15/08/2026
สรุปสาระสำคัญจากการเรียนวิชา RD 653 การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอสังหาริมทรัพย์
ในคาบแรกของวิชา RD 653 การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอสังหาริมทรัพย์ นักศึกษา Credit Bank เรียนร่วมกับนักศึกษา MIRED โดยอาจารย์ได้ปูพื้นฐานเกี่ยวกับการทำ Feasibility Study (ฟีด) และเน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การคำนวณตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่คือ “การตัดสินใจ” ว่าควรลงทุนในโครงการนั้นหรือไม่
สาระสำคัญสามารถสรุปได้ดังนี้
1. สามเสาหลักของการศึกษาความเป็นไปได้ (Three Pillars)
การศึกษาความเป็นไปได้ประกอบด้วย 3 ด้าน โดยเรียงตามความสำคัญ ดังนี้
- ด้านตลาด (Market) สำคัญที่สุด เพราะหากวิเคราะห์ตลาดผิดพลาด แม้โครงการจะสามารถพัฒนาได้ตามกฎหมาย แต่หากขายไม่ได้ เงินทุนอาจจมและสร้างความเสียหายให้โครงการ
- ด้านกายภาพและกฎหมาย (Physical & Legal) พิจารณาว่าที่ดินสามารถพัฒนาอะไรได้บ้างตามกฎหมาย รวมถึงสภาพพื้นที่จริง
- ด้านการเงิน (Financial) นำข้อมูลจากด้านตลาด กายภาพ และกฎหมายมาคำนวณเพื่อประเมินผลตอบแทนและความเป็นไปได้ทางการเงิน
2. การวิเคราะห์ตลาดในระดับ “ย่าน”
- เจาะจงพื้นที่: ควรวิเคราะห์ตลาดในระดับ “ย่าน” (Neighborhood) เป็นหลัก เพราะข้อมูลระดับประเทศหรือจังหวัดอาจไม่สะท้อนสภาพตลาดจริงของพื้นที่นั้น
- สำรวจคู่แข่ง: พิจารณาทั้งราคาต่อตารางเมตร/ต่อหลัง และ อัตราการโอน (Transfer Rate) เนื่องจากยอดจอง (Sale) ไม่เท่ากับยอดโอน นอกจากนี้ควรระวังสินค้าราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท เนื่องจากผู้ซื้อกลุ่มนี้ในปัจจุบันกู้ธนาคารได้ยาก
- ข้อมูลประชากร: ใช้ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยประกอบการวิเคราะห์ และพิจารณา “ประชากรแฝง” ด้วย หากพื้นที่มีจำนวนที่อยู่อาศัยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร อาจสะท้อนความเสี่ยงด้าน Over Supply
3. ข้อจำกัดทางกายภาพและสิ่งแวดล้อม
- อุปสรรคหน้างาน: นอกจากข้อกฎหมาย ต้องพิจารณาขนาดถนนและสภาพทางเข้า-ออก เช่น ถนนกว้าง 6 หรือ 8 เมตร ซึ่งมีผลต่อการเลือกประเภทเสาเข็มและการเข้าพื้นที่ของรถก่อสร้าง
- อิทธิพลจากพื้นที่โดยรอบ: สภาพแวดล้อมอาจส่งผลต่อเวลาการทำงาน เช่น หากอยู่ใกล้โรงเรียนอนุบาล อาจมีข้อจำกัดในการก่อสร้างช่วงกลางวัน หรือหากอยู่ใกล้คอนโดมิเนียม อาจมีข้อจำกัดในการทำงานช่วงกลางคืน ซึ่งอาจกระทบต่อความเป็นไปได้ของโครงการ
- ประวัติที่ดิน: ควรใช้ Google Earth ย้อนดูประวัติพื้นที่ประมาณ 10–20 ปี เพื่อสำรวจว่าที่ดินเคยเป็นบ่อขยะหรือพื้นที่ลุ่มหรือไม่ เนื่องจากอาจส่งผลต่อต้นทุนงานฐานรากและปัญหากลิ่นรบกวนในอนาคต
4. ตัวชี้วัดทางการเงินและกลยุทธ์การลงทุน
- เป้าหมายผลตอบแทน: เกณฑ์พื้นฐานสำหรับนักพัฒนา ได้แก่ กำไรขั้นต้น (GP) ไม่ต่ำกว่า 30%, กำไรสุทธิ (NP) ไม่ต่ำกว่า 12% และ Equity IRR ไม่ต่ำกว่า 10%
- ความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์: คอนโดมิเนียมมีความเสี่ยงสูงกว่าบ้านจัดสรร เนื่องจากมี เงินลงทุนสูงสุด (Maximum Investment) สูงกว่า เพราะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จทั้งอาคารจึงสามารถโอนได้ ขณะที่บ้านจัดสรรสามารถทยอยก่อสร้างและโอนเป็นเฟสได้
- กระแสเงินสด (Cash Flow): เป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจมากกว่ากำไรหรือสินทรัพย์ เพราะหากขาดสภาพคล่อง จะไม่สามารถชำระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและดำเนินธุรกิจต่อได้
5. เครื่องมือวิเคราะห์ (SWOT & 4P)
- SWOT Analysis: ในระยะแรกของการทำ Feasibility Study ควรโฟกัสที่ “ตัวที่ดิน” เป็นหลัก เช่น หน้ากว้าง ระดับดิน และทำเลติดรถไฟฟ้า มากกว่าการวิเคราะห์ตัวองค์กร
- Marketing Mix (4P): ให้ความสำคัญกับ Product (จะทำอะไร), Price (ราคาเท่าไหร่) และ Place (ช่องทาง/สถานที่ขาย) เป็นหลัก ส่วน Promotion ยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญในขั้นตอนนี้
สรุป
หัวใจและวัตถุประสงค์หลักของ Feasibility Study คือ “การตัดสินใจ” ว่าควร “ไปต่อ” หรือ “ละทิ้ง” ที่ดินแปลงนั้นเพื่อไปหาโอกาสใหม่ หากศึกษาจนจบแล้วไม่สามารถนำข้อมูลมาสู่การตัดสินใจได้ การทำ Feasibility Study ก็ยังไม่เกิดประโยชน์สูงสุด
#การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอสังหาริมทรัพย์