07/10/2026
7 ตุลาคม: สามปีที่กาซาถูกฝัง และโลกค่อย ๆ ฝังให้มโนธรรมของตนเอง
สามปีผ่านไป
แต่กาซายังไม่พ้นจากคืนอันยาวนานนั้น
มากกว่า 74,000 ชีวิต ถูกแจ้งว่าเสียชีวิตนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 ขณะที่ผู้คนเกือบทั้งกาซาและปาเลสไตน์ต้องพลัดถิ่นจากบ้านของตนเอง และแม้ภายหลังมีข้อตกลงหยุดยิง ความตายก็ยังไม่หยุดลง
แต่ตัวเลขนี้เองก็ยังเล่าเรื่องกาซาได้ไม่หมด
เพราะใต้ซากอาคารยังมีคนที่ไม่มีใครนำกลับขึ้นมา
ยังมีผู้สูญหายที่ครอบครัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรรอ หรือควรไว้ทุกข์ ยังมีชีวิตที่จากไปเพราะความหิว ความเจ็บป่วย การขาดยา การขาดโรงพยาบาล และผลพวงของสงครามที่ไม่มีช่องใดในบัญชีผู้เสียชีวิตจะบันทึกความเจ็บปวดนั้นไว้ได้ครบถ้วน
ดังนั้น ความสูญเสียที่แท้จริงอาจมากกว่าตัวเลขที่เรามองเห็นอีกหลายเท่า
และถึงจะเป็นเพียง 74,000
มันก็มากเกินกว่าที่มโนธรรมของมนุษย์ควรรับได้แล้ว
อย่าอ่านมันว่า “เจ็ดหมื่นสี่พัน”
จงอ่านมันว่า
หนึ่งชีวิต
แล้วอีกหนึ่งชีวิต
แล้วอีกหนึ่งชีวิต
แต่ละคนมีชื่อ
มีแม่
มีพ่อ
มีลูก
มีคนที่รอเขากลับบ้าน
บางคนเคยหัวเราะ
บางคนกำลังจะแต่งงาน
บางคนยังอ่านหนังสือไม่คล่อง
บางคนมีเพียงความฝันเล็ก ๆ ว่า เมื่อโตขึ้นอยากเป็นหมอ เป็นครู หรือสร้างบ้านให้แม่
แล้วทุกอย่างก็หยุดลง
ความน่าสะพรึงกลัวของกาซาจึงไม่ใช่เพียงจำนวนศพ
แต่มันคือการที่ชีวิตมนุษย์จำนวนมหาศาล
ถูกทำให้หายไปต่อหน้าระบบโลกที่สร้างขึ้นมาเพื่อประกาศว่าจะคุ้มครองชีวิตมนุษย์
เรามีกฎหมายระหว่างประเทศ
เรามีศาล
เรามีอนุสัญญา
เรามีองค์การระหว่างประเทศ
เรามีคำว่าสิทธิมนุษยชนอยู่เต็มเอกสาร
แต่เด็กคนหนึ่งใต้ซากบ้าน
ไม่สามารถใช้เอกสารเหล่านั้นบังระเบิดได้
แม่คนหนึ่งที่กำลังอุ้มลูกซึ่งหมดลมหายใจ
ไม่สามารถใช้ถ้อยแถลงของนานาชาติแลกชีวิตลูกกลับคืนมาได้
และนี่คือสิ่งที่เฉือนที่สุด
โลกไม่ได้ขาดข้อมูล
โลกเห็น
เห็นบ้านถูกทำลาย
เห็นคนถูกขับออกจากถิ่นฐาน
เห็นโรงพยาบาลล่มสลาย
เห็นเด็กบาดเจ็บ
เห็นผู้คนหิวโหย
เห็นครอบครัวหนึ่งสูญเสียสมาชิกทีละคน
เห็นทั้งหมดนี้แบบสด ๆ
ผ่านหน้าจอเดียวกับที่เราใช้ดูมือถือ
ประวัติศาสตร์ยุคใหม่คงมีไม่กี่ครั้งที่ความทุกข์ของประชาชนจำนวนมหาศาลถูกถ่ายทอดให้คนทั้งโลกเห็นละเอียดถึงเพียงนี้
และนั่นทำให้คำถามหนักกว่าเดิม
ในเมื่อโลกเห็นทุกอย่างแล้ว
เหตุใดความอยุติธรรมจึงยังดำเนินต่อไปได้
บางทีบาดแผลของกาซาในปี 2026
อาจไม่ได้เปิดโปงเพียงความรุนแรงของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
แต่มันกำลังเปิดโปงความล้มเหลวของระเบียบโลกทั้งระบบ
โลกที่พูดถึงคุณค่าของชีวิตมนุษย์
แต่กลับมีชีวิตบางชีวิตที่ต้องพิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า
เลือดของพวกเขาก็เป็นเลือดมนุษย์เหมือนกัน
และถึงที่สุด
กาซาไม่ได้มีเพียงเรื่องของความตาย
กาซายังมีเรื่องของ การยืนหยัด
เราขอสดุดีพี่น้องปาเลสไตน์
ผู้ซึ่งยังยืนอยู่ท่ามกลางสิ่งที่มนุษย์แทบไม่น่าจะยืนไหว
สดุดีแม่ที่ยังปลอบลูก
ทั้งที่หัวใจตัวเองแตกสลาย
สดุดีพ่อที่ยังออกตามหาขนมปัง
ทั้งที่เมื่อคืนบ้านของเขาอาจเพิ่งถูกทำลาย
สดุดีแพทย์และพยาบาลที่ยังรักษาชีวิต
ทั้งที่โรงพยาบาลของตนเองแทบไม่มีเหลือ
สดุดีเจ้าหน้าที่กู้ภัย
