Guidedru โครงการอบรมหลักสูตรมัคคุเทศก์ทั่ว?

23/07/2025

🗣️“เถียงกันให้ตาย สุดท้ายก็พวกเดียวกัน”

#ห้องเรียนวัฒนธรรม ชวนทำความเข้าใจ “อคติทางวัฒนธรรม” ใน “ปรากฏการณ์สื่อออนไลน์ เสียม ปะทะ เขมร 2025” กับ ห้องเรียนวัฒนธรรม “สมการมนุษย์: 100 พ่อ X 1000 แม่ = พวกเรา”

'อย่าเรียกว่า “เขมร” นะ ให้เรียกว่า “กัมพูชา”'

'งั้นเรียกว่า “เสียม” ละกัน จะได้รู้สึก'

'ตัวอักษรภาษาไทย ขโมยมาจากตัวภาษาเขมรของฉัน'

'โธ่ พวกเคลมเก่ง!!!'

…คำพูดเหล่านี้อาจฟังดูธรรมดาในโลกโซเชียล แต่เมื่อถูกพูดซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ จนกลายเป็นเสียงหลักในสังคม มันสะท้อนอะไรบางอย่าง มันไม่ใช่แค่ความต่าง แต่มันคือ "ความขัดแย้งที่คุยกันไม่รู้เรื่อง" ทั้งนี้ ประโยคสนทนาอันวกวนกวนใจ ระหว่าง “สองชาติ” ที่อาจทำให้ใครหลาย ๆ คน รู้สึก “คันไม้ คันมือ คันปาก หรือ คันอย่างอื่น” ประโยคเหล่านี้ คือ บทสนทนาอันท้าทาย ที่เกิดขึ้นระหว่าง “สองประเทศ” หรืออาจจะ“สองตัวตนในใจเดียว” ที่ทำให้ใครหลายคนรู้สึกคันไม้คันมือ คันปาก หรือคันลึกลงไปในใจจรดปลายอวัยวะ 🫦
📍แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสิน วันนี้ “ห้องเรียนวัฒนธรรม” ของเราอยากชวนทุกคนลองจินตนาการเป็น “ช่างภาพ” 📸 (จะถ่ายภาพแนว Gen Z กล้องหน้า เลนส์ 0.5 ไม่มองกล้องก็ได้) ถ่ายทอด “ปรากฏการณ์ทางสังคมครั้งนี้” เป็นภาพถ่าย ซึ่งเป็นภาพที่หยุดนิ่งท่ามกลางความวุ่นวาย

🎥เพราะเมื่อภาพหยุดไร้การเคลื่อนไหว เหตุการณ์เบื้องหน้าก็คงไม่ขยับ แต่กลับแปรเปลี่ยนเป็นห้วงเวลาที่ทำให้พวกเราได้ “หยุดคิด” และเมื่อได้หยุดคิด เราก็จะเริ่ม “เห็น” ทั้ง เหตุ-ผล ความกลัว ความเจ็บปวด โอกาสของการเรียนรู้อยู่ร่วมกัน และทางออกอันแสนม่วนใจ (มั้ง)ส่วนใครจะเดินออกประตูไหน จะเลือกประตูทิศเหนือ ใต้ กลาง ตก หรือจะออกประตูแล้วเจอผัดไท อันนี้ก็แล้วแต่ (เสียงสูง)
แต่สำหรับแอดมิน อยากชวน “หยุด” ผ่านการถ่ายรูป “4 แชะ” เพื่อ “หาทางออก” ของกันและกัน

📸 #แชะแรก #ภาพถ่ายใบแรก-เห็นพื้นที่ที่ควรจะเป็น เมื่อถ่ายเสร็จชวนคุณยกภาพนั้นขึ้นมาดู หากคุณดูแล้วเผลอยิ้มขึ้นมา แสดงว่าคุณต้องมีความเข้าใจคำว่า “อาณาจักร” และ คำว่า “รัฐสมัยใหม่” แน่นอนว่า คุณต้องมี “ความรู้ และความเข้าใจ” เกี่ยวกับคำเหล่านั้น แต่ถ้าใครยังไม่เข้าใจ ลองหลับตาแล้วมองแผนที่ใหม่อีกครั้งครับ “อาณาจักรขอม” เคยกว้างไกลครอบคลุมทั้งลุ่มน้ำโขง (พระธาตุเชิงชุม ข้ามภูพานไปไง แต่เดิมเป็นขอมนะเออ รู้ป่าว) ลุ่มน้ำภาคกลาง (ปราสาทที่อยู่ของลิงลพบุรี เจี๊ยก ๆ) ไปจนเขตแดนไทย-พม่า กาญจนบุรี (ปราสาทเมืองสิงห์) เอ่อ...เอิ่ม...มันไม่ใช่ “กัมพูชา” และไม่ใช่ “ประเทศไทย” อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน เพราะตอนนั้น “ยังไม่มีประเทศ” ไม่มีเส้นเขตแดน ไม่มีพาสปอร์ต หรือเพลงชาติ มีแต่เมืองหลวง มีแต่ศูนย์กลางอำนาจ และเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเว(ลา)

#แต่รู้ใช่ไหม? คำว่า “รัฐสมัยใหม่” ที่ต้องนิยามคำว่า “ประเทศ” “วัฒนธรรม” “อารยธรรม” “อำนาจอธิปไตย” “ขอบเขต” เพิ่งเกิดเมื่อไม่กี่ร้อยปีนี้เอง และเป็น “เหตุ” ให้เกิดการให้ความหมาย “เรา-เขา” ด้วยแนวพรมแดนที่วาดด้วยดินสอแข็ง ๆ บนแผนที่ ดังนั้น การทำความเข้า “ศัพท์เฉพาะ” พวกนี้ จึงจำเป็นต่อ “โลกทัศน์” การมอง “ปัญหา” เพื่อให้เกิด “ปัญญา”ดังนั้น ถ้าจะถกเถียงกัน ต้องทำความเข้าใจตรงกันก๊อนนนนนน เพราะไม่งั้น เถียงกันจนต้นถั่วงอกสูงเท่าคอยีราฟ เธอก็เถียงกันตีกันเป็นไก่ชน ดังคำกล่าวที่ว่า เกิดเป็นไก่ต้องชน เกิดเป็นคนต้องสู้ !!! เธอก็ไม่ได้คำตอบอยู่ดีว่า เป็นของเขาหรือของเรา

นอกจากนี้ แกดเจ็ต (Gadget) ที่สำคัญคือ “องค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์” ที่มิใช่เพียง “เรื่องเล่า” “ตำนาน” “พงศาวดาร” ฯลฯ แต่เป็น “ประวัติศาสตร์เชิงประจักษ์” ที่ได้รับการพิสูจน์ ยืนยัน สืบค้น ตรวจทานได้ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่พวกเธอควรหามาประดับความคิดเฉกเช่น gadget ที่เธอหามาไว้ประดับตัว (เพราะสุดท้าย อิน้องปังปอนด์อาจจะมาบอกว่า “กู พ่อทุกสถาบัน !!!!”)
ดังนั้น กลับมาถึงการ “เคลม” ว่า สิ่งนั้นเป็นของฉัน สิ่งนี้เป็นของเธอ มาถึงจุดนี้ เราก็จะงง ๆ ว่า จะเถียงกันไปทำไมก่อน พลิกวิกฤตให้เป็นวิกฤต เอ้ย โอกาสสิ ทำความเข้าใจประเด็นเรื่องพื้นที่ อาณาจักร รัฐ อารยธรรม วัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน และคุณอาจจะเผลอยิ้มออกมาไม่มากก็น้อย
ยัง ๆ ยังไม่ยิ้มอีก ไป...เราไป แชะที่สอง
📸 #แชะที่สอง #ภาพไร้พรมแดน เมื่อภาษา ศิลปะ และตัวอักษร... ไม่มีเส้นกางกั้น คุณเคยถามไหมว่า ตัวอักษรไทย มาจากไหน? หรือคุณอาจเคยได้ยินใครประชดว่า "ขโมยมาจากเขมร" ฟังแล้วก็โมโหไปใหญ่โดยยังไม่ทันฟังให้จบ ลองเปิดใจแล้วดูยกภาพแชะที่สองขึ้นมาดูอีกครั้ง ครั้งนี้ ภาพนั้นมีเสียงลั่นออกมาว่า “ตัวอักษรไทย” ไม่ได้ “ขโมย” มาว้อย (แม้ว่า บริบทการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ของการประดิษฐ์อักษรจะทำให้เราเห็นฉากประหนึ่งพ่อขุนรามฯ เสวยพระกระยาหารเย็นเสร็จ เสด็จเข้าบรรทม และตื่นเช้ามา ก็ทรงประดิษฐ์อักษรไทยได้เลย ว่าซั่น-ขาดบริบททางสังคมวัฒนธรรมอย่างแรง) แต่มันคือผลลัพธ์ของการ “ประดิดประดอย” “รังสรรค์สร้างสรรค์” “เรียงร้อยร้อยเรียง” “ปรับ-ประยุกต์” “ฯลฯ” ในยุคที่ยังไม่มีใครเรียกตัวเองว่า “ประเทศไทย” หรือ “ประเทศกัมพูชา”

ว่าก็ว่าไปตัว “อักษรไทย” ก็ “พัฒนา” มาจากพัฒนาจากอักษรขอมโบราณ และมอญโบราณ ซึ่งรับอิทธิพลและคลี่คลายมาจากอักษรปัลลวะของอินเดียใต้อีกทอดหนึ่ง ทั้งยังพัฒนารูปแบบจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเผยแพร่เข้าสู่ดินแดนต่าง ๆ ทั้งล้านนา อยุธยา ล้านช้าง เป็นต้น ผ่านกระบวนการทางการเมือง ศาสนา และการค้า (โอย...มันคือการต่อยอดเด้อ ต่อยอดที่อ่านว่า ต่อ-ยอด ไม่ใช่ ต่อย-อด 5 5 5)

