Centre for Cultural Studies and Contemporary City, Chiang Mai University

Centre for Cultural Studies and Contemporary City, Chiang Mai University Centre for Cutural Studies and Contemporary city
Faculty of Social Sciences, Chiang Mai University

26/08/2026

Foresight for Locals เมืองกำลังเปลี่ยนแล้วเชียงใหม่จะกำหนดอนาคตตัวเองอย่างไร?

เชียงใหม่กำลังเปลี่ยนจากเมืองศูนย์กลางภาคเหนือ สู่เมืองที่เชื่อมโยงกับโลกมากขึ้น ทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การลงทุน เทคโนโลยี ผู้คน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แต่คำถามสำคัญคือ เชียงใหม่มีขีดความสามารถมากพอที่จะ “กำหนด” การเปลี่ยนแปลงของตัวเองหรือยัง?

เวที Foresight for Locals ชวนคนเชียงใหม่มาร่วมมองอนาคตผ่านกระบวนการ Mini Foresight for Locals สำรวจปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเมือง และร่วมกันตอบคำถามว่า อีก 5 ปีข้างหน้า เชียงใหม่ควรมี “ขีดความสามารถ” อะไรบ้าง เพื่อจัดการเมืองและกำหนดอนาคตของตัวเองได้?

📅 วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2569
⏰ เวลา 13.00–16.30 น.
📍 ณ ณ หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่
ศูนย์มรดกเมืองเทศบาลนครเชียงใหม่

เปิดพื้นที่ให้คนท้องถิ่นไม่ได้แค่ “มองอนาคต” แต่ร่วมกันออกแบบว่าเชียงใหม่ควรเป็นเมืองแบบไหน และต้องมีความสามารถอะไรเพื่อไปให้ถึงอนาคตนั้น

👉 ลงทะเบียนร่วมเวที: https://forms.gle/4E9vw17YnrZdtRKp9

#เชียงใหม่กำหนดอนาคตตัวเอง #อนาคตเชียงใหม่
#เชียงใหม่ในอีก5ปี #ออกแบบอนาคตเมือง #ขีดความสามารถของเมือง #ฟังเสียงประเทศไทย

18/08/2026

ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอเชิญกัลยาณมิตรผู้รักการอ่านทุกท่าน ร่วมงาน 📚 เสวนาเปิดตัวหนังสือ

“อ่านหลากโลก : หนังสือ อำนาจ และนิเวศการอ่านในสังคมไทย”

📅 5 กันยายน 2569
⏰ 13.00 – 16.00 น.
📍 ชั้น 2 อาคารสุข กาย ใจ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กรุงเทพมหานคร ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร - SAC

📺 รับชมออนไลน์ผ่าน Facebook Live ประชาไท Prachatai.com

📖 ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดและอ่านหนังสือ “อ่านหลากโลก ฯ” ได้ฟรีที่
👉 cmu.to/M8ZR5

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่
👉 cmu.to/PKbooklaunch

แล้วพบกันครับ 📖✨

#อ่านหลากโลก #การอ่าน #หนังสือ #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

“เชียงใหม่: มรดกมีชีวิต ผู้คนก็อยากมีชีวิต”ในช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม 2569 เชียงใหม่มีเหตุการณ์สองเรื่องที่ดูเหมือนจะไม่...
15/08/2026

“เชียงใหม่: มรดกมีชีวิต ผู้คนก็อยากมีชีวิต”

ในช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม 2569 เชียงใหม่มีเหตุการณ์สองเรื่องที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันนัก เรื่องแรกคือการลงพื้นที่ประเมินโบราณสถานที่ถูกเสนอชื่อเป็นมรดกโลกโดยผู้เชี่ยวชาญจากสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ หรือ ICOMOS เพื่อประกอบการพิจารณาการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยคณะผู้เชี่ยวชาญมีกำหนดลงพื้นที่ระหว่างวันที่ 3–8 สิงหาคม 2569 ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 13 สิงหาคม 2569 เมื่อมีภาพนักท่องเที่ยวหญิงรายหนึ่งปีนขึ้นไปนั่งบนขอบกำแพงเมืองโบราณบริเวณแจ่งศรีภูมิ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนและผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะประเด็นความเหมาะสม ความปลอดภัย และการเคารพสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่

