24/09/2026
"ชน (ชั้น) ผู้เดินทาง"
คุณเคยเดินตามลูกศรบนหน้าจอเข้าไปในซอยที่ไม่เคยรู้จักไหม กลิ่นที่ไม่คุ้น พื้นที่ไม่เรียบ ซอยมีความแออัด หมาเห่าตามมาสองสามตัว สายตาของคนที่นั่งอยู่หน้าบ้านซึ่งมองมาแบบไม่รู้ว่าเราเป็นใคร แต่เราก็ยังเดินต่อ เพราะแอปฯ บอกว่าเหลืออีกสองร้อยเมตรจุดหมายที่ต้องการจะไปใกล้จะถึงแล้ว “ทำไมเราต้องเดินเข้าไปได้ทุกซอย...” เป็นประโยคที่ชาตรี ประกิตนนทการ ทิ้งไว้ในวงเสวนาที่ Housescape Design Lab คำถามนี้ไม่ได้ถามถึงเส้นทาง แต่ถามถึงความสามารถในการเคลื่อนย้ายของหลาย ๆ คนในเมือง และความคาดหวังว่าพื้นที่ที่เราเดินผ่านนั้นควรมีหน้าตาแบบใด ชาตรีชี้ให้เห็นว่าเมื่อคนชนชั้นกลางเดินเข้าไปในพื้นที่แออัด มักเกิดภาวะที่รู้สึกว่าตนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ และสิ่งที่เห็นก็ขัดหูขัดตาไปจากรสนิยมของผู้ที่เดินและวิ่งในเมือง คำถามที่ตามมาคืออะไรทำให้เรารู้สึกว่าต้องเข้าไปให้ได้ในทุกซอย และทำไมบางซอยจึงกลายเป็นที่ที่ต้องไปถึง บทความนี้เสนอว่าสิ่งที่ทำให้คนเข้าไปได้ในทุกซอยไม่ได้เกิดจากความคุ้นเคยกับพื้นที่ แต่เป็นเทคโนโลยีนำทางที่เปลี่ยนวิธีที่เรารับรู้พื้นที่ไปโดยสิ้นเชิง
ทุกวันนี้การใช้ Google Maps หรือแอปฯ สำหรับทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่เราใช้เพื่อบอกเส้นทางและการรับรู้ตำแหน่งของตัวเราบนโลกกลายเป็นเรื่องปกติ แอปฯ เหล่านี้กำกับให้เรารับรู้ปลายทางผ่าน “จุด” ที่ปักหมุดไว้แล้ว การบอกตำแหน่งของคนในสังคมจึงเหลือเพียงแค่บอกว่า “เดี๋ยวส่งโล (location) ให้” การเดินทางก็เหลือเพียงการไปให้ถึงพิกัดนั้น ในอดีตการไปยังที่ใดที่หนึ่ง ๆ อาศัยการอ้างอิงจากความรู้ของคนในพื้นที่หรือคนมีประสบการณ์ เรามักรู้เพียงว่าที่หมายอยู่จังหวัดใด อำเภอใด และตำบลใดแบบโดยคร่าว แต่การจะไปถึงที่หมายได้ต้องถามคนท้องถิ่นซึ่งคำแนะนำของคนท้องถิ่นมักนำทางไปที่ที่เราในฐานะคนต่างถิ่นว่าควรไปเส้นทางไหน และคนนั้นจะบอกทางในภาษาของความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ เช่น “เจอสี่แยกหน้าให้เลี้ยวซ้าย ตรงไปสุดถนน แล้วสังเกตทางซ้ายจะมีวัด ที่คุณจะไปอยู่ทางนั้น” สิ่งเหล่านี้กำลังหายไป เหลือเพียงการส่งพิกัด การแชร์ตำแหน่งสถานที่ที่จะไป และการรับรู้ปลายทางมากกว่าระหว่างทาง การรับรู้พื้นที่ของมนุษย์จึงเปลี่ยนจากตำแหน่งเชิงสัมพัทธ์และสัมพันธ์ไปสู่ตำแหน่งเชิงสัมบูรณ์
