Naresuan Disaster Preparedness & Respondency

Naresuan Disaster Preparedness & Respondency This platform is designed to share disaster management knowledge by collecting and disseminating key information on disasters.

Its goal is to raise public awareness and provide guidance on how to respond effectively during crises and disaster situations. เวปเพจนี้จัดทำเพื่อเป็นสื่อกลางในการ ร่วมเตือนภัย สร้างสรรค์ ความตระหนักต่อการป้องกัน เเละรู้เท่าทันภัยพิบัติ เเก่ประชาชนเเละสังคม
(ช่องทางการติดต่อทางวิทยุ เรียก E24ZIF)

14/05/2026

“การสร้างทางเลือกและระบบจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรที่มาพร้อมแรงจูงใจ สามารถลดการเผาได้จริง”
ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ รศ. ดร.ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ รศ. ดร.วิษณุ อรรถวานิช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้บรรยายในงาน PIER Research Brief ในหัวข้อ "ปฏิรูปภาคเกษตรไทยให้ไร้ควัน: ข้อค้นพบจากการทดลองภาคสนามและนัยเชิงนโยบาย"
คณะวิจัยชี้ว่าการเผาในภาคเกษตรยังคงเป็นต้นตอหลักของฝุ่น PM2.5 แม้มาตรการ “ห้ามเผา” จะถูกใช้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการเผาของเกษตรกรได้อย่างแท้จริง เนื่องจากการเผายังคงเป็นวิธีการที่ "ง่าย รวดเร็ว และต้นทุนต่ำ" เมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น อีกทั้งเกษตรกรยังมีข้อจำกัดด้านตลาดรับซื้อเศษวัสดุ การเข้าถึงเครื่องจักรและเทคโนโลยี รวมถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ และการขาดความตระหนักรู้
อย่างไรก็ดี จากการทดลองมาตรการลดเผาในภาคสนามพบว่า แม้แรงจูงใจทางการเงินจะมีความสำคัญ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาการเผาได้อย่างยั่งยืน การแก้ปัญหาจะต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างระบบจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรที่ครบวงจร ทั้งการอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข การส่งเสริมตลาดเศษวัสดุและระบบโลจิสติกส์ การส่งเสริมการเข้าถึงบริการเครื่องจักรอย่างทั่วถึง รวมไปถึงการใช้ข้อมูลดาวเทียมในการติดตามตรวจสอบและควบคุมการเผา
📌อ่านสรุปและสไลด์ประกอบการบรรยายได้ที่ https://www.pier.or.th/briefs/2026/05/
📌เข้าชมการบรรยายย้อนหลังได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=ebCuiFU6WhI

14/05/2026
ชาวอ่าน เสียง ชีวิต ผู้คน บางระกำ ภายใต้พลวัตร อำนาจ รัฐไทย ที่ขับเคลื่อนนโยบาย โดย นักข่าวพลเมือง ปริญญา แทนวงษ์
14/05/2026

ชาวอ่าน เสียง ชีวิต ผู้คน บางระกำ ภายใต้พลวัตร อำนาจ รัฐไทย ที่ขับเคลื่อนนโยบาย โดย นักข่าวพลเมือง ปริญญา แทนวงษ์

🌾 "เกิดเป็นชาวนา ไม่ให้ทำนาแล้วจะไปทำอะไร?" เสียงสะท้อนจากทุ่งบางระกำ
ชาวนาในพื้นที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ออกมาตัดพ้อถึงนโยบายรัฐที่ทำให้การใช้ชีวิตลำบากขึ้น นายสมวงศ์ สุวรรณศรี เกษตรกรนอกโครงการ "บางระกำโมเดล" เผยความในใจถึงอุปสรรคที่ถาโถมในปีนี้ โดยเฉพาะการทำนาล่าช้ากว่าทุกปี ซึ่งผลกระทบจากมาตรการห้ามเผาตอซัง ทำให้กว่าจะเริ่มเตรียมดินและสูบน้ำเข้าพื้นที่ได้ก็ล่วงเลยเข้าสู่เดือนพฤษภาคม อีกทั้งยังต้องลุ้นระทึกว่าจะเก็บเกี่ยวทันวันที่ 15 สิงหาคมนี้หรือไม่? ซึ่งเป็นวันที่ชลประทานจะปล่อยน้ำเข้าทุ่ง ทางรอดเดียวคือต้องเลือกใช้ "ข้าวเบา" (90 วัน) เพื่อให้ทันกำหนด
นอกจากนี้ ลุงสมวงศ์เล่าว่าแทบไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายา และค่าน้ำมัน โดยเฉพาะ "ค่าไฟ" ที่ใช้สูบน้ำระบบไฟฟ้าสูบเข้านา ตกเดือนละเป็นหมื่นบาท
ตัดพ้อ "เกิดเป็นชาวนา ไม่ให้ทำนาก็ไม่รู้จะไปทำอะไร" แสดงถึงความน้อยเนื้อต่ำใจของเกษตรกรไทย ที่ยังคงต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งจากธรรมชาติและนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง อ่านต่อเพิ่มเติม...https://csite.thaipbs.or.th/newsdetail/54803
ขอบคุณภาพและเรื่องราว : คุณ ปริญญา แทนวงษ์ นักข่าวพลเมือง จ.พิษณุโลก
#ชาวนา #บางระกำโมเดล #เสียงจากเกษตรกร #ราคาข้าว #พิษณุโลก #เกษตรกรไทย #นักข่าวพลเมือง

