คลินิกหมอณัฐดนัย กระดูก ข้อ โรคทั่วไปและผ่าตัด โดยแพทย์เฉพาะทาง

คลินิกหมอณัฐดนัย กระดูก ข้อ โรคทั่วไปและผ่าตัด โดยแพทย์เฉพาะทาง คลินิกเฉพาะทางกระดูกและข้อ เชี่ยวชาญจุลศัลยศาสตร์ทางมือและเส้นประสาท ผ่าตัดทั่วไป มีสาขาเดียวขอนแก่น
(1)

ตรวจรักษาโรคทั่วไป และผ่าตัดข้อ กระดูก กล้ามเนื้อ เอ็น เส้นประสาท

ศัลยกรรมตกแต่งจมูก ตา ปาก คาง มือ กระดูก

โดยแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์

ถนนมิตรภาพ หน้าตลาดต้นตาล
อ.เมือง จ.ขอนแก่น
โทรนัดแพทย์ 089-6224667

การรักษากระดูกข้อมือหักด้วยโลหะดามภายนอกและลวดเทียบกับการดามกระดูกภายใน "External Fixation and Adjuvant Pins Versus Vola...
28/05/2026

การรักษากระดูกข้อมือหักด้วยโลหะดามภายนอกและลวดเทียบกับการดามกระดูกภายใน "External Fixation and Adjuvant Pins Versus Volar Locking Plates in Unstable Distal Radius Fractures: A Randomized Controlled Study with a 10-Year Follow-Up" (ปี 2026)

1. วัตถุประสงค์และที่มา (Purpose & Background)

• วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาเปรียบเทียบว่าการผ่าตัดยึดกระดูกด้วยแผ่นโลหะดามด้านหน้าแบบล็อก (Volar Locking Plates: VLP) ให้ผลการรักษาที่ดีกว่าการยึดตรึงกระดูกจากภายนอกร่วมกับการปักหมุดประคอง (External Fixation with Adjuvant Pins: EF) หรือไม่ ในผู้ป่วยที่มีกระดูกข้อมือส่วนปลายหักชนิดไม่มั่นคง (Unstable Distal Radius Fractures) โดยติดตามผลระยะยาวนานถึง 10 ปี

• ที่มา: ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ความนิยมในการใช้ VLP เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก แต่อดีตนั้น EF เคยวิธีรักษามาตรฐานสำหรับกระดูกหักชนิดนี้ คณะผู้พิจารณาจึงต้องการดูผลลัพธ์ในระยะยาว โดยเฉพาะอัตราการเกิดภาวะข้อเสื่อม (Osteoarthritis) และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นตามมา

2. ระเบียบวิธีวิจัย (Methods)

• รูปแบบการศึกษา: เป็นการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Prospective, Randomized, Controlled Trial: Level of Evidence I) ดำเนินการรวบรวมผู้ป่วยตั้งแต่ปี 2007 ถึง 2009

• กลุ่มประชากร: เริ่มต้นมีผู้ป่วยเข้าร่วมและถูกแบ่งกลุ่มตามแผนรักษา 111 ราย (แบ่งเป็น VLP 52 ราย และ EF 59 ราย)

o มีเกณฑ์คัดเข้า เช่น อายุ > 18 ปี, มุมแนวหลังมือเอียง (Dorsal tilt) เกณฑ์หลังจัดกระดูก > 10องศา กระดูกข้อมือหดสั้นลง (Radial shortening) > 3 มม. และผิวข้อเคลื่อน (Intra-articular step off) > 1 มม.

• การติดตามผลที่ 10 ปี: มีผู้ป่วยที่ได้รับการประเมิน ณ สิ้นปีที่ 10 ทั้งหมด 86 ราย (77%) แบ่งเป็นกลุ่ม VLP 43 ราย และกลุ่ม EF 43 ราย

o ผู้ป่วย 81 รายเข้ารับการตรวจทั้งทางคลินิกและทางรังสี (เอกซเรย์)

o ผู้ป่วยอีก 5 ราย ปฏิเสธการมาโรงพยาบาลแต่ส่งผลประเมิน QuickDASH กลับมาทางไปรษณีย์

• เครื่องมือวัดผล:

o ตัวชี้วัดหลัก (Primary Outcome): คะแนนแบบประเมินความทุพพลภาพของแขน ไหล่ และมือ (QuickDASH score) ที่ 10 ปี

o ตัวชี้วัดรอง (Secondary Outcomes): คะแนนความเจ็บปวด (VAS pain score), Mayo wrist score, ช่วงการเคลื่อนไหวของข้อ (Range of motion), ภาพถ่ายรังสี (เอกซเรย์) เพื่อดูมุมกระดูกรวมถึงภาวะข้อเสื่อม และการบันทึกภาวะแทรกซ้อน

3. ผลการศึกษาที่ระยะ 10 ปี (Results)

ผลการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม VLP และ EF หลังผ่านไป 10 ปี มีดังนี้:
ทางคลินิก (Clinical Outcomes)

• คะแนน QuickDASH: ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกลุ่ม VLP มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 9 และกลุ่ม EF มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 10 (คะแนนยิ่งน้อยยิ่งดี) ซึ่งค่าเฉลี่ยนี้ต่ำกว่า (ดีกว่า) ค่ามาตรฐานทั่วไปของประชากรในกลุ่มอายุเดียวกัน

• ความเจ็บปวดและฟังก์ชันข้อมือ: ค่าคะแนนความเจ็บปวด (VAS) ทั้งขณะพักและขณะทำกิจกรรม, คะแนน Mayo wrist score (ทั้งสองกลุ่มเฉลี่ยได้ 91 คะแนนเท่ากัน) และช่วงการเคลื่อนไหว (การงอ, การเหยียด, การคว่ำ-หงายมือ) ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก

ทางรังสีวิทยา (Radiological Outcomes)

• การหดสั้นของกระดูก: กลุ่ม VLP สามารถควบคุมโครงสร้างทางกายวิภาคได้ดีกว่า โดยพบกระดูกหดสั้นลงน้อยกว่า (less radial shortening) หรือมีค่า Ulnar variance ที่ดีกว่ากลุ่ม EF อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < .05)

• ภาวะข้อเสื่อม (Osteoarthritis): ในกลุ่มผู้ป่วยที่กระดูกหักชนิดลามเข้าข้อ (C-type fractures) พบว่ากลุ่ม EF มีอัตราการเกิดข้อเสื่อมทางรังสีวิทยามากกว่ากลุ่ม VLP อย่างมีนัยสำคัญ (P < .05) อย่างไรก็ตาม ภาวะข้อเสื่อมที่เห็นจากฟิล์มเอกซเรย์นี้ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออาการแสดงหรือสมรรถภาพทางคลินิกของผู้ป่วย ณ ปัจจุบัน

ภาวะแทรกซ้อนและการผ่าตัดซ้ำ (Complications)

• กลุ่ม VLP: น่ากังวลตรงที่มีผู้ป่วยถึง 19 รายต้องรับการผ่าตัดนำแผ่นโลหะดามออก (Hardware removal) เนื่องจากเจ็บปวดจากปัญหาอุปกรณ์ดาม โดย 14 รายเกิดจากสกรูที่ยาวเกินไปจนทะลุไปโผล่ด้านหลังมือ ทำให้ระคายเคืองเส้นเอ็นและปวดข้อมือ (เพิ่มขึ้นจากตอนติดตามผลที่ 5 ปี อยู่ 8 ราย)