มองโดยผิวเผิน เหตุการณ์ทั้ง 2 อาจไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันมากนัก นอกจากความเป็น “โบราณสถาน” ของสถานที่ ทว่า หากพิจารณาเหตุการณ์ทั้งสองไปควบคู่กันผ่านแนวคิด Living Heritage หรือ “มรดกที่มีชีวิต” เหตุการณ์ทั้งสองกลับมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก เพราะต่างกำลังพูดถึงคำถามเดียวกันว่า “เราจะรักษามรดกที่ยังมีชีวิตอยู่ท่ามกลางเมืองที่ยังมีชีวิตและผู้คนที่ยังใช้พื้นที่เหล่านั้นอยู่ทุกวันได้อย่างไร” ข้อเสนอของเชียงใหม่ต่อ UNESCO มีความแตกต่างจากการนำเสนอแหล่งโบราณคดีหรือโบราณสถานที่ถูกทิ้งร้างไว้ในอดีต เพราะสิ่งที่เชียงใหม่พยายามนำเสนอคือความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบทางกายภาพกับประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของเมือง จากข้อเสนอเดียวกันนี้ วัดและโบราณสถานจึง Living heritage ไม่ได้หมายถึงเพียง “โบราณสถานที่ยังไม่พัง” แต่หมายถึงมรดกที่ยังคงมีความสัมพันธ์กับผู้คน มีการใช้งาน มีความหมาย และมีบทบาทในชีวิตร่วมสมัย แนวคิดนี้จึงเปลี่ยนวิธีคิดจากการอนุรักษ์แบบ “รักษาวัตถุ” ไปสู่การมองว่า การอนุรักษ์ต้องรักษาทั้ง สถานที่ ผู้คน ความสัมพันธ์ ความทรงจำ และการปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่ทำให้สถานที่นั้นยังมีชีวิต ในกรณีเชียงใหม่ โบราณสถานต่าง ๆ จึงไม่ได้มีคุณค่าเพราะสร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่เพราะมันยังอยู่ในเมืองที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่จริง นี่จึงเป็นความน่าสนใจและความท้าทายของการขอมรดกโลกเชียงใหม่ เพราะการมีชีวิตอยู่ของมรดกหมายความว่า มรดกและพื้นที่โดยรอบย่อมไม่สามารถถูกควบคุมได้อย่างสมบูรณ์เหมือนวัตถุในพิพิธภัณฑ์

แล้วใครกันที่ “อยู่” ในเมืองที่เป็น “มรดกที่มีชีวิต”

Henri Lefebvre เสนอแนวคิด Right to the City หรือ “สิทธิในเมือง” ซึ่งจะช่วยให้เห็น “ผู้อยู่อาศัย” ในเมืองได้มากขึ้น โดย Lefebvre ชี้ให้เห็นว่าเมืองไม่ควรถูกมองเป็นเพียงพื้นที่ทางกายภาพที่รัฐ นักผังเมือง หรือนักพัฒนากำหนดขึ้น แต่เมืองเป็นพื้นที่ทางสังคมที่ผู้คนมีส่วนในการสร้างและใช้ชีวิต สิทธิในเมืองจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการมีบ้านอยู่ในเมือง หรือมีสิทธิเดินทางเข้าเมือง แต่รวมถึงสิทธิในการ เข้าถึง ใช้ มีส่วนร่วม และมีอำนาจในการกำหนดการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เมือง เมืองจึงประกอบด้วยผู้คนจำนวนมากที่มีความต้องการและอำนาจต่อรองแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองมากอย่าง หน่วยงานรัฐในท้องถิ่น กลุ่มทุนขนาดใหญ่ทั้งภายในและภายนอกพื้นที่ และกลุ่มอื่น ๆ ที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า เช่น คนท้องถิ่นและชุมชนในเมืองเก่า ซึ่งทุกครั้งที่มีการพูดเรื่องการพิจารณามรดกโลก (ไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม) คนเหล่านี้คือกลุ่มแรกที่ถูกพูดถึงในฐานะกลุ่มแรกที่จะได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นคนที่อาศัยอยู่กับพื้นที่มรดกมาตลอด คนเหล่านี้ไม่ได้เพียง “อาศัยอยู่ใกล้โบราณสถาน” แต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ทำให้พื้นที่นั้นยังมีชีวิตอยู่ บ้าน ร้านค้า วัด ตลาด ถนน และชุมชนไม่ได้เป็นองค์ประกอบที่แยกออกจากโบราณสถาน หากเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเมือง และเมื่อเมืองได้รับการอนุรักษ์เข้มข้นขึ้น จึงเกิดเป็นคำถามคลาสสิกที่ถามกันมาตลอดว่า คนเหล่านี้จะมีสิทธิในการกำหนดอนาคตของพื้นที่มากเพียงใด ถ้าต้องเผชิญกับกฎการอนุรักษ์ทำให้เจ้าของบ้านปรับปรุงอาคารได้ยากขึ้น การจัดระเบียบภูมิทัศน์จำกัดกิจกรรมบางประเภท หรือราคาที่ดินเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งก็นำมาสู่ข้อสงสัยว่า ภาครัฐมีการให้ความรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงกายภาพและเชิงนโยบายเกี่ยวกับเมืองให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแล้วหรือยัง