จะบอกว่า นอกจากตัวอักษรแล้ว เสียงดนตรีที่เราได้ยิน ลวดลายที่เราเห็นตามวัด งานแกะสลักที่เราเคยหลง(รัก)ตั้งแต่เด็ก หรือท่ารำท่าเต้น ที่มีทำนองกำกับ (ตุ๊บ ทิง ทิง ตุ๊บ ทิง ทิง ตุ๊บ ทิง ทิง ถะ ถะ ตุ๊บ ทิง ทิง) มันไม่เคยมี “พรมแดน” ขวางกั้นมาก่อนเลย แต่มันคือ ศิลปะของการไหลเวียน ไม่ใช่ “ของใครคนใดคนหนึ่ง” แต่เป็น “งานศิลป์ของมนุษย์” ที่มวลมหาชน (ชุมชน) ให้การยอมรับและส่งต่อ

ดังนั้น แชะที่สอง ประเด็นหลักสำคัญ คือ การทำความเข้าใจเรื่องของการหมุนเวียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของภาษาและวัฒนธรรมที่มิเคยแยกออกจากกัน กระทั่ง ความลักลั่นจากภาพใบที่ 1 ลอยมาให้เราทำความว้าวุ่นใจ เอ้ย เข้าใจสิ !!!
เอาล่ะ มาถึงจุดนี้ ถ้าคุณยังโมโห... ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าลืมว่า “สิ่งที่เราภูมิใจ” อาจเกิดจาก “สิ่งที่เขาภูมิใจเหมือนกัน” เพราะพอไม่มีพรมแดน... มันก็ถูกรวบตึงให้เป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด
📸 #แชะที่สาม #ภาพสะท้อน เพื่อให้เห็นเครื่องมือทำความเข้าใจตนเอง
เมื่อความคิดเห็นที่ต่างถูกเปล่งเสียงผ่านพื้นที่ดิจิทัล กลับไม่ใช่การแลกเปลี่ยน แต่กลายเป็น “การปะทะทางวัฒนธรรม” ที่สะท้อนรากลึกของความไม่เข้าใจ สิ่งนี้น่าจะเรียกว่า “อคติทางวัฒนธรรม” ที่ทำให้ “ความแตกต่าง” กลายเป็น “กำแพง” ทำให้ “ความรู้” กลายเป็น “อำนาจ” แต่ในขณะเดียวกัน “ความไม่รู้” ก็แปลงร่างกลายเป็นอาวุธเข้าห้ำหั่นถาโถมเข้าหากันและกันนัวเนีย หนุบหนับ หนอดโหน่ง...

#เราจะอยู่ร่วมกันในโลกเดียวกันที่ยังไม่หายโกรธ หายเจ็บ(แค้นเคืองโกรธโทษฉันใย) หรือไม่มีความรู้สึกต่อกัน ว่ากันว่าโลกที่เรายืนอยู่ตอนนี้ ก็ไม่ใช่โลกที่สะอาดหมดจด หรือปราศจากความขัดแย้ง แต่เป็นโลกที่เต็มไปด้วยรอยแผลเก่า-บาดแผลใหม่ และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ และนั่นแหละ คือเหตุผลที่เราต้องสร้าง “ห้องเรียนวัฒนธรรม” ขึ้นมาเพื่อให้เป็นพื้นที่ทดลอง พื้นที่ฟังกันจริง ๆ พื้นที่ตั้งคำถามกับ “เรื่องที่ไม่กล้าคุยกับใคร” เราไม่ได้พยายามลบความต่าง หรือกลบความขัดแย้ง แต่เรากำลัง “สร้างทักษะในการอยู่ร่วมกับความแตกต่าง” ให้ได้อย่างที่มนุษย์ควรกระทำอย่างเป็นวิถี เพราะหากเรายังเถียงกันแบบเดิม ๆ ไปอีกสิบปีคำถามก็จะยังเหมือนเดิม และความไม่เข้าใจ ก็จะส่งต่อไปสู่รุ่นลูก รุ่นหลาน โดยที่ไม่มีใครได้ประโยชน์เลย