• กลุ่ม EF: มี 1 รายที่โครงสร้างกระดูกเคลื่อนหลุดหลังจากยึดตรึง (Loss of reduction) จนต้องเปลี่ยนมาผ่าตัดใส่แผ่น VLP แทน (ถือเป็น Fixation failure) และอีก 5 รายต้องรับการผ่าตัดแก้ไขรอยแผลเป็นขนาดเล็กที่บริเวณแขนท่อนล่าง

4. บทวิจารณ์และข้อจำกัด (Discussion & Limitations)

• ข้อจำกัด: 1. ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (Sample size) เล็กเกินกว่าที่จะมีกำลังทางสถิติ (Power) อย่างเพียงพอเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปีเนื่องจากมีผู้ป่วยสูญหายไป 2. กลุ่มผู้ป่วยมีอายุน้อยในตอนเริ่มต้น (อายุเฉลี่ยตอนหัก 54 ปี) อาจทำให้ผลลัพธ์ค่อนข้างดี โดยเฉพาะในกลุ่ม EF ซึ่งอาจต่างออกไปหากศึกษาในกลุ่มผู้สูงอายุ 3. อาจมีอคติจากการจำข้อมูลในอดีต (Recall bias) เกี่ยวกับคะแนน QuickDASH ก่อนการบาดเจ็บ

• จุดเด่น: เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCT) ที่มีการติดตามผลระยะยาวมากถึง 10 ปีเต็ม

5. บทสรุป (Conclusion)

การผ่าตัดรักษาทั้งสองวิธี (VLP และ EF ร่วมกับการปักหมุด) ให้ผลลัพธ์ทางคลินิกและการฟื้นฟูสมรรถภาพของข้อมือที่ดีเยี่ยมและไม่แตกต่างกันเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี การใช้ VLP ช่วยจัดโครงสร้างกระดูกได้ตรงตามกายวิภาคมากกว่าและลดการเกิดข้อเสื่อมในกระดูกหักชนิดเข้าข้อได้ดีกว่า ทว่าการใช้ VLP ก็มีอัตราภาวะแทรกซ้อนที่ต้องมาผ่าตัดเอาแผ่นเหล็กออกสูงถึง 19 ราย ซึ่งมักเกิดจากสกรูยาวเกินไป

Reference
Williksen JH, Tangerud A, Hellund JC, Rosales C, Hassellund SS. External Fixation and Adjuvant Pins Versus Volar Locking Plates in Unstable Distal Radius Fractures: A Randomized Controlled Study with a 10-Year Follow-Up. J Hand Surg Am. 2026 May;51(5):513-519. doi: 10.1016/j.jhsa.2025.12.020. Epub 2026 Jan 29. PMID: 41609544.

บทความโดย
น.พ.ณัฐดนัย จูสิงห์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ
สาขาศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ ต่อยอดจุลศัลยศาสตร์ทางมือและเส้นประสาท
คลินิกหมอณัฐดนัย มีสาขาเดียวขอนแก่น (Natdanai Clinic, Khon Kaen, Thailand)
แพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ เชี่ยวชาญจุลศัลยศาสตร์ทางมือและเส้นประสาท
Orthopaedist, Hand and Limb Reconstruction
ถ.มิตรภาพ ติดAis ก่อนถึงทางเข้าตลาดต้นตาล อ.เมือง จ.ขอนแก่น
inbox page
Tel : 084-2373816




#แพทย์เฉพาะทางจุลศัลยศาสตร์ทางมือและเส้นประสาท
#คลินิกกระดูกและข้อ
#ตลาดต้นตาลขอนแก่น

แนวทางการรักษาการบาดเจ็บจากอาวุธปืน  "Management of civilian gunshot limb injuries: A comparison of Early Total Care and...
27/05/2026

แนวทางการรักษาการบาดเจ็บจากอาวุธปืน "Management of civilian gunshot limb injuries: A comparison of Early Total Care and Damage Control Orthopedics"

1. บทนำ (Introduction)

• ที่มาและความสำคัญ: ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การก่อการร้ายในประเทศตะวันตกส่งผลให้มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บจากอาวุธปืนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งบาดแผลที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อนและคล้ายคลึงกับบาดแผลในสมรภูมิรบ ทำให้ระบบสาธารณสุขของพลเรือนบางครั้งอาจยังไม่มีความพร้อมในการรับมืออย่างเต็มที่

• แนวคิดการรักษา:

o Damage Control Orthopaedics (DCO): เดิมทีถูกพัฒนาขึ้นในบริบททางการทหารเพื่อยึดตรึงกระดูกชั่วคราวและช่วยให้ผู้ป่วยที่บาดเจ็บรุนแรงมีสัญญาณชีพที่คงทนก่อนจะทำการผ่าตัดขั้นถัดไป

o Early Total Care (ETC): เป็นแนวทางที่นิยมใช้ในศูนย์อุบัติเหตุพลเรือนที่มีทรัพยากรพร้อม โดยทำการผ่าตัดยึดตรึงกระดูกอย่างถาวรตั้งแต่แรก

• วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ของการรักษาทั้งสองวิธีในผู้ป่วยพลเรือนที่ถูกยิงบริเวณรยางค์ (แขน/ขา) โดยมีตัวชี้วัดหลักคือ อัตราการติดกระดูก (Bone healing) และตัวชี้วัดรองคือ อัตราการติดเชื้อและการผ่าตัดซ้ำ

2. ระเบียบวิธีวิจัย (Patients and Methods)

• รูปแบบการศึกษา: เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง (Retrospective, Multicenter Cohort Study) รวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2012 ถึง 30 มิถุนายน 2023 จากศูนย์อุบัติเหตุระดับตติยภูมิ 5 แห่งในประเทศฝรั่งเศส (รวมทั้งโรงพยาบาลทหารและพลเรือน แต่เหตุการณ์เกิดในบริบทพลเรือนทั้งหมด)

• ประชากรในการศึกษา: ผู้ป่วยทั้งหมด 222 ราย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามกลยุทธ์การผ่าตัดครั้งแรก:
1. กลุ่ม DCO (90 ราย เท่ากับ 41%): ผ่าตัดเพื่อยึดตรึงกระดูกชั่วคราว (เช่น ใส่เหล็กดึงนอก หรือ External Fixation) และเลื่อนการปิดแผลหรือการตกแต่งบาดแผลออกไปก่อน

2. กลุ่ม ETC (132 ราย เท่ากับ 59%): ผ่าตัดยึดตรึงกระดูกอย่างถาวรตั้งแต่แรก (เช่น ดามเหล็กภายใน หรือ Internal Osteosynthesis) พร้อมทั้งซ่อมแซมเนื้อเยื่ออ่อนทันทีหากจำเป็น
• เกณฑ์คัดออก: ผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ, ผู้ที่ยิงตัวเอง และผู้ที่มีประวัติการรักษาไม่สมบูรณ์

3. ผลการศึกษา (Results)

3.1 ลักษณะพื้นฐานของผู้ป่วย (Cohort Characteristics)
จากการเปรียบเทียบพบว่า ผู้ป่วยในกลุ่ม DCO มีความรุนแรงของบาดแผลมากกว่ากลุ่ม ETC อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในหลายๆ ด้าน:

