School of Public Policy Chiang Mai University

School of Public Policy Chiang Mai University The Chiang Mai University School of Public Policy (สถาบันนโยบายสาธารณะ มช.) It is the first school of public policy in Thailand.

conducts policy-relevant research, serves as a consultant, offers graduate programs, and provides policy-focused training. The Chiang Mai University School of Public Policy conducts quality research and offers graduate programs.

We gave a few comments to DW, the German media outlet, on the clean air bill. Read them here.
22/05/2026

We gave a few comments to DW, the German media outlet, on the clean air bill. Read them here.

Seasonal smog is a major public health problem in Thailand. Long-delayed legislation aims to stop air pollution before it starts, but enforcement could present a problem.

📢 เปิดรับสมัคร “เจ้าหน้าที่ธุรการโครงการ” สัญญาจ้าง 1 ปี โครงการด้านการบริหารและพัฒนาหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาสถาบันนโยบา...
21/05/2026

📢 เปิดรับสมัคร “เจ้าหน้าที่ธุรการโครงการ” สัญญาจ้าง 1 ปี

โครงการด้านการบริหารและพัฒนาหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา
สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

🔹 คุณสมบัติ
• สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ไม่จำกัดสาขา
• สามารถใช้โปรแกรม Microsoft Office/Google Workspace ได้ดี
• มีทักษะด้านงานเอกสาร การจัดเก็บข้อมูล และการประสานงาน
• มีความละเอียดรอบคอบ รับผิดชอบงาน และตรงต่อเวลา
• มีมนุษยสัมพันธ์ดี สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้
• สามารถจัดการข้อมูลและปฏิบัติตามหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ได้อย่างเหมาะสม
• หากมีประสบการณ์ด้านงานเอกสารราชการ งานบริหารและพัฒนาหลักสูตร จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

🔹 หน้าที่และความรับผิดชอบ
เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่หลักสูตร ในการสนับสนุนงาน ต่อไปนี้
• ช่วยจัดทำและประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ในมหาวิทยาลัย เช่น สำนักทะเบียนและประมวลผล สำนักพัฒนาคุณภาพการศึกษา และกองพัฒนานักศึกษา
• จัดทำหนังสือราชการ หนังสือรับรอง และเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และงานธุรการ
• ประสานงานกับนักศึกษา คณาจารย์ หน่วยงานภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย
• ช่วยประสานงานด้านเอกสารวีซ่า และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษาต่างชาติ
• จัดเก็บเอกสารและข้อมูลนักศึกษาอย่างเป็นระบบ และรักษาความลับของข้อมูล ตามพรบ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และระเบียบของหน่วยงาน
• สนับสนุนภารกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและพัฒนาหลักสูตรตามที่ได้รับมอบหมาย

💰 ค่าตอบแทน 15,000 บาท/เดือน
📍 สถานที่ปฏิบัติงาน: สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
📅 สัญญาจ้าง 1 ปี (เริ่มงาน 1 กรกฎาคม 2569 หรือสามารถเริ่มงานได้ทันที)

📩 ผู้สนใจสามารถส่ง CV และ Transcript มาที่ [email protected]
โดยระบุหัวข้ออีเมลว่า “สมัครงานเจ้าหน้าที่โครงการงานบริหารและพัฒนาหลักสูตร”

🗓 เปิดรับสมัครถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2569

*** ติดต่อกลับเฉพาะผู้ผ่านการพิจารณาเบื้องต้นเพื่อเข้ารับการสัมภาษณ์

Policy Designer ของเราได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนกิจกรรมอย่างเข้มข้น ในหลากหลายบทบาทอย่างแท้จริง โดยกิจกรรม Bangk...
19/05/2026

Policy Designer ของเราได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนกิจกรรมอย่างเข้มข้น ในหลากหลายบทบาทอย่างแท้จริง โดยกิจกรรม Bangkok Flavours: Taste of Thon (Buri) เป็นหนึ่งในแคมเปญใหญ่ ของ Bangkok Active Election 2026 สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่า กทมฯ 2569

งานนี้พวกเราตั้งใจกันอย่างมาก จึงอยาก เชิญชวนเยาวชน ผู้คนที่สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ได้เลยครับ

รสชาติชีวิตของคนฝั่งธนฯ มันเป็นยังไงนะ ?
รสสัมผัส หน้าตา มันจะประมาณไหน ?
Bangkok Active Election 2026 ชวนคุยและร่วมออกแบบ “รสชาติของเมือง” ผ่านอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อสะท้อนมุมมองของคนฝั่งธนฯ ต่อชีวิต เมือง และการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในกิจกรรม "Bangkok Flavours: Taste of Thon(Buri)"
และรสชาติของ "เมือง" ที่ว่า ไม่ได้เป็นของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “พลเมืองทางเศรษฐกิจ” ไม่ว่าจะเป็น คนทำงานที่เข้ามาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ผู้เช่าอยู่อาศัย หรือเยาวชน ฯลฯ ที่แม้ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง แต่ทุกคนล้วนได้รับผลกระทบจากนโยบายเมืองโดยตรง
กิจกรรม 2 รอบ แบ่งออกเป็น...
• วงเยาวชน วันที่ 30 พฤษภาคม 2569: ร่วมออกแบบ “เครื่องดื่ม” ที่สะท้อนรสชาติชีวิต ความหวัง และความรู้สึกต่อเมือง
• วงผู้ใหญ่และภาคี วันที่ 6 มิถุนายน 2569: ร่วมออกแบบ “อาหาร” ที่ต้องสอดรับกับเครื่องดื่มของเยาวชน เพื่อเปิดพื้นที่การฟังและตีความข้ามรุ่น
สแกน QR Code หรือคลิกลิงก์ที่ช่องคอมเมนต์ เพื่อลงทะเบียนร่วมกิจกรรมฟรี (จำกัดเพียง 20 คนต่อรอบ!)
✨ นี่คือการทดลองด้าน Interpretive Public Policy และ Civic Imagination ผ่าน sensory metaphor เพื่อชวนคิดว่า “นโยบายเมือง” อาจเริ่มต้นจากการฟังรสชาติชีวิตของผู้คนได้เช่นกัน
🟢 Bangkok Flavours: Taste of Thon(Buri) เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลร่วมออกแบบอนาคตเมือง ด้วยความร่วมมือของ สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ Just Space
#การมีส่วนร่วม #นโยบายสาธารณะ #นโยบายเมือง #เลือกตั้ง #เลือกตั้งผู้ว่ากทม69 ุงเทพฯ