คนอีกกลุ่ม คือ คนจนเมือง กลุ่มเปราะบาง และแรงงานในเศรษฐกิจเมือง ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มนี้ถูกพูดถึงน้อยมากในเรื่องเมืองมรดก การอนุรักษ์พื้นที่ประวัติศาสตร์และการส่งเสริมการท่องเที่ยวอาจทำให้พื้นที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน คนจนเมือง ผู้เช่าที่อยู่อาศัย ผู้ประกอบการรายย่อย แรงงานบริการ แรงงานนอกระบบ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่ ล้วนเป็นกลุ่มที่ควรถูกนำเข้าสู่สมการในฐานะฟันเฟืองหนึ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง ตัวอย่างข้อกังวลของคนกลุ่มนี้ คือ หากพื้นที่รอบเมืองเก่ากลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีราคาที่ดินและค่าเช่าสูงขึ้น คนที่มีรายได้น้อยอาจถูกผลักออกไปโดยทางอ้อม หรือหากการออกแบบพื้นที่สาธารณะมุ่งเน้นนักท่องเที่ยวมากกว่าคนที่ใช้ชีวิตจริง การมีอยู่ของคนจนเมืองก็อาจถูกมองว่าเป็น “ปัญหาภูมิทัศน์” ที่ต้องจัดระเบียบ และผลักให้พวกเขากลายเป็นกลุ่มคนที่ “ไม่พึงประสงค์” ในทัศนียภาพของเมือง

นอกจากนี้ "นักท่องเที่ยว” ก็เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเมือง ตรงนี้เองที่กรณีนักท่องเที่ยวปีนกำแพงเข้ามามีความสำคัญ นักท่องเที่ยวมักถูกมองเป็น “คนนอก” ที่เข้ามารบกวนพื้นที่ของคนท้องถิ่น เพราะการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและการใช้พื้นที่ของเชียงใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักท่องเที่ยวนั้นมีสิทธิในการเข้าถึงเมือง เรียนรู้ประวัติศาสตร์ และสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรม แต่สิทธิในการเข้าถึงไม่ได้หมายถึงสิทธิในการใช้พื้นที่โดยไม่มีข้อจำกัด เพราะการเป็นผู้ใช้ทรัพยากรภายในเมืองหมายถึงการมีความรับผิดชอบต่อพื้นที่และผู้อื่นไปพร้อมกัน ดังนั้น เหตุการณ์นักท่องเที่ยวปีนกำแพงจึงไม่ควรถูกนำไปสู่ข้อสรุปง่าย ๆ ว่า “นักท่องเที่ยวไม่เคารพวัฒนธรรม” แต่นำไปสู่ปัญหาที่ว่า เมืองมรดกจะสื่อสารกับผู้มาเยือนอย่างไรว่า พื้นที่ที่พวกเขากำลังใช้มีความหมายอย่างไรต่อผู้คนในเมือง? เพราะการอนุรักษ์ที่ดีอาจไม่ใช่เพียงการติดป้าย “ห้ามปีน” แต่คือการทำให้ผู้คนเข้าใจว่า ทำไมกำแพงนี้จึงสำคัญ ทั้งในบริบทของท้องถิ่นและบริบทของสังคมโลก และอาจมองย้อนไปถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ควรมีความเคร่งครัดมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพื่อเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานในฐานะ “อดีต ” แต่ในฐานะ “ทรัพยากรทางวัฒนธรรม” ของผู้คนในปัจจุบันและอนาคต

และกลุ่มสุดท้าย ขอกล่าวถึงกลุ่มคนที่มีอำนาจสูงในการกำหนดอนาคตเมืองคือรัฐ หน่วยงานอนุรักษ์ นักผังเมือง นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการขึ้นทะเบียนมรดกโลกต้องอาศัยองค์ความรู้ การจัดการพื้นที่ การอนุรักษ์ และมาตรฐานสากล แต่ใน Living Heritage ที่มีผู้คนหลากหลาย เราควรระมัดระวังว่า ความรู้ของผู้เชี่ยวชาญไม่ควรกลายเป็นความรู้เพียงชุดเดียวที่สามารถตัดสินความหมายของมรดกและการเปลี่ยนแปลงเมือง เพราะความทรงจำของชุมชน ประสบการณ์ของคนในพื้นที่ และการใช้งานจริงของผู้คนก็เป็นความรู้เกี่ยวกับมรดกเช่นกัน เพราะฉะนั้น การทำเมืองมรดกจึงไม่ควรเป็นเพียงกระบวนการจากบนลงล่าง แต่ควรเปิดพื้นที่ให้ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับมรดกมีส่วนร่วมในการกำหนดความหมายและอนาคตของมัน

เมื่อพิจารณาจากทั้งหมดนี้ การขอมรดกโลกของเชียงใหม่ไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะโครงการอนุรักษ์แต่มันคือ “โครงการเปลี่ยนแปลงเมือง” เพราะทันทีที่เรากำหนดว่าอะไรคือมรดก เราก็กำลังตัดสินใจไปพร้อมกันว่าอะไรควรได้รับการรักษา อะไรควรถูกจำกัด และพื้นที่ใดควรมีหน้าตาอย่างไรในอนาคต และเมื่อเมืองถูกเปลี่ยนแปลง ผู้คนแต่ละกลุ่มย่อมได้รับผลกระทบไม่เหมือนกัน คนท้องถิ่นต้องการรักษาพื้นที่อยู่อาศัยและวิถีชีวิต คนจนเมืองต้องการความสามารถในการเข้าถึงเมืองและดำรงชีวิตโดยไม่ถูกผลักออก ผู้ประกอบการต้องการพื้นที่ทางเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวต้องการเข้าถึงและสัมผัสมรดก นักอนุรักษ์ต้องการรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ รัฐต้องการสร้างการพัฒนาและภาพลักษณ์ของเมือง ทั้งหมดนี้จึงไม่ได้มีคำตอบที่ทำให้ทุกฝ่ายพอใจพร้อมกันได้ง่าย ๆ แต่แนวคิด Right to the City เสนอว่า “เมืองควรเป็นพื้นที่สำหรับการต่อรองระหว่างคนเหล่านี้ ไม่ใช่พื้นที่ที่เสียงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกทำให้กลายเป็นเสียงที่ถูกต้องที่สุด”การจัดการความขัดแย้งจึงไม่ควรจบลงด้วยการบอกว่า “ใครถูก” หรือ “ใครผิด” เพียงฝ่ายเดียว แต่ควรนำไปสู่การออกแบบวิธีอยู่ร่วมกันของผู้คนหลายกลุ่ม เพราะ Living Heritage ไม่ได้เกิดจากการทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง แต่เกิดจากการที่อดีตสามารถอยู่ร่วมกับปัจจุบันได้ และที่สำคัญที่สุด คนที่อยู่กับเชียงใหม่ทุกวันยังมีสิทธิที่จะพูดว่า “เมืองนี้เป็นของเรา”

เรื่อง/ภาพ: สิตานันท์ สุวรรณศิลป์
หนังสืออ่านเพิ่มเติม
Lefebvre, H. (1996). Writings on cities. Blackwell.
De Waal, M. S., Rosetti, I., De Groot, M., & Jinadasa, U. (2022). Living (world) heritage cities: Opportunities, challenges, and future perspectives of people-centered approaches in dynamic historic urban landscapes. Sidestone Press.