• คะแนนความรุนแรงของอุบัติเหตุ (ISS): กลุ่ม DCO เฉลี่ยอยู่ที่ 24.9 ในขณะที่กลุ่ม ETC เฉลี่ยเพียง 10.2 (p < 0.001)
• ลักษณะแผลและอาวุธ: กลุ่ม DCO พบกระดูกหักแผลเปิดร่วมกับเนื้อเยื่อเสียหายรุนแรงมากกว่า (66% vs 43%), มีอัตราการถูกยิงด้วยความเร็วสูง (High velocity) มากกว่า (39% vs 3.8%) และเป็นเหตุการณ์จากการก่อการร้าย/โจมตีสูงกว่า (39% vs 12%) (p < 0.001)

• การบาดเจ็บร่วม: กลุ่ม DCO พบการบาดเจ็บของหลอดเลือด (30% vs 14%) และเส้นประสาทระยะแรก (39% vs 23%) สูงกว่ากลุ่ม ETC อย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.01)

3.2 ผลลัพธ์การติดของกระดูก (Bone Healing)

• กลุ่ม ETC มีอัตรากระดูกติด (Bone Union) สูงกว่ากลุ่ม DCO อย่างมีนัยสำคัญ (88% vs 76%, p < 0.01)
• กลุ่ม DCO เกิดภาวะกระดูกไม่ติด (Nonunion) ที่ต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขในภายหลังสูงกว่า (24% vs 12%, p < 0.01) และจำเป็นต้องใช้วิธีปลูกถ่ายกระดูกหรือเทคนิค Masquelet มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

3.3 ภาวะแทรกซ้อนและการผ่าตัดซ้ำ (Complications & Reoperations)

• การผ่าตัดซ้ำ: กลุ่ม DCO มีอัตราการต้องเข้ารับการผ่าตัดซ้ำสูงถึง 82% ในขณะที่กลุ่ม ETC มีเพียง 28% (p < 0.01)
• การติดเชื้อหลังผ่าตัด: กลุ่ม DCO มีอัตราการติดเชื้อสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการติดเชื้อระยะแรก (29% vs 6.8%) และการติดเชื้อระยะหลัง (20% vs 3%) ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะติดเชื้อเรื้อรัง (Persistent infections) พบเฉพาะในกลุ่ม DCO เท่านั้น (11%) (p < 0.01)
• การจัดการเนื้อเยื่ออ่อน: กลุ่ม DCO ต้องเข้ารับการผ่าตัดเนื้อเยื่ออ่อนเพิ่มเติม เช่น การทำย้ายเนื้อเยื่อ (Flap/Skin grafting) หรือการล้างแผลซ้ำ/ใช้เครื่องดูดสุญญากาศ (NPWT) มากกว่ากลุ่ม ETC อย่างมีนัยสำคัญ
• อัตราการตัดรยางค์ (Amputation): เกิดขึ้นน้อยมากในทั้งสองกลุ่ม โดยพบเพียง 3 รายจากทั้งหมด 222 ราย (ETC 2 ราย, DCO 1 ราย)

4. การอภิปรายผล (Discussion)

• ข้อจำกัดเรื่องอคติในการเลือกผู้ป่วย (Selection Bias): แม้ผลสถิติจะชี้ว่า ETC มีผลลัพธ์ที่ดีกว่า ทั้งอัตรากระดูกติดที่สูงกว่าและการติดเชื้อที่น้อยกว่า แต่ผู้เขียนเน้นย้ำว่า ไม่สามารถสรุปได้ว่าวิธี ETC ดีกว่า DCO โดยตรง เนื่องจากผู้ป่วยที่ศัลยแพทย์เลือกใช้วิธี DCO นั้นมีอาการเพียบหนักและแผลรุนแรงกว่าตั้งแต่แรก (Baseline differences) อคตินี้เป็นสิ่งเด่นชัดในงานวิจัยแบบย้อนหลัง

• แนวคิด Early Appropriate Care (EAC): คณะผู้จัดทำเสนอว่า การเปรียบเทียบแบบแบ่งแยกขาว-ดำระหว่าง DCO และ ETC อาจตัดทอนความละเอียดอ่อนในการตัดสินใจทางคลินิก สิ่งที่ควรนำมาใช้คือแนวคิด EAC ซึ่งเน้นการปรับเปลี่ยนวิธีรักษาให้เหมาะสมกับสัญญาณชีพ (Physiology) ของผู้ป่วย และลักษณะเฉพาะของบาดแผลเป็นรายบุคคล (ไม่มีวิธีใดวิธีหนึ่งที่ใช้ได้กับทุกคน)

• ข้อจำกัดอื่นของงานวิจัย: ข้อมูลความเร็วและประเภทของกระสุนบางส่วนได้มาจากการอนุมานย้อนหลัง รวมถึงงานวิจัยนี้ยังขาดการประเมินผลลัพธ์ด้านการทำงานของอวัยวะในระยะยาว (Functional outcomes), ผลลัพธ์ที่ประเมินโดยผู้ป่วย (Patient-reported outcomes) และการวิเคราะห์ความคุ้มค่าเชิงต้นทุน

5. บทสรุป (Conclusion)

การรักษาด้วยวิธี Early Total Care (ETC) สัมพันธ์กับอัตราการติดกระดูกที่ดีกว่าและภาวะแทรกซ้อนที่ต่ำกว่าในผู้ป่วยพลเรือนที่ถูกยิงบริเวณแขนหรือขาที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม วิธี Damage Control Orthopaedics (DCO) ยังคงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะไม่คงที่ บาดแผลมีความซับซ้อนสูง หรือถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูง งานวิจัยชิ้นนี้สนับสนุนแนวคิดการรักษาที่เน้นสภาวะเฉพาะบุคคล (Early Appropriate Care) และแนะว่าควรมีการศึกษาในรูปแบบเดินหน้า (Prospective studies) ต่อไปเพื่อพัฒนาแนวทางการรักษาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น

Reference
Ghabi A, Druel T, Odent JB, Pascal-Moussellard H, de Geofroy B, Mathieu L. Management of civilian gunshot limb injuries: A comparison of Early Total Care and Damage Control Orthopedics. J Clin Orthop Trauma. 2026 Jan 13;73:103344. doi: 10.1016/j.jcot.2026.103344. PMID: 41625317; PMCID: PMC12859785.

บทความโดย
น.พ.ณัฐดนัย จูสิงห์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ อาจารย์แพทย์โรงพยาบาลขอนแก่น
สาขาศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ ต่อยอดจุลศัลยศาสตร์ทางมือและเส้นประสาท
คลินิกหมอณัฐดนัย มีสาขาเดียวขอนแก่น (Natdanai Clinic, Khon Kaen, Thailand)
แพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ เชี่ยวชาญจุลศัลยศาสตร์ทางมือและเส้นประสาท
Orthopaedist, Hand and Limb Reconstruction
ถ.มิตรภาพ ติด Ais ก่อนถึงทางเข้าตลาดต้นตาล อ.เมือง จ.ขอนแก่น
inbox page
Tel : 084-2373816


#การรักษาการบาดเจ็บจากอาวุธปืน
#แพทย์เฉพาะทางจุลศัลยศาสตร์ทางมือและเส้นประสาท
#คลินิกกระดูกและข้อ
#ตลาดต้นตาลขอนแก่น

การรักษากระดูกต้นขาหักไม่ติด "Understanding and treatment of aseptic femoral shaft nonunion: Biological and mechanical p...
26/05/2026

การรักษากระดูกต้นขาหักไม่ติด "Understanding and treatment of aseptic femoral shaft nonunion: Biological and mechanical perspectives" (Ashok S. Gavaskar ปี 2026)