การหายไปของการนำทางแบบถามทางจึงนำไปสู่สำนึกแบบเส้นและจุด ทำให้แอปฯ นำทาง แอปฯ ออกกำลังกาย และเกมที่พาเราเดินสำรวจเมือง ล้วนนำเสนอพื้นที่ในรูปแบบเดียวกัน คือจุดปลายทางกับเส้นที่ต้องเดินตาม และในแง่นี้จุดและเส้นในระบบพื้นที่เชิงสัมบูรณ์ไม่สามารถบอกได้ว่าบริเวณนั้นบรรยากาศเป็นอย่างไร น่าเดินผ่านหรือไม่ เหมาะกับการวิ่งหรือเปล่า แต่เราก็ยอมรับข้อจำกัดนั้น เพราะสิ่งที่เรากำลังสนใจคือความสั้นและความเร็วในการไปให้ถึงและการบันทึกเส้นทางหรือไปให้ถึง แต่จุดเหล่านี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเอง หมุดที่ปักลงบนแผนที่ทำให้พื้นที่หนึ่งกลายเป็นสิ่งที่ต้องไปเก็บสะสมเป็นประสบการณ์หรือไปค้นพบมัน เพราะจุดนั้นอาจเป็นร้านอาหาร สถานที่สำคัญ วิวแบบ Unseen เส้นทางวิ่ง หรือจุดลับ (ที่ไม่ลับอีกต่อไปเพราะปรากฏในหมุดแอปฯนำทาง)
เมื่อคุณค่าของการเดินทางตามหาจุดเหล่านี้ทำงาน มันดึงดูดให้คนต้องเข้าไปให้ถึงสถานที่นั้น แม้ต้องผ่านเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ผ่านพื้นที่ที่มีกลิ่น ความไม่สมบูรณ์ หรือทางเดินที่ตัดผ่านชุมชนแออัด ผู้เขียนมองว่าตรงนี้เองคือจุดที่พื้นที่เชิงสัมพันธ์ยังคงทำงานอยู่ แต่ทำงานในรูปแบบที่กลับด้าน มันไม่ได้ทำงานผ่านความคุ้นเคยหรือความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ หากแต่ทำงานผ่านความรู้สึกไม่สบายใจ ผ่านสำนึกว่าเราไม่ belong กับพื้นที่นี้ ในแง่หนึ่งนั้นคือเมื่อเราผ่านพื้นที่แออัดซึ่งเป็นพื้นที่พักอาศัยของแรงงาน เรากลับมองพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่อโคจรที่ไม่ควรเข้าไปโดยไม่มีเหตุผล แต่แม้จะรู้สึกเช่นนั้น เราก็ยังจำต้องผ่าน เพราะเส้นทางนำทางพาให้ต้องผ่านเพื่อไปให้ถึงร้านและจุดลับต่าง ๆ
ประโยคของชาตรีจึงกลับมาทำงานอีกครั้ง ในฐานะคำถามว่าเราจำเป็นต้องเดิน วิ่ง หรือผ่านเส้นทางนั้นหรือไม่ ในแง่หนึ่งคำตอบคือต้องผ่าน เพราะเรารับรู้แล้วว่าจะไปถึงจุดหมายได้อย่างไรผ่านเส้นลูกศรและระยะทางที่แอปฯได้คำนวณมาให้ เพื่อที่จะได้ไปยังจุดที่ตัวเราอยากไปในฐานะผู้มีอิสระในการเดินทางและสำรวจพื้นที่ใหม่ ๆ แต่ในอีกแง่หนึ่ง คำพูดของชาตรีเตือนผู้ที่เดินผ่านว่าเราไม่จำเป็นต้อง belong กับพื้นที่นั้นตลอดเวลา เพราะเมื่อใดที่เราคาดหวังว่าพื้นที่ซึ่งเราแค่ผ่านต้องทำให้เราพอใจ เมื่อนั้นเรากำลังเรียกร้องให้นำ “สิ่งที่ไม่สวยในสายตาชนชั้นของผู้ผ่าน” ออกไปจากพื้นที่ และนำความคาดหวังเชิงชนชั้นของเราเข้าไปวางแทน คำถามนี้จึงต้องย้อนกลับมาที่สำนึกของตัวเราเองด้วยว่า การตัดสินว่าพื้นที่ใดไม่น่าพอใจนั้น เป็นการตัดสินผ่านมาตรฐานของชนชั้นใด
