ชมรมศิษย์เก่า ม.อัซฮัร จ.สตูล

ชมรมศิษย์เก่า ม.อัซฮัร จ.สตูล ”ส่งเสริมศาสนา | พัฒนาคุณธรรม |
เชื่อมสัมพันธ์ชุมชน“
reposted & shared = ผลบุญ

อย่าใช้ “เครดิตแห่งการปกปิด” ของอัลลอฮ์จนหมดสิ้นอัรรูยานีย์ได้บันทึกหะดีษนี้ไว้ในหนังสือ มุสนัด (เลขที่ 724) และอิบนุ อบ...
13/07/2026

อย่าใช้ “เครดิตแห่งการปกปิด” ของอัลลอฮ์จนหมดสิ้น

อัรรูยานีย์ได้บันทึกหะดีษนี้ไว้ในหนังสือ มุสนัด (เลขที่ 724) และอิบนุ อบี อัดดุนยาได้บันทึกไว้ในหนังสือ อัต-เตาบะฮ์ (เลขที่ 77) ส่วนอัลบัยฮะกีย์ก็ได้รายงานหะดีษนี้ ผ่านสายรายงานของอิบนุ อบี อัดดุนยา ในหนังสือ ชุอะบุลอีมาน (เลขที่ 6822) ดังนี้ :

«عَنْ سَعِيدِ بْنِ أَبِي مَرْيَمَ، عَنْ نَافِعِ بْنِ يَزِيدَ، قَالَ: حَدَّثَنِي خَالِدُ بْنُ يَزِيدَ، أَنَّ أَبَا رَافِعٍ حَدَّثَهُ أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ ﷺ سُئِلَ: كَمْ لِلْمُؤْمِنِ مِنْ سِتْرٍ؟

قَالَ: «هِيَ أَكْثَرُ مِنْ أَنْ تُحْصَى، وَلَكِنَّ الْمُؤْمِنَ إِذَا عَمِلَ خَطِيئَةً هَتَكَ مِنْهَا سِتْرًا، فَإِذَا تَابَ رَجَعَ إِلَيْهِ ذَلِكَ السِّتْرُ، وَتِسْعَةٌ مَعَهُ، فَإِذَا لَمْ يَتُبْ، هَتَكَ عَنْهُ مِنْهَا سِتْرًا وَاحِدًا حَتَّى إِذَا لَمْ يَبْقَ عَلَيْهِ مِنْهَا شَيْءٌ، قَالَ اللَّهُ لِمَنْ شَاءَ مِنْ مَلَائِكَتِهِ: إِنَّ بَنِي آدَمَ يُعَيِّرُونَ وَلَا يُغَيِّرُونَ، فَحُفُّوهُ بِأَجْنِحَتِكُمْ، فَيَفْعَلُونَ بِهِ ذَلِكَ، فَإِنْ تَابَ رَجَعَتْ إِلَيْهِ الْأَسْتَارُ كُلُّهَا، وَإِنْ لَمْ يَتُبْ عَجِبَتْ مِنْهُ الْمَلَائِكَةُ، فَيَقُولُ اللَّهُ لَهُمْ: أَسْلِمُوهُ، فَيُسْلِمُوهُ، حَتَّى لَا يُسْتَرَ مِنْهُ عَوْرَةٌ».»

จากสะอีด อิบนุ อบี มัรยัม จากนาฟิอ์ อิบนุ ยะซีด กล่าวว่า «คอลิด อิบนุ ยะซีด ได้เล่าแก่ฉันว่า อบูรอฟิอ์ได้เล่าแก่เขาว่า ครั้งหนึ่งท่านรอซูลุลลอฮ์ ซล. ถูกถามว่า»

"ผู้ศรัทธาคนหนึ่งได้รับการปกปิด (السِّتر) จากอัลลอฮ์กี่ชั้น?" (กี่ครั้งเท่าไหร่)

ท่านตอบว่า

"การปกปิดนั้นมีมากมายจนไม่อาจนับได้

แต่เมื่อผู้ศรัทธากระทำบาป ม่านแห่งการปกปิดจะถูกฉีกออกไปหนึ่งชั้น

หากเขาเตาบะฮ์ (สำนึกผิดและกลับตัว) ม่านที่ถูกฉีกออกนั้นจะถูกคืนกลับมา และยังมีอีก เก้าชั้น เพิ่มเติมให้แก่เขา

แต่หากเขาไม่เตาบะฮ์ ม่านแห่งการปกปิดก็จะถูกฉีกออกไปอีกหนึ่งชั้น แล้วก็อีกหนึ่งชั้น กระทั่งไม่เหลือการปกปิดแม้แต่ชั้นเดียว

เมื่อนั้น อัลลอฮ์จะตรัสแก่บรรดามลาอิกะฮ์ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ว่า

«แท้จริงลูกหลานอาดัมนั้น คอยแต่ตำหนิผู้อื่น แต่ไม่ช่วยแก้ไขเปลี่ยนแปลงพวกเขา ดังนั้น พวกเจ้าจงโอบล้อมเขาไว้ด้วยปีกของพวกเจ้า'»

แล้วบรรดามลาอิกะฮ์ก็จะกระทำเช่นนั้น

หากเขาเตาบะฮ์ ม่านแห่งการปกปิดทั้งหมดก็จะกลับคืนมาสู่เขา

แต่หากเขาไม่เตาบะฮ์ บรรดามลาอิกะฮ์ก็จะประหลาดใจในตัวเขา แล้วอัลลอฮ์จะตรัสแก่พวกเขาว่า

«'จงปล่อยเขาไปเถิด'»

แล้วพวกเขาก็จะปล่อยเขา จนกระทั่งไม่มีสิ่งใดปกปิดความอับอายของเขาไว้อีกต่อไป"

ข้อคิดจากหะดีษ

รายงานนี้วาดภาพอันงดงามถึงความกว้างใหญ่แห่งพระเมตตาของอัลลอฮ์ที่ทรงมีต่อบ่าวผู้ศรัทธา พระองค์ทรงโอบล้อมพวกเขาไว้ด้วย "ม่านแห่งการปกปิด" อันนับไม่ถ้วน เพื่อปกปิดข้อบกพร่อง ความผิดพลาด และความอับอายของพวกเขา

ทุกครั้งที่บ่าวทำบาป ม่านหนึ่งชั้นจะถูกฉีกออกเพราะผลของความผิดนั้น แต่หากเขารีบกลับตัวด้วยการเตาบะฮ์อย่างจริงใจ อัลลอฮ์จะไม่เพียงทรงคืนม่านที่สูญเสียไป หากยังทรงเพิ่มการปกปิดให้อีกหลายเท่าตัว เป็นการให้เกียรติและส่งเสริมให้บ่าวกลับคืนสู่พระองค์

ในทางตรงกันข้าม หากยังคงดื้อรั้นอยู่กับบาปและเมินเฉยต่อการเตาบะฮ์ ม่านแห่งการปกปิดก็จะค่อย ๆ ถูกถอนออกทีละชั้น จนในที่สุดความอับอายและข้อบกพร่องของเขาอาจถูกเปิดเผยต่อหน้าผู้คน

ด้วยเหตุนี้ หนึ่งในบทลงโทษที่ร้ายแรงที่สุดของการทำบาป จึงมิใช่เพียงผลของบาปนั้นเอง แต่คือ การที่อัลลอฮ์ทรงถอนการปกปิดของพระองค์ออกจากตัวบ่าว

และหนึ่งในผลอันประเสริฐที่สุดของการเตาบะฮ์ ก็คือ การได้รับการปกปิดจากอัลลอฮ์อย่างต่อเนื่อง การมีความปลอดภัยจากความอัปยศ และการได้รับพระเมตตาอันไพศาลจากพระองค์

ดังนั้น อย่าประมาทกับบาปแม้เพียงเล็กน้อย และอย่าผัดวันประกันพรุ่งในการเตาบะฮ์ เพราะเราไม่มีวันรู้ว่า "ม่านแห่งการปกปิด" ที่อัลลอฮ์ทรงเมตตาประทานแก่เรานั้น จะเหลืออยู่มากเพียงใด.

จากท่านอาลี รฏ. ได้เล่าว่า: มีชายคนหนึ่งมาหาท่านศาสดา แล้วกล่าวว่า: "โอ้ท่านศาสนทูตของพระเจ้า โปรดบอกข้าพเจ้าถึงเดือนที่...
21/06/2026

จากท่านอาลี รฏ. ได้เล่าว่า: มีชายคนหนึ่งมาหาท่านศาสดา แล้วกล่าวว่า: "โอ้ท่านศาสนทูตของพระเจ้า โปรดบอกข้าพเจ้าถึงเดือนที่ข้าพเจ้าควรถือศีลอดหลังจากเดือนรอมฎอน (เดือนถือศีลอดภาคบังคับ) ด้วยเถิด"ท่านนาบี ซล.จึงตอบว่า:

"หากท่านต้องการจะถือศีลอดในเดือนใดเดือนหนึ่งหลังจากเดือนรอมฎอน ก็จงถือศีลอดในเดือนมุฮัรร็อม (เดือนที่ 1 ตามปฏิทินอิสลาม) เถิด เพราะแท้จริงมันคือเดือนของพระเจ้า (เป็นเดือนที่ทรงเกียรติและมีความประเสริฐยิ่ง) ซึ่งในเดือนนั้นมีอยู่วันหนึ่ง (คือวันอาชูรออฺ หรือวันที่ 10 ของเดือน) ที่พระเจ้าทรงตอบรับการกลับตัว (การสำนึกผิดและขออภัยโทษ) ของชนกลุ่มหนึ่ง (เช่น กลุ่มชนของนาบีมูซาในอดีต) และพระองค์จะทรงตอบรับการกลับตัวของชนกลุ่มอื่น ๆ ในวันนั้นด้วย (เปิดโอกาสให้ผู้ศรัทธาในยุคต่อมาได้ขออภัยโทษในทุกๆ ปี)"

ท่าน อิหม่าม อิบนุ ระญับ อัลฮัมบาลีย์ (นักปราชญ์และนักอธิบายหะดีษชื่อดัง) ได้เขียนอธิบายหะดีษบทนี้ไว้ในตำราอันเป็นที่ยอมรับอย่าง «لطائف المعارف» (ละฏออิฟุล มะอาริฟ) หน้า 45 ว่า :

"وقولُهُ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ في حديثِ عليٍّ: (وَيَتُوبُ فِيهِ عَلَى آخَرِينَ) حَثٌّ لِلنَّاسِ عَلَى تَجْدِيدِ التَّوْبَةِ النَّصُوحِ فِي يَوْمِ عَاشُورَاءَ وَتَرْجِيَةٌ لِقَبُولِ التَّوْبَةِ، فَمَنْ تَابَ فِيهِ إِلَى اللَّهِ عَزَّ وَجَلَّ مِنْ ذُنُوبِهِ تَابَ اللَّهُ عَلَيْهِ كَمَا تَابَ فِيهِ عَلَى مَنْ قَبْلَهُمْ"

"และคำพูดของท่านนบี (ศ็อลฯ) ในหะดีษที่รายงานโดยท่านอาลี รฏ.ที่ว่า (และพระองค์จะทรงตอบรับการกลับตัวของชนกลุ่มอื่น ๆ ในวันนั้น) นั้น คือการกระตุ้นเตือนและผลักดันให้มนุษย์ทุกคนทำการ 'ฟื้นฟูและเริ่มต้นกลับตัวอย่างจริงจัง ในวันอาชูรออฺนี้ และเป็นการให้ความหวังว่าความผิดจะถูกตอบรับการอภัยโทษ ดังนั้น ผู้ใดก็ตามที่กลับตัวสู่พระองค์จากบาปต่าง ๆ ของเขาในวันนั้น อัลลอฮฺก็จะทรงอภัยโทษให้แก่เขา เช่นเดียวกับที่พระองค์เคยทรงอภัยโทษให้แก่กลุ่มชนก่อนหน้าพวกเขามาแล้ว.

มหาปราชญ์ผู้ถือขาไม้-ดุอาของผู้เป็นแม่ในประวัติศาสตร์อิสลาม มีนักปราชญ์จำนวนไม่น้อยที่ฝากผลงานอันยิ่งใหญ่ไว้แก่โลก แต่มี...
18/06/2026

มหาปราชญ์ผู้ถือขาไม้-ดุอาของผู้เป็นแม่

ในประวัติศาสตร์อิสลาม มีนักปราชญ์จำนวนไม่น้อยที่ฝากผลงานอันยิ่งใหญ่ไว้แก่โลก แต่มีเพียงไม่กี่คนที่เรื่องราวชีวิตของพวกเขากลายเป็นตำนานที่ถูกเล่าขานควบคู่ไปกับผลงานทางวิชาการ หนึ่งในนั้นคือท่านอัซซะมัคชะรีย์ มหาปราชญ์ผู้โด่งดังด้านภาษาอาหรับ ผู้เป็นเจ้าของผลงานอันล้ำค่าและเป็นที่รู้จักในหมู่นักวิชาการทั่วโลกมุสลิม

อย่างไรก็ตาม ผู้คนมิได้จดจำท่านเพียงในฐานะนักปราชญ์ผู้แตกฉานในศาสตร์ภาษาเท่านั้น แต่ยังจดจำภาพของชายผู้หนึ่งซึ่งเดินทางไปทุกหนแห่งด้วยขาไม้ เพราะท่านสูญเสียขาข้างหนึ่งไปตั้งแต่วัยหนุ่ม

วันหนึ่ง ขณะที่ท่านเดินทางเข้าสู่กรุงแบกแดด เมืองหลวงแห่งวิชาการในยุคนั้น นักกฎหมายอิสลามผู้มีชื่อเสียงนามว่า อัดดามิฆอนีย์ ได้พบกับท่านและสังเกตเห็นความพิการดังกล่าว จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า

“ท่านสูญเสียขาข้างนี้ไปได้อย่างไร?”

แทนที่ท่านจะตอบสั้น ๆ เพียงว่าเกิดจากอุบัติเหตุหรือโรคภัย ท่านกลับเล่าเรื่องราวหนึ่งจากวัยเด็กของตนเอง

ท่านกล่าวว่า ครั้งหนึ่งในสมัยที่ยังเป็นเด็ก ด้วยความซุกซนและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ท่านได้จับนกกระจอกตัวหนึ่งมา แล้วนำเชือกไปผูกไว้ที่ขาของมัน เด็กชายตัวน้อยในวันนั้นไม่ได้ตระหนักเลยว่าการกระทำดังกล่าวจะสร้างความทุกข์ทรมานแก่สัตว์ตัวเล็ก ๆ เพียงใด

ต่อมานกกระจอกตัวนั้นพยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลัง ก่อนจะบินหนีเข้าไปในช่องกำแพงแห่งหนึ่ง เมื่อเห็นดังนั้น เด็กชายอัซซะมัคชะรีจึงรีบดึงเชือกกลับมาด้วยแรงทั้งหมดที่มี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นภาพอันน่าสลดใจ

ขาของนกกระจอกตัวนั้นขาดออกจากลำตัวและติดมากับเชือก ส่วนนกบินหนีไปพร้อมกับบาดแผลอันแสนทรมาน

มารดาของท่านซึ่งอยู่ในเหตุการณ์และเป็นสตรีผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา เมื่อเห็นภาพดังกล่าวก็รู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่ง นางไม่อาจทนเห็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ ถูกกระทำอย่างโหดร้ายได้

ด้วยความเจ็บปวดใจ นางจึงกล่าวขึ้นว่า

“ขออัลลอฮ์ทรงตัดขาของเจ้า เหมือนกับที่เจ้าตัดขาของมัน”

คำพูดนั้นหลุดออกมาจากหัวใจของผู้เป็นแม่ที่กำลังสงสารสัตว์ผู้ไร้ทางสู้ และแม้เวลาจะผ่านไปหลายปี เด็กชายคนนั้นก็ไม่เคยลืมเหตุการณ์ดังกล่าว

เมื่อเติบโตขึ้น อัซซะมัคชะรีย์ออกเดินทางแสวงหาความรู้จากเมืองหนึ่งสู่อีกเมืองหนึ่งเช่นเดียวกับนักวิชาการในยุคของท่าน การเดินทางในสมัยนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ไม่มีถนนลาดยาง ไม่มีรถยนต์ และไม่มีโรงพยาบาลที่ทันสมัย ผู้แสวงหาความรู้ต้องเดินทางผ่านทะเลทราย ป่าเขา และดินแดนอันห่างไกลด้วยความอดทนอย่างยิ่ง

ระหว่างการเดินทางครั้งหนึ่ง ท่านประสบอุบัติเหตุอย่างรุนแรงจนขาหัก บาดแผลดังกล่าวลุกลามและเกิดการติดเชื้ออย่างหนัก สุดท้ายแพทย์ในยุคนั้นไม่สามารถรักษาไว้ได้ จึงจำเป็นต้องตัดขาของท่านออก

อัซซะมัคชะรีมักมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นผลจากคำวิงวอนของมารดาที่อัลลอฮ์ทรงตอบรับ และท่านนำเรื่องนี้มาเป็นอุทาหรณ์สอนผู้คนอยู่เสมอว่า การทำร้ายสิ่งมีชีวิตแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ในวันข้างหน้าได้

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ผู้บันทึกชีวประวัติของท่านได้เล่าเรื่องอีกด้านหนึ่งที่มีลักษณะเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มากกว่า

พวกเขาระบุว่า ในระหว่างการเดินทางผ่านแคว้นคุวาริซม์ ดินแดนอันหนาวเหน็บทางตอนเหนือ ท่านต้องเผชิญกับพายุหิมะที่รุนแรงอย่างยิ่ง ความหนาวเย็นในวันนั้นรุนแรงจนทำให้เนื้อเยื่อบริเวณขาถูกทำลาย เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะได้ตามปกติ