📚 #โมดูลห้องเรียนวัฒนธรรม
“สมการมนุษย์: 100 พ่อ × 1000 แม่ = พวกเรา”
คือ ชื่อของห้องเรียนวัฒนธรรมโมดูลหนึ่ง (จาก 36 โมดูลห้องเรียนวัฒนธรรม) ที่มีเป้าหมายเพื่อชวนผู้เข้าร่วมทําความเข้าใจอคติที่เกิดขึ้นด้วยจากความแตกต่างหลากหลาย มองการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันด้วยการเรียนรู้ในฐานะของเพื่อนมนุษย์บนฐานของการทําความเข้าใจซึ่งกันและกันชื่อนี้ตั้งขึ้นเพื่อ ท้าทายแนวคิดเรื่องความบริสุทธิ์ทางชาติพันธุ์ และชี้ให้เห็นว่าความเป็น “พวกเรา” อาจไม่ได้ถูกนิยามด้วยชาติ ภาษา หรือสัญชาติ แต่คือสายใยของความสัมพันธ์ วัฒนธรรมร่วม และความเข้าใจที่ร่วมสร้างขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ความเป็นพวกเรา ก็มักถูก “ผู้มีอำนาจ” แทรกซึม ครอบงำ มิให้ “ประสาน สามัคคี รักใครกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียว” เพราะ “สิ่งนี้” อาจจะกลายเป็นเสี้ยนหนามคอยทิ่มแทงได้ในโลกแห่งการแข็งขัน โลกทุนนิยม ลองคิดพิจารณาดูให้ดีว่า “จริงไหมหล่ะ” (สนใจโมดูลห้องเรียนวัฒนธรรม สามารถติดต่อแอดมินเพื่อรับคู่มือการจัดกระบวนการได้ครับ)
📸 #แชะที่สี่ แชะสุดท้าย #ภาพปริศนา ภาพแห่งความหวังในความขัดแย้ง
เราจะเปลี่ยนศัตรูสู่สหายที่จะร่วมเรียนรู้ได้อย่างไร หรือเราจะเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นโอกาสของการเรียนรู้ได้อย่างไร คงเป็นภาพปริศนาที่ชวนให้ทุกคนได้ครุ่นคิดต่อไป
📍สำคัญที่สุด คือ เราเพียงอยากให้ใครซักคนที่ได้อ่าน “ข้อคิดเห็นนี้” เริ่มต้นเปลี่ยนจาก “ความกลัว” เป็น “ความกล้า” ที่จะเรียนรู้ เปลี่ยน “ความหมองใจ” ให้เป็น “ความเข้าใจ” และสุดท้ายเปลี่ยน “ความเกลียดชัง” ให้เป็น “ความสัมพันธ์” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ในรูปแบบที่ไม่ได้มีความ “สูงกว่า หรือ ต่ำกว่า”

แต่หากเป็นความสัมพันธ์ที่มีแต่ความแตกต่างอย่างเข้าใจ (ศัพท์ทางวิชาการเรียกว่า สัมพัทธ์ [relative] หรือ สัมพัทธนิยม [Relativism] นักมานุษยวิทยาคนสำคัญ Franz Boas [1858-1942] ได้นำเสนอเอาไว้ในแนวคิดที่ชื่อว่า วัฒนธรรมสัมพันธ์ [cultural relativism] ใครสนใจหาอ่านต่อได้เลยจ้า )

✨เราสนับสนุน “ความแตกต่าง” แต่เราไม่สนับสนุน “ความรุนแรงที่เกิดจากอคติที่ก่อร่างสร้างตัวจากสังคม-วัฒนธรรม” หากจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง คือ การเถียงกันแทบเป็นแทบตาย

เราเข้าใจว่า เรามาถูกทางแล้ว แต่ทางไหนหล่ะที่จะ “หยิบ-ฉวย” ประเด็นไปสร้างการเรียนรู้เพื่อประเทืองปัญญาต่อไป ทางนั้นหล่ะ คือ ทางของเรา...
ทางสู่ ห้องเรียนวัฒนธรรม

#ห้องเรียนวัฒนธรรม #เครือข่ายห้องเรียนวัฒนธรรม #เรียนรู้อยู่ร่วม #คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
————————————————————————

เผื่อเป็นประโยชน์นะคะ
22/07/2025

เผื่อเป็นประโยชน์นะคะ

“คนกัมพูชาไม่ใช่คนขแมร์ ค๊า...” – สาวกัมพูชาคนหนึ่งพูดขึ้นหลังจากไม่พอใจที่คนไทยทักนางว่า นางคือคนเขมร...

ถ้าถามว่าเรื่องนี้จริงไหม....จริงครับ กัมพูชาก็ไม่ใช่เขมร และเขมรก็ไม่ใช่ขอม...

แล้วสรุปกัมพูชาคือคนอะไรเดี๋ยวมาติดตามเล่าให้ฟังกันครับ
.....

ในโลกยุคปัจจุบันที่ประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เรามักพบการเหมารวมว่า “คนกัมพูชา คือ คนเขมร” ราวกับสองคำนี้หมายถึงสิ่งเดียวกัน ทั้งที่แท้จริงแล้ว เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางภาษาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา และชาติพันธุ์วิทยาอย่างรอบด้าน จะพบว่าความเข้าใจดังกล่าว “ไม่ถูกต้อง” และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงหลายประการ

---

1. “ขอม” ไม่ใช่ “เขมร” – ความสับสนจากการเหมารวม

คำว่า “ขอม” (Khom) ในประวัติศาสตร์ไทย หมายถึงอารยธรรมโบราณที่มีศูนย์กลางอยู่ในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง และเป็นผู้รับอิทธิพลจากอินเดียผ่านอักษรปัลลวะ ศาสนาฮินดู–พุทธ และวัฒนธรรมดั้งเดิมในแถบสุวรรณภูมิ ขอมจึงมิได้หมายถึงชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่งโดยเฉพาะ แต่หมายถึง “วัฒนธรรมร่วม” (shared civilization) ที่แผ่ขยายทั้งในลาว ไทย และกัมพูชาในยุคก่อนรัฐชาติ

ในขณะที่ “เขมร” หรือ “Khmer” เป็นชื่อชาติพันธุ์ (ethnic group) หนึ่งในปัจจุบัน ที่ประกาศตนเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศกัมพูชา และอ้างความเป็นทายาทของอารยธรรมโบราณดังกล่าว โดยอาศัยคำว่า “เขมร” ในฐานะที่เป็นชื่อราชอาณาจักรหรือภาษา (เช่น ภาษาเขมร)