เป็นบทความปริทัศน์ (Review article) ที่รวบรวมและวิเคราะห์ความรู้ร่วมสมัยเกี่ยวกับการประเมินและการรักษาภาวะกระดูกต้นขาไม่ติดแบบไม่มีการติดเชื้อ (Aseptic femoral shaft nonunion) โดยเน้นความสำคัญของปัจจัยทางกลศาสตร์ (Mechanics) และชีววิทยา (Biology) สามารถสรุปรายละเอียดเชิงลึกแยกตามหัวข้อได้ดังนี้ครับ:

1. บทนำและความเป็นมา (Introduction)

• การผ่าตัดใส่แกนยึดกระดูกในโพรงกระดูก (Intramedullary Nailing - IMN) เป็นมาตรฐานการรักษาหลักสำหรับกระดูกต้นขาหัก (Femoral shaft fractures) ซึ่งโดยทั่วไปมีอัตราการติดของกระดูกสูงกว่า 90%

• ภาวะกระดูกไม่ติดแบบไม่มีการติดเชื้อ (Aseptic nonunion) หลังการใส่แกนยึดจึงพบได้ไม่บ่อยนัก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะสร้างความท้าทายอย่างมาก

• ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่า ภาวะกระดูกไม่ติดส่วนใหญ่มีสาเหตุหลักมาจาก "ปัญหาทางกลศาสตร์" (Mechanically driven) โดยที่ร่างกายยังมีศักยภาพทางชีววิทยาในการสมานแผลอยู่ แต่ไม่สามารถดำเนินไปได้เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางกลศาสตร์ไม่เอื้ออำนวย

2. นิยามและการจำแนกประเภท (Definitions and Classifications)

• นิยาม: ภาวะที่กระดูกหักบริเวณกลางลำกระดูกต้นขาไม่ยอมติดเชื่อมกันในเวลาที่เหมาะสม (เช่น ไม่ติดภายใน 9 เดือน หรือไม่มีความคืบหน้าของการสมานกระดูกติดต่อกัน 3 เดือน) หรือในทางปฏิบัติคือ ศัลยแพทย์ประเมินว่ากระดูกจะไม่ติดหากไม่มีการผ่าตัดแก้ไขเพิ่มเติม

• ข้อจำกัดของการแบ่งประเภทเดิม: การจำแนกภาพเอกซเรย์แบบดั้งเดิมออกเป็น Hypertrophic (กระดูกไม่ติดแบบมีแคลลัสหนา), Oligotrophic (แคลลัสบาง) และ Atrophic (ไม่มีแคลลัส) นั้นค่อนข้างมีข้อจำกัดในการนำมาใช้ตัดสินใจรักษา เนื่องจากงานวิจัยพบว่า แม้ในกลุ่ม Atrophic nonunion เนื้อเยื่อบริเวณนั้นก็ยังมีเส้นเลือดมาเลี้ยง (Vascular) และพร้อมจะสมานตัว หากได้รับความมั่นคงทางกลศาสตร์ที่ถูกต้อง

• แนวทางใหม่: จำเป็นต้องประเมินแบบบูรณาการร่วมกัน ทั้งสถานะทางชีววิทยา, สภาพแวดล้อมทางกลศาสตร์, รูปแบบการหักของกระดูก และลักษณะการยึดตรึงกระดูกเดิม

3. ปัจจัยเสี่ยงและความผิดพลาดทางการผ่าตัด (Risk Factors & Surgical Errors)

ปัจจัยที่ส่งผลให้กระดูกไม่ติดแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก:
1. ปัจจัยจากตัวผู้ป่วย (Modifiable/Non-modifiable): เช่น การสูบบุหรี่, โรคเบาหวาน, ภาวะทุพโภชนาการ, โรคอ้วน, อายุที่มากขึ้น, และการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์เรื้อรัง ซึ่งส่งผลเสียต่อการสร้างกระดูกในระดับเซลล์

2. ปัจจัยจากลักษณะการบาดเจ็บ: การบาดเจ็บรุนแรงพลังงานสูง (High-energy), แผลเปิดที่มีเนื้อเยื่อเสียหายมาก (Open injuries) หรือกระดูกแตกละเอียดเป็นหลายชิ้น (Segmental comminution)

3. ความผิดพลาดจากการผ่าตัดครั้งแรก (Surgical Errors): ศัลยแพทย์มีบทบาทสำคัญอย่างมาก โดยพบข้อผิดพลาดหลัก 5 ประการ ได้แก่:

o Undersized nails: ใช้แกนยึดกระดูกที่มีขนาดเล็กเกินไป ทำให้ไม่เต็มโพรงกระดูกและขาดความมั่นคง
o Inadequate locking: การใส่สกรูยึด (Locking screws) น้อยเกินไป (แนะนำให้ใส่ 2 ตัวในแต่ละปลายเพื่อความมั่นคงสูงสุด)
o Fracture distraction: มีช่องว่างระหว่างรอยหักขยายออกจากกันหลังผ่าตัด ซึ่งเป็นตัวพยากรณ์อิสระที่ทำให้กระดูกติดช้าหรือไม่ติด
o Malalignment: การจัดกระดูกผิดแนว ทำให้แรงที่กระทำต่อกระดูกไม่อยู่ในแนวสรีรวิทยา ส่งผลเสียต่อการฟอร์มตัวของแคลลัส
o Biological deficits: เกิดจากการลอกเนื้อเยื่อหุ้มกระดูกมากเกินไป หรือการคว้านโพรงกระดูกแรงเกินไปจนเกิดความร้อนสะสมทำให้กระดูกตาย (Thermal necrosis)

4. ลำดับขั้นของกลศาสตร์และชีววิทยา (Mechano-Biological Hierarchy)

• บทความเน้นย้ำตามทฤษฎีแรงเครียดระหว่างชิ้นกระดูก (Interfragmentary Strain Theory) และแนวคิดเอกภาพของการสมานกระดูก (Unified concept of bone healing) ว่า ชีววิทยาไม่สามารถเอาชนะสภาพแวดล้อมทางกลศาสตร์ที่แย่ได้ ในกระดูกที่ต้องรับน้ำหนักมากอย่างกระดูกต้นขา

• แรงกดในแนวแกนที่เหมาะสม (Controlled axial compression) จะช่วยกระตุ้นการเปลี่ยนสภาพของเซลล์และการสร้างหลอดเลือด (Mechanotransduction) ในขณะที่แรงเฉือนหรือการขยับที่มากเกินไปจะยับยั้งการสร้างกระดูก

• ด้วยเหตุนี้ การผ่าตัดแก้ไขที่มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มความมั่นคงทางกลศาสตร์เพียงอย่างเดียว มักจะทำให้กระดูกกลับมาติดได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องปลูกถ่ายกระดูก (Bone graft) เสมอไป

5. แนวทางการตรวจวินิจฉัย (Work-up)

• การซักประวัติและตรวจร่างกาย: ตรวจสอบประวัติการผ่าตัดเดิม, ประเมินความผิดรูป, ความยาวขาที่ไม่เท่ากัน, และคัดกรองปัจจัยเสี่ยงส่วนบุคคล

• การคัดกรองการติดเชื้อ (Infection Work-up): ต้องตรวจระดับ ESR, CRP, และ WBC เพื่อแยกแยะภาวะติดเชื้อซ่อนเร้น (Occult infection) ออกไปให้ได้ หากไม่แน่ใจต้องเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อลึกไปเพาะเชื้อ