ผู้ขุดซากด้วยมือเพื่อหวังว่าจะพบใครสักคนยังหายใจ
สดุดีนักข่าว
ผู้ยืนถือกล้องท่ามกลางความตาย
เพื่อไม่ให้โลกมีข้ออ้างในวันหนึ่งว่าเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
และสดุดีทุกผู้คนที่ยังยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรี และแผ่นดินของปาเลสไตน์
ผู้ไม่ยอมให้การสูญเสียทำลายความหวัง
และไม่ยอมให้การกดขี่ลบชื่อปาเลสไตน์ออกจากประวัติศาสตร์
การยืนหยัดของพวกเขาไม่ใช่เพราะไม่กลัว
แต่เพราะมีบางสิ่งที่รักมากกว่าความกลัว
บ้าน
แผ่นดิน
ครอบครัว
ศักดิ์ศรี
และสิทธิที่จะมีชีวิตอย่างเสรีบนผืนดินที่ตนเรียกว่า บ้าน
จากนักบะฮ์ 1948
จนถึงกาซา 2026
คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าถูกพรากออกจากบ้าน
แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่ถูกพรากไปได้คือ
ความทรงจำ
ผู้เฒ่าบางคนยังถือกุญแจบ้านหลังเดิม
แม้บ้านนั้นอาจไม่มีเหลือแล้ว
ลองคิดดูเถิด
คนคนหนึ่งต้องรักแผ่นดินเพียงใด
จึงส่งต่อกุญแจที่เปิดประตูไม่ได้
ให้ลูกหลานเก็บต่อไป
เพราะกุญแจดอกนั้นไม่ได้เปิดเพียงบ้าน
มันเปิดความทรงจำ
เปิดตัวตน
และประกาศเงียบ ๆ ว่าเรายังจำว่าเรามาจากไหน
นั่นคือเหตุผลที่ปาเลสไตน์ยังอยู่
ตราบใดที่แม่ยังสอนชื่อต้นมะกอกให้ลูก
ตราบใดที่ผู้ลี้ภัยยังจำชื่อหมู่บ้านของปู่
ตราบใดที่เด็กคนหนึ่งยังรู้ว่าเยรูซาเล็มคืออะไร
ปาเลสไตน์ยังไม่หายไป
อาคารอาจถูกทำลาย
ถนนอาจถูกลบ
บ้านอาจกลายเป็นเถ้าถ่าน
แต่แผ่นดินที่อยู่ในความทรงจำของคนทั้งชนชาติ
ไม่อาจถูกระเบิดให้หายไปได้ง่าย ๆ
7 ตุลาคม 2026
สามปีผ่านไป
สามปีของหนึ่งในห้วงความสูญเสียที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
สำหรับโลก วันนี้อาจเป็นวันครบรอบ
สำหรับบ้านในกาซา
มันคือวันที่เวลาหยุดเดิน
วันที่ลูกไม่กลับบ้าน
วันที่แม่หายไป
วันที่พ่อถูกฝังอยู่ใต้ซาก
วันที่ครอบครัวนั่งรับประทานอาหารพร้อมหน้ากันเป็นครั้งสุดท้าย
โดยไม่มีใครรู้ว่า
นั่นคือครั้งสุดท้ายจริง ๆ
และวันหนึ่ง เมื่อฝุ่นจากซากปรักหักพังจางลง
เมื่อเสียงระเบิดเงียบลง
เมื่อความอธรรมในวันนี้กลายเป็นบรรทัดหนึ่งในตำราประวัติศาสตร์
คนรุ่นหลังอาจไม่ได้ถามเพียงว่า “เกิดอะไรขึ้นกับกาซา”
แต่พวกเขาจะหันกลับมาถามพวกเราด้วยว่า
“ในวันที่พวกคุณเห็นทั้งหมดนี้ด้วยตาของตนเอง..พวกคุณทำอะไรอยู่” (บทสนทนากับเยาวชนปาเลสไตน์)
และบางที
นั่นอาจเป็นคำถามที่เจ็บที่สุด
เพราะคนรุ่นเราไม่มีสิทธิ์พูดว่า
เราไม่รู้
เรารู้
เราเห็น
และเรากำลังมีชีวิตอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์หน้านั้นด้วยกัน
โอ้อัลลอฮฺ พระผู้ทรงมหาอำนาจเหนือสรรพสิ่ง
โปรดทรงเป็นผู้ช่วยเหลือและผู้คุ้มครองพี่น้องแห่งปาเลสไตน์และกาซา
โปรดประทานชัยชนะแก่ผู้ถูกกดขี่
โปรดประทานความมั่นคงแก่หัวใจของพวกเขา
ทรงเมตตาบรรดาผู้จากไป
เยียวยาผู้บาดเจ็บ
คลายความทุกข์ของผู้ทุกข์ยาก
ปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่จากการอธรรม
และทรงตอบแทนบรรดาผู้อธรรมด้วยความยุติธรรมของพระองค์
โปรดนำผู้พลัดถิ่นกลับคืนสู่บ้านและแผ่นดินอย่างงดงาม
โปรดให้พวกเราได้เห็นวันที่ความยุติธรรมกลับคืน
และขอให้วันที่ปาเลสไตน์เป็นอิสระ
เป็นวันที่มนุษยชาติได้ค้นพบมโนธรรมของตนเองอีกครั้ง
อามีน 🇵🇸🤲🏻
🇹🇭
🇵🇸