14/05/2026

Join the upcoming Safe Landing Climates (SLC) and Research on Climate Intervention WCRP Lighthouse webinar: Exploring climate interventions and the science-policy interface.

Date: May 25 (Monday) , 2026
Time: 14:00-15 :30 UTC

Registration: https://loom.ly/iFTZv9g
More info: https://loom.ly/CDnw7Vo

14/05/2026

ถึงคนในระบบราชการ
ถึงคนในกระทรวง
ถึงคนที่กำลังลังเลกับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

เราเข้าใจดีว่า
“การเปลี่ยนแปลง” ไม่ใช่เรื่องง่าย

กฎหมายฉบับนี้
อาจหมายถึงงานที่เพิ่มขึ้น
การปรับระบบใหม่
การทำงานข้ามหน่วยงาน
การเปิดข้อมูล
การถูกตรวจสอบมากขึ้น

และแน่นอน
มันอาจทำให้หลายคนรู้สึกว่า
“เป็นไปไม่ได้”
“ทำไม่ได้จริง”
“จะกลายเป็นภาระ”

แต่ขอถามกลับตรง ๆ ว่า

วันนี้
ระบบเดิมที่เราคุ้นชินอยู่
มันแก้ปัญหาฝุ่นพิษได้จริงแล้วหรือยัง?

ทุกปี
คนไทยยังต้องเผชิญ PM2.5 ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เด็กยังป่วย
คนแก่ยังเสี่ยง
คนทำงานยังต้องหายใจเอาอากาศพิษเข้าไปทุกวัน

ถ้าระบบเดิมยังเอาไม่อยู่
เราจะปฏิเสธ “การเปลี่ยนแปลง” ไปเพื่ออะไร?

พ.ร.บ.อากาศสะอาด
อาจไม่สมบูรณ์แบบ
อาจต้องปรับอีกมาก

แต่สิ่งสำคัญคือ
มันพยายามสร้าง “โครงสร้างใหม่”
ที่ทำให้ทุกหน่วยงานทำงานร่วมกัน
มีเป้าหมายร่วมกัน
และให้สุขภาพประชาชนเป็นศูนย์กลาง

สิ่งที่น่ากลัวที่สุด
ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง

แต่คือการที่เรารู้ว่าระบบเดิมมีปัญหา
แล้วเลือกจะไม่เปลี่ยนอะไรเลย

พรุ่งนี้
สิ่งที่อยู่ในมือของท่าน
ไม่ใช่แค่ “ร่างกฎหมาย”

แต่คือโอกาส
ที่ประเทศไทยจะเริ่มต้นจัดการปัญหาอากาศสะอาดอย่างจริงจังเสียที

ประวัติศาสตร์จะจำว่า
ใครพยายามแก้ปัญหา
และใครเลือกปกป้องความเคยชินของระบบ
ในวันที่ประชาชนยังหายใจไม่ออก

#พรบอากาศสะอาด
#อากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐาน
#อย่าเอาชีวิตประชาชนมาเล่นเกม