แต่ในทางประวัติศาสตร์ คำว่า “ขอม” ที่ปรากฏในเอกสารของไทยไม่ได้มีนัยบ่งชี้ชาติพันธุ์ “เขมร” แต่อย่างใด ตัวอย่างเช่นในเอกสารของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ใช้คำว่า “ขอม” อย่างชัดเจนในการจำแนกอักษร ศิลปะ และศาสนา โดยมิได้ใช้แทน “คนเขมร” เลยแม้แต่น้อย

---

2. การเปลี่ยนผ่านจากจักรวรรดิสู่รัฐชาติ – คนกัมพูชายุคใหม่คือใคร?

จักรวรรดิขอมในอดีต (ที่หลายคนรู้จักในชื่อ “อังกอร์”) เป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ: มอญ ลาว เขมร ข่า จ้วง และชนพื้นเมืองหลากหลายกลุ่ม องค์ประกอบทางชาติพันธุ์จึงเป็นสิ่งซับซ้อนและไม่มีทางเหมารวมเป็นกลุ่มเดียวได้

การถือกำเนิดของรัฐชาติ “กัมพูชา” (Cambodia) เกิดขึ้นหลังยุคล่าอาณานิคม โดยเฉพาะเมื่อฝรั่งเศสยึดครองอินโดจีนในศตวรรษที่ 19 รัฐกัมพูชาในปัจจุบันจึงเป็นผลิตผลของการวาดเส้นเขตแดนโดยมหาอำนาจยุโรป มากกว่าจะเป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากอารยธรรมขอมโบราณ

นักมานุษยวิทยาอย่าง David Chandler และ Ben Kiernan ต่างชี้ว่า ประชากรในกัมพูชาปัจจุบันนั้นเป็นกลุ่มลูกผสมที่ผ่านการกลืนกลายของชนพื้นเมืองหลายกลุ่ม รวมถึงมีชาวเวียดนาม จีน จาม และไทยที่ถูกกลืนเข้ามาในระบบรัฐชาติกัมพูชา

---

3. หลักภาษาศาสตร์: เขมรคือเพียงหนึ่งในหลายภาษาที่ใช้ในดินแดนกัมพูชา

ภาษาที่ใช้ในกัมพูชาปัจจุบันคือ “ภาษาเขมร” (Khmer language) ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหลายภาษาที่พูดกันในพื้นที่นี้ ได้แก่ ภาษาปากกะญอ ภาษาปะโหน่ง ภาษาจาม และภาษาเวียด แม้จะเป็นภาษาราชการ แต่ภาษาเขมรเองก็ได้รับอิทธิพลจากภาษาบาลี สันสกฤต และแม้แต่ภาษาจีนและเวียดนาม

นักภาษาศาสตร์อย่าง Franklin Huffman ระบุว่า ภาษาเขมรในปัจจุบันไม่สามารถใช้เป็นตัวแทนของภาษาในจักรวรรดิขอมโบราณได้ทั้งหมด โดยเฉพาะภาษาที่ใช้ในจารึก เช่น อักษรปัลลวะและภาษาสันสกฤต ซึ่งถือว่าเป็นของชนชั้นปกครอง ไม่ใช่ของชนพื้นเมือง

---

4. สรุป: คนกัมพูชาคือประชากรในรัฐกัมพูชา ไม่ใช่ตัวแทนของ “คนเขมร” หรือ “อารยธรรมขอม” แต่เพียงผู้เดียว

ดังนั้น เราควรแยกคำว่า:

“ขอม” = อารยธรรมร่วมของภูมิภาคสุวรรณภูมิ รับอิทธิพลจากอินเดีย มีศูนย์กลางที่เมืองพระนครในอดีต

“เขมร” = ชาติพันธุ์หนึ่ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศกัมพูชา

“คนกัมพูชา” = ประชากรในรัฐสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นจากการวาดเขตแดนของจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส

การเหมารวมว่าคนกัมพูชาคือ “ขอม” หรือคือ “เจ้าของปราสาทอังกอร์” แต่เพียงผู้เดียว จึงเป็นการลดทอนความซับซ้อนของประวัติศาสตร์และเป็นการลบอัตลักษณ์ของชนกลุ่มอื่นในภูมิภาคไปโดยไม่ชอบธรรม

---

บรรณานุกรมเบื้องต้น:

Chandler, D. (2008). A History of Cambodia. Westview Press.

Kiernan, B. (2004). How Pol Pot Came to Power. Yale University Press.

Huffman, F. (1970). Cambodian System of Writing and Beginning Reader. Yale University Press.

Glover, I., & Bellwood, P. (2004). Southeast Asia: From Prehistory to History. RoutledgeCurzon.

---

“Cambodians are not Khmer, okay…?” – exclaimed a Cambodian woman in frustration after being mistaken by a Thai for being Khmer.

Is this true? Yes — Cambodia is not the same as "Khmer," and "Khmer" is not the same as "Khom."

So who exactly are the Cambodian people? Let’s explore the answer.