• การตรวจทางระบบเมตาบอลิซึม: คัดกรองและแก้ไขภาวะขาดวิตามินดี (Vitamin D deficiency), ต่อมพาราไธรอยด์ทำงานเกิน หรือความผิดปกติของไทรอยด์ ในผู้ป่วยที่กระดูกติดยากโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน

• ภาพถ่ายรังสี: ถ่ายภาพ AP และ Lateral ตลอดความยาวกระดูกต้นขาเพื่อประเมินแกนยึดและแคลลัส หรือใช้ CT scan ในกรณีที่ภาพเอกซเรย์ธรรมดาเห็นไม่ชัดเจน

6. กลยุทธ์การรักษาทางศัลยกรรม (Surgical Fixation Strategies)

แนวคิดศัลยกรรมสมัยใหม่เปลี่ยนจากการรื้อรอยหักแบบรุนแรง (Radical take down) มาเป็นการปรับเปลี่ยนสภาพทางกลศาสตร์และแรงเครียดโดยอ้อม ซึ่งมีเทคนิคหลักดังนี้:

• Dynamisation (การปรับเป็นระบบเคลื่อนไหวแนวแกน): ปลดสกรูล็อกเพื่อให้แกนยึดสามารถรับแรงกดในแนวแกนจากการลงน้ำหนักได้ เหมาะสำหรับกรณีที่กระดูกติดช้า (Delayed union) หรือเพิ่งเริ่มไม่ติดในรูปแบบกระดูกหักแนวขวาง
ที่มั่นคงดี อัตราความสำเร็จสำเร็จอยู่ที่ 66% - 77% แต่หากทำช้าเกินไปในระยะที่กระดูกไม่ติดถาวรแล้วมักล้มเหลว

• Exchange IM Nailing (การผ่าตัดเปลี่ยนแกนในโพรงกระดูก - EIN): เอาแกนเดิมออก คว้านโพรงกระดูกให้ใหญ่ขึ้น แล้วใส่แกนใหม่ที่หนาขึ้นอย่างน้อย 2 เบอร์ร่วมกับใส่สกรูล็อกที่แข็งแรง วิธีนี้ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของวัสดุและกระตุ้นชีววิทยาจากการคว้านโพรงกระดูก เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับกระดูกไม่ติดบริเวณกลางลำกระดูก (Mid-shaft) แต่อาจได้ผลน้อยลงในบริเวณกระดูกส่วนปลายหรือส่วนบน

• Augmentation Plating with Retained Nail (การผ่าตัดใส่แผ่นดามเสริมโดยไม่เอาแกนเดิมออก - AP): เป็นเทคนิคที่มีอัตราความสำเร็จสูงมาก (>90-95%) และได้รับความนิยมกว้างขวาง เนื่องจากแกนเดิมรับแรงโก่งตัวได้ดีอยู่แล้ว แต่แผ่นดามที่ใส่เพิ่มเข้าไปจะช่วยต้าน "แรงบิด" (Torsional forces) ได้ดีเยี่ยม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับกระดูกไม่ติดบริเวณ 1/3 ส่วนปลายของต้นขา (Distal third) และยังเปิดโอกาสให้ศัลยแพทย์สามารถใช้เครื่องมือดึงอัดกระดูก (Compression) เข้าหากันได้โดยตรง

• External Fixation (การยึดตรึงกระดูกภายนอก): ใช้หลักการยึดอัดหรือยืดกระดูก (Compression-distraction) เหมาะสำหรับกรณีซับซ้อนที่มีการสูญเสียชิ้นกระดูก (Bone loss) หรือมีการติดเชื้อร่วมด้วย แต่มีข้อเสียเรื่องความร่วมมือของผู้ป่วยและภาวะแทรกซ้อนจากขาพินยึดกระดูก

7. บทบาทของการเสริมปัจจัยทางชีววิทยา (Biological Augmentation)

• จะพิจารณาใช้เมื่อผู้ป่วยขาดปัจจัยทางชีววิทยาจริงๆ เท่านั้น
• เทคนิค Judet’s osteoperiosteal decortication: การเลาะสิ่วรอบเนื้อเยื่อหุ้มกระดูกต้นขาเพื่อกระตุ้นปฏิกิริยาทางชีววิทยาอย่างรุนแรงให้สร้างกระดูกใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องนำกระดูกจากส่วนอื่นมาปลูกถ่าย (ช่วยลดการทำ Routine bone graft ที่เกินจำเป็น)

• การปลูกถ่ายกระดูก (Bone Grafting): กระดูกตัวเอง (Autologous cancellous graft) ยังคงเป็นมาตรฐานสูงสุด (Gold standard) โดยการใช้เทคนิค RIA (Reamer Irrigator Aspirator) เจาะดูดเนื้อกระดูกจากในโพรงกระดูกต้นขาฝั่งเดียวกัน เป็นวิธีที่น่าสนใจมากเพราะได้ปริมาณกระดูกมากและลดความเจ็บปวดบริเวณสะโพก (Iliac crest)

8. ทิศทางในอนาคต (Future Directions)

• พัฒนาการออกแบบอุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart implants/Smart nails) ที่สามารถปรับความยืดหยุ่นตามระยะการติดของกระดูกได้

• การนำนาโนเทคโนโลยี (Nanotechnology) มาใช้ร่วมกับเซลล์บำบำบัด (Cell-based therapies) และสารกระตุ้นการสร้างกระดูก

• การนำระบบ Scoring system (เช่น ระบบของ Kraus et al.) มาใช้ร่วมกับระบบ AI และ Machine Learning เพื่อพยากรณ์ความเสี่ยงและช่วยศัลยแพทย์วางแผนการรักษาล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่นๆ

9. บทสรุปโดยรวม (Summary)

ภาพรวมการรักษาภาวะกระดูกต้นขาไม่ติดแบบไม่มีการติดเชื้อในปัจจุบันมีพยากรณ์โรคที่ดีมาก มีอัตราการติดของกระดูกสูงถึง 85% - 95% หากศัลยแพทย์สามารถแยกแยะการติดเชื้อออกไปได้ และเลือกใช้วิธีผ่าตัดแก้ไขทางกลศาสตร์ (ไม่ว่าจะเป็น Exchange Nailing หรือ Augmentation Plating) ได้อย่างถูกต้องตรงจุด ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายจากอาการปวด ขากลับมาตรง มีความยาวที่ใกล้เคียงเดิม และสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

Reference
Gavaskar AS. Understanding and treatment of aseptic femoral shaft nonunion: Biological and mechanical perspectives. J Clin Orthop Trauma. 2026 Mar 30;76:103425. doi: 10.1016/j.jcot.2026.103425. PMID: 42005546; PMCID: PMC13085083.

