23/07/2025
🗣️“เถียงกันให้ตาย สุดท้ายก็พวกเดียวกัน”
#ห้องเรียนวัฒนธรรม ชวนทำความเข้าใจ “อคติทางวัฒนธรรม” ใน “ปรากฏการณ์สื่อออนไลน์ เสียม ปะทะ เขมร 2025” กับ ห้องเรียนวัฒนธรรม “สมการมนุษย์: 100 พ่อ X 1000 แม่ = พวกเรา”
'อย่าเรียกว่า “เขมร” นะ ให้เรียกว่า “กัมพูชา”'
'งั้นเรียกว่า “เสียม” ละกัน จะได้รู้สึก'
'ตัวอักษรภาษาไทย ขโมยมาจากตัวภาษาเขมรของฉัน'
'โธ่ พวกเคลมเก่ง!!!'
…คำพูดเหล่านี้อาจฟังดูธรรมดาในโลกโซเชียล แต่เมื่อถูกพูดซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ จนกลายเป็นเสียงหลักในสังคม มันสะท้อนอะไรบางอย่าง มันไม่ใช่แค่ความต่าง แต่มันคือ "ความขัดแย้งที่คุยกันไม่รู้เรื่อง" ทั้งนี้ ประโยคสนทนาอันวกวนกวนใจ ระหว่าง “สองชาติ” ที่อาจทำให้ใครหลาย ๆ คน รู้สึก “คันไม้ คันมือ คันปาก หรือ คันอย่างอื่น” ประโยคเหล่านี้ คือ บทสนทนาอันท้าทาย ที่เกิดขึ้นระหว่าง “สองประเทศ” หรืออาจจะ“สองตัวตนในใจเดียว” ที่ทำให้ใครหลายคนรู้สึกคันไม้คันมือ คันปาก หรือคันลึกลงไปในใจจรดปลายอวัยวะ 🫦
📍แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสิน วันนี้ “ห้องเรียนวัฒนธรรม” ของเราอยากชวนทุกคนลองจินตนาการเป็น “ช่างภาพ” 📸 (จะถ่ายภาพแนว Gen Z กล้องหน้า เลนส์ 0.5 ไม่มองกล้องก็ได้) ถ่ายทอด “ปรากฏการณ์ทางสังคมครั้งนี้” เป็นภาพถ่าย ซึ่งเป็นภาพที่หยุดนิ่งท่ามกลางความวุ่นวาย
🎥เพราะเมื่อภาพหยุดไร้การเคลื่อนไหว เหตุการณ์เบื้องหน้าก็คงไม่ขยับ แต่กลับแปรเปลี่ยนเป็นห้วงเวลาที่ทำให้พวกเราได้ “หยุดคิด” และเมื่อได้หยุดคิด เราก็จะเริ่ม “เห็น” ทั้ง เหตุ-ผล ความกลัว ความเจ็บปวด โอกาสของการเรียนรู้อยู่ร่วมกัน และทางออกอันแสนม่วนใจ (มั้ง)ส่วนใครจะเดินออกประตูไหน จะเลือกประตูทิศเหนือ ใต้ กลาง ตก หรือจะออกประตูแล้วเจอผัดไท อันนี้ก็แล้วแต่ (เสียงสูง)
แต่สำหรับแอดมิน อยากชวน “หยุด” ผ่านการถ่ายรูป “4 แชะ” เพื่อ “หาทางออก” ของกันและกัน
📸 #แชะแรก #ภาพถ่ายใบแรก-เห็นพื้นที่ที่ควรจะเป็น เมื่อถ่ายเสร็จชวนคุณยกภาพนั้นขึ้นมาดู หากคุณดูแล้วเผลอยิ้มขึ้นมา แสดงว่าคุณต้องมีความเข้าใจคำว่า “อาณาจักร” และ คำว่า “รัฐสมัยใหม่” แน่นอนว่า คุณต้องมี “ความรู้ และความเข้าใจ” เกี่ยวกับคำเหล่านั้น แต่ถ้าใครยังไม่เข้าใจ ลองหลับตาแล้วมองแผนที่ใหม่อีกครั้งครับ “อาณาจักรขอม” เคยกว้างไกลครอบคลุมทั้งลุ่มน้ำโขง (พระธาตุเชิงชุม ข้ามภูพานไปไง แต่เดิมเป็นขอมนะเออ รู้ป่าว) ลุ่มน้ำภาคกลาง (ปราสาทที่อยู่ของลิงลพบุรี เจี๊ยก ๆ) ไปจนเขตแดนไทย-พม่า กาญจนบุรี (ปราสาทเมืองสิงห์) เอ่อ...