#โหวตเพื่ออากาศสะอาด

14/05/2026

✨ ใครปล่อยมลพิษ สิทธิ์ที่ประชาชนต้องรู้ : กฎหมาย PRTR บนความท้าทาย…ทำไม ? ไปไม่ถึงไหนสักที
คุณยังจำหายนะเหล่านี้ได้ไหม ?
⚠️ เพลิงไหม้โรงงานวิน โพรเสส
⚠️ เพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้
⚠️ โรงงานเคมีระเบิด
⚠️ การลักลอบฝังกากอุตสาหกรรม...ไปจนถึงอีกหลายอุบัติภัยในพื้นที่อุตสาหกรรมทั่วประเทศ
บางเหตุการณ์กลายเป็นข่าวใหญ่ที่คนทั้งประเทศติดตาม…แต่บางเหตุการณ์แทบไม่เคยถูกพูดถึง และเงียบหายไปพร้อม ๆ กับผลกระทบจากสารเคมี และมลพิษที่ยังตกค้างในสิ่งแวดล้อม
แน่นอนว่าทุก ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งที่เหมือนกันไม่เคยเปลี่ยน คือ “ประชาชน” มักตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยง และไม่เคยรู้เลยว่าพวกเขากำลังเผชิญผลกระทบอยู่กับสารอันตรายชนิดใด ? รุนแรงแค่ไหน ?
ถ้าประเทศไทยมี “กฎหมาย PRTR” โศกนาฏกรรมสารพิษอุตสาหกรรม อาจไม่รุนแรงเท่าที่เคยเกิดขึ้น หรือบางเหตุอาจป้องกันได้ตั้งแต่ต้น นี่เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายเชื่อว่า กฎหมายที่ว่าด้วยการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ จะเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อลดความเสี่ยง และร่างกฎหมายนี้ ก็ถูกผลักดันมานานกว่า 10 ปี ผ่านการทำงานร่วมกันของภาคประชาชน นักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และภาคอุตสาหกรรม จนเข้าสู่การพิจารณาในสภาฯ ด้วยบรรยากาศที่ถูกยืนยันว่า “ราบรื่นที่สุดฉบับหนึ่ง” ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าเป็นกฎหมายที่ใช้ได้จริง แต่วันนี้กลับไม่ใช่หนึ่งในกฎหมายที่รัฐบาลยืนยันให้เดินหน้าต่อ
ทำไม ? กฎหมายที่หลายประเทศทั่วโลกใช้มานานกว่า 30 ปี เพื่อเปิดเผยว่า “โรงงานไหน ใช้สารอะไร ปล่อยอะไรออกสู่สิ่งแวดล้อม” กฎหมายที่อาจช่วยให้รัฐรับมือเหตุโรงงานระเบิด ไฟไหม้ สารเคมีรั่วไหล หรือการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลับยังไม่ถูกให้ความสำคัญในประเทศไทย
The Active ชวนหาคำตอบกับ “เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง” ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กับการลุกขึ้นมายืนยันอีกครั้งว่า หากไทยมีกฎหมาย PRTR หลายวิกฤตมลพิษอาจไม่เกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม พร้อมคาดหมายทิศทางไปต่อเพื่อทำให้ PRTR เดินไปถึงเป้าหมายเสียที
📌 อ่านเนื้อหาเพิ่มในคอมเมนต์

#รายงานการปลดปล่อยมลพิษ #อุตสาหกรรม

13/05/2026

“เราต้องไม่ลืมหลักการสำคัญที่ว่า น้ำที่ไหลช้าคือผู้สร้างระบบชีวภาพที่มั่งคั่ง พื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่พื้นที่รกร้าง แต่เป็นระบบนิเวศที่มีความซับซ้อนและมีค่ามหาศาล การที่เราจะปกป้องพื้นที่เหล่านี้ได้ เราจำเป็นต้องมีกฎหมายที่เข้าใจธรรมชาติของน้ำและสิ่งมีชีวิตอย่างแท้จริง
“ร่าง พ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำ จึงเป็นกฎหมายที่ควรนำกลับมาพิจารณาโดยเร็วที่สุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคำว่าฟื้นฟูจะไม่ถูกนำมาบิดเบือนเพื่อทำลายธรรมชาติอีกต่อไป การฟื้นฟูต้องหมายถึงการคืนชีวิต ไม่ใช่การถมด้วยหินและคอนกรีต”
แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand – FFT) ชวนอ่านบทความโดย ‘ภัคเกษม ธงชัย’ ว่าด้วย บทบาทสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำในธรรมชาติ ความเสี่ยงที่พื้นที่เหล่านี้จะถูกทำลาย และเหตุผลที่ ร่าง พ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำ ของไทยควรได้ไปต่อ
อ่านบทความได้ทาง: https://fairfinancethailand.org/article/2026/2026_wetland_enlaw/
🎯 อ่านบทความจบแล้ว ชวนฟังการบรรยายถึงร่าง ร่าง พ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำ เพิ่มเติมในเวทีรับฟังเสียงสาธารณะ ‘กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับไหนต้องไปต่อ: เสียงประชาชนถึงรัฐสภาชุดใหม่ในกรอบเวลา 60 วัน’
📌 ชมเทปย้อนหลังได้ทาง: https://youtu.be/bkqajje1MMo?si=emRKzzYyRJrAPDNW
#พื้นที่ชุ่มน้ำ