เจาะลึกพื้นที่จริง! HOPESEA ร่วมกับ SPP CMU ลงพื้นที่ 3 จังหวัดภาคสนาม เก็บข้อมูลวิจัยเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหา “เกษตรกรถูกบั...
19/05/2026

เจาะลึกพื้นที่จริง! HOPESEA ร่วมกับ SPP CMU ลงพื้นที่ 3 จังหวัดภาคสนาม เก็บข้อมูลวิจัยเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหา “เกษตรกรถูกบังคับย้ายถิ่นจากภัยพิยัติจากก่รเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทีมงานนำโดย ผศ.ดร. ธิดา ไชยปะ อาจารย์ประจำสถาบันนโยบายสาธารณะ มช. และหัวหน้าหน่วยวิจัย HOPESEA ร่วมกับ ผศ.ดร. บัณฑูร พานแก้ว อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดจนทีมกระบวนกร SPP-CMU และทีม UNOSAT ได้ผนึกกำลังเป็นแกนนำหลักในการดำเนินโครงการ “Towards Just and Sustainable Land Allocation for Farmers Displaced by Climate Change in Southeast Asia” โดยได้รับการสนับสนุนจาก IDRC ประเทศแคนาดา

เราเริ่มต้นด้วยการพัฒนาแผนที่ความเสี่ยงการย้ายถิ่นฐานจากภัยภูมิอากาศด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อค้นหาพื้นที่วิกฤต (Hotspots) จากนั้นทีมงานได้ลงพื้นที่ภาคสนามอย่างเข้มข้นใน 3 จังหวัดที่เป็นตัวแทนของภัยพิบัติที่แตกต่างกันในประเทศไทย:

จังหวัดน่าน — ภัยดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลาก

จังหวัดชัยภูมิ — ภัยแล้ง

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา — ภัยน้ำท่วม

📊 เปิดสถิติการลงพื้นที่:
คณะนักวิจัยและทีมงานได้เก็บข้อมูลแบบสอบถามครัวเรือนมากกว่า 1,200 ชุด จัดการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussions) และสัมภาษณ์เชิงลึกกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อทำความเข้าใจว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศส่งผลอย่างไรต่อวิถีชีวิต การตัดสินใจย้ายถิ่น ความมั่นคงในที่ดินทำกิน และขีดความสามารถในการปรับตัวของเกษตรกรไทย
🤝 จากงานวิจัยสู่การปฏิบัติ: ร่วมมือกับ TNDR ขับเคลื่อนนโยบาย

เพราะงานของเราไม่ได้จบแค่การเก็บข้อมูล! เราได้ร่วมมือกับ เครือข่ายความร่วมมือเพื่อความร่วมมือไทยต้านภัยพิบัติ (TNDR) จัดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการนโยบายผู้บริหาร (Executive Policy Workshops) ในทั้ง 3 จังหวัด เพื่อนำผลวิจัยและเรื่องราวจากพื้นที่จริง (Community Personas) ไปร่วมกันออกแบบอนาคตและแผนปฏิบัติการผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ นโยบายเชิงป้องกัน (Preventive) นโยบายเชิงปรับตัว (Adaptive) และนโยบายเชิงเปลี่ยนผ่าน (Transformative)

✨ ได้รับเกียรติและความร่วมมือจากระดับนโยบายสู่ท้องถิ่น:
โครงการนี้ได้รับเกียรติและรับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากผู้บริหารระดับสูง นำโดย:

นายเอนกชัย เรืองรัตนากร และ นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

รองผู้ว่าราชการจังหวัด จากทั้ง 3 จังหวัด

นายกเทศมนตรีเมืองชัยภูมิ และ นายกเทศมนตรีเมืองน่าน ที่มาร่วมรับฟังและให้ข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนนโยบายระดับท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

🎯 ก้าวต่อไปของเรา:
ข้อเสนอนโยบายที่ได้จากกระบวนการนี้ จะถูกผลักดันต่อในระดับชาติเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่กว้างขึ้น ในด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และการจัดการย้ายถิ่นฐานอย่างเป็นระบบในประเทศไทย

เพราะเราเชื่อมั่นว่า นโยบายภูมิอากาศที่ดีต้อง “มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม และมองไปข้างหน้าเพื่ออนาคต”

🔍 Going Deep into the Field!
HOPESEA and SPP-CMU Conduct Large-Scale Field Research Across Three Thai Provinces to Address Climate-Induced Farmer Displacement

Over the past several months, a research team led by Asst. Prof. Dr. Thida Chaiyapa from the School of Public Policy, Chiang Mai University, and Head of HOPESEA, together with Asst. Prof. Dr. Banthoon Phankaew from the Faculty of Journalism and Mass Communication, Thammasat University, as well as facilitators from SPP-CMU and the UNOSAT team, have jointly served as the core driving force behind the project:

“Towards Just and Sustainable Land Allocation for Farmers Displaced by Climate Change in Southeast Asia,”
supported by the International Development Research Centre (IDRC), Canada.

