Simbiosen Research Center at Walailak University

Simbiosen Research Center at Walailak University We are SimBioSen - Research Center for Theoretical Simulation and Applied Research in Bioscience and Sensing from Walailak University, Thailand

26/08/2025

ชื่องาน: The Total Choosability with Neighbor Sum Distinguishing Properties of Planar Graphs That Are Devoid of C_5 Adjacent to C_3
ผู้เขียนที่เป็นสมาชิก SimBioSen: ดร. พงษ์พัฒน์ สิทธิไตรย์
วาสารชื่อ: The European Journal of Pure and Applied Mathematics

การระบายสีแบบ Total Choosability with Neighbor Sum Distinguishing มีความซับซ้อนสูง เนื่องจากต้องใช้การเลือกสีจากชุดสีที่กำหนดให้สำหรับทั้งจุดยอดและเส้นเชื่อมในกราฟ ซึ่งการระบายสีแบบนี้ประกอบด้วย 3 คุณสมบัติหลัก ได้แก่ Total Coloring, List Coloring, และ Neighbor Sum Distinguishing ซึ่งจะอธิบายดังนี้:
1. Total Coloring: ปกติการระบายสีที่พบมากคือการระบายสีจุดยอดหรือการระบายสีเส้นเชื่อมแยกกัน แต่ในกรณีของ Total Coloring จะเป็นการระบายสีทั้งจุดยอดและเส้นเชื่อมในกราฟ โดยที่จุดยอดหรือเส้นเชื่อมที่เชื่อมติดกันจะต้องได้รับสีที่แตกต่างกัน
2. List Coloring: เป็นการขยายแนวคิดของการระบายสีกราฟที่ใช้ชุดสีสำหรับแต่ละจุดยอดในกราฟ โดยแต่ละจุดยอดจะมีชุดสีที่สามารถเลือกได้ ซึ่งอาจเหมือนกันหรือแตกต่างกัน สำหรับการระบายสีแบบปกติ เราจะใช้ชุดสีเดียวกันในการระบาย แต่ใน List Coloring จะให้ความยืดหยุ่นในการเลือกสีให้กับจุดยอดแต่ละจุด
3. Neighbor Sum Distinguishing: การระบายสีกราฟแบบ Neighbor Sum Distinguishing ต้องให้ผลรวมของสีที่เลือกให้กับจุดยอดที่เชื่อมต่อกับจุดยอดและเส้นเชื่อมที่ติดกันนั้นมีค่าแตกต่างกันในกราฟที่ได้รับการระบายสี
ในงานวิจัยนี้ ผู้แต่งได้แสดงให้เห็นว่า กราฟเชิงระนาบ ที่ไม่มีวงจรขนาด 5 ที่ติดกับวงจรขนาด 3 จะสามารถระบายสีในรูปแบบ Total Choosability with Neighbor Sum Distinguishing โดยใช้จำนวนสีที่มากขึ้น ซึ่งจะมีจำนวนสีที่ มากกว่าค่าดีกรีสูงสุด (maximum degree) บวกสาม หรือเปรียบเทียบกับ 10 เสมอ

ชื่องาน: (2, 4)-Colorability of Planar Graphs Excluding Cycles with 3, 4, and 6 Verticesผู้เขียนที่เป็นสมาชิก SimBioSen:...
21/08/2025

ชื่องาน: (2, 4)-Colorability of Planar Graphs Excluding Cycles with 3, 4, and 6 Vertices
ผู้เขียนที่เป็นสมาชิก SimBioSen: ดร. พงษ์พัฒน์ สิทธิไตรย์
วาสารชื่อ: Mathematics

ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาการระบายสีกราฟแบบ ดีเฟ็คทีฟ (Defective Coloring) ที่ใช้สีสองสีในการระบาย ซึ่งการระบายสีในทฤษฎีกราฟมีหลายรูปแบบ แต่การระบายสีแบบดีเฟ็คทีฟได้รับความนิยมในการศึกษาอย่างมาก เนื่องจากมันเป็นการวางนัยของการระบายสีแบบแท้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาการระบายสีในกราฟ โดยความแตกต่างคือในการระบายสีแบบดีเฟ็คทีฟ เราอนุญาตให้จุดยอดที่เชื่อมต่อกันสามารถใช้สีเดียวกันได้ในปริมาณที่จำกัด ต่างจากการระบายสีแบบแท้ที่ห้ามจุดยอดที่เชื่อมต่อกันใช้สีเดียวกันโดยเด็ดขาด ดังนั้นการระบายสีแบบดีเฟ็คทีฟจึงมีความเหมาะสมในการประยุกต์ใช้กับปัญหาการจัดการทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

งานวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นว่า กราฟเชิงระนาบที่ไม่มีวงขนาด 3, 4 และ 6 จะสามารถระบายสีได้ในรูปแบบ (2,4) เสมอ ซึ่งผลลัพธ์นี้เติมเต็มความสมบูรณ์ของข้อคาดการณ์ที่กล่าวว่า กราฟเชิงระนาบที่ไม่มีวงขนาด 3, 4 และ 6 จะมีการระบายสีในรูปแบบ (x, y) โดยที่ x + y = 6 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการแสดงให้เห็นว่า กราฟเหล่านี้สามารถระบายสีในรูปแบบ (0,6) และ (3,3) ได้

ชื่องาน: White dwarfs in regularized 4D Einstein-Gauss-Bonnet gravityผู้เขียนที่เป็นสมาชิก SimBioSen: ผศ. ดร. ถกล ตั้งผา...
14/08/2025

ชื่องาน: White dwarfs in regularized 4D Einstein-Gauss-Bonnet gravity
ผู้เขียนที่เป็นสมาชิก SimBioSen: ผศ. ดร. ถกล ตั้งผาติ
วาสารชื่อ: Nuclear Physics, Section B (Quartile 1, Percentile 91)

วันนี้ขอนำเสนองานด้านฟิสิกส์ทฤษฎีครับ ดาวอัดแน่นหรือ compact stars แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ
1. ดาวแคระขาวซึ่งจะมีมวลไม่เกิน 1.44 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ แต่ถูกอัดไว้ในปริมาตรที่เกือบจะทรงกลมรัศมีแค่ 1,000 กิโลเมตรเอง
2. ดาวนิวตรอนมีมวลตั้งแต่ 1.44 - 2.5 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ โดยมีปริมตรเกือบจะทรงกลมเช่นกันอยู่ที่รัศมีแค่ 10 กิโลเมตร ซึ่งถือว่ายิ่งมวลมาก ยิ่งอัดกันแน่นยิ่งเล็กลงไปอีก
3. หลุมดำมวลมีตั้งแต่ 3.0 เท่าของมวลดวงอาทิตย์จนไปถึงเป็นหลายล้าน หรือ พันล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์ หรือ อาจจะมากกว่านั้น ขนาดจะขึ้นกับมวลโดยตรงและสามารถคำนวณคร่าวๆ ได้จากรัศมีของชวาสชิลด์ Schwarzschild radius หรืออีกชื่อนึงที่คุ้นเคยคือ ขอบฟ้าเหตุการณ์หรือ event horizon