เอิ่ม...มันไม่ใช่ “กัมพูชา” และไม่ใช่ “ประเทศไทย” อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน เพราะตอนนั้น “ยังไม่มีประเทศ” ไม่มีเส้นเขตแดน ไม่มีพาสปอร์ต หรือเพลงชาติ มีแต่เมืองหลวง มีแต่ศูนย์กลางอำนาจ และเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเว(ลา)
#แต่รู้ใช่ไหม? คำว่า “รัฐสมัยใหม่” ที่ต้องนิยามคำว่า “ประเทศ” “วัฒนธรรม” “อารยธรรม” “อำนาจอธิปไตย” “ขอบเขต” เพิ่งเกิดเมื่อไม่กี่ร้อยปีนี้เอง และเป็น “เหตุ” ให้เกิดการให้ความหมาย “เรา-เขา” ด้วยแนวพรมแดนที่วาดด้วยดินสอแข็ง ๆ บนแผนที่ ดังนั้น การทำความเข้า “ศัพท์เฉพาะ” พวกนี้ จึงจำเป็นต่อ “โลกทัศน์” การมอง “ปัญหา” เพื่อให้เกิด “ปัญญา”ดังนั้น ถ้าจะถกเถียงกัน ต้องทำความเข้าใจตรงกันก๊อนนนนนน เพราะไม่งั้น เถียงกันจนต้นถั่วงอกสูงเท่าคอยีราฟ เธอก็เถียงกันตีกันเป็นไก่ชน ดังคำกล่าวที่ว่า เกิดเป็นไก่ต้องชน เกิดเป็นคนต้องสู้ !!! เธอก็ไม่ได้คำตอบอยู่ดีว่า เป็นของเขาหรือของเรา
นอกจากนี้ แกดเจ็ต (Gadget) ที่สำคัญคือ “องค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์” ที่มิใช่เพียง “เรื่องเล่า” “ตำนาน” “พงศาวดาร” ฯลฯ แต่เป็น “ประวัติศาสตร์เชิงประจักษ์” ที่ได้รับการพิสูจน์ ยืนยัน สืบค้น ตรวจทานได้ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่พวกเธอควรหามาประดับความคิดเฉกเช่น gadget ที่เธอหามาไว้ประดับตัว (เพราะสุดท้าย อิน้องปังปอนด์อาจจะมาบอกว่า “กู พ่อทุกสถาบัน !!!!”)
ดังนั้น กลับมาถึงการ “เคลม” ว่า สิ่งนั้นเป็นของฉัน สิ่งนี้เป็นของเธอ มาถึงจุดนี้ เราก็จะงง ๆ ว่า จะเถียงกันไปทำไมก่อน พลิกวิกฤตให้เป็นวิกฤต เอ้ย โอกาสสิ ทำความเข้าใจประเด็นเรื่องพื้นที่ อาณาจักร รัฐ อารยธรรม วัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน และคุณอาจจะเผลอยิ้มออกมาไม่มากก็น้อย
ยัง ๆ ยังไม่ยิ้มอีก ไป...เราไป แชะที่สอง
📸 #แชะที่สอง #ภาพไร้พรมแดน เมื่อภาษา ศิลปะ และตัวอักษร... ไม่มีเส้นกางกั้น คุณเคยถามไหมว่า ตัวอักษรไทย มาจากไหน? หรือคุณอาจเคยได้ยินใครประชดว่า "ขโมยมาจากเขมร" ฟังแล้วก็โมโหไปใหญ่โดยยังไม่ทันฟังให้จบ ลองเปิดใจแล้วดูยกภาพแชะที่สองขึ้นมาดูอีกครั้ง ครั้งนี้ ภาพนั้นมีเสียงลั่นออกมาว่า “ตัวอักษรไทย” ไม่ได้ “ขโมย” มาว้อย (แม้ว่า บริบทการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ของการประดิษฐ์อักษรจะทำให้เราเห็นฉากประหนึ่งพ่อขุนรามฯ เสวยพระกระยาหารเย็นเสร็จ เสด็จเข้าบรรทม และตื่นเช้ามา ก็ทรงประดิษฐ์อักษรไทยได้เลย ว่าซั่น-ขาดบริบททางสังคมวัฒนธรรมอย่างแรง) แต่มันคือผลลัพธ์ของการ “ประดิดประดอย” “รังสรรค์สร้างสรรค์” “เรียงร้อยร้อยเรียง” “ปรับ-ประยุกต์” “ฯลฯ” ในยุคที่ยังไม่มีใครเรียกตัวเองว่า “ประเทศไทย” หรือ “ประเทศกัมพูชา”
ว่าก็ว่าไปตัว “อักษรไทย” ก็ “พัฒนา” มาจากพัฒนาจากอักษรขอมโบราณ และมอญโบราณ ซึ่งรับอิทธิพลและคลี่คลายมาจากอักษรปัลลวะของอินเดียใต้อีกทอดหนึ่ง ทั้งยังพัฒนารูปแบบจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเผยแพร่เข้าสู่ดินแดนต่าง ๆ ทั้งล้านนา อยุธยา ล้านช้าง เป็นต้น ผ่านกระบวนการทางการเมือง ศาสนา และการค้า (โอย...มันคือการต่อยอดเด้อ ต่อยอดที่อ่านว่า ต่อ-ยอด ไม่ใช่ ต่อย-อด 5 5 5)
จะบอกว่า นอกจากตัวอักษรแล้ว เสียงดนตรีที่เราได้ยิน ลวดลายที่เราเห็นตามวัด งานแกะสลักที่เราเคยหลง(รัก)ตั้งแต่เด็ก หรือท่ารำท่าเต้น ที่มีทำนองกำกับ (ตุ๊บ ทิง ทิง ตุ๊บ ทิง ทิง ตุ๊บ ทิง ทิง ถะ ถะ ตุ๊บ ทิง ทิง) มันไม่เคยมี “พรมแดน” ขวางกั้นมาก่อนเลย แต่มันคือ ศิลปะของการไหลเวียน ไม่ใช่ “ของใครคนใดคนหนึ่ง” แต่เป็น “งานศิลป์ของมนุษย์” ที่มวลมหาชน (ชุมชน) ให้การยอมรับและส่งต่อ
ดังนั้น แชะที่สอง ประเด็นหลักสำคัญ คือ การทำความเข้าใจเรื่องของการหมุนเวียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของภาษาและวัฒนธรรมที่มิเคยแยกออกจากกัน กระทั่ง ความลักลั่นจากภาพใบที่ 1 ลอยมาให้เราทำความว้าวุ่นใจ เอ้ย เข้าใจสิ !!!
เอาล่ะ มาถึงจุดนี้ ถ้าคุณยังโมโห... ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าลืมว่า “สิ่งที่เราภูมิใจ” อาจเกิดจาก “สิ่งที่เขาภูมิใจเหมือนกัน” เพราะพอไม่มีพรมแดน... มันก็ถูกรวบตึงให้เป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด
📸 #แชะที่สาม #ภาพสะท้อน เพื่อให้เห็นเครื่องมือทำความเข้าใจตนเอง
เมื่อความคิดเห็นที่ต่างถูกเปล่งเสียงผ่านพื้นที่ดิจิทัล กลับไม่ใช่การแลกเปลี่ยน แต่กลายเป็น “การปะทะทางวัฒนธรรม” ที่สะท้อนรากลึกของความไม่เข้าใจ สิ่งนี้น่าจะเรียกว่า “อคติทางวัฒนธรรม” ที่ทำให้ “ความแตกต่าง” กลายเป็น “กำแพง” ทำให้ “ความรู้” กลายเป็น “อำนาจ” แต่ในขณะเดียวกัน “ความไม่รู้” ก็แปลงร่างกลายเป็นอาวุธเข้าห้ำหั่นถาโถมเข้าหากันและกันนัวเนีย หนุบหนับ หนอดโหน่ง...