-----------------------------------
Email: [email protected]
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY [Link: https://ccsc.soc.cmu.ac.th/]

“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”

14/08/2026

📚✨ NEW BOOK RELEASE! | หนังสือใหม่จากเรา

📖 “อ่านหลากโลก: หนังสือ อำนาจ และนิเวศการอ่านในสังคมไทย”
(ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี, บก.; 2569)

“อนาคตของวัฒนธรรมการอ่านในสังคมไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวผู้อ่านเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการสร้างนิเวศการอ่านที่หลากหลายและเป็นธรรมผ่านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสนับสนุนห้องสมุด สำนักพิมพ์ ร้านหนังสืออิสระ และพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนวิพากษ์วรรณกรรม เพื่อให้การอ่านเติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเสมอภาค”

— ส่วนหนึ่งจาก “บทนำ” ใน อ่านหลากโลก: หนังสือ อำนาจ และนิเวศการอ่านในสังคมไทย

📥 ดาวน์โหลด e-Book ฟรีได้แล้ววันนี้
👉👉 https://cmu.to/M8ZR5

🔎 “อ่านหลากโลก: หนังสือ อำนาจ และนิเวศการอ่านในสังคมไทย” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่อง “ระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมศักยภาพวัฒนธรรมการอ่านและอุตสาหกรรมหนังสือในฐานะฐานรากของเศรษฐกิจสร้างสรรค์” โดยได้รับการสนับสนุนทุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)

#อ่านหลากโลก #วัฒนธรรมการอ่าน #นิเวศการอ่าน #หนังสือ #สังคมไทย

13/08/2026

📣 มาแล้ว! ทุนมหาบัณฑิต วช. ปี 2570 🎓✨
โอกาสสำหรับนิสิตปริญญาโท (เฉพาะหลักสูตรวิทยานิพนธ์)

https://nriis.go.th/home/news/12320/

💰 สนับสนุนงบประมาณสูงสุดไม่เกิน 250,000 บาท/หัวข้อวิทยานิพนธ์
⏳ ระยะเวลารับทุน 12 เดือน
📚 เลือกยื่นสมัครสมัครทุน จาก3 ธีมวิจัย

🔎 เลือกยื่นสมัครทุนจาก 3 ธีมวิจัย ประจำปี 2570

1. มนุษยศาสตร์คลาสสิค: ภาษาศาสตร์ วรรณคดี โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ศิลปะ ปรัชญา และมานุษยวิทยา

2. มนุษยศาสตร์ประยุกต์: มนุษยศาสตร์ดิจิตัล สถาปัตยกรรม มัณฑนศิลป์ นิเทศศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์

3. มนุษยศาสตร์สุขภาพ: ภูมิสถาปัตยกรรม ภูมิศาสตร์ มนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อม จิตวิทยา และมนุษยศาสตร์การแพทย์

⚠️ เลือกสมัครได้เพียง 1 ธีมเท่านั้น

💰 ทุนสนับสนุนมีอะไรบ้าง?

อาจารย์ที่ปรึกษา
• ค่าตอบแทนปิดโครงการ 16,000 บาท
• งบกิจกรรมติดตามความก้าวหน้า ไม่เกิน 30,000 บาท
➡️ รวมไม่เกิน 46,000 บาท

นักศึกษาผู้ช่วยวิจัย
• ค่าตอบแทนผู้ช่วยวิจัย 84,000 บาท
• งบวิจัยไม่เกิน 100,000 บาท
• ค่าตอบแทนตีพิมพ์ไม่เกิน 20,000 บาท
➡️ รวมไม่เกิน 204,000 บาท