โดยในงานนี้ได้สนใจวัตถุแบบแรกซึ่งเป็นกลุ่มที่มีมวลน้อยที่สุด แต่ก็ยังถือว่าอัดแน่นเต็มๆ เมื่อเทียบกับสเกลดาวฤกษ์หรือดาวเคราะห์ โดยในงานนี้ได้มีความพยายามศึกษาว่าหากเราใช้ผลของสนามโน้มถ่วงแบบ Einstein-Gauss-Bonnet ในสี่มิติ (4D EGB) เราจะได้ผลออกมายังไง ทีนี้มาอธิบายก่อนว่าสนามโน้มถ่วง 4D EGB คืออะไร ในปกติการอธิบายสนามโน้มถ่วงจะใช้ action ที่ส่วนของความโค้งของจักรวาลจะถูกอธิบายผ่าน scalar curvature หรือ Ricci scalar และอยู่ในสี่มิติ ทีนี้หากเราพิจารณาที่มิติสูงขึ้น (ถ้ามันมีจริงนะ) เราสามารถใส่เทอมที่ขึ้นกับกำลังสองของ Ricci scalar ได้ แต่การอยู่ดีๆ ไปใส่ อาจจะสร้างปัญหาทางฟิสิกส์เช่นเกิด ผี ขึ้นมาได้ หรือก็คือปริมาณที่ไม่มีลิมิตล่างของพลังงาน นั่นคือพลังงานสามารถติดลบไปได้เรื่อยๆ จนเป็นอนันต์ ที่มันน่ากลัวคือ หาก ผี จับกับอนุภาคปกติ มันมีโอกาสที่ ผีจะลดพลังงานลงไปได้เรื่อยๆ แต่อนุภาคปกติจะรับพลังงานได้เรื่อยๆ จนถึงอนันต์ ซึ่งเราไม่เจอปรากฏการณ์แบบนี้ในจักรวาลของเรา จึงต้องพยายามกำจัด ผี ทิ้งไป และพบว่าการสร้างเทอมกำลังสองต้องแบบ Lovelock เท่านั้นจึงไม่เกิดผี และนั่นนำไปสู่ 4D EGB นั่นเอง

แม้การใส่ 4D EGB เข้ามาจะไม่ได้ทำให้สมการสนามเปลี่ยนไปแต่อย่างใด แต่การพิจารณาลิมิตที่มิติเข้าใกล้ 4 และการสเกลสนาม ทำให้เราพบผลกระทบของ 4D EGB ต่อสนามโน้มถ่วง เราจึงใช้สิ่งนี้มาศึกษาว่าดาวแคระขาวจะมีมวล รัศมี และเสถียรภาพ เปลี่ยนไปอย่างไร จนนำมาสู่งานวิจัยนี้ในที่สุด ในงานวิจัยนี้เราพบมวลของดาวแคระขาวที่เสถียรอยู่ในช่วง 1.10 - 1.45 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ และมีรัศมีอยู่ที่ 700 - 4,000 กิโลเมตร ซึ่งสอดคล้องกับผลสังเกตการณ์ด้วยกล้องโทรทรรศน์

หากสนใจงานด้านนี้สามารถคอมเม้นต์บอกกล่าวกันได้นะครับ ทางทีมงานจะติดต่อเจ้าของงานให้มาตอบคำถามโดยเร็ว ขอบคุณที่สนใจและจะนำเรื่องราวอื่นๆ มาแนะนำเพิ่มเติมเรื่อยๆ นะครับ

ภาพบรรยากาศของวันที่ 27 กรกฎาคม ของงานอบรมการใช้คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงและวิธีการบำรุงรักษา นอกจากจะได้ ดร. ยุทธนา วงษ์หนอ...
01/08/2025

ภาพบรรยากาศของวันที่ 27 กรกฎาคม ของงานอบรมการใช้คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงและวิธีการบำรุงรักษา นอกจากจะได้ ดร. ยุทธนา วงษ์หนองหว้า จะได้บรรยายวิธีการใช้เพิ่มเติมต่อจากวันแรก เรายังได้สมาชิกของ Simbiosen มาบรรยายหัวข้อวิจัยที่ใช้คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงในงานวิจัยระดับ Frontier

ดร. มีนา ฤทธิร่วม ในหัวข้อ การคัดกรองโลหะผสมเอนโทรปีสูงสำหรับการใช้งานในตัวเร่งปฏิกิริยาด้วยการคำนวณทฤษฎีฟังก์ชันนอลความหนาแน่นและการเรียนรู้ของเครื่อง

ดร. ทินกร แซ่หลี ในหัวข้อ บทบาทของออกซิเจนที่ถูกเติมที่มีต่อการปรับปรุงประสิทธิภาพของตัวเร่งปฏิกิริยาเหล็กออกไซด์ระหว่างกระบวนการออกซิเดทิฟดีไฮโดนเจนซัลไฟล์

ดร. ธนกร วงศ์ลดร ในหัวข้อ Molecular dynamics simulations and quantum chemical calculations: and endeavor to understand experimental findings

ดร. ยุวันดา อิงจงกล ในหัวข้อ DFT-Guided screening and descriptor-based design of transition metal-doped porous boron nitride for efficient cabondioxide reduction to C1 products

ดร. นิชกานต์ ดาราย ในหัวข้อ High-Performance Computing for Biological Discoveries

จบไปแล้วนะครับกับกิจกรรมอบรมการใช้คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงและการบำรุงรักษาเบื้องต้น วันที่ 26-28 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรมซีซีก...
31/07/2025

จบไปแล้วนะครับกับกิจกรรมอบรมการใช้คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงและการบำรุงรักษาเบื้องต้น วันที่ 26-28 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรมซีซีกเกอร์ กระบี่ รีสอร์ท ตำบาลอ่าวนาง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่

ต้องขอขอบคุณ ดร.ยุทธนา วงษ์หนองหว้า จาก NSTDA Supercommputer Center (ThaiSC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่เป็นวิทยากรอธิบายการอบรมการใช้คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงและการบำรุงเบื้องต้น ในช่วงบ่ายของวันที่ 26 ถึงเช้าของวันที่ 27 ครับ

และนี่คือภาพส่วนหนึ่งของการประชุมในช่วงบ่ายของวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 ครับ

ชื่องาน: Shadows and photon spheres in static and rotating traversable wormholesผู้เขียนที่เป็นสมาชิก SimBioSen: ผศ. ดร....
06/05/2025

ชื่องาน: Shadows and photon spheres in static and rotating traversable wormholes
ผู้เขียนที่เป็นสมาชิก SimBioSen: ผศ. ดร. ถกล ตั้งผาติ
วาสารชื่อ: Nuclear Physics, Section B (Quartile 1, Percentile 76)

วันนี้มาคุยเรื่องรูหนอนดีกว่า หากเคยดูหนัง sci-fi หลายๆ เรื่องย่อมต้องเคยได้ยินรูหนอนที่ทำหน้าที่เป็นประตูโดเรมอนที่เชื่อมที่ไกลๆ เข้าด้วยกัน หรือจะเป็นอย่างในเรื่อง stargate ที่เชื่อมสถานที่ไกลๆ ระหว่างดวงดาวด้วยซ้ำ หากใครไม่ทันเรื่องหลังแสดงว่ายังเยาว์วัยครับ ทีนี้เรามาดูในมุมมองของวิทยาศาสตร์กันดีกว่าว่าแนวคิดรูหนอนมายังไง ย้อนกลับไปสมัยที่ไอสไตน์ได้เจอทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปในปี คศ 1915 ซึ่งทฤษฎีได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ของ กาล-อวกาศ กับ สสาร นั่นคือ เวลาและอวกาศสามารถถูกบิดได้ด้วยสสาร และสสารก็สามารถวิ่งเป็นเส้นโค้งได้ตามกาล-อวกาศที่ถูกบิดงอ ได้เช่นกัน แม้จะไม่ได้รับการสนใจในช่วงต้นเพราะหลุดโลดในยุคนั้นไปเยอะ แต่ทฤษฎีนี้ก็ได้รับการพิสูจน์ในเวลาต่อมาเรื่อยๆ แต่ความน่าสนใจของทฤษฎีนี้มันเริ่มต้นในปี 1916 ที่มีนักฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ เยอรมันได้เจอผลเฉลยอันนึงที่เปลี่ยนโลกเราในยุคปัจจุบันไปตลอดกาลนั่นคือ การเจอผลเฉลยของหลุมดำแบบทรงกลมหยุดนิ่ง และคนผู้นี้ชื่อว่า คาร์ล ชวาร์ทชิลด์ (Karl Schwarzschild) และเป็นที่หน้ายังเอิญว่าในปีเดียวกันนั้นเอง ลุดวิค แฟลม (Ludwig Flamm) นักฟิสิกส์ชาวออสเตรียได้เจอผลเฉลยที่เป็นแนวคิดพื้นฐานนำไปสู่รูหนอน ซึ่งตอนนั้นตัวผลเฉลยจะเป็นเหมือนทรงกลมที่เป็น singularity แล้วปลดปล่อยสสารออกมา จะทำหน้าที่ตรงกันข้ามกับหลุมดำของชวาร์ทชิลด์ แม้คำว่ารูหนอนจะยังไม่ได้ถูกบัญญัติขึ้นมา แต่แนวคิดนี้ก็ได้ถูกส่งต่อไปเพื่อพัฒนาจนเป็น Einstein-Rosen bridge ในปี 1935 ที่เป็นสะพานเชื่อมกาล-อวกาศในเชิงทฤษฎี แต่ยังไม่สามารถใช้ในการเดินทางได้ จนกระทั่ง คิป ธอร์น (Kip Thorne) และ ไมค์ มอริส (Mike Morris) ได้เจอผลเฉลยทางทฤษฎีของรูหนอนที่สามารถเดินทางหรือ traversable wormholes ในปี 1988 ซึ่งรูหนอนชนิดนี้สามารถใช้เดินทางได้จากทั้งสองทาง แต่ต้องการ exotic matter เช่น สสารที่มีมวลติดลบ เป็นต้น ในการถ่างให้รูหนอนยังเปิดอยู่