The project began with the development of GIS-based climate displacement risk maps to identify critical climate mobility hotspots. Based on these findings, the research team conducted intensive fieldwork in three provinces representing different climate disaster contexts in Thailand:

• Nan Province — landslides and flash floods
• Chaiyaphum Province — drought
• Phra Nakhon Si Ayutthaya Province — flooding

📊 Fieldwork Highlights:
The research team collected more than 1,200 household surveys, conducted Focus Group Discussions (FGDs), and carried out in-depth interviews with affected communities to better understand how climate change impacts livelihoods, mobility decisions, land tenure security, and the adaptive capacities of Thai farmers.

🤝 From Research to Action: Collaborating with TNDR to Drive Policy Innovation

Our work did not stop at data collection. In collaboration with the Thai Network for Disaster Resilience (TNDR), we organized Executive Policy Workshops across all three provinces to bring research evidence and community stories directly into policymaking processes.

Using survey findings, community personas developed from in-depth interviews, and future scenario-building exercises, participants collaboratively designed future pathways and action plans across three key dimensions:
• Preventive policies
• Adaptive policies
• Transformative policies

✨ Strong Support from National and Provincial Leaders

This initiative received strong support and participation from high-level policymakers and local authorities, including:

• Mr. Anekchai Ruengrattanakorn and Mr. Chanin Rungthanakiat, Consultants to the Minister of Social Development and Human Security of Thailand
• Deputy Governors from all three provinces
• The Mayors of Chaiyaphum Municipality and Nan Municipality, who joined the discussions and provided recommendations for strengthening local-level policy responses

🎯 Moving Forward

The policy recommendations generated through this process will be elevated to the national level to help drive broader policy transformation on climate adaptation, disaster risk reduction, and planned relocation in Thailand.

We strongly believe that effective climate policy must be:
People-centered, evidence-based, participatory, and future-oriented.

ยกระดับนิติธรรม สู่สังคมที่เป็นธรรม ด้วยนโยบายที่มีหัวใจ ท่ามกลางวิกฤติเชิงซ้อน https://policywatch.thaipbs.or.th/articl...
19/05/2026

ยกระดับนิติธรรม สู่สังคมที่เป็นธรรม ด้วยนโยบายที่มีหัวใจ ท่ามกลางวิกฤติเชิงซ้อน https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-323

นโยบายแบบไหน? นำไปสู่สังคมที่เป็นธรรม
การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย มักจะเจอคำถามเรื่อง "ความเป็นธรรม" และหลักนิติธรรมที่ใช้มารองรับนโยบาย
หลายกรณี ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และตัวบทกฎหมายที่นำมาใช้ก็เป็นเกิดข้อสงสัยว่าเป็นกลไกก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมเสียมากกว่า
ในขณะที่ฝั่งผู้ผลักดันนโยบายมักจะอ้างว่านโยบายหรือโครงการต่าง ๆ ดำเนินไปอย่าง "เป็นธรรม" และ "มีกฎหมายรองรับ"
แต่นั่นไม่อาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะหลักคิดในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ที่สร้างผลกระทบค่อข้างมาก ทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมวัฒนธรรม อย่างเช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ที่กำลังถกเถียงกันอยู่ขณะนี้
ดังนั้น เราต้อง "ขยับจากเป้าหมายและกลไกรองรับ" มาสู่การคิดเรื่อง"แนวทางหรือวิธีการ"
ทางเลือก คือ การออกแบบ "นโยบายที่มีหัวใจ" หรืออาศัย "ความเห็นอกเห็นใจมากเป็นพิเศษ" (Empathetic policy design)
นโยบายที่มีหัวใจ จะเน้น 3 มิติ คือ การเปิดพื้นที่แบบนับรวม (inclusive space) การใช้ใจเชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกของผู้ที่ตกที่นั่งลำบาก (emotional engagement) และการปรึกษาหารือแบบเสริมพลัง (empowered deliberation)
การออกแบบนโยบายเช่นนี้ จะเน้นมองไปสู่อนาคตเป็นพิเศษบนฐานที่มองว่าทุกอย่างเป็นไปได้ เพียงแต่ว่าบางอย่างอาจจะต้องใช้เวลามากกว่าอย่างอื่น
ปิยะพงษ์ บุษบงก์ บอกว่า ความเป็นธรรมทางสังคม นิติธรรม และนโยบายที่มีหัวใจ "ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดของมนุษยชาติ"
เพราะนโยบายเช่นนี้ จะเป็น "ตาข่ายรองรับหรือตะแกงช้อน ไม่ให้มีใครตกหล่น (โดยไม่ลืมว่าเราทุกคนมีโอกาสหล่นลงไปทั้งนั้น) นับเป็นแก่นสารของการเกิดรัฐและสังคม ไม่ใช่แค่การดูแลปากท้องกันไปตามอัตภาพ"
โจทย์เรื่องนี้ถึงจะยาก แต่เราจะมัวแต่หมกหมุ่นคิดแต่จะแก้ปัญหาตรงหน้าอย่างไรไปอย่างนี้ไปตลอดไม่ได้ นโยบายที่ดีไม่ใช่นโยบายที่ได้แค่ซ่อมอดีตและปรับปัจจุบัน หากแต่ต้องปูทางไปสู่อนาคตได้ด้วย
โครงการหรือนโยบายที่เป็นธรรม ไม่อาจ "ถีบใคร" ออกจากกระบวนการพัฒนาโดยอ้าง "ความเสียสละเพื่อส่วนรวม"ได้ จึงเป็นคำถามสำคัญสำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในรัฐบาล
👉👉👉อ่านเพิ่มเติมในคอมเมนต์
#โครงการขนาดใหญ่ #เมกะโปรเจกต์ #แลนด์บริดจ์ #โครงสร้างพื้นฐาน #เขตเศรษฐกิจพิเศษ #นิคมอุตสาหกรรม #ติดตามนโยบาย #นโยบายรัฐบาล #นโยบายสาธารณะ #ความเป็นธรรม #นิติธรรม #วิกฤต #ภัยพิบัติ