---

In the modern world, where history and identity are often used as political tools, it’s common to hear the assumption that “Cambodians are Khmer” — as if the two terms were interchangeable.

But upon closer examination through the lenses of linguistics, history, anthropology, and ethnology, it becomes clear that this is a misconception and a distortion of fact.

---

1. “Khom” is not “Khmer” – The confusion of false equivalence

In Thai historical records, “Khom” refers to an ancient civilization centered in the lower Mekong region that absorbed influences from India, including Pallava script, Hindu–Buddhist religions, and cultural traditions from Suvarnabhumi (mainland Southeast Asia).
The term “Khom” did not denote a specific ethnic group, but rather referred to a shared civilization that extended across parts of present-day Laos, Thailand, and Cambodia before the concept of the modern nation-state existed.

On the other hand, “Khmer” refers to a specific ethnic group, which today forms the majority of the population in Cambodia. This group claims lineage from the ancient civilization, adopting the term “Khmer” as a marker of their national and cultural identity — in the name of the kingdom and the official language (Khmer language).

However, in historical Thai documents — such as those by Prince Damrong Rajanubhab — the term “Khom” is used clearly to describe scripts, arts, and religions, but never as a direct reference to the modern Khmer people.

---

2. From empire to nation-state – Who are modern Cambodians?

The ancient Khmer Empire (often referred to as “Angkor”) was a vast realm composed of many ethnic groups: Mon, Lao, Khmer, Kha, Zhuang, and numerous indigenous peoples. The empire was ethnically diverse and cannot be reduced to a single homogeneous identity.

The modern nation-state of “Cambodia” was born after colonial intervention, particularly under French rule in the 19th century. Today's Cambodia is therefore a construct of colonial boundary-making, not a direct continuation of the ancient Angkorian polity.

Anthropologists like David Chandler and Ben Kiernan have shown that today’s Cambodian population is ethnically mixed, shaped by the assimilation of many groups — including Vietnamese, Chinese, Cham, and Thai — who were incorporated into the Cambodian nation-state over time.

---

3. Linguistics: Khmer is only one of many languages in Cambodia

The Khmer language is the official language of Cambodia today, but it is only one of many spoken languages in the region, including Pakkagnor, Phnong, Cham, and Vietnamese.
Even the Khmer language itself has absorbed influences from Pali, Sanskrit, Chinese, and Vietnamese.

Linguist Franklin Huffman has emphasized that the modern Khmer language cannot fully represent the languages of the ancient Khmer Empire, especially those used in inscriptions, such as Pallava script and Sanskrit, which were tools of the elite, not of the common people.

---

4. Conclusion: Cambodians are citizens of Cambodia — not the sole heirs of the Khmer or Khom civilization

We should clearly differentiate between:

“Khom” = A shared civilization in the Suvarnabhumi region influenced by India, centered in ancient Angkor

“Khmer” = A specific ethnic group that forms the majority population of modern Cambodia

“Cambodian” = Citizens of the modern nation-state of Cambodia, formed by colonial borders

To conflate “Cambodians” with “Khom” or to claim they are the sole “owners” of Angkor is to oversimplify history and erase the identities of many other peoples in the region.

---

Selected References:

Chandler, D. (2008). A History of Cambodia. Westview Press.

Kiernan, B. (2004). How Pol Pot Came to Power. Yale University Press.

Huffman, F. (1970). Cambodian System of Writing and Beginning Reader. Yale University Press.

Glover, I., & Bellwood, P. (2004). Southeast Asia: From Prehistory to History. RoutledgeCurzon.

ตอนนี้ยังไม่ได้เปิดอบรมระยะสั้น แต่เรียนป.ตรี อุตสาหกรรมบริการ สาขาธุรกิจนำเที่ยว ก็มีสิทธิ์สอบบัตรมัคคุเทศก์เหมือนกันนะ...
02/05/2023

ตอนนี้ยังไม่ได้เปิดอบรมระยะสั้น แต่เรียนป.ตรี อุตสาหกรรมบริการ สาขาธุรกิจนำเที่ยว ก็มีสิทธิ์สอบบัตรมัคคุเทศก์เหมือนกันนะคะ

ลงทุนทีเดียวได้ทั้ง ป.ตรี, บัตรมัคคุเทศก์, บัตรผู้นำเที่ยวเลยค่าาา

มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ
#มหาวิทยาลัยรัฐแห่งเดียวในจังหวัดสมุทรปราการ

กำลังเปิด #รับสมัครนักศึกษาใหม่
#ภาคพิเศษ (เรียนเฉพาะวันอาทิตย์) ประจำปี 2566

หลักสูตรปริญญาตรี
และหลักสูตรปริญญาตรี (เทียบโอน จาก ปวส.)

