14/06/2026
การประชุมสัมมนาเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง "สร้างพลังการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง ในภูมิทัศน์สื่อใหม่ในโลกปัจจุบัน"
วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ
1. บทนำและความสำคัญของประชาธิปไตยฐานราก
การประชุมเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ต้นทุนทางสังคมของไทย โดย ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ ได้ชี้ให้เห็นว่า ชุมชนมีความเข้มแข็งและมีศักยภาพในการจัดการตนเองอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนผ่านการรองรับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ของประเทศถึง 2 ครั้ง คือ วิกฤตต้มยำกุ้งและวิกฤตการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะในมิติของความมั่นคงทางอาหารและความเอื้ออาทรในชุมชน
จากศักยภาพดังกล่าว นำไปสู่แนวคิด "ประชาธิปไตยฐานราก" ซึ่งหมายถึง กระบวนการตัดสินใจในเชิงนโยบายที่มาจากข้างล่าง (Bottom-up) โดยเน้นย้ำว่าภาครัฐเพียงลำพังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ท้าทายในอนาคตได้ จึงจำเป็นต้องขับเคลื่อนร่วมกับภาคประชาสังคมและภาคชุมชน ผ่านกลไก "ภาคีอภิบาลท้องถิ่น" เพื่อสร้างสังคมที่ประชาชนมีอำนาจในการจัดการตนเองอย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรี ควบคู่ไปกับประชาธิปไตยฐานบนในสภา
2. ข้อเสนอและกลไกการขับเคลื่อนจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 3 ปี
จากการดำเนินงานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเป็นเวลา 3 ปี ศ.ดร.บรรเจิด ได้ตกผลึกข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์และเชิงนโยบายเป็น 3 ประการหลัก ดังนี้:
• การสถาปนาพื้นที่อำนาจใหม่และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างนโยบาย: มุ่งสร้าง "พื้นที่กลาง" หรือ "สมัชชา" ในระดับจังหวัด เพื่อให้ภาคประชาสังคมมีสถานะตัวตนที่ชัดเจนตามกฎหมาย เนื่องจากปัจจุบันมีเพียง "สภาองค์กรชุมชน" เท่านั้นที่มีกฎหมายรองรับ
• การเชื่อมโยงสู่แผนบูรณาการจังหวัด (One Plan): ขับเคลื่อนให้นโยบายและงบประมาณ (กรอบงบประมาณ One Plan ทั่วประเทศ 24,000 ล้านบาท) ลงไปสู่ประชาชนในแง่คุณภาพชีวิตและอาชีพอย่างแท้จริง โดยทางสภาพัฒน์ฯ ได้มีมติเคาะงบประมาณ 80% ให้ลงไปที่คุณภาพชีวิตและอาชีพ โดยมีผลตั้งแต่ปี 2570
• การยกระดับองค์ความรู้และการขับเคลื่อนขบวน: มีการผลิตชุดความรู้และพัฒนาหลักสูตร "นวัตกรรมชุมชนเข้มแข็งเพื่อสร้างประชาธิปไตยฐานราก" ร่วมกับมหาวิทยาลัย รวมถึงสร้าง "ภาคีอาสานำร่อง" ในเชิงพื้นที่ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และหน่วยงานตระกูล "ส." (เช่น สสส., สช., สปสช.)
ตัวอย่างรูปธรรมการขับเคลื่อนในพื้นที่ต่าง ๆ (15 จังหวัด/พื้นที่):
• ภาคเหนือ: เชียงราย (ขบวนสมัชชาเชียงรายล้านนาแห่งความสุข สู้เรื่องสารพิษแม่น้ำกก), พะเยา (เครือข่ายสร้างบ้านแปงเมือง)
• ภาคกลางและกรุงเทพฯ: นครสวรรค์ (กรรมการบริหารสภาพลเมือง), ปทุมธานี (สภาฮักปทุม), สุพรรณบุรี (เน้นมิติสุขภาพและคุณภาพชีวิต), เพชรบุรี (สานพลัง 14 องค์กรภาคี), กทม. (ร่วมจัดตั้งสภาพลเมือง กทม. และผลักดันข้อกฎหมาย)
• ภาคตะวันออก: ชลบุรี (ดึงพลังสภาเยาวชนร่วมขับเคลื่อน), ตราด (บูรณาการสภาองค์กรชุมชนร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า ทำเรื่องป้องกัน NCDs ในเด็ก)
• ภาคอีสาน: ขอนแก่น (ภาคีอาสาดึง 5 เทศบาลทำ MOU แก้ปัญหาน้ำท่วม), อำนาจเจริญ (ขับเคลื่อนธรรมนูญจังหวัด "เมืองธรรมเกษตร" สู่จังหวัดจัดการตนเอง), มหาสารคาม (สภาฮักแพงเบิ่งแยงคนมหาสารคาม เน้นเกษตรอินทรีย์)
• ภาคใต้: พัทลุง (สมาคมพัทลุงมหานครแห่งความสุข), นครศรีธรรมราช (สมัชชาคนคอน), ปัตตานี (พื้นที่กลาง 45 องค์กร เน้นดูแลกลุ่มเปราะบาง)