🖌️🖌️🖌️ยกระดับนิติธรรม สู่สังคมที่เป็นธรรม ด้วยนโยบายที่มีหัวใจ ท่ามกลางวิกฤติเชิงซ้อน
19/05/2026

🖌️🖌️🖌️ยกระดับนิติธรรม สู่สังคมที่เป็นธรรม ด้วยนโยบายที่มีหัวใจ ท่ามกลางวิกฤติเชิงซ้อน

ร่วมจับตาอนาคตประเทศไทย ผ่านกระบวนการนโยบายสาธารณะ ที่พวกเรามีส่วนร่วมได้กับ Thai PBS Policy Watch

18/05/2026

🟦 ลมหายใจเดียวกัน: PM2.5 กับความเชื่อมโยงของคน ธรรมชาติ และสังคม

ทุกต้นปี หมอกควันสีเทาจะค่อยๆ ปกคลุมท้องฟ้าเชียงใหม่ พร้อมกับคำถามเดิมที่สังคมตั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า—ใครคือคนผิด? ใครเป็นคนเผา? และใครควรรับผิดชอบต่ออากาศที่เราหายใจเข้าไปทุกวัน

แต่ในมุมมองของ ผศ.ดร.อรอร ภู่เจริญ หัวหน้าโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาแผนแก้ไขและรับมือปัญหา PM2.5 ของจังหวัดเชียงใหม่ ปัญหาฝุ่นควันไม่ใช่เรื่องของ “ผู้ร้าย” เพียงคนเดียว หากเป็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงผู้คนทุกระดับเข้าด้วยกัน

ศูนย์ความรู้และประสานงานสุขภาวะทางปัญญา ชวนอ่านบทสัมภาษณ์ในบทความ “ลมหายใจเดียวกัน: PM2.5 กับความเชื่อมโยงของคน ธรรมชาติ และสังคม” ที่จะพาผู้อ่านมองปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้ลึกกว่าตัวเลขคุณภาพอากาศ และชวนตั้งคำถามต่อโครงสร้างสังคม วิถีการพัฒนา และความหมายของการอยู่ร่วมกันภายใต้ “ลมหายใจเดียวกัน”

#เมื่อเทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความพยายามแก้ปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือของไทยเดินหน้าอย่างเข้มข้น แอปพลิเคชันติดตามคุณภาพอากาศถูกพัฒนาขึ้นมากมาย ข้อมูลจุดความร้อน (hotspot) จากดาวเทียมถูกนำมาใช้ระบุตำแหน่งไฟป่าแบบเรียลไทม์ โดรนถูกส่งขึ้นไปสำรวจพื้นที่เสี่ยง และระบบเตือนภัยทำงานอย่างต่อเนื่อง

"เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของการใช้เทคโนโลยีในการเข้าไปควบคุมสถานการณ์ ควบคุมธรรมชาติ ควบคุมคน" อ.อรอรตั้งข้อสังเกต

แต่ในความเป็นจริง เทคโนโลยีอาจช่วยให้เราเห็นว่า ไฟอยู่ที่ไหน แต่ไม่ได้ตอบว่า ทำไมไฟจึงเกิดขึ้น และ ทำไมมันจึงเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

#รากของปัญหาที่หยั่งลึกกว่าฤดูกาล

อ.อรอรเน้นย้ำว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลสะสมจากระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่ดำเนินมานับร้อยปี

"สังคมเศรษฐกิจระบบอุตสาหกรรมที่มีมาเป็นร้อยปี ส่งผลให้สิ่งแวดล้อมมีความตึง มีความเครียด มีความพัง อย่างที่เราเข้าใจ... เรื่องของภาวะโลกร้อนโลกรวน เป็นสิ่งที่ต้องมองเป็นพัฒนาการต่อเนื่องเป็นร้อยๆ ปี ไม่ใช่เป็นแค่ 10 ปี"