13/05/2026

ในสภาวะ "โลกเดือด ภัยพิบัติดุ!" มาร่วมติดตาม #ความพร้อมรับมือน้ำท่วมเขตเมืองเชียงใหม่ กับทีมเชียงใหม่นำโดย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รองเลขา สทนช. ผู้เชี่ยวชาญและหัวหน้าส่วนงานที่คร่ำหวอดในการบริหารสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่
ร่วมหาคำตอบพร้อมรับทราบแผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมชุดใหม่ที่จะประกาศใช้กันในปีนี้ทดแทนชุดเดิม

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569
⏰ เวลา 09:00 – 12:00 น.
📍 ณ หอประชุมแกรนด์วิว 1 โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว

รับชมผ่าน Live Streaming ได้ทาง
page : Uniserv CMU
จัดโดย จ.เชียงใหม่/สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ/ม.เชียงใหม่

13/05/2026

PRTR อากาศสะอาด การจัดการขยะ และพื้นที่ชุ่มน้ำ: กฎหมายสิ่งแวดล้อมภาคประชาชนชนที่ต้องได้ไปต่อ

23 เมษายน 2569 แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand หรือ FFT) จัดงานเสวนา “กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับไหนต้องไปต่อ: เสียงประชาชนถึงรัฐสภาชุดใหม่ในกรอบเวลา 60 วัน” เพื่อติดตามความคืบหน้าของร่างกฏหมายด้านสิ่งแวดล้อม 5 ฉบับ ได้แก่
ร่าง พ.ร.บ. การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) พ.ศ...
ร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ...
ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ...
ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน พ.ศ...
ร่าง พ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำฯ พ.ศ....

เพื่อให้ร่างกฎหมายที่ตกค้างจากการยุบสภาสามารถ “ไปต่อ” ได้ ตามมาตรา 147 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เปิดช่องให้คณะรัฐมนตรีร้องขอต่อรัฐสภา เพื่อนำร่าง พ.ร.บ. ที่ตกไปกลับเข้าสู่การพิจารณาใหม่ ภายใน 60 วัน นับจากวันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก หรือภายในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569

หมายความว่า หากรัฐบาลไม่ยืนยันนำร่างกฎหมายกลับเข้าสู่การพิจารณาภายในกรอบเวลาดังกล่าว ร่างกฎหมายเหล่านั้นจะตกไปโดยสมบูรณ์ และภาคประชาชนหรือผู้เสนอร่างจะต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การเข้าชื่อหรือยื่นร่างกฎหมายเข้าสภาอีกครั้ง

📑 มลพิษใกล้ฉัน: PRTR ต้องได้ไปต่อ

PRTR คือ คือ ร่างกฎหมายที่กำหนดให้มีการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนเกี่ยวกับชนิดและปริมาณของสารเคมีหรือมลพิษที่ปล่อยจากแหล่งกำเนิดมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม ทั้งอากาศ ดิน น้ำ รวมถึงข้อมูลการนำน้ำเสียหรือกากของเสียอันตรายออกจากแหล่งกำเนิด ไปบำบัดหรือกำจัด โดยแบ่งสารมลพิษตามแหล่งกำเนิดเป็น 2 ชนิด ได้แก่ สารมลพิษที่มีแหล่งกำเนิดแน่นอน (Point Source) เช่น โรงงาน เหมืองแร่ โรงไฟฟ้า และสารมลพิษที่ไม่มีแหล่งกำเนิดแน่นอน (Non-Point Source) เช่น รถยนต์ รถโดยสารสาธารณะ

อมรินทร์ สายจันทร์ จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) และตัวแทนจากภาคี PRTR กล่าวว่า ปัจจุบันมีราว 50 ประเทศทั่วโลกที่มีกฎหมาย PRTR ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลมลพิษในพื้นที่ได้ เช่นที่สหรัฐอเมริกามีฐานข้อมูลสาธารณะให้ค้รได้แบบเสิร์ชเอนจิ้น ที่สามารถระบุพิกัดเพื่อเข้าไปดูได้ว่าในพื้นที่นั้นๆ มีโรงงานอะไร และมีการปล่อยสารมลพิษมากน้อยแค่ไหน ทั้งในเชิงปริมาณและชนิดของสาร สารเคมีแต่ละตัวมีผลกระทบหรือความอันตรายต่อสุขภาพอย่างไร เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ว่า พื้นที่นั้นๆ กำลังรับภาระของมลพิษมากเกินไปหรือไม่ เพื่อให้ภาครัฐสามารถจัดการแก้ไข หรือวางแผนการจัดสรรงบประมาณได้

