Centre for Cultural Studies and Contemporary City, Chiang Mai University

โทร เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ มหาวิทยาลัย

Centre for Cultural Studies and Contemporary City, Chiang Mai University Centre for Cutural Studies and Contemporary city
Faculty of Social Sciences, Chiang Mai University

28/09/2026
💜  วันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา นำนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ "ภาคสนามกระบวนวิชา 164200 ความร...
28/09/2026

💜 วันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา นำนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ "ภาคสนามกระบวนวิชา 164200 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสวัสดิการสังคม ภาค 1/2569" ในพื้นที่สวนฝรั่งและสวนลำไย อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน 💜

โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อเสริมทักษะและประสบการณ์การเก็บข้อมูลภาคสนามในพื้นที่จริง อันเป็นทักษะพื้นฐานสำหรับการทำงานในสายสังคมศาสตร์ให้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรี โดยนักศึกษาลงพื้นที่ภาคสนามภายใต้การกำกับดูแลและให้คำแนะนำโดยคณาจารย์ประจำวิชา เพื่อเก็บข้อมูลในประเด็นสวัสดิการสังคมของกลุ่มแรงงานข้ามชาติในภาคเกษตร

ทั้งนี้ โครงการฯ ขอขอบคุณการสนับสนุนด้านข้อมูล พื้นที่สนาม และการติดต่อประสานงานกับผู้ให้ข้อมูลจากสหพันธ์คนงานข้ามชาติ ( Migrant Workers Federation - MWF ) และขอขอบคุณผู้ให้ข้อมูลทุกท่านมา ณ ที่นี้ 🙏 🧡 💚

-----------------------------------
Email: [email protected]
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY [Link: https://ccsc.soc.cmu.ac.th/]

“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”

#แรงงานข้ามชาติ #แรงงานภาคเกษตร

27/09/2026

กลับมาอีกครั้ง! 🔥🔥

✨การนำเสนอผลงานวิชาการของนักศึกษาระดับปริญญาตรี
สาขาสังคมวิทยาและมานุษวิทยา ชั้นปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2569✨

ฮู้ตม หันบัว คืออะไร?🧘🏻

ฮู้ตม หันบัว🧠👀
“ฮู้” = รู้ | “หัน” = เห็น

“รู้จักตม จึงเห็นบัว”

ก่อนที่จะมองเห็นดอกบัว เราอาจต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ “ตม” เสียก่อน เพราะดอกบัวไม่ได้เติบโตจากน้ำใส หากแต่หยั่งรากลึกลงไปในโคลนตม เช่นเดียวกับการทำความเข้าใจสังคมที่ไม่อาจหยุดอยู่เพียงสิ่งที่มองเห็นบนผิวหน้า แต่ต้องกล้า
มองลงไปถึงรากของปัญหา เงื่อนไข และความสัมพันธ์ที่ประกอบสร้างมันขึ้นมา

แนวคิดของ ฮู้ตม หันบัว ประกอบขึ้นจากสามองค์ประกอบสำคัญ

🪷หนึ่ง — หลักอริยสัจ 4
การทำความเข้าใจ “ทุกข์” ไม่ได้จบลงเพียงการมองเห็นปัญหา แต่คือการสืบค้นไปถึง “สมุทัย” หรือเหตุแห่งปัญหา เพื่อค้นหาความเป็นไปได้ในการคลี่คลายและดับทุกข์ เช่นเดียวกับดอกบัวที่กว่าจะผลิบานได้ ต้องมีรากที่หยั่งลึกลงไปในตม

🪷🪷สอง — การเติบโตของดอกบัว
ดอกบัวจึงเป็นมากกว่าภาพของความงาม แต่เป็นภาพแทนของการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่เบื้องล่าง การมองเห็นปัญหาอย่างถ่องแท้ อาจนำไปสู่การค้นพบความรู้และความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อน

🪷🪷🪷สาม — อิเคบานะ: การดึงศิลปะชนชั้นสูงสู่พื้นที่การตั้งคำถาม
อิเคบานะ หรือศิลปะการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น ถูกนำมาปรับใช้เพื่อชวนตั้งคำถามถึงเรื่องของ “ความสูงต่ำ” และการเข้าถึงความรู้ จากศิลปะที่มีรากฐานเชื่อมโยงกับชนชั้นสูง เราเลือกนำ “ขันโตก” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมล้านนา การต้อนรับ และการแบ่งปัน มาเป็นพื้นที่ในการจัดวาง

แต่สิ่งที่อยู่บนขันโตกครั้งนี้ไม่ใช่ดอกไม้เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว หากคือ “รากของปัญหา” ที่ถูกขุดขึ้นมาและนำมาวางให้ทุกคนได้มอง เห็น และพินิจพิจารณาร่วมกัน