การมองปัญหาเช่นนี้ทำให้เห็นว่า การจับกุมชาวบ้านที่จุดไฟเผาไร่ ซึ่งเป็นวิธีจัดการที่รัฐมักเลือกใช้ อาจเป็นเพียงการตัดยอดของปัญหา โดยไม่ได้แตะต้องรากฐานที่แท้จริง เช่น ระบบเกษตรพันธสัญญาที่ผลักดันให้เกษตรกรต้องเร่งเคลียร์พื้นที่ ราคาพืชผลที่ผันผวนจนต้องขยายพื้นที่เพาะปลูก หรือการขาดทางเลือกอาชีพที่ยั่งยืน

#ไฟ: ไม่ใช่แค่ "ใช้" หรือ "ไม่ใช้"

“ควรห้ามใช้ไฟในการเกษตรหรือไม่?” ดูเป็นคำถามง่ายๆ แท้จริงแล้วซับซ้อนกว่าที่คิด

ในระบบนิเวศป่าเต็งรังของไทย ไฟเคยเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรธรรมชาติ ช่วยกำจัดซากพืชและกระตุ้นการงอกใหม่ของพันธุ์ไม้บางชนิด แต่ภาวะโลกร้อนและปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศได้เปลี่ยนเกมอย่างสิ้นเชิง อากาศที่ร้อนและแห้งกว่าเดิมทำให้ไฟลุกลามรุนแรงขึ้น ควบคุมยากขึ้น และสร้างความเสียหายมากกว่าที่ระบบนิเวศจะรับไหว

กรณีศึกษาจากประเทศจีนให้บทเรียนที่น่าสนใจ เมื่อรัฐบาลจีนบังคับใช้มาตรการห้ามเผาอย่างเข้มงวด คุณภาพอากาศดีขึ้นในระยะสั้น แต่ผลข้างเคียงตามมาคือ โรคพืชและแมลงศัตรูพืชระบาดหนักขึ้น ผลผลิตตกต่ำ เกษตรกรต้องพึ่งพาสารเคมีมากขึ้น จนท้ายที่สุดรัฐต้องผ่อนปรนให้ใช้ไฟได้ในบางพื้นที่และบางฤดูกาล

คำตอบจึงไม่ใช่แค่ 'ใช้' หรือ 'ไม่ใช้' แต่คือการหาวิธีจัดการที่เหมาะสมกับแต่ละบริบท ให้สอดคล้องทั้งกับธรรมชาติ ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของผู้คน

#วิถีชีวิต เศรษฐกิจ และความคิดของสังคม

"ไฟป่าเกี่ยวอะไรกับสเต็กหรือบุฟเฟต์ที่ฉันกินในกรุงเทพฯ?"

คำถามนี้ฟังดูเหมือนไม่เกี่ยวข้อง แต่แท้จริงแล้วเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น อุตสาหกรรมปศุสัตว์ต้องการอาหารสัตว์จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ความต้องการนี้ผลักดันให้พื้นที่เพาะปลูกขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาและลาว ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นควันข้ามพรมแดนที่สำคัญ

เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว การเผาตอซังและเศษพืชเป็นวิธีที่รวดเร็วและประหยัดที่สุดในการเตรียมดินสำหรับรอบการเพาะปลูกถัดไป ไฟจากการเผาเหล่านี้ รวมกับสภาพอากาศที่แห้งแล้งและกระแสลมที่พัดพาควันมาทางใต้ กลายเป็นส่วนหนึ่งของมลพิษที่ปกคลุมภาคเหนือของไทยในทุกฤดูแล้ง

อ.อรอรชวนตั้งคำถามต่อว่า เราพร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนระบบการผลิต–บริโภคแบบเดิม? ไม่ใช่แค่เรื่องข้าวโพด แต่รวมถึงการเดินทาง การขนส่ง และทุกมิติของชีวิตประจำวัน

และสังคมพร้อมหรือยังที่จะลงทุนในขนส่งสาธารณะพลังงานสะอาด แม้ต้องแลกกับความสะดวกของรถส่วนตัว?

CM: แผน 5 ปีที่เริ่มจากการฟัง

โครงการ CLEAR CM (Comprehensive Local Environmental Action and Response for Chiang Mai) เริ่มจากการลงพื้นที่รับฟังเสียงของผู้คนทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง

โครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ปี 2567 ดำเนินงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สภาลมหายใจเชียงใหม่ สมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) และเครือข่ายภาคีที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายพัฒนาแผนหลักของจังหวัดเชียงใหม่ที่มีเอกภาพ ความเป็นธรรม ใช้ได้จริง และสอดคล้องกับบริบทพื้นที่

หัวใจของโครงการคือแนวคิด People-Problem-Place-Based Policy Design คือ การออกแบบนโยบายที่เริ่มจากคน จากปัญหาจริง และจากบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่

ทีมวิจัยรวบรวมข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง ทั้งสื่อสังคมออนไลน์ การลงพื้นที่สัมภาษณ์ และการจัดเวทีสาธารณะ เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ ความกลัว และความหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

#ต่างพื้นที่ ต่างบริบท

ใน 126 ตำบลที่มีพื้นที่ติดป่าในจังหวัดเชียงใหม่ แต่ละแห่งมีเรื่องราวและความท้าทายเฉพาะตัว

ที่ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นร่วมกันวิเคราะห์จุดเกิดไฟในพื้นที่และเสนอแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม เมื่อพบว่าปัญหาหลักคือไฟลามข้ามป่าและไฟเผาขยะ พวกเขาเสนอให้ประสานงานกับเครือข่ายสิ่งแวดล้อมในการดูแลร่วมกัน