อมรินทร์กล่าวว่า การเปิดเผยข้อมูลว่ามีการปล่อยสารมลพิษมากน้อยเพียงใด จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคม ขณะที่ภาคประชาชนเองก็สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวติดตาม ตรวจสอบ และสร้างแรงกดดันต่อผู้ก่อมลพิษ รวมถึงเรียกร้องให้แก้ไขปรับปรุง หรือชดเชยเยียวยา ในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

อมรินทร์ กล่าวว่า ประเทศไทยขับเคลื่อนกฎหมาย PRTR มากว่า 20 ปีแล้ว ทั้งทางหน่วยงานของรัฐในลักษณะของโครงการนำร่อง (Pilot Project) และการเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยภาคประชาชนซึ่งถูกปัดตกในช่วงที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ในครั้งนั้นมีประชาชนลงชื่อสนับสนุนถึง 12,000 รายชื่อ แต่รัฐบาลขณะนั้นปัดตกโดยอ้างเหตุผลว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงินที่ถูกจัดให้ต้องมีขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่าปกติ

อมรินทร์ อธิบายต่อว่า ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติที่กำหนดให้มีการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ จึงเป็นอุปสรรคที่ทำให้แต่ละหน่วยงานเข้าถึงข้อมูลสารมลพิษได้ไม่เท่ากัน เช่น ข้อมูลสารมลพิษส่วนใหญ่จะอยู่กับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม ทำให้กรมควบคุมมลพิษที่อยู่ภายใต้กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลตรงนั้นได้โดยตรง

การมีกฎหมาย PRTR จะเป็นฐานข้อมูลที่ช่วยประเมินความเสี่ยง และช่วยรับมือกับภัยพิบัติด้านอุตสาหกรรมหรือมลพิษได้

อมรินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังจะเร่งเข้าสู่การเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development - หรือ OECD) ซึ่งมีเงื่อนไขให้ประเทศสมาชิกจะต้องมีระบบ PRTR ในกฎหมายสิ่งแวดล้อมของประเทศนั้นๆ ด้วย โดยหลักการสำคัญของ OECD ก็สอดคล้องกับร่างกฎหมาย PRTR ที่ภาคประชาชนและพรรคการเมืองร่วมกันเสนอมาโดยตลอด
ดังนั้นรัฐบาลควรสนับสนุนและผลักดันร่างพระราชบัญญัติ PRTR ให้ได้เข้าสู่กระบวนการต่อไป

“ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเริ่มกระบวนการวาระหนึ่งใหม่ หรือปล่อยให้ประชาชนต้องกลับไปเข้าชื่อกันอีกครั้ง เพราะนั่นเท่ากับสิ้นเปลืองทั้งโอกาส เวลา และทรัพยากรของทุกฝ่าย” อมรินทร์กล่าว

🌬 พ.ร.บ. อากาศสะอาดฆ่าไม่ตาย

คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม จากเครือข่ายอากาศสะอาด (Thailand Clean Air Network หรือ Thailand CAN) กล่าวว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องหายใจ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอากาศย่อมไม่มีวันสูญหาย ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักวิชาการ ภาคธุรกิจ หรือภาคประชาชน ต่างก็ต้องพึ่งพาอากาศ ดังนั้นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของมนุษย์ไม่มีวันหายไป เพียงแต่มันอาจจะถูกย้ายที่ ปนเปื้อน หรือถูกปรับแต่งพันธุกรรม

คนึงนิจกล่าวว่า พ.ร.บ. อากาศสะอาดถูกริเริ่มขึ้นจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นเมื่อพูดถึงความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ มันจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางกฎหมาย แต่ยังเป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย และเป็นเครื่องมือทางสังคมเพื่อให้ผู้คนได้เรียนรู้ร่วมกัน

“ใครที่ไม่รู้จัก PM 2.5 ก็เริ่มรู้ ใครที่ไม่รู้จักคำว่าการตายก่อนวัยอันควร ก็เริ่มเข้าใจ และใครที่คิดว่าการควบคุมมลพิษอย่างเดียวเพียงพอ ก็เริ่มเห็นแล้วว่ามันต้องไปไกลกว่านั้น ฐานสำคัญคือเรื่องอากาศสะอาด (Clean Air) ด้วย”
คนึงนิจกล่าว

