24/09/2026
📌 จาก สู่ : เมื่อโลกของโลจิสติกส์และโซ่อุปทานไม่ได้มีเพียงความไม่แน่นอน
👉🏻 ผศ.ดร.ธนัตถ์ภัทร ถิรธนัชดิลก
-------------------------------------
📣 จากบทความสองตอนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ชวนคุณผู้อ่านทำความรู้จักกับแนวคิด VUCA และผลกระทบต่อการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน รวมถึงการปรับตัวของกรีนโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสีเขียวมาแล้ว อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมทางธุรกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่า ความผันผวนและความไม่แน่นอนอาจยังไม่เพียงพอสำหรับการอธิบายสิ่งที่องค์กรปัจุบันกำลังเผชิญอยู่ ระบบที่เคยดูมั่นคงสามารถหยุดชะงักอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่งของโลกสามารถส่งผลกระทบต่ออีกพื้นที่หนึ่งอย่างคาดไม่ถึง ขณะที่ข้อมูลจำนวนมหาศาลไม่ได้ทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้นเสมอไปอย่างที่เราเข้าใจ
📌 บริบทดังกล่าวนำไปสู่แนวคิด BANI ซึ่งพัฒนาโดยนักอนาคตศาสตร์ Jamais Cascio โดยเริ่มสร้างกรอบแนวคิดนี้ในปี 2018 และเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่านบทความ Facing the Age of Chaos ในปลายเดือนเมษายนปี 2020 BANI ประกอบด้วยตัวอักษรตัวใหญ่ 4 คำ ได้แก่ Brittle, Anxious, Nonlinear และ Incomprehensible โดย Cascio อธิบายว่า BANI เป็นกรอบที่ช่วยให้เราทำความเข้าใจและตีความสภาวะที่มีความโกลาหลและยากต่อการตัดสินใจ (Sense-making framework) ไม่ใช่ทฤษฎีที่เข้ามาแทนที่ VUCA อย่างสมบูรณ์อย่างที่หลายคนเข้าใจกัน แต่เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ช่วยให้เห็นลักษณะของปัญหาที่ VUCA อาจอธิบายได้ไม่ชัดเจนเพียงพอ
📌 สำหรับแนวคิด BANI ในบริบทการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานนั้นเป็นอย่างไร? เพื่อไม่ให้โพสนี้ยาวจนเกินไป ผู้เขียนจะเริ่มอธิบายจากสององค์ประกอบแรกก่อน คือ Brittle และ Anxious และตอนถัดไปจะมาอธิบาย Nonlinear และ Incomprehensible
✅ Brittle หรือ ความเปราะบาง หมายถึง ระบบที่ภายนอกอาจดูแข็งแรงและมีประสิทธิภาพ แต่สามารถล้มเหลวได้อย่างรวดเร็วเมื่อเผชิญแรงกระแทกที่เกินกว่าระบบจะรองรับได้ ประเด็นนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการออกแบบโซ่อุปทาน ในอดีตองค์กรจำนวนมากให้ความสำคัญกับการลดต้นทุน ลดสินค้าคงคลัง และกำจัดทรัพยากรส่วนเกินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่การออกแบบระบบที่เน้นประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เหลือความสามารถสำรองสำหรับรองรับเหตุการณ์หยุดชะงักในปัจจุบันไม่เพียงพอ
ตัวอย่างเช่น หากองค์กรพึ่งพาซัพพลายเออร์รายสำคัญเพียงรายเดียว ใช้เส้นทางขนส่งหลักเพียงเส้นทางเดียว หรือมีสินค้าคงคลังสำรองต่ำมาก ระบบอาจดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้สถานการณ์ปกติ แต่เมื่อซัพพลายเออร์หยุดการผลิต เส้นทางขนส่งถูกตัดขาด หรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญไม่สามารถใช้งานได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นเพียงจุดเดียวอาจส่งผลต่อเนื่องไปยังส่วนอื่นของโซ่อุปทานได้