“อย่างไฟลามข้ามป่า ไฟเผาขยะ เขาก็เสนอว่าจะประสานไปยังเครือข่ายสิ่งแวดล้อมม้งให้ช่วยดูแล” อ.อรอร ยกตัวอย่างข้อเสนอของเจ้าหน้าที่จาก ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ หนึ่งใน 126 ตำบลที่มีพื้นที่ติดป่าใน จ.เชียงใหม่ ที่เข้าร่วมจัดทำแผนงานนี้

กระบวนการนี้ไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูล แต่เป็นการสร้าง ฉันทามติร่วม ความเข้าใจและข้อตกลงที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมกำหนด ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

#จากความกลัวสู่ความหวังร่วม

ในเวทีสาธารณะ โครงการฯ ได้รวบรวมเรื่องราวและประสบการณ์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับปัญหา PM2.5 และพัฒนาเป็น การ์ด Persona เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในเวทีกระบวนการ ช่วยให้ผู้เข้าร่วมมองเห็นเงื่อนไขชีวิต บทบาท ความกังวล และความต้องการที่แตกต่างกันของผู้คนในพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจปัญหาที่ซับซ้อน และนำไปสู่การออกแบบนโยบายเชิงโครงสร้างที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง โครงการฯ ยังให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงจากพื้นที่ ผ่านกิจกรรมแลกเปลี่ยน “ความหวัง–ความกลัว” เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม จึงเป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่ช่วยสร้างความเข้าใจร่วม รับฟังความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ และเตรียมฐานคิดร่วมกับผู้เข้าร่วมที่เป็นตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานท้องที่ ก่อนเข้าสู่กระบวนการออกแบบแผนและนโยบายในขั้นต่อไป

ความกลัว ที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ความไม่แน่นอน ความไม่รู้ว่าอากาศวันนี้จะหายใจได้ไหม ไม่รู้ว่าลูกจะป่วยเพราะฝุ่นหรือเปล่า ไม่รู้ว่าคนสูงอายุในครอบครัวจะรับไหวหรือไม่ หลายคนกลัวว่าต้องทำงานกลางแจ้งท่ามกลางอากาศเป็นพิษ บางคนกลัวว่าไม่สามารถปกป้องคนที่รักจากสิ่งที่มองไม่เห็นได้ ขณะเดียวกัน คนทำงานระดับพื้นที่ยังสะท้อนความกังวลต่อข้อจำกัดของระบบราชการ ทั้งความไม่ชัดเจนของระเบียบ อำนาจหน้าที่ และความมั่นใจในการตัดสินใจแก้ปัญหาในพื้นที่

ความหวัง ที่ทุกกลุ่มมีร่วมกันคือการมี อากาศที่สะอาดและปลอดภัยอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่ลดฝุ่นในระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทั้งการจัดการไฟป่า การเผาในภาคเกษตร และนโยบายรัฐที่ต่อเนื่อง รวมถึงความร่วมมือระหว่างชุมชน เมือง และประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าการแก้ปัญหา PM2.5 ต้องอาศัยการเปลี่ยนผ่านจากความกลัวร่วมไปสู่ความหวังร่วม ผ่านการรับฟังเสียงของผู้คน เข้าใจความแตกต่างของแต่ละบริบทพื้นที่ และออกแบบแผนหรือนโยบายแบบมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม

#เมื่อนักวิจัยก็หายใจอากาศเดียวกัน

อ.อรอรในฐานะทั้งนักวิจัยและผู้อยู่อาศัยในเชียงใหม่ ไม่ได้ยืนอยู่นอกปัญหา

"ช่วงที่ PM2.5 เยอะมากๆ ก็สุขภาพไม่ดี แน่นอนว่าก็ไม่มีใครสุขภาพดี แสบตา หายใจไม่ออก ร้อน แล้วก็อยู่ในปัญหาที่ซับซ้อน ก็เลยทำให้เรารู้สึกว่า ไม่ง่าย เพราะเราก็เป็นทั้งฝ่ายรับปัญหา คือรับฝุ่น ในขณะเดียวกันก็พยายามจะแก้ปัญหา..."

ประสบการณ์ตรงนี้ทำให้เธอเข้าใจว่า ทุกคนอยู่ในความเป็นจริงเดียวกัน ไม่มีใครหนีพ้นจากอากาศที่หายใจร่วมกัน และนี่คือจุดเริ่มต้นของการมองปัญหาแบบองค์รวม ไม่ใช่การหาคนผิด แต่เป็นการหาทางออกร่วมกัน

#บทเรียนที่ใหญ่กว่าฝุ่น

ปัญหา PM2.5 อาจเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความไม่สมดุลในระบบมนุษย์ เป็นจุดบรรจบของวิกฤตหลายด้าน ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบบเกษตรกรรมที่พึ่งพาการเผา ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงวิถีชีวิตบริโภคนิยมที่เราทุกคนมีส่วนร่วม

ระบบทุนนิยมที่แทรกซึมในทุกมิติของชีวิตก็ทำให้วิถีชีวิตและมุมมองผู้คนเปลี่ยนไป จนทำให้ PM2.5 กลายเป็นภาพสะท้อนความไม่สมดุลของระบบมนุษย์ทั้งหมด