เมื่อเวลาผ่านไป เนื้อเยื่อเริ่มตายและเกิดภาวะเน่าเปื่อย จนไม่สามารถรักษาได้ ในที่สุดขาของท่านจึงต้องถูกตัดออกเพื่อรักษาชีวิตไว้

ไม่ว่าสาเหตุจะเป็นอุบัติเหตุ การติดเชื้อ หรือพิษภัยจากความหนาวเย็น สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ มหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับขาไม้เพียงข้างเดียว

แต่เรื่องราวของท่านยังไม่จบเพียงเท่านั้น

ในยุคสมัยนั้น การที่บุคคลหนึ่งมีขาหรือมือขาดหายไป มักทำให้ผู้คนเกิดความสงสัย เพราะในกฎหมายอิสลามมีบทลงโทษบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับการตัดอวัยวะของผู้กระทำความผิดที่ผ่านกระบวนการพิจารณาคดีอย่างครบถ้วน

ดังนั้น ไม่ว่าท่านจะเดินทางไปเมืองใด ก็มักมีผู้คนบางส่วนแอบตั้งคำถามอยู่ในใจว่า

“ชายผู้นี้เคยถูกลงโทษในคดีอาญาหรือไม่?”

สำหรับคนธรรมดา คำถามเช่นนี้อาจไม่สำคัญนัก แต่สำหรับนักวิชาการผู้เป็นที่ยอมรับของสังคม ความคลางแคลงเช่นนี้สามารถทำลายเกียรติยศและความน่าเชื่อถือได้

ด้วยเหตุนี้ ท่านอัซซะมัคชะรีย์จึงพกเอกสารฉบับหนึ่งติดตัวอยู่เสมอภายในมีคำรับรองจากพยานจำนวนมากที่รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสูญเสียขาของท่าน พวกเขาได้ลงชื่อรับรองว่า ความพิการของท่านไม่ได้เกิดจากการถูกลงโทษทางอาญา แต่เกิดจากเหตุการณ์ทางธรรมชาติและความเจ็บป่วยที่ทุกคนรับรู้โดยทั่วกัน.

ท่านฮัรมาละฮ์ กล่าวว่า : ข้าพเจ้าได้ยินท่านอีหม่ามชาฟีอีย์ รฎ. พูดว่า :"ข้าพเจ้าปรารถนาเหลือเกินว่า... สรรพวิชาความรู้ทั...
18/06/2026

ท่านฮัรมาละฮ์ กล่าวว่า : ข้าพเจ้าได้ยินท่านอีหม่ามชาฟีอีย์ รฎ. พูดว่า :

"ข้าพเจ้าปรารถนาเหลือเกินว่า... สรรพวิชาความรู้ทั้งมวลที่ข้าพเจ้าได้แตกฉานนั้นจักแปรเปลี่ยนเป็นโคมปัญญาที่มหาชนได้น้อมนำไปเรียนรู้ อีกทั่งจักสถิตเป็นผลบุญอันบริสุทธิ์ที่ข้าพเจ้าได้รับจากพระผู้เป็นเจ้าโดยที่ตัวข้าพเจ้านั้น ปราศจากความต้องการในคำแซ่ซ้องสรรเสริญใด ๆ จากมนุษย์"

มาตรแม้นมวลกุศลกรรมจักดาษดื่นตระหง่านเงื้อม ดั่งขุนเขาอันมหึมาและสถิตเสถียรปานใด... หากทว่าในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ มันย่อ...
17/06/2026

มาตรแม้นมวลกุศลกรรมจักดาษดื่นตระหง่านเงื้อม ดั่งขุนเขาอันมหึมาและสถิตเสถียรปานใด... หากทว่าในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ มันย่อมต้องป่นปี้สูญสลายไปตามกระแสลมอย่างไร้ค่า หากศาสนกิจเหล่านั้นมิได้หยั่งรากลึกลงบนปฐพีแห่งสัจจะ ซึ่งรากฐานอันแท้จริงนั้น หาใช่สิ่งอื่นใด นอกเสียจาก ความศิโรราบอันบริสุทธิ์แท้ (อิคลาศ) ต่ออัลลอฮ์ พระผู้ทรงสูงเกียรติยศและบารมีอันสูงสุดอันประมาณมิได้

ประชาสัมพันธ์         ชมรมศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร จังหวัดสตูลได้ดำเนินการจัดกิจกรรม คุตบะห์สัญจร ประจำวันศุกร์ที่...
13/06/2026