👩‍🎓 ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้น ดังนี้

มีสัญชาติไทย และรับทุนเป็นระยะเวลา 12 เดือน
กำลังศึกษาระดับปริญญาโทหรือเทียบเท่า ในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ทั้งภาครัฐและเอกชน
ศึกษาอยู่ใน หลักสูตรที่มีการทำวิทยานิพนธ์เท่านั้น
มีอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักเป็นหัวหน้าโครงการ และนักศึกษาทำหน้าที่ผู้ช่วยวิจัย
ได้รับหนังสืออนุมัติหัวข้อวิทยานิพนธ์จากต้นสังกัดเรียบร้อยแล้ว
ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของ วช. ที่เกี่ยวข้องกับการให้ทุนอุดหนุนการวิจัย
📝 สมัครได้ 2 รูปแบบ

🔹 แบบบุคคล — อาจารย์ที่ปรึกษา 1 คน / นักศึกษา 1 คน
🔹 แบบกลุ่ม — อาจารย์ที่ปรึกษา 1 คน / นักศึกษา 2–3 คน

📅 เปิดรับสมัคร 1 กันยายน – 15 ตุลาคม 2569

⏰ ปิดระบบรับสมัครเวลา 16.30 น.

ผู้สมัครต้องกรอกข้อมูลและยื่นเอกสารผ่านระบบ NRIIS พร้อมจัดส่งเอกสารทั้งหมดให้สำนักประสานฯ ทางไปรษณีย์

📌 อย่ารอให้ถึงวันสุดท้าย!
หากมีหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่ตรงกับ 1 ใน 3 ธีมนี้ เตรียมตัว เตรียมเอกสาร และเตรียมข้อเสนอวิจัยไว้ได้เลย

📲 สแกน QR Code ในโปสเตอร์ เพื่ออ่านประกาศรับสมัคร รายละเอียดการสมัคร และประกาศผลการคัดเลือก

━━━━━━━━━━━━━━

📩 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ติดต่อเจ้าหน้าที่โครงการฯ

📧 Email: [email protected]
📞 09 8335 2409
📞 09 8821 0616
📞 09 8821 0136

งดตอบคำถามผ่าน Chat หรือช่องคอมเมนต์ใน Facebook

แชร์โพสต์นี้ให้เพื่อน ๆ และผู้สนใจได้เลยค่ะ 📣✨

13/08/2026

📣 ขอเชิญร่วมงานเสวนาวิชาการ

“รวมเราเป็นหนึ่ง: ประสบการณ์สหภาพแรงงานการศึกษาจากทั่วโลก”

🌏 เมื่อคนทำงานการศึกษาจากทั่วโลกมาแบ่งปันประสบการณ์
ร่วมเปิดมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของ สหภาพแรงงานการศึกษา การรวมพลังของบุคลากร และการสร้างความเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษา

พบกับผู้ร่วมเสวนาจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ครุศาสตร์ และการแพทย์ พร้อมดำเนินรายการโดย
ผศ. ดร. กฤษณ์พชร โสมณวัตร
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

📅 วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2569
⏰ เวลา 13.00 – 16.00 น.
📍 ห้องประชุมชั้น 3 ศูนย์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

💻 สามารถเข้าร่วมรับฟังทางออนไลน์ได้

✨ มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ว่า
“เมื่อเรารวมกันเป็นหนึ่ง เราจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกการศึกษาได้อย่างไร?”

👉 ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ได้ที่ https://cmu.to/270869
ปล. ออนไซท์ 60 ที่นั่งเท่านั้น

จัดโดย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ร่วมกับ Friedrich-Ebert-Stiftung (FES) Thailand

#รวมเราเป็นหนึ่ง
#สหภาพแรงงานการศึกษา
#แรงงานการศึกษา
#สิทธิแรงงาน
#คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


11/08/2026
📣 ขอเชิญเข้าร่วม “เวทีหารือแนวทางการขับเคลื่อนงานที่อยู่อาศัยเมือง”ร่วมแลกเปลี่ยนสถานการณ์ ปัญหา และแนวทางการพัฒนาที่อยู...
08/08/2026