ตั้งแต่ ธรรมชาติและบริบท (Context / Social Capital)
สู่ มนุษย์
และไปจนถึง สวรรค์ (Social Consciousness / Structures)

ทั้งสามระดับไม่ได้ดำรงอยู่อย่างแยกขาด หากแต่เกี่ยวพันและประกอบสร้างกันเป็นความสัมพันธ์ทางสังคมที่เราเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน

เพราะการจะมองเห็น “บัว”🪷👀
อาจไม่ได้เริ่มต้นจากการเงยหน้ามองดอกไม้

แต่เริ่มต้นจากการกล้าก้มลงไปมองตม

ฮู้ตม ก่อนที่จะหันบัว

แล้วพบกับพวกเรา 7 ตุลาคม พ.ศ. 2569
ณ ห้องธนี พหลโยธิน🪷✨

#ฮู้ตมหันบัว #สังวิท #สัมมนา #กะว่าดอกบัวบ่ได้ลุกมาจากน้ำใส #ท้ายสังวิท

"ชน (ชั้น) ผู้เดินทาง"คุณเคยเดินตามลูกศรบนหน้าจอเข้าไปในซอยที่ไม่เคยรู้จักไหม กลิ่นที่ไม่คุ้น พื้นที่ไม่เรียบ ซอยมีความแ...
24/09/2026

"ชน (ชั้น) ผู้เดินทาง"

คุณเคยเดินตามลูกศรบนหน้าจอเข้าไปในซอยที่ไม่เคยรู้จักไหม กลิ่นที่ไม่คุ้น พื้นที่ไม่เรียบ ซอยมีความแออัด หมาเห่าตามมาสองสามตัว สายตาของคนที่นั่งอยู่หน้าบ้านซึ่งมองมาแบบไม่รู้ว่าเราเป็นใคร แต่เราก็ยังเดินต่อ เพราะแอปฯ บอกว่าเหลืออีกสองร้อยเมตรจุดหมายที่ต้องการจะไปใกล้จะถึงแล้ว “ทำไมเราต้องเดินเข้าไปได้ทุกซอย...” เป็นประโยคที่ชาตรี ประกิตนนทการ ทิ้งไว้ในวงเสวนาที่ Housescape Design Lab คำถามนี้ไม่ได้ถามถึงเส้นทาง แต่ถามถึงความสามารถในการเคลื่อนย้ายของหลาย ๆ คนในเมือง และความคาดหวังว่าพื้นที่ที่เราเดินผ่านนั้นควรมีหน้าตาแบบใด ชาตรีชี้ให้เห็นว่าเมื่อคนชนชั้นกลางเดินเข้าไปในพื้นที่แออัด มักเกิดภาวะที่รู้สึกว่าตนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ และสิ่งที่เห็นก็ขัดหูขัดตาไปจากรสนิยมของผู้ที่เดินและวิ่งในเมือง คำถามที่ตามมาคืออะไรทำให้เรารู้สึกว่าต้องเข้าไปให้ได้ในทุกซอย และทำไมบางซอยจึงกลายเป็นที่ที่ต้องไปถึง บทความนี้เสนอว่าสิ่งที่ทำให้คนเข้าไปได้ในทุกซอยไม่ได้เกิดจากความคุ้นเคยกับพื้นที่ แต่เป็นเทคโนโลยีนำทางที่เปลี่ยนวิธีที่เรารับรู้พื้นที่ไปโดยสิ้นเชิง

ทุกวันนี้การใช้ Google Maps หรือแอปฯ สำหรับทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่เราใช้เพื่อบอกเส้นทางและการรับรู้ตำแหน่งของตัวเราบนโลกกลายเป็นเรื่องปกติ แอปฯ เหล่านี้กำกับให้เรารับรู้ปลายทางผ่าน “จุด” ที่ปักหมุดไว้แล้ว การบอกตำแหน่งของคนในสังคมจึงเหลือเพียงแค่บอกว่า “เดี๋ยวส่งโล (location) ให้” การเดินทางก็เหลือเพียงการไปให้ถึงพิกัดนั้น ในอดีตการไปยังที่ใดที่หนึ่ง ๆ อาศัยการอ้างอิงจากความรู้ของคนในพื้นที่หรือคนมีประสบการณ์ เรามักรู้เพียงว่าที่หมายอยู่จังหวัดใด อำเภอใด และตำบลใดแบบโดยคร่าว แต่การจะไปถึงที่หมายได้ต้องถามคนท้องถิ่นซึ่งคำแนะนำของคนท้องถิ่นมักนำทางไปที่ที่เราในฐานะคนต่างถิ่นว่าควรไปเส้นทางไหน และคนนั้นจะบอกทางในภาษาของความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ เช่น “เจอสี่แยกหน้าให้เลี้ยวซ้าย ตรงไปสุดถนน แล้วสังเกตทางซ้ายจะมีวัด ที่คุณจะไปอยู่ทางนั้น” สิ่งเหล่านี้กำลังหายไป เหลือเพียงการส่งพิกัด การแชร์ตำแหน่งสถานที่ที่จะไป และการรับรู้ปลายทางมากกว่าระหว่างทาง การรับรู้พื้นที่ของมนุษย์จึงเปลี่ยนจากตำแหน่งเชิงสัมพัทธ์และสัมพันธ์ไปสู่ตำแหน่งเชิงสัมบูรณ์