"เราก็จะต้องเปลี่ยนวิธีคิด... อะไรทั้งหมด ซึ่งมันเป็นเรื่องใหญ่ที่ยาก เพราะเราต้องอาศัยพลังงานอย่างมหาศาล ความตั้งใจและก็มีความคิดร่วมกันถึงอนาคต และความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง" อ.อรอรกล่าว

การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน แต่ต้องอาศัยความอดทน การสื่อสารอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญที่สุดคือความตระหนักว่าเราทุกคนหายใจอากาศเดียวกัน

#ทางข้างหน้า

หลายคนยังมองว่าฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาตามฤดูกาล เกิดแล้วก็ผ่านไป เหมือนที่เคยเป็นมา แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่าผลกระทบต่อสุขภาพสะสมในระยะยาว โดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด และความเสี่ยงต่อมะเร็งปอด

การรณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงอันตรายนี้อาจต้องใช้เวลานาน เหมือนที่การรณรงค์เรื่องพิษภัยของบุหรี่ใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าจะเปลี่ยนทัศนคติของสังคม

แต่ทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มจากจุดเล็กๆ จากการตั้งคำถาม จากการรับฟัง จากการมองเห็นความเชื่อมโยงของตัวเองกับระบบที่ใหญ่กว่า และจากการตระหนักว่าอากาศที่เราหายใจนั้น คืออากาศเดียวกันกับคนอื่นทุกคน
ลมหายใจเดียวกัน จึงไม่ใช่แค่ชื่อโครงการหรือสโลแกนสวยหรู แต่เป็นความจริงพื้นฐานที่สุดที่เชื่อมโยงเราทุกคนเข้าด้วยกัน

#ลมหายใจเดียวกัน #สุขภาวะทางปัญญา #เชียงใหม่ #สิ่งแวดล้อม #อากาศสะอาด

เรื่อง : กุลระวี สุขีโมกข์

📢 รับสมัครผู้ช่วยวิจัย งานวิจัยด้านการพัฒนาแผนเพื่อแก้ไขและรับมือ PM2.5โครงการ CLEAR เปิดรับสมัครผู้ช่วยวิจัย เพื่อสนับส...
16/05/2026

📢 รับสมัครผู้ช่วยวิจัย งานวิจัยด้านการพัฒนาแผนเพื่อแก้ไขและรับมือ PM2.5

โครงการ CLEAR เปิดรับสมัครผู้ช่วยวิจัย เพื่อสนับสนุนงานบริหารจัดการโครงการวิจัย งานเอกสาร การเงิน การประสานงาน และกิจกรรมภาคสนาม ภายใต้งานวิจัยด้านการพัฒนาแผนเพื่อแก้ไขและรับมือ PM2.5 ของจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ

📍ตำแหน่ง Full-time
- สัญญาจ้างระยะเวลา 1 ปี (เริ่มงานภายในเดือน มิ.ย. - ก.ค. 2569 หรือตามที่ตกลงร่วมกัน)
- เงินเดือน 15,000–18,000 บาท ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความสามารถ

✅คุณสมบัติ
- วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี
- มีพื้นฐานงานบริหารโครงการ/งานวิจัย หรืองานเอกสารการเงิน
- ประสานงานและสื่อสารกับผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายได้ดี
- ใช้ AI และโปรแกรม/แพลตฟอร์มออนไลน์ที่จำเป็นได้คล่อง เช่น Canva, Zoom, Email, Facebook, Google Drive/Docs/Sheets
- เดินทางลงพื้นที่ได้ (หากขับรถเป็น หรือมีรถยนต์/รถจักรยานยนต์ จะพิจารณาเป็นพิเศษ)

✅หน้าที่และความรับผิดชอบ
- สนับสนุนงานบริหารจัดการโครงการวิจัย
- จัดระบบเอกสาร การเงิน และหลักฐานประกอบการเบิกจ่าย
- ประสานงานกับทีมวิจัย หน่วยงานราชการ ภาคประชาสังคม และภาคีเครือข่าย
- ช่วยจัดประชุม เวทีแลกเปลี่ยน การอบรม และกิจกรรมภาคสนาม
- สนับสนุนงานสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลของโครงการ

📍กรณี Part-time
- รับผิดชอบงานเอกสาร/การเงินเป็นหลัก
- ค่าตอบแทน 5,000 บาท/เดือน
- ขอบเขตงานและเวลาทำงานจะพิจารณาตามความเหมาะสมร่วมกัน

📍สถานที่และรูปแบบการทำงาน: ยืดหยุ่นตามภารกิจของโครงการ สามารถเข้าปฏิบัติงานที่สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ประชุมนอกสถานที่, ลงพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือได้

⏰ ปิดรับสมัคร 12 มิถุนายน 2569

ผู้สนใจสามารถส่ง CV และ Transcript มาที่ คุณพิรญาณ์ พิทักษ์
อีเมล: [email protected]
โดยใช้หัวข้ออีเมลว่า “สมัครผู้ช่วยวิจัย”

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์: 086 923 8426

รับฟัง แลกเปลี่ยน สร้างสรรค์: ร่วมออกแบบนโยบายเพื่อสร้างอนาคตสังคมที่เป็นธรรมภาคใต้ สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียง...
16/05/2026

รับฟัง แลกเปลี่ยน สร้างสรรค์: ร่วมออกแบบนโยบายเพื่อสร้างอนาคตสังคมที่เป็นธรรมภาคใต้

สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (SPP CMU) ร่วมกับสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (FMS PSU) จัดเวทีการพัฒนานโยบายเพื่อสร้างอนาคตสังคมที่เป็นธรรมภาคใต้ (Songkhla Policy Lab Toward People-centred Justice) ทึ่จังหวัดสงขลา ภายใต้โครงการปักหมุดอนาคตกระบวนการยุติธรรมสู่การสร้างสังคมที่เป็นธรรม

ทั้งนี้ เวทีการพัฒนานโยบายครั้งนี้มีตัวแทนผู้เข้าร่วมจากทั้งหน่วยงานภาครัฐในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำและปลายน้ำ ภาคการศึกษาและภาควิชาการ รวมถึงภาคประชาสังคมและเครือข่ายคนรุ่นใหม่ ร่วมแลกเปลี่ยนใน 5 ประเด็นสำคัญได้แก่ ประเด็นสิทธิชุมชนในการกำหนดแนวทางการพัฒนาพื้นที่ การร่วมหาทางออกจากความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเด็นการเข้าถึงสิทธิของผู้เข้าสู่การค้าบริการทางเพศในพื้นที่ชายแดน ปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม รวมถึงผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้เมื่อปลายปี พ.ศ. 2568 ผ่านการเรียนรู้และเข้าใจเรื่องราวของตัวแทนบุคคล (persona)

อนึ่ง กระบวนการร่วมออกแบบนโยบายเพื่อสร้างอนาคตสังคมที่เป็นธรรมตั้งอยู่บนฐานแนวคิดที่ชักชวนให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้ ‘กระบวนการยุติธรรมที่มีผู้คนเป็นศูนย์กลาง (People-centred Justice)’ โดยความคิดเห็นและข้อเสนอแนะทางนโยบายจากเวทีภาคใต้ในวันนี้ จะได้รับการประมวลผล วิเคราะห์และนำเสนอเป็นแนวนโยบายสำหรับยกระดับสังคมไทยให้เป็นสังคมที่เป็นธรรมมากขึ้นต่อไป

💚 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “เดือนแห่งสุขภาพใจ” หรือ Mind Month โดยกรมสุขภาพจิตสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ kick ...
12/05/2026

💚 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “เดือนแห่งสุขภาพใจ” หรือ Mind Month โดยกรมสุขภาพจิต

สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ kick off ความร่วมมือกับเทศบาลเมืองดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ในโครงการวิจัย “การร่วมสร้างโมเดลการสั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคมในระดับท้องถิ่น: นวัตกรรมเชิงนโยบายเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต” (Co-creation of a Social Prescribing Model at the Local Level: A Policy Innovation for Mental Health Sustainability)

โครงการนี้มุ่งออกแบบโมเดลการสั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคมในระดับท้องถิ่น ด้วยกระบวนการร่วมสร้างกับภาคีในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพจิตเชิงบวกและเชิงป้องกันในมิติที่เชื่อมโยงกับชุมชน ความสัมพันธ์ทางสังคม และกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาวะในชีวิตประจำวัน

การปักหมุดความร่วมมือครั้งนี้สอดรับกับการขับเคลื่อน “เดือนแห่งสุขภาพใจ” หรือ Mind Month ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้พฤษภาคมของทุกปีเป็นเดือนแห่งการให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้และการทำให้สุขภาพใจเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงและดูแลร่วมกันได้

โครงการวิจัยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (Thailand Institute for Mental Health Sustainability: TIMS) คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

#สุขภาพใจเป็นเรื่องของทุกคน

📘 New Book by Our Faculty Member at the School of Public Policy, Chiang Mai University ✨ We are delighted to share the p...
11/05/2026

📘 New Book by Our Faculty Member at the School of Public Policy, Chiang Mai University

✨ We are delighted to share the publication of "Cultivating Policy Innovation in Hierarchical Societies" by Assistant Professor Dr. Pobsook Chamchong, published by Palgrave Macmillan.

From the Preface:

"To cultivate policy innovations, policy innovation cultivators are vital actors who plant and nurture the momentum of co-creation within the policy ecosystems in which they operate. Recognising that such ecosystems are neither static nor sealed, they help turn them into generative ecosystems by navigating, shaping, and utilising their elements. Through co-creative tactics, they prepare the soil and fertilise the ground for policy innovations across different seasons.

In strongly hierarchical systems, hierarchy is not confined to bureaucratic structures. It also functions as a powerful social norm deeply embedded in both individual behaviour and institutional arrangements. This makes the role of policy innovation cultivators particularly crucial. As discursive agents, they interpret different frames, shift narratives, and transform stakeholder worldviews. They also help create a generative ecosystem by securing vertical collaboration among actors within patronage-based and power-asymmetric systems.

Framed by co-creation, generative policy ecosystem, and critical interpretivist approaches, the book highlights the role of policy innovation cultivators in seeding innovations through both bonding and bridging efforts. It also shows how they fertilise a culture of innovation through normative assimilation."

The book is endorsed by leading scholars in the field, including Professor Eva Sørensen, Roskilde School of Governance, Roskilde University, Denmark, and Professor Christopher Ansell, University of California, Berkeley.

👉 More information: https://link.springer.com/book/10.1007/978-3-032-16226-7

ที่อยู่

239, Huay Kaew Road, Muang District
Chiang Mai
50200

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66988153444

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ School of Public Policy Chiang Mai Universityผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์