แนวคิดนี้สอดคล้องกับวรรณกรรมด้านความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวของโซ่อุปทาน (Supply Chain Resilience) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การมีทรัพยากรหรือทางเลือกสำรอง (Redundancy) และ ความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนการดำเนินงาน (Flexibility) เป็นความสามารถสำคัญที่ช่วยลดความเปราะบางของโซ่อุปทาน และเพิ่มความสามารถขององค์กรในการรับมือกับเหตุการณ์หยุดชะงักที่ไม่คาดคิด ดังนั้น การบริหารโซ่อุปทานในโลก BANI จึงไม่ควรตั้งคำถามเพียงว่า “เราจะทำอย่างไรให้ต้นทุนต่ำที่สุด” แต่อาจต้องถามเพิ่มเติมด้วยว่า “หากส่วนสำคัญของระบบหยุดทำงาน เรามีทางเลือกอื่นหรือไม่” การมีซัพพลายเออร์ทางเลือก กำลังการผลิตสำรอง สินค้าคงคลังในระดับที่เหมาะสม หรือเส้นทางขนส่งทางเลือก อาจดูเหมือนเป็นต้นทุนส่วนเกินในสถานการณ์ปกติ แต่สามารถกลายเป็นความสามารถที่สำคัญเมื่อเกิดวิกฤต
✅ องค์ประกอบที่สองคือ Anxious หรือ ความวิตกกังวล ซึ่งสะท้อนสภาวะที่ผู้ตัดสินใจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ข้อมูลจำนวนมาก และความกังวลว่าการตัดสินใจที่ผิดพลาดอาจสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อองค์กร ในโลกของโลจิสติกส์ ผู้บริหารสามารถรับข้อมูลจากระบบ ERP, TMS, WMS, GPS, IoT รวมถึงข้อมูลตลาดและข้อมูลจากคู่ค้าได้แทบตลอดเวลา แต่การมีข้อมูลมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ผู้บริหารมีความมั่นใจในการตัดสินใจมากขึ้นโดยอัตโนมัติ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถที่มากกว่าการรวบรวมข้อมูล โดยต้องสามารถ คัดกรอง วิเคราะห์ และแปลงข้อมูลให้เป็นสารสนเทศที่นำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้จริง การสร้างความสามารถในการมองเห็นข้อมูลตลอดโซ่อุปทาน (Supply Chain Visibility) จะช่วยให้องค์กรสามารถเข้าถึงและติดตามข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน ตลอดจนมองเห็นสัญญาณของความเสี่ยงได้รวดเร็วขึ้น ควบคู่กับการกำหนดตัวชี้วัดความเสี่ยง การเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในหลายรูปแบบ และการกำหนดบทบาทและอำนาจในการตัดสินใจให้ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถตัดสินใจและตอบสนองต่อเหตุการณ์ผิดปกติได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยล่าสุดยังพบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า การมองเห็นข้อมูลตลอดโซ่อุปทานสามารถสนับสนุนความสามารถในการฟื้นตัวขององค์กรได้ แม้ว่าผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและระดับความไม่แน่นอนที่องค์กรเผชิญด้วย
📣 กล่าวโดยสรุป เมื่อมองผ่านสองมิติแรกของ BANI เราจะเห็นว่า ความท้าทายของโซ่อุปทานปัจจุบันไม่ได้อยู่เพียงที่ “เหตุการณ์จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร” แต่รวมถึง “ระบบของเราจะรับแรงกระแทกได้มากเพียงใด” และ “คนในองค์กรสามารถตัดสินใจท่ามกลางข้อมูลและแรงกดดันได้ดีเพียงใด” อย่างไรก็ตาม ยังเหลืออีกสององค์ประกอบของ BANI ที่มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับโซ่อุปทาน คือ Nonlinear และ Incomprehensible ซึ่งผู้เขียนจะชวนคุณผู้อ่านมาทำความเข้าใจกันต่อในบทความตอนหน้า แล้วพบกันนะครับ
-------------------------------------
#ศูนย์บูรณาการทางธุรกิจคณะวิทยาการจัดการ #บริการวิชาการคณะวิทยาการจัดการ #บริหารธุรกิจคณะวิทยาการจัดการ #ผลงานอาจารย์
#ผลงานวิชาการ #บทความวิจัย **S #เกษตรศาสตร์ #เกษตรศรีราชา #มก #คณะวิทยาการจัดการ