คนึงนิจกล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่สังคมควรมุ่งไปให้ถึงคือสังคมที่ยั่งยืน เศรษฐกิจสีเขียวที่ไม่ “ฟอกเขียว” และในอนาคตภาคประชาชนจำเป็นต้องสร้าง Green Movement และ Social Movement ของตัวเองขึ้นมา รวมถึงทำให้การเมืองสีเขียวนอกสภาเข้มแข็งกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการเปิดพื้นที่สำหรับการพูดคุยแลกเปลี่ยนที่ไม่มี “ธง” อยู่เบื้องหลัง ด้วยเหตุนี้ กฎหมายอากาศสะอาดจึงไม่ใช่เพียงกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมทั่วไป แต่เป็น “กฎหมายเชิงปฏิรูป” ที่เกี่ยวข้องกับทั้งคุณภาพชีวิต โครงสร้างสังคม และอนาคตของผู้คนในระยะยาว

♻️ ขยะล้นเมืองเพราะกฏหมายไม่แก้ปัญาที่ต้นตอ

“วิกฤตขยะล้นเมือง เป็นปัญหาที่ซับซ้อน ประเทศไทยต้องเผชิญปัญหาขยะและของเสียในทุกมิติ ทั้งขยะชุมชนและกากอุตสาหกรรม ลำพังเพียงแค่ขยะชุมชนก็สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นมูลค่ามากกว่า 387,000 ล้านบาทแล้ว” ดร. สุจิตรา วาสนาดำรงดี จากสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และตัวแทนเครือข่ายซึ่งผลักดันร่างกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน

สุจิตรา กล่าวต่อว่า วิกฤตขยะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันมีรากมาจากระบบเศรษฐกิจแบบ “ผลิต ใช้ ทิ้ง” ทำให้ทรัพยากรถูกใช้แล้วกลายเป็นของเสียจำนวนมหาศาล ภาครัฐมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการจัดการขยะเพียง 2 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ. E-waste สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และร่าง พ.ร.บ. บรรจุภัณฑ์ โดยกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นทางได้และยังไม่เพียงพอต่อการสร้างความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากร

เธอยกตัวอย่างว่า กฎหมายของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ที่กำกับมาตรฐานการผลิต มุ่งเน้นไปที่การคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค (Consumer Safety) เช่นเดียวกับกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่มุ่งเน้นความปลอดภัยของมนุษย์เป็นหลัก แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการร่อยหรอของทรัพยากร (Resource Depletion) ที่กำลังทวีความรุนแรงกลับยังไม่มีกฎหมายที่คอยควบคุมดูแล ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังขับเคลื่อนแนวคิด Circular Economy หรือ "เศรษฐกิจหมุนเวียน” ที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์สูงสุด โดยการเปลี่ยนจากระบบผลิต-ใช้-ทิ้ง เป็นระบบที่ผลิตสินค้าอย่างยั่งยืน ผ่านการใช้ซ้ำ (Reuse) ซ่อมแซม (Repair) และนำกลับมาแปรสภาพใหม่ (Recycle/Upcycle) เพื่อให้ขยะเหลือศูนย์หรือน้อยที่สุด และลดการใช้วัตถุดิบใหม่

หลักการสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน คือแนวคิด ลำดับชั้นการจัดการขยะ (Waste Hierarchy) ที่ให้ความสำคัญกับการลดและป้องกันการเกิดขยะตั้งแต่ต้นทาง ก่อนจะไปถึงการกู้คืนพลังงานหรือการกำจัดขั้นสุดท้าย โดยเฉพาะการฝังกลบที่ควรเป็นทางเลือกสุดท้าย

สุจิตราระบุว่า เครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียนเริ่มศึกษาประเด็นนี้มาตั้งแต่ปี 2562 และพบว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายแม่บทด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อกำกับดูแล “วงจรชีวิตสินค้า” ตั้งแต่ต้นทางการผลิตไปจนถึงปลายทางของการจัดการของเสีย โดยแนวคิดดังกล่าวควรถูกขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์หลายประเภท

สุจิตราชี้ว่า หากประเทศไทยยังไม่เร่งปรับตัว อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการทางการค้าใหม่ของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะกฎระเบียบ ESPR หรือ Eco-design Regulation ที่จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการส่งออกสินค้าในอนาคต หากผู้ประกอบการไทยยังไม่ปรับใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในกระบวนการผลิต สินค้าไทยอาจไม่สามารถเข้าสู่ตลาดยุโรปได้อีกต่อไป และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงห่วงโซ่อุปทานระดับโลกอีกด้วย

“ถ้าเราปรับตัวได้ทัน และยกระดับสินค้าไปสู่ความยั่งยืน ก็อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาด EU ได้มากขึ้นเช่นกัน” สุจิตรากล่าว

นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาของธนาคารโลกที่ระบุว่า หากประเทศไทยสามารถปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างจริงจัง จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เทียบเท่า 1% ของ GDP และจะสร้าง Green Jobs ได้มากถึงประมาณ 160,000 ตำแหน่ง

🧽 กฏหมายพื้นที่ชุ่มน้ำ: ฟองน้ำธรรมชาติกำลังหายไป

ภัคเกษม ธงชัย เจ้าหน้าที่แผนงานด้านน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ จากองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำ คือ ร่างกฎหมายที่บ่งบอกลักษณะของพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่เหล่านี้หายไป ถูกทำลาย หรือไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างถูกต้องและเป็นระบบ

พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) คือ พื้นที่ลุ่มราบลุ่ม พื้นที่ลุ่มชื้นแฉะ หรือพื้นที่ที่มีน้ำขังอยู่ถาวรหรือชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำนิ่งหรือน้ำไหล น้ำจืด น้ำกร่อย หรือน้ำเค็ม รวมถึงป่าชายเลนและพรุ ทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำและกรองน้ำตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง

ภัคเกษมอธิบายว่า พื้นที่ชุ่มน้ำสามารถจำแนกได้เป็น 4 ระดับ ได้แก่ พื้นที่ชุ่มน้ำระดับท้องถิ่น พื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติ พื้นที่ชุ่มน้ำระดับระหว่างประเทศ และระดับสูงสุดคือพื้นที่ชุ่มน้ำระดับนานาชาติ หรือพื้นที่แรมซาร์ (Ramsar Site) แต่แม้จะได้รับสถานะระดับนานาชาติ ท้องถิ่นในหลายพื้นก็ยังไม่กำหนดขอบเขตหรือรายละเอียดทางกฎหมายที่ชัดเจนว่า พื้นที่ชุ่มน้ำต่างๆ เข้าเกณฑ์ใด หรือครอบคลุมพื้นที่ใดบ้าง

เขาชี้ว่า พื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศไทยมีความหลากหลายทางระบบนิเวศอย่างมาก หลายแห่งทับซ้อนกับแม่น้ำ ภูเขา หนอง หรือบึง แต่กลับยังไม่ได้รับการรับรองหรือคุ้มครองอย่างชัดเจนในทางกฎหมาย ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศและการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติในระยะยาว

“พื้นที่ชุ่มน้ำเหมือนฟองน้ำของโลกเรา ถ้าเราอยากให้ฟองน้ำหาย วิธีง่ายมาก คือการขยี้มัน บีบมัน ทำให้มันแห้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน” เขากล่าว

ภัคเกษมยกตัวอย่างโครงการแก้มลิง เวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย ซึ่งเดิมถูกวางไว้ในฐานะโครงการพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็นการปรับพื้นที่ให้กลายเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร โดยไม่ได้คำนึงถึงระบบนิเวศดั้งเดิม หรือการกลับมาของสัตว์และพืชที่สูญหายไป สิ่งนี้สะท้อนว่า ความหมายของคำว่า “อนุรักษ์” และ “ฟื้นฟู” ในสังคมไทยยังไม่มีความเข้าใจร่วมกันอย่างแท้จริง เพราะการเปลี่ยนพื้นที่ชุ่มน้ำให้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ทางเกษตร อาจไม่ใช่การฟื้นฟูระบบนิเวศตามความหมายที่ควรจะเป็น

พื้นที่ชุ่มน้ำทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำธรรมชาติ ที่ช่วยรองรับและซับน้ำในช่วงน้ำหลาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป พื้นที่เหล่านั้นจำนวนมากกลับถูกเปลี่ยนสภาพเป็นชุมชนและที่อยู่อาศัย ทำให้พื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติค่อย ๆ หายไป เขากล่าว

ภัคเกษมชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันเมื่อเกิดน้ำท่วม สังคมมักตั้งคำถามว่าจะต้องสร้างเขื่อนเพิ่มหรือขุดลอกคลองเพิ่มหรือไม่ ทั้งที่ในความเป็นจริง ธรรมชาติเคยมีระบบรองรับน้ำเหล่านี้อยู่แล้ว เพียงแต่พื้นที่ชุ่มน้ำจำนวนมากถูกทำลายหรือเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ไป

📌 https://www.ilaw.or.th/articles/57816

13/05/2026

💥ขอเชิญชวนสื่อมวลชนร่วมทำข่าวงานแถลงข่าวสาธารณะ “พลังงานสะอาดของใคร?”ข้อเสนอจากเครือข่ายประชาชนถึงรัฐบาลสู่ประชาธิปไตยพลังงาน สิทธิชุมชน และความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศในวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 – 14.45 น. ณ โรงแรมพิมานการ์เด้น บูติค โฮเต็ล จังหวัดขอนแก่น