การหายไปของการนำทางแบบถามทางจึงนำไปสู่สำนึกแบบเส้นและจุด ทำให้แอปฯ นำทาง แอปฯ ออกกำลังกาย และเกมที่พาเราเดินสำรวจเมือง ล้วนนำเสนอพื้นที่ในรูปแบบเดียวกัน คือจุดปลายทางกับเส้นที่ต้องเดินตาม และในแง่นี้จุดและเส้นในระบบพื้นที่เชิงสัมบูรณ์ไม่สามารถบอกได้ว่าบริเวณนั้นบรรยากาศเป็นอย่างไร น่าเดินผ่านหรือไม่ เหมาะกับการวิ่งหรือเปล่า แต่เราก็ยอมรับข้อจำกัดนั้น เพราะสิ่งที่เรากำลังสนใจคือความสั้นและความเร็วในการไปให้ถึงและการบันทึกเส้นทางหรือไปให้ถึง แต่จุดเหล่านี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเอง หมุดที่ปักลงบนแผนที่ทำให้พื้นที่หนึ่งกลายเป็นสิ่งที่ต้องไปเก็บสะสมเป็นประสบการณ์หรือไปค้นพบมัน เพราะจุดนั้นอาจเป็นร้านอาหาร สถานที่สำคัญ วิวแบบ Unseen เส้นทางวิ่ง หรือจุดลับ (ที่ไม่ลับอีกต่อไปเพราะปรากฏในหมุดแอปฯนำทาง)

เมื่อคุณค่าของการเดินทางตามหาจุดเหล่านี้ทำงาน มันดึงดูดให้คนต้องเข้าไปให้ถึงสถานที่นั้น แม้ต้องผ่านเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ผ่านพื้นที่ที่มีกลิ่น ความไม่สมบูรณ์ หรือทางเดินที่ตัดผ่านชุมชนแออัด ผู้เขียนมองว่าตรงนี้เองคือจุดที่พื้นที่เชิงสัมพันธ์ยังคงทำงานอยู่ แต่ทำงานในรูปแบบที่กลับด้าน มันไม่ได้ทำงานผ่านความคุ้นเคยหรือความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ หากแต่ทำงานผ่านความรู้สึกไม่สบายใจ ผ่านสำนึกว่าเราไม่ belong กับพื้นที่นี้ ในแง่หนึ่งนั้นคือเมื่อเราผ่านพื้นที่แออัดซึ่งเป็นพื้นที่พักอาศัยของแรงงาน เรากลับมองพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่อโคจรที่ไม่ควรเข้าไปโดยไม่มีเหตุผล แต่แม้จะรู้สึกเช่นนั้น เราก็ยังจำต้องผ่าน เพราะเส้นทางนำทางพาให้ต้องผ่านเพื่อไปให้ถึงร้านและจุดลับต่าง ๆ

ประโยคของชาตรีจึงกลับมาทำงานอีกครั้ง ในฐานะคำถามว่าเราจำเป็นต้องเดิน วิ่ง หรือผ่านเส้นทางนั้นหรือไม่ ในแง่หนึ่งคำตอบคือต้องผ่าน เพราะเรารับรู้แล้วว่าจะไปถึงจุดหมายได้อย่างไรผ่านเส้นลูกศรและระยะทางที่แอปฯได้คำนวณมาให้ เพื่อที่จะได้ไปยังจุดที่ตัวเราอยากไปในฐานะผู้มีอิสระในการเดินทางและสำรวจพื้นที่ใหม่ ๆ แต่ในอีกแง่หนึ่ง คำพูดของชาตรีเตือนผู้ที่เดินผ่านว่าเราไม่จำเป็นต้อง belong กับพื้นที่นั้นตลอดเวลา เพราะเมื่อใดที่เราคาดหวังว่าพื้นที่ซึ่งเราแค่ผ่านต้องทำให้เราพอใจ เมื่อนั้นเรากำลังเรียกร้องให้นำ “สิ่งที่ไม่สวยในสายตาชนชั้นของผู้ผ่าน” ออกไปจากพื้นที่ และนำความคาดหวังเชิงชนชั้นของเราเข้าไปวางแทน คำถามนี้จึงต้องย้อนกลับมาที่สำนึกของตัวเราเองด้วยว่า การตัดสินว่าพื้นที่ใดไม่น่าพอใจนั้น เป็นการตัดสินผ่านมาตรฐานของชนชั้นใด