📣 ขอเชิญเข้าร่วม “เวทีหารือแนวทางการขับเคลื่อนงานที่อยู่อาศัยเมือง”

ร่วมแลกเปลี่ยนสถานการณ์ ปัญหา และแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับคนจนเมืองเชียงใหม่ พร้อมหารือแนวทางการขับเคลื่อนงานร่วมกัน โดยใช้โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเชิงพื้นที่

📅 วันที่ 9 สิงหาคม 2569
⏰ เวลา 09.30–16.30 น.
📍 ณ ห้องประชุมสำนักงานภาคเหนือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

🗣️ ประเด็นสำคัญภายในงาน

🏠สถานการณ์คนจนเมืองเชียงใหม่กับการพัฒนาที่อยู่อาศัย

• ชุมชนใหม่ 39 หลัง แขวงเม็งราย
• ชุมชนหัวฝาย–กำแพงงาม
• ชุมชนฟ้าใหม่ประตูก้อม

🏠สถานการณ์ที่อยู่อาศัยคนจนเมืองในสังคมไทยในปัจจุบัน
โดย รศ. ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา
คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

🏠แนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยคนจนเมืองและการเช่าราคาถูก
โดย ดร.สุรเดช ลุนิทรานนท์
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

🏠บทบาทของหน่วยงานกับการสนับสนุนการขับเคลื่อนงานคนจนเมือง

🏠 สรุปและนำเสนอมุมมองทิศทางการขับเคลื่อนงานที่อยู่อาศัยคนจนเมือง
โดย ศ. ดร. อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

🤝 ร่วมเปิดพื้นที่พูดคุย แลกเปลี่ยน และค้นหาแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ชีวิตของคนจนเมืองเชียงใหม่ไปด้วยกัน

แล้วพบกัน!!

หมายเหตุ: มีอาหารว่างเวลา 10.30–10.45 น. และ 14.30–14.45 น.

05/08/2026

UPDATE📍Morning Session (Public Talk, 09:30–12:30) has been moved to the Co-working Space️, Ground floor, Building 3, Faculty of Social Sciences....................................................................................................
📢 PUBLIC TALK | Professor Biao Xiang, Max Planck Institute for Social Anthropol , Germany

Must Fairness Be Harsh?
The Organization of Educational Competition in China

How do we understand fairness in education? Is fairness necessarily harsh, or can we imagine more humane ways of organizing competition?

The China–Southeast Asian Studies Center, Chiang Mai University, in collaboration with the PhD Program in Social Science, Faculty of Social Sciences, Chiang Mai University, cordially invites students, faculty members, researchers, and members of the public to attend a public lecture by Professor Biao Xiang, Director of the Max Planck Institute for Social Anthropology (Germany) and former Professor of Social Anthropology at the University of Oxford.

Drawing on the case of China's Gaokao (National College Entrance Examination), Professor Xiang will explore how educational competition is organized, why fairness is often associated with harshness, and how we might rethink fairness through the lenses of systemic justice and individual meaning.

✅ Public Talk: Open to all participants
🍱 Complimentary snack boxes will be provided for registered participants.

📅 Date: August 13, 2026
🕘 Time: 09:30–12:00
📍 Venue:Co-working Space️, Ground floor, Building 3, Faculty of Social Sciences...............................................................................

Round Table Discussion with Professor Xiang Biao

A special round table discussion will be held in the afternoon. Priority will be given to students from the Faculty of Social Sciences.

🕐 Time: 13:30–16:30
📍 Venue: Co-Working Space, Ground floor Building 3, Faculty of Social Sciences

📌 Registration: Please scan the QR code on the poster or register via the link below.
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSe9bSATlYbyclQfAXzAXrBACt9JHoGF5PMJKqc_9N_ZDw3mqQ/viewform?usp=sharing&ouid=101419969288457757009

We look forward to welcoming you to an engaging discussion on fairness, competition, and the future of education.

03/08/2026

ที่อยู่

Chiang Mai
50200

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6653943530

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Centre for Cultural Studies and Contemporary City, Chiang Mai Universityผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Centre for Cultural Studies and Contemporary City, Chiang Mai University:

ทางลัด

แชร์