ประชาสัมพันธ์

ชมรมศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร จังหวัดสตูล
ได้ดำเนินการจัดกิจกรรม คุตบะห์สัญจร ประจำวันศุกร์ที่ 12 เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2569 ณ พื้นที่อำเภอท่าแพ และมัสยิดพื้นที่ใกล้เคียง จังหวัดสตูล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
บรรยากาศเต็มไปด้วยความศรัทธา ความร่วมมือ และความอบอุ่นจากพี่น้องมุสลิมในพื้นที่เป็นอย่างดียิ่ง อัลฮัมดุลิลลาฮ์

🔹 รายชื่อมัสยิดและคอเต็บ 🔹
1. มัสยิดแประ - ใต้
▶️ อ.อับดุลเลาะ มาราสา
2. มัสยิดบ้านกลางไร่ทอน
▶️ อ.มานาฟ สาและ
3. มัสยิดทใหญ่ไร่ทอน
▶️ อ.มุนซิร อภิชาติ
4. มัสยิดดารุศศอลีฮีน (ย่านซื่อ)
▶️ อ.อิบรอเหม หลงสะเตี๊ยะ
5. มัสยิดท่าน้ำเค็ม
▶️ อ.อาลาวี หมัดหมัน

🤝 กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการเผยแพร่ความรู้ทางศาสนา และเสริมสร้างความสามัคคีในสังคมมุสลิม
🙏 ทางชมรมฯ ขอขอบคุณอีหม่าม คอเต็บทุกท่าน คณะกรรมการมัสยิด และพี่น้องในพื้นที่ทุกท่าน ที่ให้การต้อนรับและสนับสนุนกิจกรรมเป็นอย่างดียิ่ง

📌 ฝากพี่น้องทุกท่านช่วยดุอาและสนุบกิจกรรมของชมรมของเราเพื่อให้มีพลังให้เผยแพร่งานศาสนาของพระองค์ด้วยความบริสุทธิ์ใจสืบไป แล้วพบกันในกิจกรรมครั้งต่อไป อินชาอัลลอฮ์

สรุปบรรยากาศกิจกรรม“โอบกอดด้วยใจ สายใยอิสลาม ครั้งที่ 6”เมื่อวันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2596 ชมรมศิษย์เก่าอัซฮัร จ.สตูล ถูกเชิ...
08/05/2026

สรุปบรรยากาศกิจกรรม
“โอบกอดด้วยใจ สายใยอิสลาม ครั้งที่ 6”

เมื่อวันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2596 ชมรมศิษย์เก่าอัซฮัร จ.สตูล ถูกเชิญเข้าร่วมเป็นผู้จัดกิจกรรม “โอบกอดด้วยใจ สายใยอิสลาม ครั้งที่ 6" ซึ่งกิจกรรมได้ดำเนินเสร็จสิ้นลงด้วยความเรียบร้อย ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอบอุ่น ความสามัคคี และความร่วมมืออันดีจากพี่น้องมุสลิมและทุกภาคส่วนที่เข้าร่วมกิจกรรม

ในการนี้ คณะผู้จัดงานขอขอบคุณผู้เข้าร่วมกิจกรรม วิทยากร ผู้สนับสนุน ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันจนทำให้งานครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ จัดขึ้นโดย
ชมรมอีหม่ามอำเภอทุ่งหว้า ร่วมกับ ชมรมศิษย์เก่าอัซฮัร จ.สตูล
กลุ่มออมทรัพย์อัสสะคอวะฮ์ และมุสลิมะห์อัลกอดิรียะฮ์

ขอให้อัลลอฮ์ ﷻ ทรงตอบแทนทุกความดีงาม และประทานความจำเริญแก่ทุกท่าน
#โอบกอดด้วยใจสายใยอิสลาม6
#ชมรมศิษย์เก่าอัซฮัร จ.สตูล

จากท่านอิบนุ อับบาส รฎ. เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮ์ ซล ได้อ่านอัลกุรอานโองการที่ว่า:"พวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮ์อย่างแท้จริงเถิด แ...
04/05/2026

จากท่านอิบนุ อับบาส รฎ. เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮ์ ซล ได้อ่านอัลกุรอานโองการที่ว่า:

"พวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮ์อย่างแท้จริงเถิด และพวกเจ้าจงอย่าตายเป็นอันขาดนอกจากในสภาพที่พวกเจ้าเป็นมุสลิม (ผู้ยอมจำนนต่อพระองค์)" (อาลิ อิมรอน: 102)

แล้วท่านรสูลุลลอฮ์ ซล ก็ได้กล่าวต่อว่า:

"หากน้ำจากต้นซักกูมเพียงหยดเดียวหยดลงมาบนโลกนี้ แน่นอนว่ามันจะทำลายปัจจัยยังชีพและการใช้ชีวิต ของชาวโลกจนพินาศสิ้น แล้วนับประสาอะไรกับผู้ที่ต้องกินมันเป็นอาหารหลัก (ในนรก) เล่า?"