การเขียนถึงความไม่พอใจเชิงพื้นที่เช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเราควรเพิกเฉยต่อความไม่พอใจ เพราะนั่นอาจทำให้เราหลงลืมปัญหาความไม่เป็นธรรมเชิงพื้นที่ที่มีอยู่จริง เช่น ทางเดินที่ไม่ดี ไฟที่ไม่ติด น้ำที่ท่วมซ้ำทุกปี หรือการไล่รื้อพื้นที่อยู่อาศัยที่นำไปสู่การสร้างที่อยู่อาศัยแบบชั่วคราว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ควรถูกเรียกร้อง แต่ประเด็นคือพื้นที่บางส่วนของชุมชนที่เราเดินผ่านนั้นไม่อาจถูกจัดวางด้วยสำนึกแบบชนชั้นของผู้ที่เดินผ่าน หรือด้วยตรรกะทุนนิยมที่ต้องการแปลงสภาพแวดล้อมให้สวยงามและขายได้เสมอไปตั้งแต่แรก

กล่าวโดยสรุป เมื่อการเดินทางของเราถูกเปลี่ยนจากการรับรู้พื้นที่ผ่านความสัมพันธ์ ไปเป็นการรับรู้ผ่านจุดพิกัด พื้นที่รอบข้างที่เราเดินผ่านก็ถูกลดทอนเหลือเพียงสิ่งกีดขวางระหว่างเรากับปลายทาง แต่ความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ก็กลับมาทำงานอีกครั้งในรูปของความรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งที่แอปฯ นำทางพาเราผ่านพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย ในแง่นี้ เราจึงกลายเป็นสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า GPS class คือคนที่ดูเหมือนมีอิสระจะเดินทางไปที่ไหนก็ได้ แต่ที่จริงแล้วถูกเลือกเส้นทางให้แล้วภายใต้เงื่อนไขของความใกล้และความเร็ว เราถืออุปกรณ์ที่พาเราเข้าไปได้แทบทุกซอย แต่ความรู้สึกไม่สบายใจและความไม่พอใจที่เกิดขึ้นระหว่างทางนั้นมาจากตำแหน่งทางชนชั้นของเราผู้ที่เดินผ่าน เราอาจไม่จำเป็นต้องรู้จักทุกซอย แต่จุดที่จะไป GPS กลับจะพาเราเข้าไปในทุกซอย

เรื่อง: กรณ์ธนัตถ์ รามณรงค์ (MA. Student SOC-ANTH., CMU)

หนังสืออ่านเพิ่มเติม
Ingold, T. (2007). Lines: A brief history. Routledge.
Ingold, T. (2011). Being alive: Essays on movement, knowledge and description. Routledge.
Kitchin, R., & Dodge, M. (2011). Code/space: Software and everyday life. MIT Press.
Rankin, W. (2016). After the map: Cartography, navigation, and the transformation of territory in the twentieth century. University of Chicago Press.
Rankin, W. (2025). Radical cartography: How changing our maps can change our world. Viking.

-----------------------------------
Email: [email protected]
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY [Link: https://ccsc.soc.cmu.ac.th/]

“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”

หรือว่าจะมีเรื่องเล่าเรื่องใหม่? ใครที่ไปบวงสรวง เมื่อบ่ายนี้ ทักมาเล่าให้แอดมินฟังได้นะ 👀👂
19/09/2026

หรือว่าจะมีเรื่องเล่าเรื่องใหม่? ใครที่ไปบวงสรวง เมื่อบ่ายนี้ ทักมาเล่าให้แอดมินฟังได้นะ 👀👂

🎃👺CCSC เปิดรับเรื่องราวสยองขวัญสั่นประสาทเกี่ยวกับอ่างแก้วและพื้นที่โดยรอบ 👺🎃

ไม่เป็นไรเลยถ้าคุณเป็นคนพูดไม่เก่ง
ไม่เป็นไรเลยถ้าคุณไม่อยากระบุตัวตน

ส่งเรื่องของคุณมาให้เรา เราจะเล่าแทนคุณเอง!