บทความโดย น.พ.ณัฐดนัย จูสิงห์
สอบถามปรึกษาแพทย์ได้ที่
คลินิกหมอณัฐดนัย มีสาขาเดียวขอนแก่น
แพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ เชี่ยวชาญจุลศัลยศาสตร์ทางมือและเส้นประสาท
ถ.มิตรภาพ ติดAis ก่อนถึงทางเข้าตลาดต้นตาล อ.เมือง จ.ขอนแก่น
inbox page
Tel : 084-2373816
Tel : 089-6224667

#การติดเชื้อที่มือ

#คลินิกหมอณัฐดนัย
#แพทย์เฉพาะทางจุลศัลยศาสตร์ทางมือและเส้นประสาท
#คลินิกกระดูกและข้อ
#ตลาดต้นตาลขอนแก่น

การฉีดยาสเตียรอยด์ก่อนผ่าตัดเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อที่มือหรือไม่  "Are Preoperative Corticosteroid Injections in Large o...
25/05/2026

การฉีดยาสเตียรอยด์ก่อนผ่าตัดเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อที่มือหรือไม่ "Are Preoperative Corticosteroid Injections in Large or Intermediate Joints Associated with Surgical Site Infection After Soft Tissue Hand Surgery? A Retrospective Database Analysis" (ตีพิมพ์ในวารสาร The Journal of Hand Surgery American, ปี 2025):

1. วัตถุประสงค์ของการศึกษา (Purpose)
การรักษากลุ่มโรคทางกระดูกและข้อด้วยการฉีดสารคอร์ติโคสเตียรอยด์เข้าข้อ (Intra-articular corticosteroid injection) อาจส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหลังผ่าตัดได้ แม้ว่าจะมีหลักฐานชัดเจนว่าการฉีดสเตียรอยด์บริเวณที่จะทำการผ่าตัดมือโดยตรงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดสำหรับการฉีดสเตียรอยด์ในข้อต่ออื่นที่อยู่ห่างไกลออกไป (Distant site)

ดังนั้น การศึกษานี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อหาคำตอบว่า การฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์เข้าข้อต่อขนาดใหญ่หรือขนาดกลางในตำแหน่งที่อยู่ห่างไกลออกไป ก่อนการผ่าตัดเนื้อเยื่ออ่อนของมือ มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงใน 3 ด้านนี้หรือไม่:

1. การติดเชื้อที่แผลผ่าตัด (Surgical Site Infection: SSI)

2. การต้องรับการผ่าตัดซ้ำเนื่องจากการติดเชื้อ (Reoperation for infection)

3. แผลผ่าตัดแยก (Wound dehiscence)

2. วิธีการดำเนินงานวิจัย (Methods)

• แหล่งข้อมูล: ใช้ฐานข้อมูลการเคลมประกันสุขภาพระดับชาติของสหรัฐอเมริกา (PearlDiver Technologies, Inc.) ซึ่งครอบคลุมบันทึกทางการแพทย์ของผู่ป่วยมากกว่า 165 ล้านคน.

• กลุ่มประชากร: คัดเลือกผู้ใหญ่ที่เข้ารับการผ่าตัดเนื้อเยื่ออ่อนของมือ 3 ประเภท ได้แก่ การผ่าตัดแก้ไขพังผืดกดทับเส้นประสาทข้อมือ (Carpal tunnel release), นิ้วล็อก (Trigger finger release), และปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ (DeQuervain release).

• กลุ่มเปรียบเทียบ (Cohorts): แบ่งผู้ป่วยออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ตามช่วงเวลาที่ได้รับการฉีดสเตียรอยด์ครั้งล่าสุดก่อนการผ่าตัดมือ ได้แก่:

1. ฉีดก่อนผ่าตัด 0 ถึง 30 วัน
2. ฉีดก่อนผ่าตัด 31 ถึง 60 วัน
3. ฉีดก่อนผ่าตัด 61 ถึง 90 วัน

4. ไม่ได้รับการฉีดสเตียรอยด์เลยภายใน 90 วันก่อนผ่าตัด

• การจำแนกประเภทข้อต่อ:

o ข้อต่อขนาดใหญ่ (Large joints): ข้อไหล่, ข้อสะโพก, ข้อเข่า, และถุงน้ำใต้จะงอยบ่า (Subacromial bursa)

o ข้อต่อขนาดกลาง (Intermediate joints): ข้อต่อขากรรไกร, ข้อต่อไหปลาร้า, ข้อต่อข้อมือ, ข้อศอก, ข้อเท้า, และถุงน้ำข้อศอก (Olecranon bursa)

• การควบคุมตัวแปรและสถิติ: มีการตัดผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันออก เช่น มะเร็ง, HIV, รูมาตอยด์, SLE, ภาวะทุพโภชนาการ และผู้ที่ฉีดสเตียรอยด์ตรงตำแหน่งผ่าตัดภายใน 30 วันก่อนหน้า จากนั้นใช้แบบจำลอง Multivariable logistic regression เพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์โดยปรับปัจจัยควบคุมต่างๆ เช่น อายุ, เพศ, ภูมิภาค, สิทธิ์ประกัน, โรคประจำตัวร่วม (Elixhauser comorbidity index) และประวัติการสูบบุหรี่.

3. ผลการศึกษา (Results)

จากประชากรที่เข้าเกณฑ์การวิเคราะห์ ผลลัพธ์ภายใน 90 วันหลังการผ่าตัดมือพบดังนี้:

• การฉีดในข้อต่อขนาดใหญ่ (Large Joints):
o การฉีดสเตียรอยด์ในช่วงเวลา 0-30 วัน, 31-60 วัน หรือ 61-90 วันก่อนผ่าตัด ไม่มีความสัมพันธ์ กับการเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อที่แผลผ่าตัด (SSI) หรือการต้องผ่าตัดซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ฉีด.

o อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ฉีดสเตียรอยด์ในข้อต่อขนาดใหญ่ช่วง 0 ถึง 30 วันก่อนผ่าตัด มีอุบัติการณ์เกิดแผลแยกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ฉีด (0.5% เทียบกับ 0.4%) ซึ่งมีความนัยสำคัญทางสถิติแต่ในเชิงคลินิกถือว่าต่ำมาก.

• การฉีดในข้อต่อขนาดกลาง (Intermediate Joints):
o การฉีดสเตียรอยด์ในข้อต่อขนาดกลางทุกช่วงเวลา (0-30, 31-60, หรือ 61-90 วันก่อนผ่าตัด) ไม่มีความสัมพันธ์ กับการเพิ่มขึ้นของอัตราการติดเชื้อแผลผ่าตัด, การผ่าตัดซ้ำ หรือการเกิดแผลแยกแต่อย่างใด.

• การวิเคราะห์เฉพาะกลุ่ม (Subgroup Analyses):

o กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus): การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อขนาดใหญ่หรือขนาดกลางภายใน 90 วันก่อนผ่าตัด ไม่พบความเกี่ยวข้อง กับการเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อ, การผ่าตัดซ้ำ หรือแผลแยก แม้ว่าเบาหวานจะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายอยู่แล้วก็ตาม.

o กลุ่มผู้ป่วยที่ผ่าตัดพังผืดข้อมือ (Carpal tunnel release): ผลลัพธ์เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือไม่พบความเสี่ยงของการติดเชื้อหรือภาวะแทรกซ้อนที่เพิ่มขึ้น.

4. บทวิจารณ์และข้อสรุป (Discussion & Conclusions)

• สรุปผล: การฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์เข้าข้อต่อขนาดใหญ่และขนาดกลางในตำแหน่งที่อยู่ห่างไกลออกไปก่อนเข้ารับการผ่าตัดเนื้อเยื่ออ่อนของมือ (เช่น ผ่าตัดพังผืดข้อมือ, นิ้วล็อก) มีความปลอดภัยสูงในแง่ของความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่แผลผ่าตัด และสามารถทำได้โดยไม่ต้องกังวล แม้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงอย่างโรคเบาหวาน.

• แม้ว่าผลการศึกษาจะพบอัตราการเกิดแผลแยกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในกลุ่มที่ฉีดข้อต่อขนาดใหญ่ภายใน 30 วันก่อนผ่าตัด (0.5% vs 0.4%) แต่คณะผู้วิจัยระบุว่าความแตกต่างเพียง 0.1% นี้ ไม่มีนัยสำคัญหรือความเกี่ยวข้องที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษาในเชิงคลินิก (Not clinically relevant).