(บันทึกโดย อัตติรมิซียฺ, อันนะสาอี และอิบนุมาญะฮ์ สถานะฮะดีษ: ซอเฮียะห์)

คำอธิบายเพิ่มเติม:

1. การยำเกรง (ตักวา): ท่านนบี ซล. ยกโองการนี้ขึ้นมาเพื่อเตือนให้เตรียมตัวให้พร้อมก่อนความตาย โดยเริ่มจากการเกรงกลัวอัลลอฮ์

2. ความร้ายกาจของต้นซักกูม: ในทางศาสนา "ต้นซักกูม" คือต้นไม้ในนรกที่มีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว (หัวของมันเหมือนหัวปีศาจ) มีรสขมจัดและกลิ่นเหม็นรุนแรง

3. การเปรียบเทียบ: ท่านนบี ซล. ต้องการชี้ให้เห็นว่า แค่ "หยดเดียว" ยังทำลายระบบนิเวศและการใช้ชีวิตของคนทั้งโลกได้ แล้วคนที่ต้องกินมันเข้าไปในท้องจนเต็มในนรกนั้น จะต้องทุกข์ทรมานสาหัสเพียงใด.

สำหรับผู้ศรัทธาเมื่อได้กระทำความผิดบาป แท้จริงบทลงโทษนั้นจะถูกปัดเป่าหรือลบล้างไปจากเขาด้วยเหตุปัจจัย 10 ประการ ดังนี้: ...
16/04/2026

สำหรับผู้ศรัทธาเมื่อได้กระทำความผิดบาป แท้จริงบทลงโทษนั้นจะถูกปัดเป่าหรือลบล้างไปจากเขาด้วยเหตุปัจจัย 10 ประการ ดังนี้:

1. การสำนึกผิด:การที่บ่าวกลับตัวสู่พระองค์และอัลลอฮ์ทรงตอบรับการสำนึกผิดนั้น เพราะแท้จริงผู้ที่กลับตัวจากบาปประหนึ่งผู้ที่ไม่มีบาปติดตัว

2. การขออภัยโทษ: การวิงวอนขอการอภัยจากอัลลอฮ์ และพระองค์ทรงประทานการอภัยโทษให้แก่เขา

3. การประกอบคุณงามความดี :การบำเพ็ญกุศลต่างๆ เพื่อให้ผลบุญนั้นมาลบล้างความผิด ดังที่ปรากฏในตัวบทว่า 'แท้จริงความดีทั้งหลายย่อมขจัดความชั่วให้หมดไป'

4. ดุอาอ์จากพี่น้องผู้ศรัทธา: การที่ผู้ศรัทธาท่านอื่นวิงวอนขอพรและขออภัยโทษให้แก่เขา ทั้งในขณะที่เขามีชีวิตอยู่และหลังจากที่ล่วงลับไปแล้ว

5. การอุทิศส่วนกุศล: การที่พี่น้องผู้ศรัทธาอุทิศผลบุญจากการงานที่ดีงามให้แก่เขา ซึ่งพระองค์ทรงบันดาลให้ผู้วายชนม์ได้รับประโยชน์จากผลบุญเหล่านั้น

6. เคราะห์กรรมในดุนยา:การที่พระองค์ทรงทดสอบเขาด้วยบททดสอบและภัยพิบัติต่างๆ ในโลกนี้ เพื่อเป็นการชำระล้างมลทินแห่งบาป

7. สภาวะในโลกหลังความตาย : การถูกทดสอบในหลุมศพด้วยความตื่นตระหนก หรือการถูกบีบรัดในหลุมศพ
แล้วพระองค์ทรงลบล้างบาปให้แก่เขาด้วยสิ่งนั้น

8. ความน่าสะพรึงกลัวในวันกิยามะฮ์: การถูกทดสอบด้วยความโกลาหล ณ ทุ่งมะห์ชัร ซึ่งถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยลบล้างโทษความผิด

9. การได้รับชะฟาอะฮ์: การได้รับความช่วยเหลือจากผู้ที่ได้รับอนุมัติจากอัลลอฮ์ให้ทำหน้าที่อนุเคราะห์ในวันพิพากษา

10. ความเมตตาของพระผู้ทรงกรุณาปรานี:การที่พระองค์ผู้ทรงเมตตายิ่งจะทรงประทานความโปรดปรานและการอภัยโทษด้วยพระหฤทัยเมตตาของพระองค์เอง

"ดังนั้น บุคคลใดที่พลาดโอกาสจากเหตุปัจจัยแห่งความเมตตาทั้ง 10 ประการนี้ ก็จงอย่าได้ตำหนิผู้ใดเลย นอกจากตัวของเขาเอง".