สามารถส่งเรื่องเล่ามาทางอีเมล [email protected] หรือทาง inbox เพจ Centre for Cultural Studies and Contemporary City, Chiang Mai University ได้ในรูปแบบงานเขียน คลิปเสียง หรือคลิปวิดีโอ ไม่จำกัดความยาว

กำหนดเปิดรับระหว่างวันที่ 5 กันยายน - 15 ตุลาคม 2569 💀😈
-----------------------------------
Email: [email protected]
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY [Link: https://ccsc.soc.cmu.ac.th/]

“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”

่างแก้ว ิน

📆📝 วันที่ 18 กันยายน 2569 ศูนย์วัฒนธรรมศึกษาและเมืองร่วมสมัย คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าร่วมการบรรยายเรื่อง...
18/09/2026

📆📝 วันที่ 18 กันยายน 2569 ศูนย์วัฒนธรรมศึกษาและเมืองร่วมสมัย คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าร่วมการบรรยายเรื่องการเสริมสร้างความตระหนักรู้ และความเข้าใจ เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรม อนุสรณ์สถาน แหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา โดย นายบวรเวช รุ่งรุจี นายกสมาคม ICOMOS Thailand ณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่

การบรรยายดังกล่าวได้สร้างการตระหนักรู้เรื่องแนวทางการนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเป็นแหล่งมรดกโลก และรายงานสถานะการยื่นขอมรดกโลกของโบราณสถาน 7 แหล่งในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม 🙋‍♀️🙋

อย่างไรก็ตาม การขอมรดกโลกในพื้นที่เชียงใหม่ยังคงสร้างข้อกังวลเรื่องการเข้ามาของกลุ่มทุนภายนอกและการไหลออกของกลุ่มคนดั้งเดิมในพื้นที่เพราะมูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดคำถามว่า คณะทำงานฯ และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร

คณะทำงานฯ ได้เสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยการให้หน่วยงานท้องถิ่นออกกฏระเบียบข้อบังคับที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชนกลุ่มเดิมในพื้นที่มากกว่ากลุ่มทุน เพื่อจูงใจให้มีการอยู่อาศัยต่อในพื้นที่เดิมและสร้างการอนุรักษ์มรดกโลกที่ยั่งยืนโดยคนท้องถิ่น ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้มีการพยายามทำแล้วในแหล่งมรดกโลกอื่น ๆ ในต่างประเทศ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และยังไม่นับปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนในพื้นที่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตที่ยังแนวทางการแก้ไข ข้อกังวลนี้จึงยังเป็นช่องว่างเชิงนโยบายที่รอคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป 💜💙

-----------------------------------
Email: [email protected]
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY [Link: https://ccsc.soc.cmu.ac.th/]

“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”

#เชียงใหม่เมืองมรดกโลก #มรดกโลกเชียงใหม่

📅📋 วันที่ 12 กันยายน 2569 อาจารย์ ดร.สุนทรีย์ สิริอินต๊ะวงศ์ เข้าร่วมการประชุมกองทุนผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยกลุ่ม 2 เคร...
18/09/2026

📅📋 วันที่ 12 กันยายน 2569 อาจารย์ ดร.สุนทรีย์ สิริอินต๊ะวงศ์ เข้าร่วมการประชุมกองทุนผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยกลุ่ม 2 เครือข่ายคนแป๋งเมืองเชียงใหม่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ (FOPDEV) และมูลนิธิ Help Age Korea เพื่อสรุปโครงการเพิ่มพูนรายได้ของผู้สูงอายุในกิจกรรมให้เงินกู้ยืมแก่บุตรธิดาของสมาชิกจำนวน 24 คนจากสมาชิกทั้งหมด 32 คน และกิจกรรมให้สมาชิกเอาสินค้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน

🧡💚 กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นคงให้กับผู้สูงอายุในสังคมสูงวัย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เมืองเชียงใหม่

-----------------------------------
Email: [email protected]
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY [Link: https://ccsc.soc.cmu.ac.th/]

“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”

#คนแป๋งเมือง #สังคมสูงวัย

“How to ทิ้ง? กรณีหอพักอ่างแก้ว มช.”ในช่วงเดือนสิงหาคมจนถึงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ประเด็นหนึ่งที่สร้างความสนใจและการถ...
16/09/2026

“How to ทิ้ง? กรณีหอพักอ่างแก้ว มช.”

ในช่วงเดือนสิงหาคมจนถึงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ประเด็นหนึ่งที่สร้างความสนใจและการถกเถียงในเชียงใหม่ รวมถึงในแวดวงสถาปัตยกรรมและประชาคมมหาวิทยาลัย คือกรณีการรื้อถอน “หอพักอ่างแก้ว” ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาคารหอพักบุคลากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งกลายเป็นจุดปะทะระหว่างความคิดเรื่องการพัฒนาพื้นที่กับการรักษาอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม บทความนี้จะพาไปสำรวจกลวิธีการทำลายอาคารที่ไม่ใช่แค่การทุบ แต่เป็นการค่อย ๆ “ทิ้ง” ให้อาคารพังทลายในทุกมิติด้วยตัวเอง