3. การวิเคราะห์และสะท้อนทัศนะต่อ "ภูมิทัศน์สื่อใหม่" ในยุคปัจจุบัน
ที่ประชุมได้เปิดเวทีร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นความท้าทายของสื่อในยุคเปลี่ยนผ่าน (Media Disruption) โดยมีมุมมองที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนภาคส่วนต่าง ๆ ดังนี้:
• วิกฤตโครงสร้างและจริยธรรมสื่อ: คุณเจริญลักษณ์ เพ็ชรประดับ ชี้ว่า สื่อกระแสหลักเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจเนื่องจากงบโฆษณาไหลไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติ นำไปสู่การวิ่งตามเรตติ้งและอาจละเลยจริยธรรม เกิดปัญหา Fake News, Disinformation และ Deep Fake ซึ่งทำให้สังคมตกอยู่ในสภาวะ "ไม่เชื่อความจริง"
• สื่อในฐานะเป้าหมายที่ต้องเปลี่ยนแปลง: คุณก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ เสนอว่า เราไม่ควร มองสื่อเป็นแค่เครื่องมือ แต่ต้องพัฒนาให้สื่อมีความน่าเชื่อถือและมีกระบวนการบรรณาธิการ (Editorial) คัดกรองเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ (Need to know) ไม่ใช่เพียงคอนเทนต์ประชานิยมเพื่อเรียกยอดไลก์
• พลังของ "นักสื่อสารพลเมือง": คุณสุปัน รักเชื้อ เสนอแนวคิดปรับเปลี่ยนให้ชาวบ้านทุกคนสามารถเป็นเจ้าของและผู้ผลิตสื่อได้ผ่านสมาร์ทโฟน โดยใช้หลักง่าย ๆ คือ "เสนอความจริง และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน" ซึ่งสามารถสร้างแรงกระเพื่อมล้อมสื่อใหญ่ให้หันมาสนใจปัญหาท้องถิ่นได้จริง เช่น กรณีการคัดค้านเหมืองหินที่นครนายก
• การครอบงำทางโครงสร้างและปัญหาของกลุ่มทุน: คุณณัฐวัฒน์ กฤตยานวัช สะท้อนถึงข้อจำกัดของสื่อไทยที่ไม่กล้านำเสนอประเด็นที่กระทบต่อทุนขนาดใหญ่เนื่องจากกลัวถูกถอนสปอนเซอร์ พร้อมยกตัวอย่างปัญหาเชิงโครงสร้างในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) และผลกระทบต่อซัพพลายเออร์ไทย รวมถึงอิทธิพลของการเมือง "บ้านใหญ่" ในท้องถิ่น
• มุมมองจากคนรุ่นใหม่และเยาวชน: ตัวแทนนักศึกษาและเยาวชนระบุว่า สื่อกระแสรอง (เช่น ประชาไท, The101, Thai PBS) มีความใกล้ชิดและให้พื้นที่กับขบวนการภาคประชาชนมากกว่าสื่อใหญ่ โดยเฉพาะสื่อที่ทำข่าวสืบสวนสอบสวน (Investigative News) จะช่วยสร้างแนวร่วมได้ดี นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความท้าทายเรื่องการขาดแคลนทุนทรัพย์/อุปกรณ์ของเยาวชนในชุมชน และการเติบโตมากับอัลกอริทึมและ AI ที่อาจบิดเบือนข้อมูลในระดับท้องถิ่น
4. ทิศทางและแนวทางการขับเคลื่อนในอนาคต
เพื่อหลอมรวมแม่น้ำสองสายระหว่าง "การขับเคลื่อนเชิงพื้นที่" และ "นวัตกรรมการสื่อสาร" ที่ประชุมได้สรุปแนวทางการดำเนินงานร่วมกันไว้ดังนี้:
1) การสร้างและพัฒนา "นักสื่อสารชุมชน/ประเด็น": ขยายผลกระบวนการของ พอช. ในการสร้างนักสื่อสารชุมชนประจำตำบล เพื่อให้ทุกพื้นที่มีแกนนำที่สามารถสื่อสารสะท้อนอัตลักษณ์และปัญหาของตนเองได้
2) การจัดตั้ง "พื้นที่กลางและการสื่อสารร่วมกัน": ออกแบบยุทธศาสตร์การสื่อสารร่วมกันผ่านกลไกกองบรรณาธิการ (Editorial) บูรณาการสื่อทุกระดับ (กระแสหลัก รอง ชายขอบ พลเมือง) มีการสร้างแพลตฟอร์มหรือเว็บไซต์กลางเพื่อรวบรวมและกระจายเนื้อหาภาคประชาชนซ้ำให้กว้างที่สุด รวมถึงใช้ประโยชน์จากข้อมูล (Data Journalism) และการทำวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแต่ละช่วงวัยอย่างมีประสิทธิภาพ
3) การผลักดันเชิงกฎหมายและนโยบาย:
o ร่วมมือกันผลักดันกฎหมายควบคุมและกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างชาติ (ตามความเห็นของ คุณอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ) เพื่อดึงรายได้โฆษณากลับมาสู่สื่อท้องถิ่น และสกัดกั้นภัยมิจฉาชีพ/ข่าวลวง
o ขับเคลื่อนกฎหมายมหาชนยุคที่ 4 ที่รัฐต้องกำกับเทคโนโลยีเพื่อรักษาสมดุลสังคม
o มุ่งสู่เป้าหมายร่วมกันในการสร้าง "ประชาธิปไตยที่เป็นอัตลักษณ์ไทย" ที่ขับเคลื่อนจากล่างขึ้นบนอย่างแท้จริง