ได้จริง

เพื่อช่วยให้จังหวัด หน่วยงานท้องถิ่น นักวิจัย ภาคธุรกิจ และประชาชน มองเห็นความเสี่ยงเดียวกัน ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน และร่วมกันออกแบบทางออก

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของ Climate & Environment ไม่ใช่เพียงการมีข้อมูลมากขึ้น

แต่คือการทำให้

“ข้อมูลที่ดี นำไปสู่การตัดสินใจที่ดี และการตัดสินใจนั้นนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในพื้นที่”

นี่อาจเป็นหนึ่งในบทบาทสำคัญของเชียงใหม่และมหาวิทยาลัย ในการทำให้แนวคิด Open Government เดินทางจากระดับนโยบาย ไปสู่ Open Climate Action ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่







#เชียงใหม่


#มหาวิทยาลัยเพื่อสังคม

อว. ส่วนหน้า : กลไกวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อการแก้ปัญหาพื้นที่จาก Macro Problems สู่ Micro Solutions ด้วย Citi...
19/09/2026

อว. ส่วนหน้า : กลไกวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อการแก้ปัญหาพื้นที่

จาก Macro Problems สู่ Micro Solutions ด้วย Citizen Science และ Open Science for Community

1. แนวคิดสำคัญ

ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัย นักวิจัย ข้อมูล และเทคโนโลยีจำนวนมาก แต่ปัญหาสำคัญของการแก้ปัญหาพื้นที่อาจไม่ใช่ “ขาดข้อมูล” หากเป็น “ขาดกลไกเชื่อมโยงข้อมูล ความรู้ เทคโนโลยี และชุมชนเข้าด้วยกัน”

จึงเสนอให้ “อว. ส่วนหน้า” ยกระดับบทบาทจากกลไกประสานงานมหาวิทยาลัยในภูมิภาค ไปสู่ Area Science & Innovation Platform หรือ กลไกวิทยาศาสตร์เพื่อการแก้ปัญหาพื้นที่ โดยทำหน้าที่เชื่อมมหาวิทยาลัยทุกแห่งในพื้นที่กับจังหวัด ท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อร่วมกันแก้ “ปัญหาจริง” ของพื้นที่

หลักคิดสำคัญคือ

ไม่เริ่มจากคำถามว่า “มหาวิทยาลัยจะทำโครงการอะไร” แต่เริ่มจาก “พื้นที่กำลังมีปัญหาอะไร และมหาวิทยาลัยทั้งหมดจะช่วยกันแก้อย่างไร”

2. เปลี่ยน “Macro Problem” ให้เป็น “Micro Solutions”

ปัญหาระดับประเทศ เช่น ไฟป่าและ PM2.5 น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีขนาดใหญ่เกินกว่ามหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะแก้ได้โดยลำพัง

อว. ส่วนหน้าจึงควรทำหน้าที่ แตกปัญหาใหญ่ให้เป็นโจทย์ย่อยที่พื้นที่สามารถลงมือแก้ได้จริง

ตัวอย่าง PM2.5 จากคำถามใหญ่ “จะแก้ PM2.5 อย่างไร?” สามารถแตกเป็น

* จุดใดเกิดไฟซ้ำซาก
* พื้นที่ใดมีความเสี่ยงสูง
* ช่วงเวลาใดควรเฝ้าระวัง
* ชุมชนใดต้องการระบบแจ้งเตือน
* จุดใดควรจัดการเชื้อเพลิงหรือทำแนวกันไฟ
* โรงเรียนหรือศูนย์เด็กเล็กใดต้องมีระบบป้องกัน PM2.5
* ใครควรได้รับแจ้งเตือน และใครต้องตัดสินใจ

เช่นเดียวกับน้ำท่วม ซึ่งสามารถแตกเป็นโจทย์ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด ตั้งแต่ระดับน้ำ จุดน้ำล้น เส้นทางอพยพ ไปจนถึงการจัดสรรทรัพยากรและการบริหารภาวะฉุกเฉิน

3. Citizen Science : ให้ประชาชนเป็น “ผู้ร่วมสร้างข้อมูล”

หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนบทบาทประชาชนจาก ผู้รับข้อมูล เป็น ผู้ร่วมสร้างข้อมูลและร่วมตัดสินใจ

4. OSC : Open Science for Community

OSC (Open Science for Community) ควรเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมวิทยาศาสตร์กับประชาชน โดยไม่จำกัดความหมายเพียง Open Data แต่ประกอบด้วย

* Open Data – ข้อมูลที่จำเป็นสามารถเข้าถึงและเชื่อมโยงกันได้
* Open Knowledge – งานวิจัยถูกแปลงเป็นความรู้ที่ชุมชนและหน่วยงานใช้ได้
* Open Tools – Sensor, AI, Dashboard และเครื่องมือวิทยาศาสตร์สามารถนำไปใช้ต่อได้
* Open Participation – ประชาชนมีส่วนร่วมสร้างและตรวจสอบข้อมูล
* Open Decision – การตัดสินใจมีข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ

ดังนั้น OSC ไม่ควรเป็นเพียง “อีกหนึ่ง Platform” แต่เป็น ระบบนิเวศความรู้ ที่ทำให้ความรู้เดินทางจากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชน และข้อมูลจากชุมชนกลับเข้าสู่งานวิจัยและนโยบาย

5. บทบาทใหม่ของ อว. ส่วนหน้า

อว. ส่วนหน้าสามารถทำหน้าที่เป็น ตัวเชื่อมระบบนิเวศระดับพื้นที่ โดยมี 5 บทบาทหลัก

1. Problem Mapper
จัดทำแผนที่ปัญหาและแตก Macro Problem เป็น Micro Problems

2. University Connector
เชื่อมมหาวิทยาลัยในพื้นที่ตามความเชี่ยวชาญ ไม่ให้ต่างคนต่างทำ

3. Knowledge Translator
แปลงองค์ความรู้และงานวิจัยให้เป็นภาษาที่ประชาชนและหน่วยงานนำไปใช้ได้

4. Citizen Science Enabler
สร้างกลไกให้ประชาชนร่วมเก็บข้อมูล เฝ้าระวัง และแก้ปัญหา

5. Open Science Coordinator
เชื่อมข้อมูล ความรู้ เครื่องมือ และบทเรียนให้สามารถใช้ซ้ำและขยายผลได้

มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่าง แต่สามารถทำหน้าที่เป็น Knowledge Node, Data Node, Technology Node, Living Lab หรือ Community Node ตามความเชี่ยวชาญ

ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันสร้าง Platform ใหม่ แต่ควรร่วมกันสร้าง Solution ให้พื้นที่

6. ตัวชี้วัด : จาก “จำนวนโครงการ” สู่ “ผลกระทบจริง”

ความสำเร็จของ อว. ส่วนหน้า ควรประเมินเป็น 3 ระยะ

ระยะที่ 1 : 0–6 เดือน — Connect
มีมหาวิทยาลัย ชุมชน ชุดข้อมูล และโจทย์พื้นที่เชื่อมกัน

ระยะที่ 2 : 6–18 เดือน — Use
ประชาชนและหน่วยงานใช้ข้อมูล มีการแจ้งเตือน ซักซ้อม และนำ Micro Solutions ไปใช้จริง

ระยะที่ 3 : 18 เดือนขึ้นไป — Impact
ชุมชนและหน่วยงานสามารถเดินต่อได้ เกิดการใช้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย และความเสียหาย/ความเสี่ยงลดลง

ตัวชี้วัดสำคัญจึงควรเป็น จำนวนประชาชนที่ได้รับประโยชน์ การใช้ข้อมูลจริง เวลาในการตอบสนอง ผลลัพธ์ของการแก้ปัญหา และความสามารถของพื้นที่ในการเดินต่อหลังสิ้นสุดโครงการ

7. ข้อเสนอเชิงนโยบาย

เสนอให้ อว. ส่วนหน้า ทดลองจัดตั้ง Area Science & Innovation Platform ในพื้นที่นำร่อง โดยเริ่มจากปัญหาที่มีความชัดเจน เช่น PM2.5/ไฟป่า และน้ำท่วม แล้วใช้กระบวนการเดียวกัน

เมื่อพิสูจน์ผลในพื้นที่นำร่องแล้ว สามารถขยายโมเดลไปยังจังหวัดและโจทย์อื่นของประเทศได้

⸻

ประเทศไทยอาจไม่ได้ขาดข้อมูล ขาดมหาวิทยาลัย หรือขาดเทคโนโลยี แต่สิ่งที่ต้องสร้างเพิ่มคือ “กลไกเชื่อมโยง” ให้สิ่งที่มีอยู่แล้วทำงานร่วมกัน

อว. ส่วนหน้า จึงมีโอกาสยกระดับจาก “ผู้ประสานงานมหาวิทยาลัย” เป็น

“กลไกวิทยาศาสตร์เพื่อการแก้ปัญหาพื้นที่”

โดยมีหลักคิดง่าย ๆ คือ

“เชื่อมมหาวิทยาลัย เชื่อมชุมชน เชื่อมวิทยาศาสตร์ สู่การแก้ปัญหาจริง”

หรือ

Connected Universities. Connected Communities. Real Solutions.


#ววน #สกสว

ที่อยู่

Chiang Mai
50200

เบอร์โทรศัพท์

+6653942086

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ CCDC: Climate Change Data Center โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์