หลังจากที่ผู้เขียนได้พูดคุยอย่างไม่เป็นทางการกับบุคคลหลายท่านที่เคยพักอาศัยในหอพักอ่างแก้ว ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์หรือพนักงานมหาวิทยาลัย รวมไปถึงผู้ที่เคยมีประสบการณ์กับพื้นที่นี้ไม่มากก็น้อยอย่างนักศึกษาเก่าหลากหลายรุ่น และการอ่านความเห็นจากสื่อสังคมออนไลน์ช่องทางต่าง ๆ ผู้เขียนพบว่า ถึงแม้ว่าจะมีผู้คนพยายามให้ความรู้ด้านคุณค่าของสถาปัตยกรรมไปมากมายเท่าไหร่ ก็ยังคงเห็นคำถามเดิม ๆ ปรากฏขึ้นเสมอ นั่นคือ “ทำไมการทุบอาคารเก่าเสื่อมโทรมทิ้งแล้วสร้างสิ่งใหม่จึงกลายเป็นปัญหา” ร่วมกับข้อสงสัยที่ว่าการเรียกร้องให้ยุติการทุบทำลายนั้นมีเหตุผลเบื้องหลังเป็นการเมืองภายในมหาวิทยาลัยหรือไม่

ย้อนกลับไปที่สภาพสุดท้ายของหอพักอ่างแก้วก่อนการขอคืนพื้นที่ของมหาวิทยาลัยที่ให้บุคลากรทยอยย้ายออกจากหอพักจนหมด คนที่เคยอยู่อาศัยในหอต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หอพักอ่างแก้วมีสภาพ “โทรม” อยู่แต่เดิมแล้ว ด้วยความที่ตั้งอยู่ประชิดแหล่งน้ำอย่างอ่างแก้วและการมีสวนภายในอาคารทำให้มีปัญหาเรื่องความชื้น ผู้อยู่อาศัยเผชิญกับปัญหา “เชื้อรา” และ “กลิ่นอับ” ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาวะภายในห้อง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องนอน ไปจนถึงฝ้าเพดานและผนังไม้ที่ขึ้นราได้ง่ายมาก เมื่อรวมกับรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เพดานมีลักษณะต่ำ มีขอบปูนที่แม้ว่าจะใช้เป็นที่วางของได้แต่ก็อยู่สูงเกินกว่าจะทำความสะอาดได้สะดวกจนกลายเป็นที่สะสมฝุ่น อีกทั้งยังขาดความเป็นส่วนตัวเพราะต้องใช้ห้องน้ำรวมและถึงแม้จะแยกโซนชาย-หญิงก็ยังมองเห็นกันได้ ยังไม่นับปัญหาเสียงรบกวนจากรถที่สัญจรบนถนนนครพิงค์ ปัญหาที่จอดรถไม่เพียงพอ การเป็นที่ทำรังของสัตว์อันตรายอย่างงูและแมลงต่าง ๆ และที่สำคัญที่สุดคือ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้มีการแก้ไขที่ยั่งยืน อาคารไม่ได้รับการบำรุงรักษาเท่าที่ควร หอพักอ่างแก้วจึงไม่ใช่สถานที่ที่ “น่าอยู่” สำหรับผู้อยู่อาศัยในอดีตแต่อย่างใด

กระบวนการรื้อถอนหอพักอ่างแก้วจึงไม่ได้เพิ่มเริ่มดำเนินการเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่มีความ “ไม่น่าอยู่” ก่อนการให้บุคลากรทยอยย้ายออกในช่วงปี พ.ศ. 2565 เสียอีก และเมื่ออาคารถูกลดจำนวนผู้พักอาศัยลงเรื่อย ๆ เป็นระยะเวลากว่า 3 ปีก่อนจะทิ้งร้างอย่างสมบูรณ์และมีการดำเนินงานรื้อถอนทางกายภาพ หอพักอ่างแก้วยิ่งถูกลดทอนคุณค่าผ่านความทรุดโทรม (จากเดิมที่ดูโทรมมากอยู่แล้ว) เริ่มจากการทำลายกายภาพจากการปล่อยให้โทรมและการทิ้งร้าง ทำให้เมื่ออาคารขาดการดูแล สิ่งก่อสร้างจะเริ่มพังทลายจากพื้นผิวภายนอกไปสู่โครงสร้างภายใน ความงดงามทางสถาปัตยกรรมจะกลายสภาพเป็นซากปรักหักพังที่ดูเป็นอันตรายและสกปรก นำไปสู่การเปลี่ยนการรับรู้ของสังคมที่จากเดิมสถานที่นั้นอาจเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจ ความทรงจำร่วม หรืออัตลักษณ์ของชุมชนให้กลายเป็นอาคารที่ “ไม่น่าอยู่” ไปจนถึง “ไม่ควรมีอยู่” สังคมจะเริ่มมองสถานที่นั้นในแง่ลบ เช่น เป็นพื้นที่อันตราย น่ากลัว ไม่แข็งแรง หรือกลายเป็นสิ่งกีดขวางความเจริญ ท้ายที่สุดนำมาซึ่งการทำลายทิ้งอย่างแนบเนียนโดยใช้ข้ออ้างเรื่องความไม่ปลอดภัย แทนที่จะทำการทุบทำลายอย่างฉับพลันทันทีซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดการประท้วง แม้ว่าการปล่อยให้เสื่อมโทรมและผุพังไปเองจะใช้เวลานาน แต่เป็นวิธีการที่ดีที่จะทำให้ผู้คนค่อย ๆ ลืมเลือนเรื่องราวเบื้องหลังของสถาปัตยกรรมนั้นไปอย่างช้า ๆ และสนับสนุนการทุบทำลายในที่สุด อย่างที่ปรากฏอยู่ในความเห็นบนโลกออนไลน์