3 คณะ กว่า 30 หลักสูตร
สมัคร คลิก > https://sp.dru.ac.th/new/?page_id=9989
╔════════════════╗
สมัครแบบรับตรง ไม่ต้องสอบ
╚════════════════╝
✅ #เรียนเฉพาะวันอาทิตย์
✅ #ไม่จำกัดอายุ
✅ #ทำงานแล้วก็เรียนได้
✅ #ไม่จำกัดเกรดในการสมัคร
✅ #สมัครทางออนไลน์
✅ #ไม่ต้องผ่านTCAS
✅ #งดสอบ
✅ #งดสัมภาษณ์
✅ #ไม่ใช้คะแนนTgatTpat
✅ #ไม่ใช้คะแนนALevel
✅ #ไม่ใช้คะแนนONET
✅ #ไม่ใช้Portfolio

23/10/2022

ดู ติดตาม และค้นพบเนื้อหาที่กำลังติดเทรนด์เพิ่มเติม

23/10/2022
12/10/2022

มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ
เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ ภาคปกติและภาคพิเศษ
ประจำปีการศึกษา 2566
4 คณะ กว่า 50 หลักสูตร
สมัครและรายงานตัวได้ทันที
คลิก > https://reg.dru.ac.th/2017/applicant/
╔═════════════════╗
สมัครแบบรับตรงไม่ต้องผ่านTCAS
╚═════════════════╝
✅ #ฟรีค่าสมัคร
✅ #ไม่จำกัดเกรด
✅ #กู้กยศได้
✅ #มีทุนการศึกษา
✅ #ค่าเทอมเพียง9000บาท
✅ #สมัครทางออนไลน์
✅ #รายงานตัวทางออนไลน์
✅ #ไม่ต้องผ่านTCAS
✅ #งดสอบ
✅ #งดสัมภาษณ์
✅ #ไม่ใช้คะแนนTgatTpat
✅ #ไม่ใช้คะแนนALevel
✅ #ไม่ใช้คะแนนONET
✅ #ไม่ใช้Portfolio

17/09/2022
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยค่าาาา
30/08/2022