ซึ่งในงานวิจัยที่เราทำนี้ ได้ขยายขอบเขตของรูหนอนออกไปอีกว่า หากรูหนอนนั้นไม่ได้หยุดกับที่เป็นทรงกลมล่ะ หากมันหมุนรอบตัวเองได้ล่ะ หลักการและเหตุผลมาจาก การสังเกตการณ์วัตถุต่างๆ ในเอกภพเรา ไม่มีวัตถุขนาดใหญ่ไหนเลยที่ไม่หมุนรอบตัวเอง เช่น ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาวฤกษ์ดวงอื่นๆ ดาวนิวตรอน ดาวแคระขาว หรือแม้แต่หลุมดำ ดังนั้นจะเป็นยังไงหากรูหนอนมีการหมุนรอบตัวเอง ซึ่งเราก็ได้ใช้ทฤษฎีสัมพัทธภาพในการหาผลเฉลยรูปร่างของรูหนอนออกมา และตรวจสอบผลเฉลยว่ามีเสถียรภาพหรือไม่ รวมทั้งยังช่วยในการแสดงภาพว่าเมื่อเราโคจรเข้าไปใกล้กับรูหนอนเส้นทางการโคจรจะเป็นอย่างไร

ภาพแรกที่แสดงคือรูหนอนทรงกลุมหยุดนิ่งและเส้นทางการเดินทางของแสงรอบๆ รูหนอน วิธีการดูคือบริเวณตรงกลางคือรูหนอนที่มีขนาดรัศมี 1 หน่วย เราจะสมมติให้แสงเดินทางจากทางด้านขวาของภาพ โดยจะแบ่งเป็นสีต่างๆ ดังนี้

1. สีดำ คือเส้นแสงที่วิ่งขนานแกน x แล้วแต่ระยะเบ้จากกึ่งกลางของรูหนอนไม่เยอะ จึงทำให้แสงโคจรไม่ถึง 3/4 รอบก่อนจะตกเข้าไปในรูหนอน
2. สีแดง คือเส้นแสงในช่วงระยะหนึ่งที่วิ่งขนานแกน x มาแล้วโคจรอยู่เกือบๆ 1 รอบจนถึงหลายรอบก่อนที่จะตกลงไปในรูหนอนหรือโคจรบน photon ring (เส้นประสีน้ำตาล ดูยากหน่อย) หรือ หลุดออก
3. สีเขียว คือเส้นแสงที่วิ่งขนานแกน x แล้วโดนรูหนอนเหวี่ยงแต่ไม่เข้าไปด้านใน