แต่เมื่อมีการออกมาต่อต้านการทุบทำลาย มีการให้ความรู้เรื่องคุณค่าทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ จนกระทั่งการคัดค้านขยายวงกว้างไปยังหน่วยงานภายนอกทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขยายจากแวดวงสถาปัตยกรรมไปยังแวดวงอื่น ๆ ทางสังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ตลอดจนวิศวกรรมศาสตร์ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยในปัจจุบันจึงถูกตั้งคำถามไปถึงเรื่องการให้คุณค่าแก่อาคาร เนื่องจากการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในขณะนี้สะท้อนมุมมองว่า อาคารเก่าที่มีค่าใช้จ่ายในการดูแลสูงหรือไม่ตอบโจทย์การใช้งานในขณะนี้ หรือถูกมองว่าเป็นทรัพยากรที่ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ และการรื้อเพื่อสร้างพื้นที่ใหม่ก็อาจถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์การบริหารมากกว่า เอกสารขายทอดตลาดที่ระบุราคาที่เกี่ยวข้องกับการรื้อถอนหอพักไว้ที่ 209,587 บาทจึงน่าสนใจ ไม่ใช่เพราะตัวเลขนี้สามารถบอกได้ว่าการรื้อถอนถูกหรือแพง แต่เพราะมันทำให้เห็นว่าต้นทุนและการจัดการทรัพย์สินกลายเป็นแนวคิดหลักเบื้องหลังการดำเนินงาน คุณค่าทางสถาปัตยกรรม ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ หรือภาพจำของสถานที่ จึงเป็นสิ่งที่ระบบการเงินและการบริหารจัดการสามารถมองเห็นได้ยากกว่า ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การใช้ตัวเลขในการตัดสินใจ เพราะการบริหารพื้นที่จำเป็นต้องมีตัวเลข แต่คำถามคือ เรากำลังใช้ตัวเลขชุดไหน และมีคุณค่าอะไรอีกบ้างที่ถูกทิ้งไว้นอกสมการ

เมื่อมองเช่นนี้ ความขัดแย้งระหว่างการรื้อถอนกับการอนุรักษ์จึงไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่มที่ชอบหรือไม่ชอบอาคารเก่า แต่เป็นความขัดแย้งระหว่างวิธีการให้คุณค่าที่แตกต่างกัน ฝ่ายหนึ่งอาจมองอาคารผ่านความปลอดภัย การใช้งาน และต้นทุน ขณะที่อีกฝ่ายมองผ่านประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และความทรงจำ ทั้งสองฝ่ายจึงอาจกำลังพูดถึง “คุณค่า” แต่หมายถึงคนละเรื่อง และเมื่อไม่มีพื้นที่ให้คุณค่าหลายแบบถูกนำมาพิจารณาพร้อมกัน การถกเถียงก็มีโอกาสกลายเป็นการเลือกข้างทันทีว่าเราจะอยู่ฝ่ายพัฒนาหรือฝ่ายอนุรักษ์ ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจมีทางเลือกอื่นอีกมาก การปรับปรุงอาคาร การเปลี่ยนการใช้งาน การรักษาส่วนสำคัญของอาคาร หรือการออกแบบพื้นที่ใหม่ให้ทำงานร่วมกับสิ่งที่มีอยู่เดิม ล้วนเป็นทางเลือกที่สามารถนำมาศึกษาได้ แต่การจะเห็นทางเลือกเหล่านี้ได้จำเป็นต้องมีข้อมูลและเวลาเพียงพอสำหรับการพิจารณา