#เราจะอยู่ร่วมกันในโลกเดียวกันที่ยังไม่หายโกรธ หายเจ็บ(แค้นเคืองโกรธโทษฉันใย) หรือไม่มีความรู้สึกต่อกัน ว่ากันว่าโลกที่เรายืนอยู่ตอนนี้ ก็ไม่ใช่โลกที่สะอาดหมดจด หรือปราศจากความขัดแย้ง แต่เป็นโลกที่เต็มไปด้วยรอยแผลเก่า-บาดแผลใหม่ และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ และนั่นแหละ คือเหตุผลที่เราต้องสร้าง “ห้องเรียนวัฒนธรรม” ขึ้นมาเพื่อให้เป็นพื้นที่ทดลอง พื้นที่ฟังกันจริง ๆ พื้นที่ตั้งคำถามกับ “เรื่องที่ไม่กล้าคุยกับใคร” เราไม่ได้พยายามลบความต่าง หรือกลบความขัดแย้ง แต่เรากำลัง “สร้างทักษะในการอยู่ร่วมกับความแตกต่าง” ให้ได้อย่างที่มนุษย์ควรกระทำอย่างเป็นวิถี เพราะหากเรายังเถียงกันแบบเดิม ๆ ไปอีกสิบปีคำถามก็จะยังเหมือนเดิม และความไม่เข้าใจ ก็จะส่งต่อไปสู่รุ่นลูก รุ่นหลาน โดยที่ไม่มีใครได้ประโยชน์เลย
📚 #โมดูลห้องเรียนวัฒนธรรม
“สมการมนุษย์: 100 พ่อ × 1000 แม่ = พวกเรา”
คือ ชื่อของห้องเรียนวัฒนธรรมโมดูลหนึ่ง (จาก 36 โมดูลห้องเรียนวัฒนธรรม) ที่มีเป้าหมายเพื่อชวนผู้เข้าร่วมทําความเข้าใจอคติที่เกิดขึ้นด้วยจากความแตกต่างหลากหลาย มองการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันด้วยการเรียนรู้ในฐานะของเพื่อนมนุษย์บนฐานของการทําความเข้าใจซึ่งกันและกันชื่อนี้ตั้งขึ้นเพื่อ ท้าทายแนวคิดเรื่องความบริสุทธิ์ทางชาติพันธุ์ และชี้ให้เห็นว่าความเป็น “พวกเรา” อาจไม่ได้ถูกนิยามด้วยชาติ ภาษา หรือสัญชาติ แต่คือสายใยของความสัมพันธ์ วัฒนธรรมร่วม และความเข้าใจที่ร่วมสร้างขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ความเป็นพวกเรา ก็มักถูก “ผู้มีอำนาจ” แทรกซึม ครอบงำ มิให้ “ประสาน สามัคคี รักใครกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียว” เพราะ “สิ่งนี้” อาจจะกลายเป็นเสี้ยนหนามคอยทิ่มแทงได้ในโลกแห่งการแข็งขัน โลกทุนนิยม ลองคิดพิจารณาดูให้ดีว่า “จริงไหมหล่ะ” (สนใจโมดูลห้องเรียนวัฒนธรรม สามารถติดต่อแอดมินเพื่อรับคู่มือการจัดกระบวนการได้ครับ)
📸 #แชะที่สี่ แชะสุดท้าย #ภาพปริศนา ภาพแห่งความหวังในความขัดแย้ง
เราจะเปลี่ยนศัตรูสู่สหายที่จะร่วมเรียนรู้ได้อย่างไร หรือเราจะเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นโอกาสของการเรียนรู้ได้อย่างไร คงเป็นภาพปริศนาที่ชวนให้ทุกคนได้ครุ่นคิดต่อไป
📍สำคัญที่สุด คือ เราเพียงอยากให้ใครซักคนที่ได้อ่าน “ข้อคิดเห็นนี้” เริ่มต้นเปลี่ยนจาก “ความกลัว” เป็น “ความกล้า” ที่จะเรียนรู้ เปลี่ยน “ความหมองใจ” ให้เป็น “ความเข้าใจ” และสุดท้ายเปลี่ยน “ความเกลียดชัง” ให้เป็น “ความสัมพันธ์” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ในรูปแบบที่ไม่ได้มีความ “สูงกว่า หรือ ต่ำกว่า”
แต่หากเป็นความสัมพันธ์ที่มีแต่ความแตกต่างอย่างเข้าใจ (ศัพท์ทางวิชาการเรียกว่า สัมพัทธ์ [relative] หรือ สัมพัทธนิยม [Relativism] นักมานุษยวิทยาคนสำคัญ Franz Boas [1858-1942] ได้นำเสนอเอาไว้ในแนวคิดที่ชื่อว่า วัฒนธรรมสัมพันธ์ [cultural relativism] ใครสนใจหาอ่านต่อได้เลยจ้า )
✨เราสนับสนุน “ความแตกต่าง” แต่เราไม่สนับสนุน “ความรุนแรงที่เกิดจากอคติที่ก่อร่างสร้างตัวจากสังคม-วัฒนธรรม” หากจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง คือ การเถียงกันแทบเป็นแทบตาย
เราเข้าใจว่า เรามาถูกทางแล้ว แต่ทางไหนหล่ะที่จะ “หยิบ-ฉวย” ประเด็นไปสร้างการเรียนรู้เพื่อประเทืองปัญญาต่อไป ทางนั้นหล่ะ คือ ทางของเรา...
ทางสู่ ห้องเรียนวัฒนธรรม
#ห้องเรียนวัฒนธรรม #เครือข่ายห้องเรียนวัฒนธรรม #เรียนรู้อยู่ร่วม #คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
————————————————————————