Reference
Zhuang T, Berns EM, Hallman M, Lee HH. Are Preoperative Corticosteroid Injections in Large or Intermediate Joints Associated with Surgical Site Infection After Soft Tissue Hand Surgery? A Retrospective Database Analysis. J Hand Surg Am. 2025 Jul;50(7):819-828. doi: 10.1016/j.jhsa.2025.03.020. Epub 2025 May 4. PMID: 40319407; PMCID: PMC12836209.

บทความโดย น.พ.ณัฐดนัย จูสิงห์
คลินิกหมอณัฐดนัย มีสาขาเดียวขอนแก่น (Natdanai Clinic, Khon Kaen, Thailand)
แพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ เชี่ยวชาญจุลศัลยศาสตร์ทางมือและเส้นประสาท
Orthopaedist, Hand and Limb Reconstruction
ถ.มิตรภาพ ติดAis ก่อนถึงทางเข้าตลาดต้นตาล อ.เมือง จ.ขอนแก่น
inbox page

#ติดเชื้อแผลผ่าตัด

#คลินิกหมอณัฐดนัย
#แพทย์เฉพาะทางจุลศัลยศาสตร์ทางมือและเส้นประสาท
#คลินิกกระดูกและข้อ
#ตลาดต้นตาลขอนแก่น

🦋รับสมัครพนักงาน🦋 ประจำ👉สาธารณสุขผู้ช่วยแพทย์/ทรีทเม้นท์ประจำคลินิกคุณสมบัติผู้สมัคร- มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์สุจริต ไม...
25/05/2026

🦋รับสมัครพนักงาน🦋 ประจำ
👉สาธารณสุขผู้ช่วยแพทย์/ทรีทเม้นท์ประจำคลินิก

คุณสมบัติผู้สมัคร
- มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เกี่ยงงาน
- ตรงต่อเวลา ทำงาน : เปิด+ปิดร้าน จัดคลินิกดูแลความเรียบร้อย ทำบัตรคนไข้ ช่วยเหลือคนไข้ ช่วยดูแลสต๊อกยา
- อัธยาศัยดี ร่าเริง ยิ้มแย้ม รักงานบริการ สุภาพเรียบร้อย
- อนุปริญญาขึ้นไปในสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ช่วยแพทย์ / สาธารณสุข / พนักงานทรีทเม้นท์
- มีประสบการณ์ทำงานที่โรงพยาบาลหรือคลินิกจะพิจารณาเป็นพิเศษ
- หญิง สุขภาพแข็งแรง บุคลิกภาพดี
- มีไหวพริบสามารถตอบคำถามของคนไข้ด้วยความสุภาพ
- ใช้โปรแกรมกราฟฟิกได้ เช่น canva
- งานประจำและพาร์ทไทม์ (มีวันหยุดประจำสัปดาห์)
จ-ศ : 11.00-20.00น
ส-อา : 09.30-20.00 น.

เอกสาร
- สำเนา บัตรประชาชน + ทะเบียนบ้าน
- วุฒิการศึกษา
- หนังสือรับรองการทำงาน (ถ้ามี)
- รูปถ่าย 1-2 นิ้ว 1 รูป

สนใจสมัครได้ด้วยตนเองที่คลินิกในเวลา
จ - อา : 16.00 - 17.30 น.
Add line : wecosmetclinic
Inbox page
ขออภัยนะคะยังไม่เปิดรับสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

ภาวะเอ็นนิ้วหัวแม่มือขาด (Flexor Pollicis Longus - FPL Rupture) หลังกระดูกข้อมือหัก (Distal Radius Fracture) เป็นภาวะแทร...
24/05/2026

ภาวะเอ็นนิ้วหัวแม่มือขาด (Flexor Pollicis Longus - FPL Rupture) หลังกระดูกข้อมือหัก (Distal Radius Fracture) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ไม่บ่อยแต่มีความสำคัญมาก โดยส่วนใหญ่จะไม่เกิดทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ แต่เป็น ภาวะที่เกิดขึ้นภายหลัง (Delayed complication) ซึ่งอาจเกิดตามหลังการรักษาทั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด ตั้งแต่เป็นเดือนจนถึงเป็นปี ทำให้ผู้ป่วยมักไม่ทันระวังตัว

สาเหตุและกลไกการเกิด (Pathomechanisms)
กลไกการขาดของเส้นเอ็น FPL มักเกิดจาก 2 กรณีหลัก ๆ ตามแนวทางการรักษาเดิมครับ:

1. หลังการผ่าตัดใส่แผ่นโลหะดามกระดูกด้านหน้า (Post-ORIF Volar Locking Plate)
ปัจจุบันเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการขัดสีอย่างต่อเนื่องของเส้นเอ็นกับแผ่นโลหะ (Mechanical Attrition) จนเอ็นเปื่อยและขาดในที่สุด
• การวางแผ่นโลหะเลยแนว "Watershed Line": Watershed line คือแนวขอบนูนทางด้านหน้าของกระดูกข้อมือส่วนปลาย ซึ่งเป็นจุดที่เอ็นพาดผ่านพอดี หากศัลยแพทย์วางแผ่นดามกระดูกล้ำขึ้นมาทางด้านปลาย (Distal) เกินแนวนี้ แผ่นโลหะจะสัมผัสและกดทับกับเส้นเอ็น FPL โดยตรง
• หัวสกรูหรือขอบแผ่นโลหะนูน (Prominent Hardware): หากแผ่นโลหะไม่แนบไปกับกระดูก หรือหัวสกรูโผล่นูนขึ้นมา ทุกครั้งที่ผู้ป่วยงอนิ้วหัวแม่มือ เส้นเอ็นจะทำหน้าที่เหมือนเชือกที่ถูกลากผ่านขอบหินคม ๆ จนฟ่ามและขาด (มักประเมินความเสี่ยงตาม Soong Classification โดย Grade 2 คือแผ่นโลหะนูนพ้นขอบกระดูกเด่นชัดที่สุด ซึ่งเสี่ยงต่อการขาดสูงมาก)

2. หลังการรักษาแบบไม่ผ่าตัด หรือกระดูกติดผิดรูป (Malunion)
เกิดจากข้อจำกัดทางกายวิภาคและระบบไหลเวียนเลือด
• ปุ่มกระดูกแหลม (Bony Prominence): ชิ้นส่วนกระดูกที่หักแล้วเคลื่อนที่มาทางด้านหน้า (Volar-ulnar aspect) หากติดผิดรูปโดยไม่ได้รับการจัดแต่งให้เรียบ ปุ่มกระดูกที่ยื่นออกมาจะกลายเป็นส่วนแหลมคมที่คอยครูดเส้นเอ็น
• การขาดเลือดไปเลี้ยงเส้นเอ็น (Ischemic Necrosis): แรงกดทับเรื้อรังจากปุ่มกระดูก ร่วมกับภาวะเยื่อหุ้มเอ็นอักเสบ (Tenosynovitis) หลังอุบัติเหตุ จะไปทำลายหลอดเลือดขนาดเล็ก (Vincula) ที่นำเลือดมาเลี้ยงเส้นเอ็น FPL เมื่อเอ็นขาดเลือดและเสื่อมสภาพ (Focal degeneration) ก็จะขาดออกจากกันง่ายขึ้น