ในขณะที่ภาพที่สองคือรูหนอนทรงกลมที่หมุนรอบตัวเองและเส้นทางการเดินของแสงรอบๆ รูหนอน จะเห็นได้ว่า เส้นทางเดินของแสงเมื่อเข้าใกล้รูหนอนที่หมุน จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากการบิดของกาล-อวกาศ โดยรูหนอนที่หมุนนี้มีบริเวณที่เรียกว่า ergosphere ทีจะปรากฎในวัตถุที่มีขนาดใหญ่ เช่น หลุมดำ หรือหากพูดให้เข้าใจก็คือ ในหนังเรื่อง Interstellar ที่ Cooper และ Brand ได้วิ่งเข้าไปใกล้กับหลุมดำ Gargantuan ในตอนท้าย ที่ใช้เป็นแรงส่งให้เดินทางแบบ slingshot ไปดาวใหม่ ทีนี้ลองเดาดูว่าจากภาพที่ให้ไปนี้ รูหนอนหมุนไปในทิศไหน หมุนทวนหรือหมุนตามเข็มนาฬิกา ลองคอมเม้นต์กันเล่นๆ ได้ครับ

ยังมีอะไรอีกเยอะในเปเปอร์นี้ไว้จะมาเล่าใหม่ครับ

หากสนใจงานด้านนี้สามารถคอมเม้นต์บอกกล่าวกันได้นะครับ ทางทีมงานจะติดต่อเจ้าของงานให้มาตอบคำถามโดยเร็ว ขอบคุณที่สนใจและจะนำเรื่องราวอื่นๆ มาแนะนำเพิ่มเติมเรื่อยๆ นะครับ

วันนี้ขอนำเสนอผลงานของอาจารย์ ดร. กฤษฎี เทศประพีป์ สมาชิก Simbiosen จากสาขาวิชาฟิสิกส์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยว...
01/05/2025

วันนี้ขอนำเสนอผลงานของอาจารย์ ดร. กฤษฎี เทศประพีป์ สมาชิก Simbiosen จากสาขาวิชาฟิสิกส์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ชื่องาน: Empowering Shape Corrections for Optical Mirror Surfaces through Customized Electroactive Polymer-Based Force-Actuators and Additive Manufacturing

รายชื่อนักวิจัย: Kritsadi Thetpraphi, Gil Moretto, Vincent Bruyere, Jean-Fabien Capsal, David Audigier, Jeff R. Kuhn, Francesca Rebasti

บทความวิจัยนี้นำเสนอ แนวทางการพัฒนานวัตกรรมกล้องโทรทรรศน์ประสิทธิภาพสูง เพื่อยกระดับการสำรวจสิ่งมีชีวิตนอกโลก โดยมุ่งเป้าไปที่การพัฒนากระจกอัจฉริยะ (active mirror) ที่ใช้ระบบการควบคุมเชิงกล ผลิตจากพอลิเมอร์อิเล็กโทรแอคทีฟ (electroactive polymer) ทำงานคล้ายกับมัดกล้ามเนื้อมนุษย์ที่สามารถควบคุมรูปร่างของกระจกในกล้องโทรทรรศน์ พื้นผิวของกระจกสามารถถูกควบคุมได้อย่างแม่นยำ และเรียลไทม์ ผ่านเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (3D printing) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีกระจกอัจฉริยะสำหรับการใช้งานด้านออปติกขั้นสูงในอนาคต

กลับมาอีกครั้งกับการนำเสนองานวิจัย คราวนี้เป็นของอาจารย์ ดร.พงษ์พัฒน์ สิทธิไตรย์ นะครับ สมาชิก Simbiosen ที่สังกัด Futur...
29/04/2025

กลับมาอีกครั้งกับการนำเสนองานวิจัย คราวนี้เป็นของอาจารย์ ดร.พงษ์พัฒน์ สิทธิไตรย์ นะครับ สมาชิก Simbiosen ที่สังกัด Futuristic Science Research Center

ชื่องาน: Sufficient Conditions make Graphs Edge DP-Δ-Colorable

รายชื่อนักวิจัย: Watcharintorn Ruksasakchai, Pongpat Sittitrai*

DOI: 10.1007/s00373-024-02857-7

แนวคิดของการระบายสีแบบ DP เป็นการขยายความจากแนวคิดการระบายสีแบบ list และ แบบปกติ โดยงานวิจัยนี้ศึกษาการระบายสีแบบ DP บนเส้นเชื่อมของกราฟ สำหรับแต่ละกราฟจะต้องใช้สีอย่างน้อย Δ ขึ้นไปเพื่อระบายสีเส้นเชื่อมแบบ DP ได้ (โดย Δ คือ ค่าสูงสุดของดีกรีที่เกิดขึ้นในกราฟ) งานวิจัยนี้มุ่งเน้นที่จะหาเงื่อนไขเพียงพอที่ทำให้กราฟมีค่าระบายสีเส้นเชื่อมแบบ DP เท่ากับ Δ ซึ่งถือเป็นกรณีที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นกรณีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการระบายสี

โดยในบทความได้กำหนดเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับค่าสูงสุดของดีกรี (maximum degree) และค่าเฉลี่ยสูงสุดของดีกรี (maximum average degree) ของกราฟ เพื่อใช้เป็นตัวกำหนดเงื่อนไขเพียงพอสำหรับกราฟที่มีค่าระบายสีเส้นเชื่อมแบบ DP เท่ากับ Δ นอกเหนือจากนี้ยังได้นำผลลัพธ์ไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เงื่อนไขเพียงพอสำหรับกราฟเชิงระนาบซึ่งเป็นกราฟที่สามารถวาดบนระนาบได้โดยไม่มีเส้นเชื่อมตัดกัน โดยใช้เงื่อนไขของค่าสูงสุดดีกรี และ ค่าความยาววงที่น้อยที่สุด (girth) อีกด้วย

เมื่อวันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568 เวลา 09.00–16.00 น. กลุ่ม SimBioSense ได้จัดกิจกรรม โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ: การเ...
28/04/2025

เมื่อวันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568 เวลา 09.00–16.00 น. กลุ่ม SimBioSense ได้จัดกิจกรรม โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ: การเลี้ยงชันโรงอย่างยั่งยืน ณ หมู่บ้านถ้ำผึ้ง ตำบลต้นยวน อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี

กิจกรรมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการเลี้ยงชันโรงอย่างถูกวิธี เพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับครัวเรือน พร้อมทั้งส่งเสริมการอนุรักษ์ชันโรงและแมลงผสมเกสรอื่นๆในระบบนิเวศท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การแลกเปลี่ยนความรู้ และการสร้างเครือข่ายชุมชนเพื่อการอนุรักษ์

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่นและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของผู้เข้าร่วม ที่ต่างตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างสมดุล

ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมครั้งนี้!

#ชันโรง
#แมลงผสมเกสร

ชื่องาน: Anisotropic dark matter stars in gravity’s rainbowผู้เขียนที่เป็นสมาชิก SimBioSen: ผศ. ดร. ถกล ตั้งผาติวาสารชื่...
24/04/2025

ชื่องาน: Anisotropic dark matter stars in gravity’s rainbow
ผู้เขียนที่เป็นสมาชิก SimBioSen: ผศ. ดร. ถกล ตั้งผาติ
วาสารชื่อ: The European Physical Journal C (Quartile 1, Percentile 91)

งานวิจัยวันนี้ยังคงอยู่กับทฤษฎีสัมพัทธภาพปรับแต่งของไอสไตน์อันเดิมที่ชื่อว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพสายรุ้ง แต่การปรับแต่งที่เราจะนำไปอธิบายดาวในวันนี้จะเกี่ยวข้องกับสสารที่ยังคงเป็นปริศนาที่เรียกว่า สสารมืด ซึ่งจริงๆ แล้วมีที่มาจากการที่เรายังไม่สามารถอธิบายถึงพฤติกรรมของกาแลคซีต่างๆ ได้ กล่าวคือ หากเราพิจารณากาแลคซีอันนึงขึ้นมา เราจะพบว่าบริเวณใจกลางนั้นจะมีความหนาแน่นมหาศาลและความหนาแน่นจะค่อยๆ ลดลงเมื่อไกลออกมาเรื่อยๆ จนถึงขอบกาแลกซี นั่นก็หมายความว่าแรงโน้มถ่วงบริเวณใจกลางก็ต้องมีค่ามากกว่าบริเวณขอบ ทำให้การหมุนวนของดาวฤกษ์รอบกาแลคซีที่บริเวณใกล้ๆ ใจกลางจะต้องเร็วกว่าที่บริเวณขอบ แต่เมื่อนักดาราศาสตร์ได้ทำการตรวจสอบความเร็วของดาวฤกษ์ในการหมุนวนรอบใจกลาง พบว่าความเร็วหมุนวนดังกล่าวที่บริเวณใกล้ๆ ใจกลางจนถึงขอบมีความเร็วที่ค่อนข้างคงที่ ไม่ได้ลดลงอย่างที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพทำนายไว้
เพื่อที่จะแก้ปัญหานี้ นักฟิสิกส์เลยเสนอแนวคิดว่าจริงๆ แล้วมีมวลที่เรามองไม่เห็นปกคลุมอยู่ ทำให้ความหนาแน่นของมวลไม่ได้เปลี่ยนไปมาก จึงทำให้สนามโน้มถ่วงไม่ได้อ่อนตัวลงตามระยะทางจากศูนย์กลาง สิ่งนั้นคือสิ่งที่เรียกว่า สสารมืด คำว่ามืดนั้นมีที่มาจากสองอย่าง อย่างแรกคือ มืดเพราะเรามองไม่เห็นมัน ไม่ว่าเราจะใช้แสง หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าย่านอื่นๆ ก็มองหามันไม่เจอเลย อย่างที่สองคือ มันเป็นสิ่งลี้ลับ เพราะด้วยแนวคิดสุดโต้งที่มันมีมวลกระจายไปทั่วแต่ไม่สามารถมองเห็นได้ ดังนั้นคือว่า มืด ในฟิสิกส์ มักจะเอาไปอธิบายอะไรที่ยังไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจน
ทีนี้ในงานดังกล่าวที่ทีมงานเราทำ เรามองว่าผลกระทบของสสารมืดค่อนข้างยิ่งใหญ่ และเกิดกับสเกลมวลที่มหาศาล ซึ่งตรงบริเวณใจกลางของดาวนิวตรอนหรือดาวควาร์กก็หนาแน่นมหาศาลเช่นกัน เพราะว่า หากหนาแน่นกว่านั้นอีกไม่กี่เท่าของมวลดวงอาทิตย์ มันจะยุบตัวกลายเป็นหลุมดำแล้วนะ เราจึงตั้งสมมติฐานขึ้นมาว่า ผลของสสารมืดก็สามารถส่งผลต่อการสร้างดาวนิวตรอนหรือดาวควาร์กขึ้นมาได้ และเราได้สร้างแบบจำลองขึ้นมาก็พบว่ามันมีความเป็นไปได้เช่นกัน จากผลที่เราได้จากแบบจำลองคือเราพบว่า มวลของดาวชนิดนี้สามารถพุ่งขึ้นไปได้ถึง 3.5 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ซึ่งไปถึงระดับมวลของหลุมดำด้วยซ้ำ แต่ผลการตรวจสอบความเสถียรภาพบอกว่าดาวยังคงสภาพอยู่ได้ด้วยการใช้ดัชนีอะเดียบาติกและพบว่าไม่ได้ต่ำกว่าค่าวิกฤต ซึ่งสามารถไปอ่านในบทความก่อนหน้าได้ครับเกี่ยวกับเรื่องดังนีนี้
หากสนใจงานด้านนี้สามารถคอมเม้นต์บอกกล่าวกันได้นะครับ ทางทีมงานจะติดต่อเจ้าของงานให้มาตอบคำถามโดยเร็ว ขอบคุณที่สนใจและจะนำเรื่องราวอื่นๆ มาแนะนำเพิ่มเติมเรื่อยๆ นะครับ

ที่อยู่

222 Walailak University, Tambon Thai Buri, Amphoe Tha Sala, Chang Wat Nakhon Si
Nakhon Si Thammarat
80160

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Simbiosen Research Center at Walailak Universityผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์