____________________

อิบนุ ตัยมียะฮ์, *มัจญ์มูอ์ อัล-ฟะตาวา*, รวบรวมโดย อับดุรเราะห์มาน บิน มุฮัมมัด บิน กอซิม (มะดีนะฮ์: มัจญ์มะอ์ อัล-มะลิก ฟะฮัด, 1416), เล่ม 7, หน้า 487-501.

อัส-สุยูฏีย์, *ชัรห์ อัศ-ศุดูร บิชัรห์ ฮาล อัล-เมาตา วะ อัล-กุบูร*, ตรวจสอบโดย ยูซุฟ อะลี บะดีวีย์ (เบรุต: ดาร อัล-กุตุบ อัล-อิลมียะฮ์, 2539), หน้า 402.

ทำดีมาตั้งเยอะ แต่ทำไมอัลลอฮ์ไม่ให้? อิบาดะฮ์นับปี สู้เสี้ยวนาทีตำหนิตัวเองไม่ได้ท่านอีหม่ามอัลฆอซาลีย์ รฮ.กล่าวไว้ในเอี...
12/04/2026

ทำดีมาตั้งเยอะ แต่ทำไมอัลลอฮ์ไม่ให้? อิบาดะฮ์นับปี สู้เสี้ยวนาทีตำหนิตัวเองไม่ได้

ท่านอีหม่ามอัลฆอซาลีย์ รฮ.กล่าวไว้ในเอี๊ยะยาอุลุมิดดีนไว้ว่า :

"وعن وهب بن منبه قال: تعبد رجل زماناً، ثم كانت له إلى الله حاجة، فصام سبعين سبتاً يأكل في كل سبت إحدى عشرة تمرة، ثم سأل الله حاجته فلم يعطها، فرجع إلى نفسه فقال: منك أتيت! لو كان فيك خير أعطيت حاجتك، فنزل إليه ملك فقال: يا ابن آدم، ساعتك هذه التي ذممت فيها نفسك خير من عبادتك التي مضت، وقد قضى الله حاجتك."

เล่าจากท่าน วะฮับ บิน มุนับบิฮ์ ว่า:

"มีชายคนหนึ่งทำอิบาดะฮ์ มาเป็นเวลานาน ต่อมาเขามีความจำเป็นต้องขอดุอาต่ออัลลอฮ์ เนื่องจากมีความสงค์บางอย่าง เขาจึง ถือศีลอดเป็นเวลา 70 เสาร์ (หมายถึงช่วงเวลาที่ยาวนาน) โดยในแต่ละสัปดาห์เขาจะทานอินทผลัมเพียง 11 เม็ดเท่านั้น

เมื่อเขาขอดุอาอฺในสิ่งที่ต้องการ กลับไม่ได้รับการตอบรับ เขาจึงหันกลับมาพิจารณาตัวเองแล้วกล่าวว่า:

'เรื่องนี้มันมาจากเจ้าเองแหละ! (เจ้านี่มันแย่จริงๆ) หากในตัวเจ้ามีความดีงามอยู่บ้าง ป่านนี้คำขอของเจ้าคงถูกตอบรับไปแล้ว'

ทันใดนั้น มีมลาอิกะฮ์ ท่านหนึ่งลงมาหาเขาแล้วกล่าวว่า:
'โอ้ บุตรแห่งอาดัม เอ๋ย... ช่วงเวลาเพียงครู่เดียวที่เจ้าตำหนิตัวเองนี้ ประเสริฐยิ่งกว่าการทำอิบาดะฮ์ทั้งหมดที่เจ้าเคยทำมาเสียอีก และบัดนี้ อัลลอฮ์ได้ทรงตอบรับคำขอของเจ้าเรียบร้อยแล้ว.

ที่อยู่

142 ม.7 ต.เกตรี
Satun
91140

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ชมรมศิษย์เก่า ม.อัซฮัร จ.สตูลผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์