การเขียนถึงความไม่พอใจเชิงพื้นที่เช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเราควรเพิกเฉยต่อความไม่พอใจ เพราะนั่นอาจทำให้เราหลงลืมปัญหาความไม่เป็นธรรมเชิงพื้นที่ที่มีอยู่จริง เช่น ทางเดินที่ไม่ดี ไฟที่ไม่ติด น้ำที่ท่วมซ้ำทุกปี หรือการไล่รื้อพื้นที่อยู่อาศัยที่นำไปสู่การสร้างที่อยู่อาศัยแบบชั่วคราว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ควรถูกเรียกร้อง แต่ประเด็นคือพื้นที่บางส่วนของชุมชนที่เราเดินผ่านนั้นไม่อาจถูกจัดวางด้วยสำนึกแบบชนชั้นของผู้ที่เดินผ่าน หรือด้วยตรรกะทุนนิยมที่ต้องการแปลงสภาพแวดล้อมให้สวยงามและขายได้เสมอไปตั้งแต่แรก
กล่าวโดยสรุป เมื่อการเดินทางของเราถูกเปลี่ยนจากการรับรู้พื้นที่ผ่านความสัมพันธ์ ไปเป็นการรับรู้ผ่านจุดพิกัด พื้นที่รอบข้างที่เราเดินผ่านก็ถูกลดทอนเหลือเพียงสิ่งกีดขวางระหว่างเรากับปลายทาง แต่ความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ก็กลับมาทำงานอีกครั้งในรูปของความรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งที่แอปฯ นำทางพาเราผ่านพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย ในแง่นี้ เราจึงกลายเป็นสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า GPS class คือคนที่ดูเหมือนมีอิสระจะเดินทางไปที่ไหนก็ได้ แต่ที่จริงแล้วถูกเลือกเส้นทางให้แล้วภายใต้เงื่อนไขของความใกล้และความเร็ว เราถืออุปกรณ์ที่พาเราเข้าไปได้แทบทุกซอย แต่ความรู้สึกไม่สบายใจและความไม่พอใจที่เกิดขึ้นระหว่างทางนั้นมาจากตำแหน่งทางชนชั้นของเราผู้ที่เดินผ่าน เราอาจไม่จำเป็นต้องรู้จักทุกซอย แต่จุดที่จะไป GPS กลับจะพาเราเข้าไปในทุกซอย
เรื่อง: กรณ์ธนัตถ์ รามณรงค์ (MA. Student SOC-ANTH., CMU)
หนังสืออ่านเพิ่มเติม
Ingold, T. (2007). Lines: A brief history. Routledge.
Ingold, T. (2011). Being alive: Essays on movement, knowledge and description. Routledge.
Kitchin, R., & Dodge, M. (2011). Code/space: Software and everyday life. MIT Press.
Rankin, W. (2016). After the map: Cartography, navigation, and the transformation of territory in the twentieth century. University of Chicago Press.
Rankin, W. (2025). Radical cartography: How changing our maps can change our world. Viking.
-----------------------------------
Email: [email protected]
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY [Link: https://ccsc.soc.cmu.ac.th/]
“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”