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยค่าาาา

[10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ APEC]
1.- APEC ย่อมาจาก Asia-Pacific Economic Cooperation หรือ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
2.- APEC ก่อตั้งใน 2532 มีเป้าหมายหลักคือ ส่งเสริมการเปิดเสรีการค้าการลงทุน และความร่วมมือในด้านมิติสังคมหรือการพัฒนาด้านต่างๆในกลุ่มประเทศที่ตั้งอยู่ในพื้นที่แถบมหาสมุทรแปซิฟิค เช่น ด้านการเกษตร การส่งเสริมบทบาทสตรีในเศรษฐกิจ การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และการพัฒนาด้านสาธารณสุข เป็นต้น
3.- APEC จัดประชุมครั้งแรกที่ กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย มีสมาชิกแรกเริ่ม 12 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย บรูไนดารุสซาลาม แคนาดา อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และสหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน มีสมาชิกจำนวน 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย บรูไนดารุสซาลาม แคนาดา ชิลี เขตปกครองพิเศษฮ่องกง อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เขตเศรษฐกิจไต้หวัน เวียดนาม และไทย
4.- APEC มีมูลค่าการค้ารวมกันสูงมาก คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการค้าโลก มีประชากรร่วมกันราว 2,900 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของโลก มีผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) รวมกันกว่า 53 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,700 ล้านล้านบาท หรือเกินครึ่งหนึ่งของ GDP โลก
5.- APEC วางกรอบร่วมกันเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า สินค้า บริการ การลงทุน รวมถึงผู้คน จะสามารถเคลื่อนย้ายไปมาหาสู่กันได้สะดวก ปลอดภัย มีระเบียบ มีกฎเกณฑ์ มีมาตรฐาน ภายใต้มาตรการที่เอื้อต่อการลงทุนระหว่างกัน
6.- APEC มีจุดเด่นคือ รูปแบบของปฏิสัมพันธ์ โดยจะมีความเป็นทางการน้อยกว่าการประชุมในกรอบอื่น เขตเศรษฐกิจสมาชิกไม่ว่าเล็กหรือใหญ่จะมีเสียงเท่าเทียมกัน และสามารถนำผลลัพธ์ไปใช้ได้โดยสมัครใจหรือเมื่อมีความพร้อม จึงเป็นเสมือนห้องทดลองแนวคิดเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจนเกิดผลสำเร็จร่วมกัน เช่น บัตรเดินทางสำหรับนักธุรกิจ APEC เป็นต้น
7.- APEC จัดประชุมโดยประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรก ปี 2535 นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการประชุมเอเปค ครั้งที่ 4 มีผลลัพธ์สำคัญ คือ การออกแถลงการณ์ประกาศจัดตั้งสำนักเลขาธิการเอเปค หรือ APEC Secretariat ที่สิงคโปร์ เพื่อทำหน้าที่เป็นฝ่าย
สำหรับการเป็นเจ้าภาพ ครั้งที่ 2 ของไทย เกิดขึ้นใน ปี 2546 นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นการประชุมเอเปค ครั้งที่ 15 ผลลัพธ์สำคัญ คือ การสนับสนุนให้เกิดความคืบหน้าในการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮาภายใต้องค์การการค้าโลก และการการต่อต้านการก่อการร้ายที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
8.- APEC Thailand 2022 หรือปี 2565 นี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพอีกครั้ง การประชุมจะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 18 – 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ภายใต้แนวคิด “เปิดกว้าง สร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกันสู่สมดุล” หรือ Open : Connect : Balance สิ่งที่ประเทศไทยจะผลักดันในกรอบความร่วมมือครั้งนี้ ได้แก่
● เปิดกว้างในทุกโอกาส - จะสานต่อการดำเนินงานในการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะการไหลเวียนสินค้าจำเป็น เช่น วัคซีนโควิด-19 และสินค้าทางการแพทย์ นอกจากนี้ ยังตระหนักถึงการเข้าสู่ยุคดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัล เช่น กระบวนการระบบศุลกากรที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการดำเนินธุรกิจที่ช่วยลดต้นทุนจากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และไทยจะส่งเสริมการหารือการจัดทำรายการสินค้าสิ่งแวดล้อม และปรับปรุงรายการสินค้าสิ่งแวดล้อมให้มีความทันสมัย
● เชื่อมโยงในทุกมิติ - เน้นในเรื่องการกลับมาเชื่อมโยงกันผ่านการเดินทางข้ามพรมแดนอย่างปลอดภัย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
● สมดุลในทุกแง่มุม - เป็นโอกาสดีในการนำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG Economy Model ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติของไทย โดยเป็นแนวคิดที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เช่น การปล่อยก๊าซคาร์บอนระดับต่ำ รวมถึงการสานพลังร่วมสร้างเครือข่ายระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการและเยาวชน จะผลักดันให้เกิดการใช้แนวคิดใหม่ๆ ในการดำเนินธุรกิจ เช่น การใช้เทคโนโลยีและการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยไทยจะเน้นเรื่องการคำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งในเรื่องการรักษาป่าไม้ การจัดการขยะทางทะเล และการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมายด้วย นอกจากนี้ ยังมองเห็นความสำคัญของการพัฒนาระบบอาหารและการเกษตรเพื่อความมั่นคงทางอาหารด้วย
9.- APEC 2022 มี ‘ชะลอม’ เป็นตราสัญลักษณ์ ออกแบบโดย ชวนนท์ วงศ์ตระกูลจง นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีแนวคิดและแรงบันดาลใจมาจากความต้องการนำความเป็นไทยสอดแทรกให้สอดคล้องกับแนวคิด Open :Connect : Balance ซึ่งชะลอมเป็นเครื่องจักสานของไทย ใช้ใส่สิ่งของต่างๆ และเป็นสิ่งของสัญลักษณ์การค้าขายและการให้ของไทยมาแต่โบราณ เส้นตอกไม้ไผ่ที่สอดประสานกันทั้งแข็งแรงและยืดหยุ่น เหนียวแน่นและคงทน เสมือนการโอบอุ้มเศรษฐกิจภูมิภาคให้ “มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน”
ทั้งนี้ ตราสัญลักษณ์ชะลอม ใช้การจัดเรียงเส้นตอกไม้ไผ่สานกันจำนวน 21 ช่อง สื่อถึง 21 เขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปค Open – ชะลอมสื่อถึงการค้าที่เปิดกว้าง Connect – ชะลอมเป็นสิ่งบรรจุสินค้าหรือส่งของสำหรับใช้ในการเดินทาง และสื่อถึงความเชื่อมโยง และ Balance – ชะลอมทำจากวัสดุธรรมชาติเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับ BCG Economy Model การแทรกด้วยสีเส้นตอก 3 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน สื่อถึงการเปิดกว้าง สีชมพู สื่อถึงการสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยง และสีเขียวสื่อถึงความสมดุล
10.-APEC ครั้งที่ผ่านมา มีประเทศนิวซีแลนด์เป็นเจ้าภาพ ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับมอบตำแหน่งเจ้าภาพเอเปคจากนิวซีแลนด์ให้ไทย พร้อมกับการรับมอบไม้พายวากะ (Waka Paddle) อันเปรียบเสมือนการขับเคลื่อนเรือเอเปคต่อไปข้างหน้า
ปี 2565 ประเทศไทยจึงเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมเอเปค ด้วยเป้าหมายผลักดันการพัฒนาภูมิภาคไปสู่การเจริญเติบโตอย่างครอบคลุม และการประชุมที่จะมีขึ้นในประเทศไทยครั้งนี้ จะเป็นการประชุมแบบพบหน้ากันของผู้นำจาก 21 เขตเศรษฐกิจเป็นครั้งแรก ในบรรยากาศของการฟื้นตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งเป็นโอกาสอันดีสำหรับประเทศไทยในการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะภาคการเดินทางและท่องเที่ยว ซึ่งสามารถฟื้นฟูการเดินทางและทำธุรกิจแบบพบหน้า และยังเป็นโอกาสให้ไทยได้แสดงความพร้อมว่า สามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับสถานการณ์โควิดได้ โดยยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้พร้อมกัน
“APEC พร้อม ไทยพร้อม”
จึงขอเชิญชวนคนไทยทุกคน มาร่วมกันแสดงพลังและพร้อมเป็นเจ้าภาพในวาระแห่งความภาคภูมิใจนี้ไปด้วยกัน
้อมไทยพร้อม

27/07/2022

แมวแบกหนี้มาแล้วจ้า

ที่อยู่

Thon Buri District
10600

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

02-890-2295

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Guidedruผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์