💥ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง รัฐไทยกำลังเร่งผลักดันนโยบาย “พลังงานสะอาด” และเศรษฐกิจสีเขียวในฐานะทางออกของประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เกิดขึ้นกลับกำลังก่อให้เกิดความขัดแย้งและผลกระทบต่อชุมชน ทั้งจากเหมืองแร่สำคัญและแร่หายาก การผลักดันคาร์บอนเครดิต การสร้างเขื่อน โรงไฟฟ้าชีวมวล และโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ภายใต้ชื่อของการพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน

💥เวทีสาธารณะครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่ให้เครือข่ายประชาชน ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบ และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ร่วมสะท้อนผลกระทบ ข้อกังวล และข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล ภายใต้คำถามสำคัญว่า “พลังงานสะอาดสำหรับใคร?” และ “การเปลี่ยนผ่านแบบใดที่จะไม่สร้างภาระใหม่ให้ประชาชน”
ภายในงานจะมีการนำเสนอข้อเสนอร่วมจากเครือข่ายภาคประชาชนกว่า 19 เครือข่าย ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ • ผลกระทบจากเหมืองแร่ แบตเตอรี่ และแร่หายาก • คาร์บอนเครดิตกับการเข้าถึงที่ดินและทรัพยากร • เขื่อน พลังงานชีวมวล และอุตสาหกรรมสีเขียว • สิทธิชุมชน สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน • ใครได้ประโยชน์ และใครแบกรับต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

💥กำหนดการ 12.00 – 13.00 น. ลงทะเบียน 13.00 – 14.45 น. แถลงข่าวและนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายจากเครือข่ายประชาชน 19 องค์กรถึงรัฐบาล

💥จัดโดย โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ (PPM) , เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ , มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) , Protection International (PI) ร่วมกับ นักปกป้องสิทธิฯกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ,นักปกป้องสิทธิ ฯ กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย , กลุ่มรักษ์ภูยูง, ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุทชนท้องถิ่น (CPCR), กรณีเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ , กรณีเหมืองแร่แบไรต์ จังหวัดเชียงใหม่ ,กรณีเหมืองแร่ฟลูออไรต์ จังหวัดแม่ฮ่องสอน , กรณีเหมืองแร่พลวง จังหวัดลำปาง, กรณีแม่น้ำกก ท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่, กรณีเหมืองหิน ภาคใต้

13/05/2026

“ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติขยะที่มีมิติซับซ้อนและส่งผลกระทบในหลายระดับ ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ปี 2567 ระบุว่า ประเทศไทยสร้างขยะมูลฝอยสูงถึง 27–28 ล้านตันต่อปี ในจำนวนนี้เป็นขยะพลาสติกราว 2.76 ล้านตัน และขยะอาหารอีกราว 10 ล้านตัน โดยอัตราการนำกลับมาใช้ประโยชน์ยังอยู่ในระดับต่ำที่ 39%”
คำตอบของการรับมือกับวิกฤตินี้อยู่ที่การเปลี่ยนผ่านสังคมไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) แต่การรับรู้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ บทเรียนจากหลายประเทศชี้ว่า ‘กฎหมาย’ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดกติกาใหม่ เพื่อทำให้ทั้งระบบเศรษฐกิจร่วมมือกันลดการเกิดขยะตั้งแต่ต้นทาง และลดการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย
แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand – FFT) ชวนอ่านบทความโดย ‘ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี’ พูดถึงปัญหาขยะล้นเกินและการถลุงใช้ทรัพยากรในไทย เพื่อบอกว่าทำไม ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ถึงควรได้รับการพิจารณาต่อ
อ่านบทความได้ทาง: https://fairfinancethailand.org/article/2026/2026_ce_enlaw/
🎯 อ่านบทความจบแล้ว ชวนฟังการบรรยายถึงร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน เพิ่มเติมในเวทีรับฟังเสียงสาธารณะ ‘กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับไหนต้องไปต่อ: เสียงประชาชนถึงรัฐสภาชุดใหม่ในกรอบเวลา 60 วัน’
📌 ชมเทปย้อนหลังได้ทาง: https://youtu.be/bkqajje1MMo?si=emRKzzYyRJrAPDNW
#เศรษฐกิจหมุนเวียน

ที่อยู่

Phisanulauk
65000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Naresuan Disaster Preparedness & Respondencyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Naresuan Disaster Preparedness & Respondency:

แชร์