อาการและการวินิจฉัย (Clinical Presentation & Diagnosis)
• ระยะเวลา (Timeline): มักเกิดในช่วง 3 เดือนถึงหลายปี หลังการหักหรือหลังผ่าตัด (พบบ่อยที่สุดในช่วง 6–12 เดือนหลังผ่าตัดดามเหล็ก)
• อาการสำคัญ: สูญเสียการงอข้อปลายของนิ้วหัวแม่มือ (Thumb IP joint) ทันที โดยมักไม่มีอาการปวดรุนแรง ผู้ป่วยมักเล่าว่าได้ยินเสียง "ป๊อป" หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรขาดในข้อมือ หลังจากนั้นจะจีบนิ้ว หยิบจับสิ่งของ หรือติดกระดุมเสื้อไม่ได้
• การตรวจร่างกาย: เมื่อหมอตรึงข้อโคนนิ้ว (MCP joint) ของผู้ป่วยไว้ แล้วให้ผู้ป่วยลองงอเฉพาะข้อปลายนิ้วหัวแม่มือ (IP joint) ผู้ป่วยจะไม่สามารถขยับงอได้เลย

แนวทางการรักษา (Management Principles)
เนื่องจากการขาดของเอ็นในกรณีนี้เกิดจากการเสื่อมสภาพและเปื่อยยุ่ยเรื้อรัง (Attrition) ปลายเส้นเอ็นจึงมักจะฟ่ามและหดตัวหนีกันไปไกล ทำให้แทบจะไม่สามารถผ่าตัดเย็บปลายชนปลายโดยตรง (Primary end-to-end repair) ได้เลย
ขั้นตอนการผ่าตัดที่สำคัญ
1.นำสิ่งระคายเคืองออก (Hardware Removal / Debridement):ขั้นตอนแรกที่ต้องทำ.
หากเกิดจากแผ่นเหล็ก ต้องผ่าตัดเอาแผ่นเหล็กและสกรูออกทั้งหมด หรือหากเกิดจากกระดูกติดผิดรูป ต้องใช้เครื่องมือกรอปุ่มกระดูกที่แหลมคมให้เรียบเนียน เพื่อป้องกันไม่ให้ไปทำลายเส้นเอ็นเส้นอื่น ๆ ข้างเคียง (เช่น เอ็นนิ้วชี้ Flexor Digitorum Profundus - FDP ซึ่งมักเป็นเป้าหมายถัดไป)

2.ประเมินปลายเส้นเอ็น (Stump Assessment):ประเมินหน้างาน.
ตัดแต่งเนื้อเยื่อเอ็นที่เปื่อยเน่าออกจนถึงส่วนที่เป็นเนื้อเอ็นปกติ ตรวจสอบระยะห่าง (Gap) และดูการยืดหยุ่นของตัวกล้ามเนื้อ FPL ด้านบนว่ายังทำงานได้ดีหรือไม่

3.ซ่อมแซมด้วยวิธีที่เหมาะสม (Reconstruction):เลือกเทคนิคตามสภาพเนื้อเยื่อ.
เลือกวิธีสร้างเส้นเอ็นขึ้นใหม่ตามความเหมาะสมของคนไข้แต่ละราย เนื่องจากระยะห่างของเอ็นที่ขาดมักจะกว้างเกินกว่าจะดึงมาเย็บติดกันตรง ๆ
เทคนิคการผ่าตัดซ่อมแซมเอ็น (Reconstructive Options)
เทคนิคผ่าตัด ข้อบ่งชี้ / รายละเอียด ข้อดี / ข้อเสีย
การย้ายเส้นเอ็น

(EIP to FPL Tendon Transfer) วิธีมาตรฐาน (Gold Standard) มักใช้เส้นเอ็นของกล้ามเนื้อที่ช่วยเหยียดนิ้วชี้ (Extensor Indicis Proprius - EIP) วิ่งอ้อมมายึดกับปลายเอ็น FPL ของนิ้วโป้ง ข้อดี: ทำเสร็จได้ในการผ่าตัดรอบเดียว, ผลลัพธ์น่าเชื่อถือ, ไม่ต้องหาเส้นเอ็นจากที่อื่นมาปลูกถ่าย

ข้อเสีย: สูญเสียแรงเหยียดอิสระของนิ้วชี้ไปเล็กน้อย (แต่นิ้วชี้ยังเหยียดได้ปกติจากเอ็นหลัก EDC)
การปลูกถ่ายเส้นเอ็น

(Interposition Tendon Graft) ใช้ในกรณีที่กล้ามเนื้อ FPL เดิมยังคงมีสภาพดีและยืดหยุ่นดี แต่มีช่องว่างที่ขาดหายไป โดยไปเลาะเอาเอ็นจากส่วนอื่นมาต่อ เช่น เอ็นแขนท่อนล่าง (Palmaris Longus) หรือเอ็นที่ขา ข้อดี: รักษาชุดกล้ามเนื้อเดิมของนิ้วหัวแม่มือไว้ได้

ข้อเสีย: ต้องเปิดแผลเพิ่มเพื่อเอาเอ็นที่อื่นมาใส่, กล้ามเนื้อเดิมต้องยังไม่ฝ่อ, เสี่ยงต่อการเกิดพังผืดรั้ง (Adhesions) สูงกว่า
การผ่าตัดเชื่อมข้อปลายนิ้วโป้ง

(Thumb IP Arthrodesis) เป็นทางเลือกสุดท้าย (Salvage option) สำหรับผู้ป่วยสูงอายุที่ไม่ต้องการใช้งานมือหนัก ๆ หรือในรายที่ผ่าตัดต่อเอ็นวิธีอื่นแล้วล้มเหลว ข้อดี: นิ้วโป้งจะมั่นคง ไม่หย่อนหยวย, หายปวดเด็ดขาด, ไม่ต้องกังวลเรื่องเอ็นขาดซ้ำ

ข้อเสีย: สูญเสียการขยับงอของข้อปลายนิ้วโป้งไปอย่างถาวร (นิ้วจะอยู่ในท่าตรงหรือเหยียดเล็กน้อยเสมอ)

บทความโดย นายแพทย์ณัฐดนัย จูสิงห์
สอบถามปรึกษาแพทย์ได้ที่
คลินิกหมอณัฐดนัย มีสาขาเดียวขอนแก่น
แพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ เชี่ยวชาญจุลศัลยศาสตร์ทางมือและเส้นประสาท
ถ.มิตรภาพ ติดAis ก่อนถึงทางเข้าตลาดต้นตาล อ.เมือง จ.ขอนแก่น
Inbox page
Tel : 084-2373816
Tel : 089-6224667

#เส้นเอ็นนิ้วหัวแม่มือขาด
#กระดูกข้อมือหัก


#คลินิกหมอณัฐดนัย
#แพทย์เฉพาะทางจุลศัลยศาสตร์ทางมือและเส้นประสาท
#คลินิกกระดูกและข้อ
#ตลาดต้นตาลขอนแก่น


ที่อยู่

ถนน มิตรภาพ
Khon Kaen
40000

เวลาทำการ

จันทร์ 17:00 - 20:00
อังคาร 17:00 - 20:00
พุธ 17:00 - 20:00
พฤหัสบดี 17:00 - 20:00
ศุกร์ 17:00 - 20:00
เสาร์ 10:00 - 12:00
17:00 - 20:00
อาทิตย์ 10:00 - 12:00
17:00 - 20:00

เบอร์โทรศัพท์

+66842373816

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกหมอณัฐดนัย กระดูก ข้อ โรคทั่วไปและผ่าตัด โดยแพทย์เฉพาะทางผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์