นอกจากนี้ สิ่งที่ผู้คัดค้านเรียกร้องไม่ได้มีเพียงการหยุดรื้อถอน แต่ยังมีการขอให้เปิดเผยข้อมูลผลการประเมินสภาพความแข็งแรงของอาคาร ขอให้มีการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก และขอให้ประชาคมมหาวิทยาลัยมีส่วนร่วมในการพิจารณา เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม สมาคมสถาปนิกสยามฯ ยื่นหนังสือถึงอธิการบดี มช. เพื่อขอให้ทบทวนการรื้อถอน ขณะที่วันที่ 22 สิงหาคม มหาวิทยาลัยออกแถลงการณ์ชี้แจงเหตุผลด้านความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง และต่อมาในวันที่ 8 กันยายน กลุ่มนักศึกษา SAAP 24:7 ยื่นหนังสือถึงองค์การนักศึกษาเพื่อเรียกร้องให้เร่งเจรจา เปิดข้อมูล เชิญหน่วยงานภายนอก และตั้งกลไกศึกษาแนวทางการอนุรักษ์ สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ได้มีเพียงเนื้อหาของคำชี้แจง แต่คือกระบวนการที่ข้อมูลถูกเปิดเผยและผู้คนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้มากน้อยเพียงใด เพราะการมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นหลังจากการตัดสินใจสำคัญดำเนินไปแล้ว ย่อมมีความหมายแตกต่างจากการมีส่วนร่วมตั้งแต่ช่วงที่ยังมีทางเลือกหลายทาง

ท้ายที่สุด กรณีหอพักอ่างแก้วจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอาคารเก่าที่กำลังจะถูกรื้อ แต่เป็นเรื่องของวิธีที่เรามองสถานที่หนึ่งแห่งว่าเป็นอะไรได้บ้าง มันอาจเป็นทรัพย์สิน เป็นอาคาร เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เป็นผลงานสถาปัตยกรรม เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำ หรือเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์เมือง ทั้งหมดนี้สามารถเป็นจริงพร้อมกันได้ และความยากอยู่ตรงที่เราจะจัดการกับคุณค่าที่แตกต่างกันเหล่านี้อย่างไรโดยไม่ทำให้คุณค่าแบบหนึ่งกลบอีกแบบหนึ่ง กรณีนี้จึงชวนให้กลับมามองว่าในวันที่มหาวิทยาลัยกำลังเดินหน้าไปสู่อนาคต เราจะจัดการกับสิ่งที่เป็นอดีตของตัวเองอย่างไร และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เมื่อสถานที่แห่งหนึ่งมีความหมายกับคนจำนวนมาก ใครควรมีสิทธิ์ร่วมกำหนดว่าอนาคตของสถานที่นั้นจะหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะบางครั้งสิ่งที่สูญเสียไปพร้อมกับอาคารหนึ่งหลังอาจไม่ใช่เพียงพื้นที่ก่อสร้าง แต่เป็นทั้งความรู้ ความทรงจำ และส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ทำให้สถานที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ที่มีความหมายมาตั้งแต่แรก

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้หอพักอ่างแก้วกลับไปเป็น "หอพัก" ที่สร้างความไม่สะดวกสบายให้กับผู้อยู่อาศัย แต่ในเมื่อมีวิธีปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอาคารอีก 108 วิธีให้อาคารยังคงอยู่อย่างมีคุณค่าและสร้างมูลค่า ก็ควรพิจารณาวิธีเหล่านั้นให้รอบคอบก่อนเลือกวิธีที่ 109 อย่างการทุบทำลายที่แก้ไขอะไรไม่ได้อีกเลย

เรื่อง/ภาพ: สิตานันท์ สุวรรณศิลป์
-----------------------------------
Email: [email protected]
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY [Link: https://ccsc.soc.cmu.ac.th/]

“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”

#หออ่างแก้ว

16/09/2026
10/09/2026

📣 ขอเชิญร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ

เรื่อง “ผู้หญิง การบริการยุติการตั้งครรภ์ และนโยบายของรัฐ: จากประสบการณ์ของผู้หญิงที่ยุติการตั้งครรภ์สู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของรัฐ”

เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง ผู้วิจัย บุคลากรสาธารณสุข เครือข่ายส่งต่อ และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันสะท้อนประสบการณ์ วิเคราะห์ช่องว่างเชิงระบบ และสังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย รวมถึงแนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และตอบสนองต่อความต้องการของผู้หญิงอย่างเหมาะสม

🗓 วันอังคารที่ 15 กันยายน 2569
⏰ เวลา 08.30–12.00 น.
📍 ห้องประชุมชั้น 2 อาคารศูนย์สตรีศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางและข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการยุติการตั้งครรภ์ที่สอดคล้องกับบริบทของผู้หญิงและระบบสุขภาพไทย

ที่อยู่

Chiang Mai
50200

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6653943530

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Centre for Cultural Studies and Contemporary City, Chiang Mai University โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ มหาวิทยาลัย

ส่งข้อความของคุณถึง Centre for Cultural Studies and Contemporary City, Chiang Mai University:

ทางลัด

แชร์